แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - watamon

หน้า: [1] 2 3 ... 11
1

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรฟันปลา[/url][/size][/b]
ฟันปลา Litsea umbellate Merr.
บางถิ่นเรียกว่า ฟันปลา สลด (ปราจีนบุรี) เมนตรือ (เขมร-จันทบุรี) สะเตื้อ (จังหวัดตราด)
       ไม้ต้น ขนาดเล็ก หรือไม้พุ่ม สูง 3-10 ม. ตามแขนงมีขนสีน้ำตาล ใบ ผู้เดียวออกเรียงสลับ หรือเรียงเวียนห่างๆรูปรี หรือ มีขนาดออกจะเล็ก กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7.5-23 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือมน โคนใบแหลมขอบของใบเรียบ หรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ข้างบนสีเขียวเข้มเป็นเงา มีขนเฉพาะตามเส้นกลางใบและก็เส้นแขนงใบ ข้างล่างเป็นรอยเปื้อนขาว มีขน เส้นใบมี 6-10 คู่ ข้างล่างแลเห็นชัดกว่าข้างบน ก้านใบยาว 6-12 มม. มี ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกลุ่มตามง่ามใบ ก้านช่อยาว 2-5 มิลลิเมตร ช่อดอกมีขนปกคลุมหนาแน่น สมุนไพร กลีบรวมเชื่อมชิดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 4-6 กลีบ ทั้งถ้วยแล้วก็กลีบติดทนจนกระทั่งได้ผลสำเร็จ ผล รูปไข่หรือค่อนข้างกลม ปลายมีติ่งแหลม โคนมีชั้นของกลีบรวมรองรับอยู่ ขอบกลีบรวมมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดิบ พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และทางภาคใต้ของไทย
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้นเจอ alkaloid ใบ ตำเป็นยาพอกฝี

2

เรามี(ขายพริกไทยดำ)นอกจากจะเป็นเครื่องเทศชูรสของกินที่คนไทยรู้จักกันมาอย่างเป็นเวลายาวนาน
รวมทั้งนิยม(ขายพริกไทยดำ) ที่ได้รับการยอมรับ และก็ถูกใช้เป็น พืชสมุนไพร สำหรับรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆของหมอแผนทิศตะวันออก มานานหลายสิบปีแล้วซึ่งปกติแล้วได้(ขายพริกไทยดำ) และก็ถูกนำไปใช้กับ การดูแลและรักษาโรคต่างๆอาทิเช่น โรคกระเพาะ ไส้ แก้ปวด แก้อักเสบ ฯลฯสำหรับในยุคสมัยที่ความงามนี้ (ขายพริกไทยดำ) ได้รับการยินยอมรับ และก็ความวางใจจากกลุ่มของคนที่อยาก ลดน้ำหนัก ว่ายอดเยี่ยมในพืชสมุนไพร ที่มีผู้นิยมขายมากที่สุด
(ขายพริกไทยดำ)คุณประโยชน์แสนพิเศษ สำหรับในการช่วยสำหรับเพื่อการลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี
จนกระทั่ง มีผลิตภัณฑ์ (ขายพริกไทยดำ)ลดความอ้วน ออกมาให้มองเห็นอย่างมากในขณะนี้สำหรับในวันนี้ จะขอพาคุณผู้หญิงไปเจาะลึก ถึงจุดเด่น ข้อบกพร่อง ของ พริกไทยดำ กัน…
(ขายพริกไทยดำ)ช่วยลดน้ำหนักมีดียังไง
นักวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกา ศึกษาและทำการค้นพบว่า มีการ(ขายพริกไทยดำ) คุณลักษณะในการช่วยต้านความอ้วน เพราะเหตุว่า ในการ(ขายพริกไทยดำ) มีส่วนประกอบของสารไพเพอร์รีน
ซึ่งจะมีข้อดีในเรื่องของ ความฉุน แล้วก็รสที่เผ็ดร้อน ที่ช่วยในการควบคุมยีนส์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุม การก่อตัวของเซลล์ไขมันใหม่ให้ลดน้อยลง พร้อมทั้งทำลายเซลล์ไขมันเก่า ที่สะสมอยู่ภายในร่างกาย ให้มีปริมาณน้อยลง
ผลที่ได้ก็คือ น้ำหนักตัวลดลง ตามไปด้วย อวัยวะส่วนต่างๆที่เคยหย่อนคล้อย ก็จะมีความกระชับเข้ารูปเยอะขึ้น
ยังมีการ(ขายพริกไทยดำ) จะมีคุณลักษณะช่วยสำหรับเพื่อการลดหุ่นดังนี้ช่วยกำจัดเซลล์ไขมันที่อยู่ภายในร่างกายโดยทำให้เซลล์ไขมันเก่า ที่สะสมอยู่ในร่างกายตาย กับ ควบคุมการเกิดขึ้นใหม่ของเซลล์ไขมัน ทำให้ผอมบางลงและกลับมาอ้วนอีกยากขึ้นช่วยทำให้ระบบการทำงานเกี่ยวกับการย่อยอาหารมีประสิทธิภาพเยอะขึ้นโดยกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะ ทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญพลังงาน ที่ได้รับจากการกินอาหาร ไปใช้ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น และก็มีคุณภาพมากเพิ่มขึ้นเมื่อมีการเผาผลาญพลังงาน ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จึงไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการสะสมของไขมันในร่างกาย ซึ่งเป็นสำเหตุสำคัญ ที่นำมาซึ่งความอ้วนขึ้น
วิธีการใช้พริกไทยดำเพื่อลดความอ้วนแม้การ(ขายพริกไทยดำ) จะไม่ใช่ ยาลดหุ่น โดยตรง แต่ก็เป็นสมุนไพรชั้นดี ที่จะช่วยทำให้รูปร่างของคุณให้เกิดความสวยสดงดงามเพรียว โดยส่วนมากแล้วการรับประทานพริกไทยดำ เพื่อลดหุ่น มักนิยมใช้การบรรจุพริกไทยดำป่นละเอียด รวมกับ(ขายพริกไทยดำ)สมุนไพรอื่นๆเอาไว้ในแคปซูล หรือกระทำการอัดเป็นเม็ด เพื่อให้สะดวกต่อการกิน
ในการ(ขายพริกไทยดำ) มีคุณลักษณะเด่นในเรื่องของรสที่เผ็ดร้อน มีผลต่อเซลล์ไขมันให้ทำงานลดลง และยังทำลายเซลล์ไขมันเก่า ที่อยู่ในร่างกายได้อีกช่วยให้กระเพราะอาหารหลั่งกรดได้ดิบได้ดีเพิ่มขึ้น ทำให้ระบบการย่อยของอาหารทำงานได้ดี โดยเหตุนั้น (ขายพริกไทย)ดำผลที่ได้รับคือ ไขมันที่ลดลง แล้วก็ยังทำให้ผิวหนังกระชับมายิ่งขึ้นอีกด้วยซึ่งในขณะนี้ มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดน้ำหนัก โดยการใช้พริกไทยดำ เป็นส่วนผสมหลักออกมาวางจำหน่ายแล้วก็(ขายพริกไทยดำ)อยู่เยอะๆแม้กระนั้นในความเป็นจริงแล้ว การ(ขายพริกไทยดำ) มาใช้สำหรับการลดน้ำหนักนั้น พวกเรามี(ขายพริกไทยดำ)สามารถซื้อหามาแปรรูป ให้เป็นผลิตภัณฑ์ลดหุ่นได้ด้วยตัวเอง โดยมีวิธีการง่ายๆดังนี้
การทำแคปซูลพริกไทยดำ เพื่อใช้สำหรับในการรับประทานด้วยตัวเอง
ด้วยเหตุว่า สามารถหาส่วนประกอบมาทำเองได้ อย่างไม่ยากนักในราคาที่ถูก โดยเริ่มจากการหาซื้อแคปซูลเปล่า ซึ่งหาซื้อได้จากร้านขายยาโดยปกติ
แล้วนำพริกไทยดำป่นละเอียด ที่หาซื้อได้จากร้านขายยาแผนโบราณ แล้วนำพริกไทยดำ มากมายรอคอยกเข้าไปในแคปซูลให้เต็ม
แล้วต่อจากนั้นให้นำมารับประทาน ก่อนรับประทานอาหาร ราว 10 นาที โดยการรับประทานทีละ 2-4 แคปซูล เพื่อความสามารถ ในการเผาผลาญพลังงานแล้วก็ไขมัน
แต่ห้ามกระทำกินหลังรับประทานอาหาร โดยเด็ดขาด เพราะเหตุว่าจะมีผลให้รู้สึกร้อน แล้วก็มีลักษณะเรอ
กินพริกไทยดำปริมาณมากๆติดต่อกันเป็นเวลานานๆระวังมะเร็งสอบถามหา
แม้ พริกไทยดำ จะมีคุณลักษณะที่มีประโยชน์มากมาย สักเท่าใด แต่ว่าถ้าหากทำการรับประทานเข้าไปในร่างกาย ไม่น้อยเลยทีเดียวๆเพื่อลดน้ำหนักแล้ว ก็ย่อมที่จะได้โอกาสเกิดผลข้างเคียงได้ ด้วยเหมือนกัน
เพราะเหตุว่าวิธีขายพริกไทยดำ มีสารสารอัลคาลอยด์ ไพเพอร์ริน เมื่อไปสู่ร่างกายก็จะถูกทำปฏิกิริยา กลายเป็น สารก่อโรคมะเร็งในกรุ๊ปของ เอนไนโตรโซไพเพอร์ริดีน
เมื่อทำการบริโภคเป็นระยะเวลาติดต่อกันนานๆจะก่อให้มีการสะสมสารเป็นพิษ จนมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสูง
แม้กระนั้นปกติแล้ว สารที่เป็นพิษกลุ่มนี้ มีโอกาสที่ร่างกายจะได้รับน้อยมาก แม้ใช้พริกไทยดำ เป็นเพียงแค่เครื่องปรุงสำหรับในการกินอาหารตามปกติ เพราะร่างกายจะสามารถกำจัดออกได้เอง ตามธรรมชาติ นอกเหนือจากนี้ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคตา มีลักษณะอาการเจ็บคอ หรือเป็นโรคริดสีดวงทวาร ไม่สมควรกินพริกไทยดำมากจนเกินความจำเป็น เพราะเหตุว่าอาจจะทำให้ลักษณะของโรคพวกนั้น มีการกำเริบขึ้นได้
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ขายส่งพริกไทยดำ

Tags : ขายส่งพริกไทยดำ,ผลิตอาหารเสริม

3

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลอย่างไรต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน โรคความดันสูง รวมทั้งโรคอื่นๆอันแสนเหนื่อยที่จะรักษา ติดตามผลการศึกษารับรองคุณประโยชน์ได้ในบทความนี้จ้ะ
บทความสมุนไพร พวกนี้อ้างอิงคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือจากผลการค้นคว้ายืนยันจากที่ต่างๆเพื่อสหายได้ไตร่ตรองด้วยตัวเองว่ารักษาโรคเจริญขนาดไหนและน่าเชื่อถือแค่ไหน ถ้าเกิดเพื่อนฝูงๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรือการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเท่าไหร่หรือเปล่าเข้าใจ บทความในเว็บไซต์นี้ผู้เขียนได้คัดแล้วก็รวบรวมจากหลายที่แล้วก็เขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อนพ้องๆถูกใจเนื้อหานี้ก็จะเป็นอย่างยิ่งใจให้คนเขียนได้บทความดีๆให้เพื่อนฝูงอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่สมุนไพร สหายๆจำต้องชอบ
เห็ดหลินจือยั้งมะเร็ง
เห็ดหลินจือ ผลจากการวิจัยพบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยับยั้งโรคมะเร็งไดและก็โดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ สารดังที่กล่าวมาข้างต้นมีอยู่มากที่สปอร์ที่กะเทาะผนังห่อสปอร์แล้วนอกนี้ผลวิจัยจากกรมความก้าวหน้าหมอแผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกรุ๊ป Polysaccharide ซึ่งช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้ม และสารกรุ๊ป Triterpenes (เจอที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ มากที่สุด ) ซึ่งกรุ๊ปข้างหลังสามารถยั้งเซลล์มะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะฝาผนังห่อจะได้ผลดีมากยิ่งกว่าแบบไม่กะเทาะมาก
แต่ฤทธิ์ฆ่าเซลล์ของโรคมะเร็งของโรคมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงผลการทดสอบในหลอดทดสอบแค่นั้น ตอนนี้แผนกแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยจังหวัดเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อคนป่วยโรคมะเร็วจริงๆแล้วก็คาดว่าผลการศึกษาวิจัยนี้คงจะตีแผ่ให้เพื่อนฝูงๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้ค่ะ แม้กระนั้นตอนนี้มีรายงานการเรียนจากเมืองจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงในผู้เจ็บป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด แล้วก็ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งขั้นขยาย โดยไม่เป็นผลข้างเคียงและสามารถใช้ได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานได้โดยสวัสดิภาพ อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การใช้เห็ดหลินจือสำหรับการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่หนทางหลักสำหรับการรักษา เน้นเรื่องเสริมภูมิคุ้มกันมากกว่า
สมุนไพร ในตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายมากมายก่ายกองตามท้องตลาด มีทั้งที่ผลิตในไทยแล้วก็นำเข้าจากต่างแดน หากเพื่อนฝูงๆอยากเลือกซื้อ จำต้องดูให้ดี ว่าสินค้าตัวนั้นมีที่มาแล้วก็แหล่งผลิตน่าเชื่อถือหรือไม่ มีการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือเปล่า รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่สามารถกันความชุ่มชื้นเจริญหรือป่าว
ชาวจีนรู้จักการใช้เห็ดหลินจือรักษาโรคหัวใจมาตั้งแต่ยุคราชวงค์หมิง ปัจจุบันหมอแผนจีนก็ยังคงใช้เห็ดหลินจือการรักษาโรคหัวใจมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเกิดเรื่องที่น่าดึงดูดเนื่องจากว่าถ้าไม่ดีจริงก็คงจะเลิกใช้กันไปนานแล้วใช่ไหม ก็เลยมีการทำการวิจัยกันอย่างจริงๆจังล้นหลามสำหรับประเด็นนี้

สมุนไพร ที่กรุงปักกิ่งได้มีการทดสอบจริงกับคนเจ็บที่มีอาการเจ็บอก จากเส้นโลหิตหัวใจตีบ พบว่าหลังจากการให้กินเห็ดหลินจืออปิ้งต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน ผุ้ป่วยไข้ที่เข้ารับการทดสอบ 90% มีลักษณะที่ดีขึ้น จากการสังเกตร่วมร่วมกับการประเมินคลื่นหัวใจ ECG
เมื่อ 50 ปีที่แล้ว มีนักวิทยาศาสตร์คนญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งได้เจอสารเคมีที่ช่วยลดความดันเลือดในเห็ดหลินจือแล้วก็เจอสารยับยั้งการจับตัวกันจนเป็นก้อนของเลือดอีกด้วย จากการทดสอบใช้เห็ดหลินจือกับคนเจ็บโรคหัวใจโรงพยาบาล พบว่าสามารถลดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้จริง
นักวิทยาศาสตร์รัสเชียรับรองอีกเสียงว่าเห็ดหลินจือช่วยเรื่องเลือดรวมทั้งหัวใจได้จริง และก็พบว่าเห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่ยอดเยี่ยมสำหรับโรคหัวใจ จากกลุ่มตัวอย่างสมุนไพร 21 ประเภท ที่กลุ่มศึกษาค้นคว้าได้เลือกจับมาศึกษาทดลอง
เห็ดหลินจือ ปกติในกระแสเลือดพวกเราจะมีไขมันอยู่แล้วทุกคน จากมากน้อยก็แล้วแต่คนไป แม้กระนั้นถ้าในกระแสโลหิตของพวกเรามีจำนวนไขมันมากเกินไปนี่มีปัญหาแน่ค่ะ เรียกภาวะนี้ว่า โรคไขมันในเส้นเลืดสูง ซึ่งโรคนี้มีต้นเหตุจากหลายสาเหตุ จากอาหาร ภาวะจิตใจ สิ่งแวดล้อม พันธุรวมถึงอาจกำเนิดจาผลกระทบของยาบางชนิดอีกด้วย(ไขมันที่เอ่ยถึงหมายถึงตรีกลีเซอไรค์รวมทั้งคอลเรสเตอรอคอยล โรคไขมันในเลือดสูงสามารถกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคภัยต่างๆตามมาอีก ดังเช่น เบาหวาน โรคความดันเลือดสูง เส้นโลหิตหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด แล้วก็เส้นโลหิตสมองตีบ เป็นต้น
เห็ดหลินจือ นักค้นคว้าได้ค้นพบสารหลายชนิดในเหล็ดหลินจือที่ช่วยลดจำนวนไขมันในเส้นโลหิตเป็นGanoderic Acid แล้วก็ Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 จำพวกที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว เว้นเสียแต่ช่วยลดไขมันในเส้นโลหิตได้แล้ว ยังคุ้มครองไม่ให้ไขมันอุดตันเส้นเลือดได้โดยตรงอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นยังมีสารกรุ๊ป Nucleotide ที่สามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นเลือด รวมทั้งช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ญี่ปุ่นทดสอบให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับผู้ที่เป็นโรคไขมันเส้นโลหิตสูง 70 ราย รวมทั้งทำการเก็บผลของการทดสอบภายหลังผ่านไป 3 เดือน พบว่าวัวเรสเตอคอยลของคนรับการทดลองน้อยลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลที่เกิดจากการวิจัยจากทั่วทั้งโลก และก็ยังพบว่าเห็ดหลินจือ เว้นแต่ช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดแล้ว ยังทำให้โลหิตไหลเวียนอีกด้วย
การที่เห็ดหลินจือสามารถจัดแจงกับภาวะไขมันในเส้นเลือดสูงได้นั้น ได้รับการรับรองจากนักวิจัยทั้งในประเทศญี่ปุ่น จีน รัสเชีย รวมทั้งที่อื่นๆอีกทั้งโลกแล้วว่าสำเร็จจริงละไม่ได้เป็นเพาระความเชื่ออีกต่อไป ท้ายที่สุดก็ขอฝากไว้ สภาวะไขมันในเส้นโลหิตสูงเป็นภาวการณ์ที่อันตรายเพราะสามารถเป็นเหตุให้เกิดโรคน่าขนลุกอื่นๆตามมาได้ ด้วยเหตุนี้ถ้าเพื่อนๆตรวจเลือดแล้วเจอภาวะนี้ก็ควรจะรีบจัดแจงตั้งแต่เนิ่นๆไว้กิ่นจะดียิ่งกว่า

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

4

ถั่งเช่า
ทานถั่งเช่าได้ผลด้านในกี่วัน
-ถั่งเช่า ช่วยรักษาผู้ที่มีลักษณะอาการจากการที่สืบเนื่องมาจากการเป็นโรคไตเป็นต้นว่าอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะบ่อย เป็นต้น
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะนักกีฬาประเภทวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระกำลังอย่างมาก
-ช่วยเพิ่มความสามารถเพศได้อย่างดีเยี่ยมเนื่องจากว่า ถั่งเช่านั้นช่วยทำให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงที่อวัยวะสืบพันธุ์ได้มากขึ้น-สมุนไพร ถั่งเช่าช่วยทำให้น้ำเชื้อน้ำเชื้อแข็งแร็ง
-ถั่งเช่า ช่วยลด และต้านทานอนุมูอิสระภายในร่างกาย ช่วยยับยั้งและก็ชะลอความแก่ได้ รวมทั้งซ่อมเซลต่างๆที่เสื่อมในร่างกาย
-ช่วยเพิ่มความจำ และปกป้องโรคสมองเสท่อมได้
-ช่วยลดอาการใจสั่น และหัวใจเต้นเร็ว ที่มีเหตุมาจากโรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับความดันเลือด
-ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยเพิ่มระดับออกสิเจนในเลือด รวมถึงช่วยทำให้เลือดมีระบบระเบียบไหลเวียนที่ดีขึ้น
-ช่วยยับยั้งเชื้อร้ายอย่างแบคทีเรียในร่างกายได้กระทั่งเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงอย่างวัณโรคก็ตาม
-ถั่งเช่า ช่วยให้เลือดลมของสุขภาพสตรีเดินดีขึ้น เมนส์มาธรรมดา รวมถึงยังช่วยทำให้สุขภาพสตรีมีความพร้อมที่จะมีบุตรเยอะขึ้นดด้วย
-ช่วยต้านโรคมะเร็ง เนื่องจากว่าสารคอร์ไดเซปินใน ถั่งเช่าเป็นสารต่อต้านโรคมะเร็งทำให้ยับยั้งการเป็นวัณโรคมะเร็งได้ รวมทั้งช่วยไม่ให้คนเจ็บโรคมะเร็งที่หายแล้วกลับมาเป็นอีก
สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่า
ที่ตัวของ สมุนไพร ถั่งเช่านั้นมีคุณประโยชน์ต่างๆมากมายก่ายกองก็เพราะเหตุว่าในตัวของถั่งเช่า มีสารออกฤทธิ์สำคัญนั้นเอง ขึ้นรถออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่าที่ออกจะเป็นอระโยชน์แล้วก็ได้รับการรับรองด้านวิทยาศาสตร์แล้วมีดังนี้
1.สาร Cordycepin งานเล่าเรียนทดลองพบว่าสารตัวนี้สามารถ ช่วยแก้อาการหมดแรง ชูกำลัง ต้านเชื้อโรคช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ ต้านทานการโตของเซลล์มะเร็ง บำรุงไต รักษาโรคไตอักเสบ บำรุงระบบแพร่พันธุ์ ปรับสมดุลร่างกาย และก็ เสริมภูมิคุ้มกัน
2.สาร Nitric oxides สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยวิธีการแข็งของของลับชายให้ดำเนินงาน แข็งเร็ว และ นานขึ้น มันจะออกฤทธิ์ในการขยายเส้นเลือดให้ไปสู่องคชาติเพิ่มมากขึ้น ถั่งเช่า ให้การแข็งตัวของอวัยวะเพศนานขึ้นอย่างสมบูรณ์
3.สาร Adrenaline สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย มันจะทำให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น ไม่มีอาการหมดแรง รวมทั้งสามารถนอนได้อย่างมากหลับเต็มที่เยอะขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังสามารถช่วยชะลอความแก่ให้กับคนอย่างเราๆได้อีกด้วย
4.สารPolysaccharide สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของมนุษย์ มันจะสร้างกลไกการคุ้มครองป้องกันโรค และคุ้มครองป้องกันการเกิดมะเร็งได้เป็นอย่างดี
แบบอย่างงานค้นคว้าวิจัยบางส่วนที่เกี่ยวโยงกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นงานศึกษาค้นคว้าวิจัยในตัวของคน ดังนี้
-จากการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จาก ถั่งเช่าที่ส่งผลกระตุ้นสมรรถทางเพศของเพศชายจากปริมาณแบบอย่างทั้งหมด 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้อน้ำอสุจิของผู้ชายจากกลุ่มทดลองได้ถึง33%แล้วก็ยังสามารถช่วยลดจำนวนสเปิร์มที่อ่อนแอ หรือเปล่าธรรมดาลงในเชื้อน้ำเชื้อของผู้ชายจากกลุ่มของตัวอย่าง29%จากการที่แค่ให้ผู้ชายจากกลุ่มของตัวอย่างนี้รับประทาน ถั่งเช่าเพียงแค่เป็นอาหารเสริมแค่นั้น นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งตัวอย่างตัวอย่างร่วมกันที่เป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความสามารถทางเพศ เป็นมีการให้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดศ คือมีการให้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดศชาย และผู้หญิงปริมาณ 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศลดลงได้ทดลองกิน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยทำให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งหมดศชาย แล้เพศหญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่มากขึ้นได้ถึง 66%
-จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จาก สมุนไพร ถั่งเช่าที่ส่งผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ศึกษาและทำการค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเท่านั้น โดยแตกต่างจากกลุ่มที่ยังคงรักษาด้วยยาแผนปัจุบันโดยสิ้นเชิง เพราะว่าการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลเพียงแค่ได้เพียงแต่ 54 % เพียงแค่นั้น

ถั่งเช่าสายพันธุ์ไหนที่ดีที่สุด?[/size][/b]
ถั่งเช่ามีมากหลายประเภท นานาประการสายพันธุ์ แล้วก็จากหลายพื้อที่ ทั้งยังแบบเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แล้วก็แบบที่เกิดจากขั้นตอนการเพาะเลี้ยง ส่วนถั่งเช่าสายพันธ์ไหนที่แพงที่สุดในโลกนั้นก็อาจจำต้องพูดว่าเป็นถั่งเช่าสายพันธ์ประเทศทิเบต สาเหตุก็เนื่องจากหายาก แต่ว่าในตอนนี้ได้มีหลักฐานการตรวจสอบแล้วก็พบว่าสารออกฤทธิ์สำคัญสำหรับในการรักษาโรคของเห็ดถั่งเช่าสีทอง(ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย) มีมากกว่าถั่งเช่าทิเบตหลายเท่า นอกจากนั้นการที่เห็ดถั่งเช่าสีทองสามารถเพาะเลี้ยงได้ทให้สามารถควบคุมสารเจือปนแล้วก็โลหะหนักให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ง่ายดายยิ่งกว่าถั่งเช่าทิเบตที่เก็บมาจากธรรมชาติ
-เกรดของถั่งเช่า
นอกจากถั่งเช่ามีหลายสายพันธุ์แล้ว ถั่งเช่ายังมีหลายเกรดอีกด้วย โดยหลักๆที่พบในปัจจุบันและก็ตามตลาดก็จะมี 2 เกรดด้วยกันดังต่อไปนี้
-เกรด AAA –ถั่งเช่าเกรด AAAหมายถึงถั่งเช่าที่ได้รับการคัดสรรมาอย่าดีว่าเป็น ถั่งเช่าที่มีสาระ และสารอาหารมากมายว่า ถั่งเช่าธรรมดา รวมทั้งเป็น ถั่งเช่าที่มีขนาดมาตรฐาน แล้วก็ถูกเก็บมาในขณะที่ถูก
-เกรด A-ถั่งเช่าเกรด Aหมายถึงสมุนไพร ถั่งเช่าที่มีคุณสมบัติแทบเหมือนถั่งเช่าเกรด AAA ทุกอย่าง เพียงแต่ว่าขนาดของมันนั้นไม่ได้มาตรฐานเพียงเท่านั้น
เว้นเสียแต่ถั่งเช่า 2 เกรดที่ว่ามาแล้วนั้นยังมีเกรดอื่นๆแม้กระนั้นไม่ได้รับความนิยมในตลาด ที่นิยมก็มีแค่ 2 เกรดหลักๆแค่นั้น เพื่อความปลอดภัยเราควรจะซื้อ ถั่งเช่าจากร้านขายยา หรือสมุนไพรจีนที่เปิดให้บริการมาอย่างนาน หรือร้านที่ได้รับความนิยมกับคนทั่วๆไป ทั้งนี้นั้นก็เพื่อก็เพื่อความสุขใจรวมทั้งจะได้ผิดหลอกให้ซื้อของปลอมนั้นเอง

5

พิมเสน (Bomed Camphor)
พิมเสนเป็นยังไง พิมเสนมีชื่อเรียกหลายชื่อ ดังเช่น ภิมเสน น่ากลัวเสน พิมเสนเกล็ด พิมเสนตรังกานู พรมแสน มีชื่อสามัญว่า “Borneo Camphor” แขกประเทศอินเดียในบอมเบย์เรียก “Bhimseni” หรือ “Boras” ชาวฮินดูเรียก “Bhimsaini-kapur” หรือ “Barus kapur”  โดยทั่วไปแล้วพิมเสนแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดเป็นพิมเสนที่ได้จากธรรมชาติหรือพิมเสนแท้ ชื่อสามัญ Borneol camphorรวมทั้งพิมเสนสังเคราะห์ หรือพิมเสนเทียม ชื่อสามัญ Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนจะมีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆแบนๆมีสีขาวขุ่นหรือออกแดงอ่อนๆ(ถ้าหากเป็นพิมเสนบริสุทธิ์จะเป็นผลึกรูปแผ่นหกเหลี่ยม) มีเนื้อแน่นกว่าการบูร ระเหิดได้ช้ากว่าการบูร ติดไฟให้แสงจ้าและมีควันมาก ไม่มีเถ้าถ่าน ละลายได้ยากในน้ำ ละลายเจริญในตัวทำละลายชนิดขั้วต่ำ พิมเสนมีกลิ่นหอมยวนใจเย็น ฉุน รสหอม เย็นปากเย็นคอ อดีตคนไทยนิยมใช้ใส่ไว้ภายในหมากพลูบด
สูตรทางเคมีและก็สูตรโครงสร้าง พิมเสนแท้ (Borneo Camphor) เป็นสารประกอบอินทรีย์ประเภทไบไซคิก  และเป็นสารกลุ่มเทอร์พีน มีสูตรเคมีเป็น C10H18O มีชื่อทางเคมีว่า(+)-borneol หรือ endo-2-camphanol หรือ endo-2-hydroxycamphane  มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาว 6 เหลี่ยม มีกลิ่นหอมหวนฉุนคล้ายการบูร ติดไฟให้แสงแรงแล้วก็มีควันมาก ไม่มีเถ้า มีมวลโมเลกุล 154.25                gmd -1 และก็มีความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 1.011 มีจุดหลอมตัว 208 องศาเซลเซียส เกือบไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายประเภทขั้วต่ำ ดังเช่นว่า ปิโตรเลียมอีคุณ(1:6) ในเบนซีน (1:5)
 
ที่มา : Wikiperdia
ที่มาที่ไป พิมเสนธรรมชาติ หรือ พิมเสนแท้เป็นพิมเสนที่ได้มาจากการระเหิด (ผู้กระทำลั่นของแก่นไม้โดยธรรมชาติ) ของยางจากต้นไม้ชนิด (เข้าใจว่าตัวต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ไม่ได้ถูกข้อกำหนดชื่อไทยไว้ ซึ่งในตำรายาแผนโบราณจำนวนมากก็จะพูดถึงแต่สิ่งที่สกัดได้จากเจ้าพืชต้นใหญ่นี้ว่า พิมเสน เพราะเหตุว่าแม้เรียกว่าต้นพิมเสนบางทีอาจเกิดความสับสน เนื่องจากว่าต้นพิมเสน นั้นยังเป็นพืชอีกชนิด เป็นไม้เนื้ออ่อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pogostemon cablin (Blanco) Benth. ตระกูล Labiatae ซึ่งเจ้าต้นนี้ สกัดได้น้ำมันหอมระเหย ที่ฝรั่งเรียกว่า Patchouli) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Dryobalanops aromatica Gaertn. จัดอยู่ในวงศ์ยางทุ่งนา (DIPTEROCARPACEAE) (ภาษาจีนกลางเรียกว่า “หลงเหน่าเซียงสู้”) ซึ่งมักพบในรัฐตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพืชประเภทนี้(Dryobalanops aromatic Gaertn.) มีชื่อเรียกหลายชื่อ อย่างเช่น Borneo Camphor Tree, Pokok Kapur Barus (มลายู), Pokok Kapurum (อินโดนีเซีย-เกะสุมาตรา), Mahoborn Teak(อินโดนีเซีย-บอร์เนียว) เป็นไม้ขนาดใหญ่ บางทีอาจสูงได้ถึง 70 เมตร มีพูพอนใหญ่มาก วัดโดยรอบลำต้นได้ 2-10 เมตร เปลาตรง เรือนยอดเป็นรูปฉัตร มีแขนงใหญ่ ปลายกิ่งตก ยอดทรงแหลม ใบเป็นใบลำพัง ใบที่อยู่ตอนบนของต้นเรียงสลับกัน ส่วนใบที่อยู่ตอนล่างของต้นออกตรงกันข้าม รูปไข่ ค่อยๆเรียวแหลมสู่ปลายใบ ขนาดกว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 7.5-17.8 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ ก้านใบสั้น ใบอ่อนสีแดงรวมทั้งแขวน ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมยวนใจ กลีบชั้นนอกมี 5 กลีบ ขนาดเท่าๆกัน แข็ง กลีบชั้นในห่อตามแนวยาว เกสรตัวผู้มีจำนวนมาก ก้านเกสรติดกันเป็น 2 แถว รวมกันเป็นหลอดยาวกว่าเกสรตัวเมีย เกสรตัวเมียมีรังไข่อยู่เหนือกลีบดอก มี 3 ห้อง ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก กลีบนอกจะแผ่ออกเป็นปีก มี 1 เม็ด
พิมเสนสังเคราะห์ หรือ พิมเสนเทียมเป็นพิมเสนที่ได้จากสารสกัดจากต้นการบูร (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) Presl. จัดอยู่ในจัดอยู่ในตระกูลอบเชย (LAURACEAE), รวมทั้งต้นหนาด (หนาดหลวง หนาดใหญ่ หรือพิมเสนหนาด ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blumea balsamifera (L.) DC. จัดอยู่ในตระกูลทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) โดยผ่านวิธีทางเคมีวิทยา  ซึ่งพิมเสนที่ได้จากผู้กระทำลั่นพืชประเภทนี้ จีน(แต้จิ๋ว) เรียก “ไหง่เผี่ยง” จึงเรียกกันว่า “Ngai Camphor” หรือ “Blumea Camphor” นิยมใช้กันมากมายในเกาะไหหลำ
ผลดี/คุณประโยชน์ แม้พิมเสนจะสกัดได้มาจากต้นไม้แต่ว่า ตามตำรายาแผนโบราณ จัดพิมเสน เป็นประเภทธาตุวัตถุ ไม่ใข่พืชวัตถุ แพทย์แผนโบราณใช้พิมเสนเป็นยาขับเหงื่อ ขับเสมหะ กระตุ้นการหายใจ กระตุ้นสมองบำรุงหัวใจ ใช้เป็นยาระงับความกระวายกระวน ทำให้ง่วงซึมแก้เคล็ดลับปวดเมื่อยคลายเส้นการอบสมุนไพรมีพิมเสนเป็นองค์ประกอบในตัวยา พิมเสนซึ่งระเหิดเมื่อถูกความร้อน มีกลิ่นหอม ใช้แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ แก้โรคผิวหนัง ผสมในลูกประคบ เพื่อช่วยแต่งกลิ่น มีฤทธิ์แก้พุพอง แก้หวัดนอกจากนี้ยังผสมอยู่ในยาหม่อง น้ำอบไทย
                ในหนังสือเรียนพระยาพระนารายณ์: เจาะจง “ตำรับยาทรงนัตถุ์”  เข้าเครื่องยา 17 สิ่ง ใช้จำนวนเท่าๆกัน แล้วก็ พิมเสนด้วย ผสมกัน บดเป็นผงละเอียด ใช้จมูกแก้ลมทั้งหลาย ตลอดจนโรคที่เกิดในหัว ตา รวมทั้งจมูก อีกขนานหนึ่งเข้าเครื่องยา 15 สิ่ง รวมทั้งพิมเสนด้วย บดเป็นผุยผงละเอียด ห่อผ้าบาง ทำเป็นยาดม แก้ปวดหัว หน้ามืด แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ และตา นอกเหนือจากนั้นพิมเสนยังคงใช้เป็นส่วนประกอบใน “ตำรับยาขี้ผึ้งบี้พระเส้น” ใช้เช็ดนวดเส้นที่แข็งให้หย่อนยานได้ แล้วก็ในตำรับ “สีผึ้งขาวแก้พิษแสบร้อนให้เย็น”
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา ถึงแม้คนประเทศไทยเราจะรู้จักพิมเสนกันมานาน แต่ว่าเนื้อหาเกี่ยวกับพิมเสนกลับไม่มีให้ค้นคว้ามากนัก เพราะต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ เป็นพืชที่มีเฉพาะถิ่นที่ขึ้นกับเฉพาะในเขตป่าของ เกาะเกะสุมาตรา บอร์เนียว และแหลมมลายู จึงทำให้การศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยในต้นไม้ประเภทนี้เป็นไปแบบแคบๆไม่กว้างขวางแต่ว่าก็ยังมีตัวอปิ้งข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพิมเสนบางฉบับที่มีการเผยแพร่กัน เป็นต้นว่า

  • สารที่พบในพิเสนแท้ ดังเช่น d-Borneol, Humulene, Caryophyllene, Asiatic acid, Dryobalanon Erythrodiol, Dipterocarpol, Hydroxydammarenone2
  • จากการค้นคว้าวิจัยทางเภสัชวิทยาฉบับหนึ่งกล่าวว่า พิมเสนมีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อได้หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เชื้อในลำไส้ใหญ่, เชื้อราบนผิวหนัง, Staphelo coccus, Steptro coccus และยังคงใช้สำหรับการรักษาอาการปวดเส้นประสาทหรืออาการอักเสบได้เป็นอย่างดี
  • กลไกสำหรับในการออกฤทธิ์ของพิมเสนสำหรับในการลดการอักเสบเป็น กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณใต้ผิวหนังบริเวณที่ทา ยั้งสารที่นำมาซึ่งการอักเสบจากกลไกของร่างกาย ดังเช่น prostaglandin E2,interleukin ฯลฯ ซึ่งการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตนี้ จะช่วยทำให้ลดลักษณะของการปวดได้เร็วขึ้น


การเรียนทางพิษวิทยา เช่นเดียวกับการศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาพิมเสนกับการเล่าเรียนทางพิษวิทยานี้ก็ไม่มีคุณวุฒิกันอย่างมากมาย ซึ่งบางทีก็อาจจะเนื่องจากการที่ต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ฯลฯไม้เฉพาะถิ่น แต่ก็มีการระบุความจำกัดสำหรับในการใช้พิมเสนไว้ว่า ถ้าดมติดต่อกันนานบางทีอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เพราะสารนี้ทำให้มีการเกิดอาการระคายบริเวณทางเท้าหายใจ นอกเหนือจากนี้สารนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นและก็สงบระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งรวมถึงการใช้เกิดขนาดด้วย
ขนาด/จำนวนที่ควรที่จะใช้ ในหนังสือเรียนยาไทยเจาะจงไว้ว่า วิธีใช้พิมเสนสำหรับรับประทาน ให้ใช้ทีละ 0.15-0.3 กรัมนำมาบดเป็นผุยผงกับตำรายาอื่น หรือใช้ทำเป็นยาเม็ด และไม่ควรปรุงยาด้วยแนวทางต้ม ถ้าเกิดใช้ข้างนอกให้เอามาบดเป็นผงใช้โรยแผลตามที่อยาก ส่วนขนาด/จำนวนของพิมเสนที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบกับตัวยาอื่นๆนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะระบุให้ใช้เป็นตำรับๆไป

ข้อแนะนำ/ข้อพึงระวัง

  • ห้ามดมพิมเสนตอดต่อกันเป็นระยะเวลานานเพราะว่าจะก่อให้เกิดอาการเคืองรอบๆทางเท้าหายใจ
  • พิมเสนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทศูนย์กลางจึงไม่สมควรใช้เกินขนาดที่กำหนด
  • สตรีมีครรภ์ห้ามกินพิมเสน
  • การเก็บพิมเสนจำต้องเก็บไว้ภายในภาชนะที่มีฝาปิดอย่างมิดชิด ควรที่จะเก็บเอาไว้ในที่แห้งและก็มีอุณหภูมิต่ำ


อนึ่งในขณะนี้พิมเสนแท้เกือบจะไม่มีแล้ว เนื่องจากว่าแพงแพง ส่วนใหญ่ก็เลยใช้พิมเสนสังเคราะห์ ซึ่งได้มาจากปฏิกิริยารีดักชันของการบูร (dl-camphor) ได้เป็น (dl-borneol) ก็คือ พิมเสนเกล็ดขาวๆที่เห็นกันโดยทั่วไป ก็เลยเรียก พิมเสนเทียมนี้ ว่า "พิมเสนเกล็ด" Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนสังเคราะห์ (หรือพิมเสนเทียม)นี้ชอบมีรสเผ็ดกัดลิ้น ถ้าหากเป็นของถึงแม้จากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแต่จะก่อให้เย็นปากเย็นคอ ควรต้องต้องระมัดระวังสำหรับเพื่อการใช้พิมเสนสังเคราะห์นี้ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์ พิเชียรสุนทร และคณะ, ตำราพระโอสถพระนารายณ์, หน้า 499, พ.ศ. 2544, สำนักพิมพ์อมรินทร์ กรุงเทพฯ
  • ผศ.สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์.พิมเสน.ภาควิชา เภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.หน้า1-3
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “พิมเสน”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 386.
  • ชัยนต์ พิเชียรสุนทร และวิเชียร จีรวงส์ 2545 คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) http://www.disthai.com/
  • พิมเสน.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก.
  • เภสัชจุลศาสตร์ของยาหม่องน้ำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • นันทวัน กลิ่นจำปา 2545 เครื่องหอมไทย ภูมิปัญญาไทย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด (มหาชน)
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดม อันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์ Drug Tips.ฉบับที่5กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า6-7



Tags : พิมเสน

6

เกล็ดสะระแหน่ (Menthol)
เกล็ดสะระแหน่คืออะไร เมื่อเอ๋ยถึงเกล็ดสะระแหน่ผู้คนจำนวนมากอาจจะไม่ทราบจะแต่หากเอ่ยถึงเมนทอล (Menthol) แล้วละก็น่าเชื่อถือว่าอาจรู้จักกันอย่างดีเยี่ยม แต่โดยความจริงแล้วเกล็ดสะระแหน่ก็คือเมนทอลนั่นเอง เพียงแค่เกล็ดสะระแหน่เป็นชื่อเรียกของไทย ส่วนเมนทอลเป็นชื่อสากลที่นาๆประเทศนิยมเรียกกัน ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ หรือเมนทอลนั้นคือสารชนิดหนึ่งที่เจอในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้ สะระแหน่ไทย  มินท์ หรือสะระแหน่ฝรั่ง รวมถึงสะระแหน่ญี่ปุ่นด้วย โดยเกล็ดสะระแหน่จะมีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นแล้วก็รสชาติหอมเย็น (มีแถลงการณ์ว่าในใบสะระแหน่พบสารเมนทอลอยู่มากถึง 80-89% อย่างยิ่งจริงๆ) ดังนี้เกล็ดสะระแหน่มักถูกประยุกต์ใช้ผลดีในด้านการปรุงแต่งกลิ่นของกิน ขนมหวาน  อาหารกินเล่นต่างๆรวมถึงอุตสาหกรรมเครื่องแต่งตัวแล้วก็วงการผลิตยาทั้งยังยาทาภายนอกและยาสำหรับรับประทานด้วย
สูตรทางเคมีแล้วก็สูตรองค์ประกอบ เกล็ดสะระแหน่ (Menthol) คือสารชนิดแอลกอฮอล์ที่ได้จากธรรมชาติ เป็นต้นว่า น้ำมันไม่นต์ (mint oil) ที่สังเคราะห์ขึ้น เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 5-เมทิล-2-(1-เมทิลเอทิล)-ไซวัวลเฮกซะนอล (5-methyl-2-(1-methylethyl)-cyclohexanol) มีสูตรเคมี C¹ºH²ºO น้ำหนักโมเลกุล 156.27 และก็มีสูตรส่วนประกอบทางเคมีดังต่อไปนี้
ที่มาที่ไป เกล็ดสะระแหน่แค่เพียงชื่อก็สามารถบอกที่มาที่ไปของสารชนิดนี้แล้ว ด้วยเหตุว่าโดยธรรมชาติของการเรียกขื่อสารต่างๆของไทยนั้น ชอบเรียกตามแหล่งวัตถุดิบซึ่งสามารถสกัดได้ ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ก็เช่นกัน โดยเกล็ดสะระแหน่นั้นสกัดได้จากเปปเปอร์มินต์ (ฟวันออกกลาง เดี๋ยวนี้เพาะปลูกกันอย่างกว้างขวางในหลายรอบๆทั่วทั้งโลก มีลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์หมายถึงเป็นพืชมีลำต้นใต้ดิน เติบโตได้ถึง 30-90 เซนติเมตร (12-35 นิ้ว) ลำต้นยืดออกกว้าง ใบยาว 4-9 เซนติเมตร (1.6-3.5 นิ้ว) กว้าง 1.5-4 ซม. (0.59-1.57 นิ้ว) ใบสีเขียวเข้ม ดอกสีม่วงยาวขนาด 6-8 มม. (0.24-0.31 นิ้ว) และก็สะระแหน่ (mint Spearmint) ซึ่งเป็นผักประจำถิ่นของไทยชนิดหนึ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mentha cordifolia Opiz. ตระกูล : Labiatae  ชื่อสามัญ : Spearmint  Mint  Kitchen mint
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นราก รวมทั้งลำต้น สะระแหน่มีลักษณะลำต้นพร้อมเลื้อย มีเฉพาะรากฝอย ขนาดเล็ก แล้วก็สั้น ลำต้นสูงราว 15-30 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ผิวลำต้นมีสีแดงอมม่วงจนถึงปลายยอด ลำต้นสามารถแตกเหง้าฯลฯใหม่จนขยายเป็นกอใหญ่ และก็ลำต้นแตกกิ่งแขนงจำนวนไม่น้อยสะระแหน่ ลำต้นทอดเลื้อยแผ่ไปตามดิน ลำต้นเป็นเหลี่ยม สีเขียวแกมม่วงน้ำตาล แตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยวมีสีเขียว ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย พื้นใบตะปุ่มตะป่ำ มีกลิ่นหอมฉุน ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ใบใบสะระแหน่ ออกเป็น ใบผู้เดียว และออกเป็นคู่ๆตรงกันข้ามกันบนกิ่ง ลำต้น ใบมีสีเขียว ทรงรี กว้างราว 1.5 – 3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2 – 7 เซนติเมตร ผิวใบร่นเป็นคลื่น ขอบของใบหยัก ปลายใบมนหรือแหลม ดอกดอกสะระแหน่ออกเป็นช่อ เหนือซอกใบรอบๆปลายยอด แต่ละช่อมีดอกจำนวนไม่น้อย ดอกมีสีชมพูอมม่วง มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ แล้วก็กลีบดอกที่เชื่อมชิดกันเป็นกรวยตื้น 4 กลีบ ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 4 อัน ส่วนเกสรตัวเมียจะไม่ค่อยพบดอกสะระแหน่ ผล ผลสะระแหน่มีสีดำ ขนาดเล็ก มีรูปผลเป็นรูปกระสวย เปลือกผลเกลี้ยงมัน ดังนี้ ผลสะระแหน่มักไม่ติดผลให้มองเห็นบ่อยนัก เนื่องจากว่ามีดอกที่เป็นหมันเป็นส่วนใหญ่
น้ำมันหอมระเหย ในใบสะระแหน่ของไทย (Spearmint) มีสีเหลืองใส มีความหนาแน่นประมาณ 0.904 มีสารเคมีหลายประเภท เช่น
– menthol 63.5 %
– p-menthone19.5 %
– pluegone 42.9-45.4 %
– isomenthone12.9 %
– piperitone12.2 %
– Menthone 15-32 %
– Menthyl acetate3-10 %
– piperitone 38.0 %
– piperitenone 33.0 %
– α-terpeneol 4.7%
– limonene
– hexenolphenylacetate
– enthyl amylcarbinal
ประโยชน์/สรรพคุณ
สรรพคุณของเกล็ดสะระแหน่เป็นมีฤทธิ์เย็น ช่วยบรรเทาอาการตาลายศีรษะ หน้ามืดลายตา อาเจียนคลื่นไส้ ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นตื่นตัว ทุเลาอาการหวัด คัดจมูก แก้ไอ แก้ไข้ ลดผู้กระทำระหายน้ำ ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ ขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน นอกจากนี้กลิ่นหอมสดชื่นๆของมันยังช่วยผ่อนคลายแล้วก็แก้ปวดหัวได้ บรรเทาลักษณะของการปวดหัว ช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น และมักใช้แต่งกลิ่นและก็รสยา ดังเช่น ยาฉาบกระเพาะอาหาร ทั้งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่อย่างอ่อนๆลดการบวมของเส้นโลหิตที่จมูก และก็ลดลักษณะของการปวดต่างๆในร่างกาย สารนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้รู้สึกเย็น

การเรียนทางเภสัชวิทยา ในการศึกษาวิจัยของเกล็ดสะระแหน่พบว่ามีการวิจัยน้อย ซึ่งโดยมากเป็นรายงานการศึกษาวิจัยในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่เสียมากกว่ามีรายงานการค้นคว้า
พบว่าในใบมินต์ มีน้ำมันและสารเมนทอล (เกล็ดสะระแหน่) สูงถึง 80-89% พบว่าให้กลิ่นหอมสดชื่นเย็นลึก ช่วยทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา กระตุ้นให้เกิดความคล่องแคล่ว ช่วยทำให้ความจำ  รวมทั้งรายงานการศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาขององค์ประกอบน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง  (Mentha piperita  L.) โดยสำหรับในการพินิจพิจารณาน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง พบว่าองค์ประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่งคือ alpha-terpinene, isomenthone, trans-carveol, pipertitinone oxide และก็ beta-caryophyllene เมื่อทดสอบฤทธิ์สำหรับเพื่อการต้านเชื้อจุลินทรีย์ พบว่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อ  E. coli , Staphylococcus aureus  แล้วก็  Candida albicans  นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ โดยจับกับอนุมูลอิสระ DPPH และก็ยับยั้งการเกิด lipid peroxidation
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา  เหมือนกับการศึกษาเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของเกล็ดสะระแหน่ การศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยทางพิษวิทยาของเกล็ดสะระแหน่นี้ยังมีน้อยมาก ซึ่งนักเขียนยังไม่สามารถค้นหารวมทั้งสะสมข้อมูลมาได้
ขนาด/ปริมาณที่ควรที่จะใช้ เกล็ดสะระแหน่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งเป็นยาที่ใช้ข้างนอกแล้วก็ยาที่ใช้สำหรับกินโดยจำต้องนำไปเป็นส่วนผสมแค่นั้น ไม่สมควรใช้ขณะเป็นผลึก นอกนั้นยังมีการนำไปผสมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆอาทิเช่น ยาสีฟัน ลูกกวาด หมากฝรั่ง ยาดม ฯลฯ ดังนี้สำหรับเพื่อการใช้ ดังเช่นยาสำหรับภายนอกอายไม่เป็นที่ไม่สบายใจเท่ากับการใช้เป็นยาสำหรับด้านใน (ยารับประทาน) โดยองค์การอนามัยโลกได้เจาะจงขนาดของเกล็ดสะระแหน่ซึ่งสามารถ (WHO) ใช้กินได้ คือ 0.2 มก./น้ำหนักตัว รวมทั้งยังมีมีรายงานพบอาการไม่ประสงค์ (adverse effect) ของผู้ที่รับประทาน menthol ขนาด 2 มก./กก./วัน
คำแนะนำ/ข้อควรพิจารณา

  • หญิงมีครรภ์รวมทั้งหญิงให้นมลูก ไม่มีสิ่งที่ห้ามสำหรับเพื่อการใช้อาหารหรือยาที่มีส่วนผสมของมินต์ หรือ เมนทอลแม้กระนั้นไม่สมควรใช้เกินที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เจาะจงไว้
  • สารเมนทอลนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้รู้สึกเย็น แม้กระนั้นในความเข้มข้นสูงรวมทั้งใช้ติดต่อกัน โดยการสูดดมสารนี้ อาจส่งผลให้เกิดอาการเคืองรอบๆฟุตบาทหายใจ และอาจจะส่งผลให้เกิดปอดอักเสบได้
  • เกล็ดสะระแหน่เป็นสารที่ส่งผลต่อระบบประสาท ด้วยเหตุนี้ไม่ควรใช้(ดม อย่างเช่น ยาดม) ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเนื่องจากว่าอาจก่อให้มีการเสพติดได้
  • หากผิวหนังสัมผัสเกล็ดสะระแหน่ (ที่เป็นผนึก) ในปริมาณมากอาจจะเป็นผลให้มีการเคือง ผิวหนังแดง ผิวหนังไหม้ แสบแล้วก็คันได้
เอกสารอ้างอิง

  • ฤทธิ์ทางเภสัชของน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง (Mentha piperita L.) และน้ำมันเขียว Myrtus Communis L. ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ยุวดี จอมพิทักษ์.ผักสวนครัว.กรุงเทพฯ,2545. http://www.disthai.com/
  • Galeotti Di Cesare Mannelli L, Mazzanti G, Bartolini A, Ghelardini C. Menthol: a natural analgesic compound. Neurosci Lett. 2002 Apr 12;322(3):145-8.
  • เกวลิน รัตนจรัสกุล,2555.การพัฒนาฟิล์มต้านจุลทรีย์จากคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสร่วมกับน้ำมันสะระแหน่
  • สะระแหน่ สรรพคุณ และการปลูกสะระแหน่.พืชเกษตร.คอม เว็บเพื่อเกษตรกรไทย.เปปเปอร์มินต์.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.คอลัมน์ Drug Tips จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ฉบับที่5.กรกฎาคม-กันยายน 2555 หน้า 6-7.
  • ข้อมูลเกี่ยวกับเมนทอล.กระดาน ถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


7

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies , Hidrophobia)
โรคพิษสุนัข คืออะไร  “โรคพิษสุนัขบ้า” “โรคกลัวน้ำ” หรือ “โรคหมาว้อ” (ในภาษาอีสาน) เป็นโรคติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลางที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน (ZOONSIS) ที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะเสียชีวิตเกือบทุกราย เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา โดยผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการแสดงมักจะเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน และในอดีต จะมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคนี้อยู่พอสมควร  ซึ่งผู้ป่วยมักมีประวัติถูกสุนัขกัดแล้วไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่ทั้งนี้โรคพิษสุนัขบ้าก็ยังเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนหลังจากถูกกัดหรือข่วน   
ในแต่ละปีองค์การอนามัยโลกรายงานผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 60,000 รายทั่วโลก โดยพบมากในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ซึ่งผู้ป่วยเกือบทั้งหมดได้รับเชื่อจากการถูกสุนัขกัด และแม้ว่าทุกคนจะมีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าแต่ร้อยละ 40 ของผู้ที่ถูกสุนัขบ้ากัดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยผู้ป่วยโรคนี้พบมากที่สุดในประเทศอินเดียประมาณ 20000 รายต่อปี สำหรับในประเทศไทยมีรายงานคนถูกสัตว์กัดหรือข่วนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และสถิติของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี พ.ศ. 2554-2558 มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 5-7 รายต่อปี และในปี (2559) นี้นับจากต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคมมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 7 ราย โรคนี้จึงนับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความสำคัญยิ่งของประเทศไทยอีกโรคหนึ่ง
สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส rabies virus ซึ่งเป็น  lyssavirus type 1 ในตระกูล Rhabdoviridae ที่อยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเชื้อไวรัสนี้จะทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบทั้งในคนและสัตว์ แต่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสแล้ว ถ้าได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าและสารภูมิคุ้มกันต้านทาน (Immunoglobulin) อย่างรวดเร็วเหมาะสมก็จะไม่เป็นโรค แต่ถ้าไม่ได้การรักษาดังกล่าวก็จะป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งไม่มียารักษาและเสียชีวิตในที่สุด
            โรคพิษสุนัขบ้าพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น สุนัข แมว ค้างคาว วัว ลิง ชะนี  กระรอก กระต่าย รวมถึงหนู เป็นต้น แต่พบว่าสุนัขและแมวเป็นสัตว์ที่นำโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่คนได้บ่อยที่สุดในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ใน 
            ที่มา  : Wikipedia 
ประเทศที่พัฒนาแล้วแทบไม่พบว่าสุนัขและสัตว์เลี้ยงในบ้านชนิดอื่นๆเป็นสาเหตุของโรค เนื่องจากมีการควบคุมการให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงอย่างเข้มงวด ไม่มีสัตว์จรจัด สัตว์ที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ (มากกว่า 90%) จึงเป็นสัตว์ป่า เช่น แรคคูน สกั๊ง สุนัขจิ้งจอก และที่สำคัญคือค้างคาว  แม้ว่ารายงานจากสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556 พบว่าสัตว์ที่ตรวจยืนยันพบเชื้อพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่ไม่เคยได้ฉีดหรือไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่ร้อยละ 9.2 ของสัตว์ที่ยืนยันเป็นโรคพิษสุนัขบ้า พบว่ามีประวัติการได้รับเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน
อาการของโรคพิษสุนัขบ้า อาการของผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะอาการนำของโรค (Prodrome) ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ (38-38.5 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน อาจมีอาการกระสับกระส่าย ลุกลี้ลุกลน วิตกกังวล มีความรู้สึกกลัว นอนไม่หลับ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ที่สำคัญซึ่งถือเป็นอาการที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้คือ บริเวณบาดแผลที่ถูกกัด อาจมีอาการปวดเสียว คัน ชา หรือปวดแสบปวดร้อน โดยเริ่มที่บริเวณบาดแผล แล้วลามไปทั่วทั้งแขนหรือขา

ระยะปรากฏอาการทางระบบประสาท (Acute neurol มักเกิดภายหลังอาการนำดังกล่าว 2-10 วัน ซึ่งแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่

  • แบบคลุ้มคลั่ง (Forious rabies) ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด (ประมาณร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วย) ในระยะแรกๆ อาจมีเพียงอาการไข้ กระวนกระวาย สับสน ซึ่งจะเกิดบ่อยเมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า เช่น แสง เสียง เป็นต้น ต่อมาจะมีการแกว่งของระดับความรู้สึกตัว (เดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดีสลับกัน) ขณะรู้สึกตัวดี ผู้ป่วยจะพูดคุยตอบโต้ได้เป็นปกติ แต่ขณะความรู้สึกตัวไม่ดี ผู้ป่วยจะมีอาการกระวนกระวาย ผุดลุกผุดนั่ง เดินเพ่นพ่าน เอะอะอาละวาด ต่อมาจะมีอาการกลัวลม (เพียงแต่เป่าลมเข้าที่หน้าหรือคอจะมีอาการผวา) กลัวน้ำ (เวลาดื่มน้ำจะปวดเกร็งกล้ามเนื้อคอหอยทำให้กลืนไม่ได้ ไม่กล้าดื่มน้ำทั้งๆ ที่กระหาย หรือแม้แต่จะกล่าวถึงน้ำก็กลัว) ซึ่งพบได้เกือบทุกราย แต่ไม่จำเป็นต้องพบร่วมกันทั้ง 2 อาการ และอาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่ระยะไม่รู้สึกตัว



    นอกจากนี้ ยังพบอาการถอนหายใจเป็นพักๆ (มักพบในระยะหลังของโรค) และอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น น้ำตาไหล น้ำลายไหล เหงื่อออกมาก ขนลุก ในผู้ชายอาจมีการแข็งตัวขององคชาตและหลั่งน้ำอสุจิบ่อย ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจในที่สุดผู้ป่วยจะซึม หมดสติ หยุดหายใจ และเสียชีวิตภายใน 7 วัน (เฉลี่ย 5 วัน) หลังจากเริ่มแสดงอาการ

  • แบบอัมพาต (นิ่งเงียบ) (Paralytic rabies) ซึ่งพบได้บ่อยรองลงมา (ประมาณร้อยละ 30) มักมีอาการไข้ ร่วมกับกล้ามเนื้อแขนขาและทั่วร่างกายอ่อนแรง กลั้นปัสสาวะไม่ได้ พบอาการกลัวลมและกลัวน้ำประมาณร้อยละ 50 ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเสียชีวิตช้ากว่าแบบที่ 1 คือเฉลี่ย 13 วัน  บางครั้งอาจแยกจากกลุ่มอาการกิลเลนบาร์เร (Guillain Barre syndrome) ได้ยาก
  • แบบแสดงอาการไม่ตรงต้นแบบ (non-classic) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่ถูกค้างคาวกัด ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการปวดประสาทหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต่อมาจะมีอาการแขนขาซีกหนึ่งเป็นอัมพาตหรือชา มีอาการชักและการเคลื่อนไหวผิดปกติ มักไม่พบอาการกลัวลม กลัวน้ำและอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติดังแบบที่ 1


  • ระยะไม่รู้สึกตัว (coma) ผู้ป่วยทุกรายเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายจะมีอาการหมดสติและเสียชีวิต (จากระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว รวมทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ) ภายใน 1-3 วันหลังมีอาการของระยะไม่รู้สึกตัว
แนวทางการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า การวินิจฉัยแพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการแสดง (เช่น กลัวลม กลัวน้ำ ซึม ชัก แขนขาอ่อนแรง) ร่วมกับประวัติการถูกสัตว์กัดมาก่อน  ส่วนในรายที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แน่ชัด  เช่น ผู้ป่วยมีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าในช่วงระยะอาการนำของโรคจะเป็นอาการที่ไม่จำเพาะ หรืออาการแสดงในระยะปรากฏอาการทางระบบประสาทในช่วงแรกที่คล้ายกับโรคสมองอักเสบจากเชื้ออื่น ๆ แพทย์ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยว่าอาการที่ปรากฏนั้นจากโรคพิษสุนัขบ้าไม่ใช่จากโรคอื่น ๆ โดยวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวนั้น ได้แก่

  • Direct fluorescent antibody test เป็นการตัดชิ้นเนื้อผิวหนังบริเวณคอ แล้วนำมาตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีการใช้สารเรืองแสง ซึ่งจะพบเชื้ออยู่บริเวณเส้นประสาทใต้ต่อมขน ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง
  • RT-PCR เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสจากน้ำลาย น้ำไขสันหลัง หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ จากผู้ป่วย โดยเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงเช่นกัน แต่มีราคาแพง
  • ในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว เมื่อนำศพไปผ่าพิสูจน์จะพบลักษณะของเซลล์ประสาทที่มีความจำเพาะกับโรคนี้มาก ที่เรียกว่า “เนกริบอดีส์” (Negri bodies) อยู่ภายในเซลล์

    สำหรับการรักษาโรคพิษสุนัขบ้านั้นหากเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าเข้าสู่เส้นประสาทแล้วก็จะไม่มียาชนิดไหนที่สามารถรักษาให้หายได้เลย ดังนั้น
    หลักของการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าคือ การล้างแผล การให้สารภูมิต้านทาน เพื่อไปทำลายเชื้อ และการให้วัคซีนพิษสุนัขบ้าหลังจากถูกกัดให้เร็วที่สุด

  • การล้างแผล เมื่อผู้ป่วยถูกสัตว์กัดมาจะต้องรีบล้างแผลโดยเร็ว การล้างแผลด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวก็สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสที่บริเวณบาดแผลได้บ้าง การใช้สบู่และยาฆ่าเชื้อเช่น น้ำ ยาเบตาดีน หรือน้ำยาแอลกอฮอล์ 70% จะสามารถทำลายเชื้อได้มากขึ้น

    การล้างแผลควรล้างให้ลึกถึงก้นแผล ทั้งนี้เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเป็นเชื้อที่ไม่ทนถูกทำลายง่ายด้วยยาฆ่าเชื้อต่างๆ รวมทั้งแสงยูวี (UV, ultraviolet light) หรือแสงแดด และอากาศที่แห้ง  ขนาดของบาดแผล จำนวนของบาดแผล และตำแหน่งของบาดแผล สัมพันธ์กับการเกิดโรค ถ้าแผลยิ่งอยู่ใกล้สมองเท่าไหร่ ระยะฟักตัวก็จะยิ่งสั้น แผลจำนวนยิ่งมากหรือขนาดแผลยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับเชื้อมากเท่านั้น

  • การให้สารภูมิคุ้มกันต้านทาน เชื้อไวรัสเมื่อเข้าสู่บาดแผลจะเดินทางเข้าสู่กล้ามเนื้อ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนและพร้อมจะเข้าสู่เส้นประสาท ในช่วงนี้เองที่การรักษาด้วยการให้สารภูมิคุ้มกันต้าน ทานจะไปทำลายเชื้อไม่ให้เข้าสู่เส้นประสาทได้ ผู้ป่วยจึงไม่เกิดเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานช้าเกินไป รวมทั้งไม่ได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าด้วย เชื้อจะเข้าสู่เส้นประสาทได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทได้แล้วจะไม่มียาตัวใดรักษาให้หายได้เลย ซึ่งการให้สารภูมิ คุ้มกันต้านทานสามารถให้พร้อมกับวัคซีนได้เลย โดยจะฉีดเข้าสู่รอบๆแผลที่ถูกกัด แต่ถ้าไม่มีบาดแผล เช่น โดนสัตว์เลียปากมาก็ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • การให้วัคซีนพิษสุนัขบ้า เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านทาน (Antibody) ขึ้นมาทำลายเชื้อโรคเอง เนื่องจากสารภูมิคุ้มกันต้านทานที่ผู้ป่วยได้รับจะมีฤทธิ์อยู่เพียงชั่วคราว ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีนร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 10 - 14 วันจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้

    สำหรับแนวทางในการพิจารณาว่าผู้ป่วยรายใดที่ถูกสัตว์สัมผัสถูกกัดหรือถูกข่วน จำเป็นต้องให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าหรือไม่นั้น ในแต่ละประเทศจะมีแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน สำหรับในประเทศไทยมีแนวทางดังนี้

  • ถ้าสัมผัสกับสัตว์ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดทั้งสัตว์บ้านและสัตว์ป่า) หรือถูกเลียโดยที่ผิว หนังไม่มีบาดแผลใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
  • ถ้าถูกงับเป็นรอยช้ำเล็กๆบนผิวหนัง หรือถูกข่วนเป็นรอยถลอกมีเลือดออกเพียงซิบๆ หรือถูกเลียบนผิวหนังที่มีบาดแผล ให้รีบฉีดวัคซีนทันที
  • ถ้าถูกกัดหรือข่วนที่มีเลือดออกชัดเจน หรือถูกเลียโดนเยื่อบุต่างๆ เช่น เลียตา เลียปาก ให้รีบให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนทันที


ในประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ใช้สูตรการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยภายหลังสัมผัสสัตว์ที่เป็นโรคหรือสงสัยเป็นโรค (เรียกว่า Post exposure prophylaxis) เพียง 2 สูตร คือ

  • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบวิธีมาตรฐาน (แบบ ESSEN) คือให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนในผู้ใหญ่ หรือที่ต้นขาในเด็กเล็ก โดยกำหนดให้ฉีดในวันที่ 0 (วันแรกที่มาฉีดวัคซีน) 3, 7, 14 และ 28 หรือ 30
  • การฉีดเข้าผิวหนังตามสภากาชาดไทย (Thai Red Cross-ID) คือให้ฉีดเข้าในผิว หนัง 2 จุดที่บริเวณต้นแขนทั้ง 2 ข้าง ในวันที่ 0, 3, 7 และฉีด 1 จุดในวันที่ 28 และ 90 หรือฉีด 2 จุดในวันที่ 28 ซึ่งปริมาณวัคซีนที่ใช้ฉีดจะน้อยกว่าแบบที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
สามารถสังเกตอาการของสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร
            อาการของโรคพิษสุนัขบ้าไม่แตกต่างกันมากนักในแต่ละชนิดของสัตว์ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอาการในสุนัขและแมวเท่านั้น เนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดและพบว่าเป็นพาหนะนำโรคที่สำคัญในประเทศไทย โดยอาการป่วยที่สังเกตได้แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะอาการนำ (Prodromal phase)

    สุนัข : ในระยะนี้สุนัขจะมีพฤติกรรมและนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปโดยจะเปลี่ยนไปในลักษณะตรงข้ามกับที่เป็นอยู่ สุนัขที่เคยเชื่องกับคนจะดุร้ายขึ้น ส่วนสุนัขที่ชอบหนีคนจะเข้าหาคนและแสดงความเป็นมิตรมากขึ้น หากสังเกตให้ดีจะพบว่าสุนัขบางตัวมีม่านตาขยายกว้างกว่าปกติ และมีการตอบสนองต่อแสงลดลง นอกจากนี้สุนัขบางตัวจะคันและเลียบริเวณที่ถูกกัดจนกระทั่งเกิดเป็นแผลถลอก สุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้ประมาณ 2-3 วัน
    แมว : อาการในระยะนี้ของแมวจะคล้ายคลึงกับอาการในสุนัข แต่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ในแมวจะมีไข้สูงเป็นช่วงๆ และจะแสดงพฤติกรรมผิดไปจากปกติมาก โดยแมวจะแสดงอาการในระยะนี้ 1-2 วัน

  • ระยะตื่นเต้น (Excitative phase)

    สุนัข : อาการของสุนัขในระยะนี้จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดและเป็นที่มาของชื่อ “โรคพิษสุนัขบ้า” โดยสุนัขจะมีอาการกระวนกระวายมากขึ้น พยายามที่จะหนีออกจากที่อยู่เดิม เมื่อหนีออกมาได้จะวิ่งเตลิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย มักจะแสดงอาการแปลกๆ เช่น งับลมหรือกัดสิ่งของต่างๆ เช่นก้อนหิน ดิน และมักจะไล่กัดทุกสิ่งที่ขวางหน้าเป็นอาการบ้าคลั่งอย่างเด่นชัด หากจับขังกรงจะงับและกัดกรงอย่างรุนแรงจนเกิดบาดแผลที่ปากที่เลือดไหล หรือฟันหักโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด ต่อมาเสียงเห่าหอนจะเริ่มผิดปกติไปเนื่องจากเกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อกล่องเสียง ต่อมากล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการเคี้ยว และควบคุมการทำงานของลิ้นอาจเกิดอัมพาตขึ้นทำให้ลิ้นห้อยออกมานอกปาก มีน้ำลายไหลมาก ต่อมาลำตัวจะเริ่มแข็ง ขาหลังเริ่มอ่อนเปลี้ย ซึ่งเป็นอาการที่เริ่มเข้าสู่ระยะอัมพาต โดยทั้งสิ้นสุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้อยู่ประมาณ 1-7 วัน
    แมว : อาการของแมวในระยะนี้จะแปลกไปกว่าปกติโดยจะแสดงอาการกระวนกระวาย จ้องมองสิ่งของหรือมองโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย เมื่อจับขังกรงแมวจะแสดงอาการกระวนกระวาย ตื่นกลัวอย่างมาก และจะกัดหรือข่วนวัตถุต่างๆ ที่อยู่ใกล้ แมวบางตัวยังแสดงอาการกล้ามเนื้อสั่น อ่อนแรงและทำงานไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้แมวบางตัวจะวิ่งออกไปอย่างไร้จุดหมายจนเหนื่อยและตายในที่สุด

  • ระยะอัมพาต (Paralytic phase)

    สุนัข : ระยะนี้เป็นระยะสุดท้ายของโรคพิษสุนัขบ้า โดยพบว่าอาการในระยะนี้จะขึ้นกับอาการในระยะตื่นเต้นสุนัขที่แสดงอาการตื่นเต้นหรือดุร้ายอย่างชัดเจน อาการในระยะนี้จะสั้นมาก เมื่อสุนัขเริ่มแสดงอาการขาหลังอ่อนเปลี้ยแล้วในที่สุดจะล้มลงแล้วลุกไม่ได้ อาการอัมพาตที่เกิดขึ้นจะแผ่ขยายจากส่วนท้ายของลำตัวไปยังส่วนหัวอย่างรวดเร็ว และจะตายเนื่องจากการเกิดอัมพาตของระบบหายใจ  (respiratory paralysis) ส่วนในรายที่แสดงอาการตื่นเต้นไม่ชัดเจน หรือพบในระยะสั้นๆ อาจแสดงอาการระยะอัมพาตนานขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการซึม อ้าปาก คางห้อยตก ลิ้นห้อยยาว ออกมานอกปาก น้ำลายไหลมาก ในระยะนี้สุนัขมักจะไม่กัดคนและจะแสดงอาการอยู่ 2-4 วัน หลังจากนั้นอาการอัมพาตจะแผ่ขยายทั่วตัวทำให้ตายด้วยการเกิดอัมพาตของระบบหายใจเช่นเดียวกัน
    แมว : ในระยะนี้แมวจะแสดงอาการคล้ายกับในสุนัขแต่อาการในระยะอัมพาตนี้มักจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 5 หลังเริ่มแสดงอาการ
    การติดต่อของโรคพิษสุนัขบ้า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อที่มีการติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonosis) ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลบนผิวหนัง โดยการถูกสัตว์ที่เป็นโรค กัด ข่วน หรือเลีย (สำหรับการเลีย จะต้องเลียถูกเยื่อเมือกหรือรอยแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ เชื้อจึงจะเข้าได้ แต่ถ้าผิวหนังเป็นปกติดี เชื้อจะผ่านเข้าไปไม่ได้) เชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน แล้วเดินทางขึ้นไปตามเส้นประสาทส่วนปลายเข้าสู่ไขสันหลังและสมอง หลังจากนั้นจะแพร่กระจายลงมาตามระบบประสาทส่วนปลายไปยังอวัยวะต่างๆ รวมทั้งต่อมน้ำลาย บางครั้งเชื้ออาจเดินทางเข้าสมองโดยไม่ต้องรอให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคสั้นกว่า 7 วัน) บางครั้งเชื้ออาจเข้าไปอาศัยอยู่ในเซลล์อื่น เช่น มาโครฟาจ (macrophage) เป็นเวลานานก่อนจะออกมาสู่เซลล์ประสาท (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคยาว)

    นอกจากนี้ เชื้อยังอาจเข้าสู่ร่างกายได้จากการที่คนหายใจเอาละอองไอน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่ (แต่พบได้น้อยมาก เช่น การเข้าไปในถ้ำที่มีค้างคาวอยู่กันเป็นล้าน ๆ ตัว หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในห้องแล็บที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้)
    ระยะฟักตัว (ระยะที่ถูกกัดจนกระทั่งมีอาการ) 7 วัน ถึง 6 ปี ส่วนใหญ่เกิดในช่วง 20-60 วัน หลังสัมผัสโรค มีส่วนน้อยที่พบอาการหลังสัมผัสโรคมากกว่า 1 ปี
    แต่ได้เฉลี่ยแล้วหลังได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าผู้ป่วยจะแสดงอาการป่วยประมาณ 3 สัปดาห์ - 3 เดือน ในบางรายอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะมีอาการก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่ถูกกัด ขนาด จำนวนและความลึกของบาดแผล รวมถึงภูมิต้านทานของคนที่ถูกสัตว์กัดด้วย
    การปฏิบัติตนเมื่อถูกสัตว์กัน/ข่วน

  • รีบล้างแผลให้เร็วที่สุดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างแผล (Normal saline) หลายๆครั้ง (ประมาณ 15 นาที) ล้างทุกแผล และล้างให้ลึกถึงก้นแผล แล้วเช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน เป็นต้น
  • ไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการป้องกันรักษาที่ถูกต้อง ถ้ามีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า อาทิเช่น ถูกกัดหรือข่วนจนมีเลือดซิบหรือลึกกว่านั้น แพทย์จะพิจารณาฉีดวัควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และยาฆ่าเชื้อ นอกจากนี้ในกรณีที่มีโอกาสติดโรคพิษสุนัขบ้าสูง แพทย์อาจพิจารณาให้อิมมูโนโกลบุลินซึ่งมีภูมิต้านทานโรคพิษสุนัขบ้าร่วมด้วย โดยวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจะฉีดประมาณ 4-5 ครั้ง เป็นวัคซีนมีความปลอดภัยสูง  สามารถฉีดได้ทุกวัย รวมทั้งในเด็กและสตรีมีครรภ์ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีประสิทธิภาพสูงหากไปรับการฉีดตรงตามแพทย์นัดทุกครั้ง
  • จดจำลักษณะและสังเกตุอาการสัตว์ที่กัด รวมทั้งสืบหาเจ้าของ เพื่อสอบถามประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และสังเกตุอาการสัตว์ที่กัดเป็นเวลา 10 วัน ถ้าสบายดีไม่น่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าสุนัขตายให้นําซากมาตรวจ
  • ซึ่งในการส่งซากตรวจควรส่งให้เร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง (ในขณะเก็บซากสัตว์ควรสวมถุงมือยางและล้างมือหลังจากเก็บซากให้สะอาด) และควรส่งตรวจเฉพาะส่วนหัวของสัตว์ (เชื้อและลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่ชัดเจนที่สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำจะอยู่ที่สมอง) แต่หากเป็นสัตว์ตัวเล็กก็สามารถส่งตรวจได้ทั้งตัว โดยสัตว์ที่ส่งตรวจจะต้องใส่ถุงพลาสติกให้มิดชิด ห่อด้วยกระดาษหลาย ๆ ชั้น แล้วใส่ถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่งและปิดปากถุงให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่กระจาย
การป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า

  • ควบคุมไม่ให้สัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า


                        - พาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าตามกำหนด และฉีดซ้ำทุกปี
                        - ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะ ทุกครั้งที่จะนำสุนัขออกนอกบ้านควรอยู่ในสายจูง
                        - ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง

  • หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสัตว์กัด โดยไม่แหย่ หรือรังแกให้สัตว์โมโห รวมทั้งไม่ยุ่งหรือเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่รู้จักหรือไม่มีเจ้าของ
  • คนที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูงได้แก่ สัตว์แพทย์และผู้ช่วย คนเพาะสัตว์เลี้ยงขาย ร้านขายสัตว์เลี้ยง เจ้าหน้าที่กำจัดสุนัขและแมวจรจัด เจ้าหน้าที่บ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ เร่ร่อนต่างๆ บุรุษไปรษณีย์ คนที่ทำงานในห้องแลปที่ต้องเกี่ยวข้องกับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ควรได้ รับวัคซีนแบบป้องกันล่วงหน้า (Preexposure prophylaxis) คือให้ฉีดวัคซีนในวันที 0, 3 และ 21 หรือ 28 และให้ฉีดกระตุ้นซ้ำ 1 เข็มทุกๆ 5 ปี
  • แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าโรคนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีรายงานพบผู้ป่วยที่ติดโรคนี้จากการปลูกถ่ายกระจกตาหรืออวัยวะ ดังนั้น เมื่อมีการสัมผัสกับผู้ป่วย เช่น ถูกผู้ป่วยกัด เยื่อบุหรือบาดแผลไปสัมผัสถูกสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดยาป้องกันแบบเดียวกับการสัมผัสโรคจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
สมุนไพรที่ใช้ป้องกัน/รักษาโรคพิษสุนัขบ้า  เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่รุนแรงโดยหากเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายแล้วจะไม่สามารถรักษาได้ เพราะไม่มียาตัวไหนหรือวิธีไหนที่จะฆ่าเชื้อไวรัสหรือรักษาให้หายได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างดีในห้องไอซียู (ICU, inten sive care unit) แต่อัตราการเสียชีวิตก็็็๋่าสคือ 100%         ดังนั้นจึงไม่มีสมุนไพรชนิดไหนที่สามารถรักษา / ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าคืออะไร 
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้จากการนำเชื้อ Rabies virus ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงโดยวิธีการเฉพาะ ซึ่งเชื้อจะถูกทำให้ตายก่อนที่จะนำมาฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular; IM)และฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal; ID)
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่มีจำหน่ายในประเทศไทยมีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่

  • Lyssavac N® (Purified Duck Embryo Cell Rabies Vaccine; PDEV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในตัวอ่อนไข่เป็ดที่ฟักแล้ว (embryonated duck eggs)แนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะเป็นสารแขวนตะกอนสีขาว ขุ่นเล็กน้อย เนื่องจากมี thimerosal เป็นสารกันเสีย ปริมาตรรวม 1 ml
  • SII Rabivax® (Human Diploid Cell Rabies Vaccine; HDCV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในhuman diploid cellแนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส สีชมพู ปริมาตรรวม 1 ml
  • Rabipur® (Purified Chick Embryo Cell Rabies Vaccine; PCECV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน primary chick embryo fibroblast cell สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 1 ml
  • Verorab® (Purified Vero Cell Rabies Vaccine; PVRV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน vero cells สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำเกลือสำหรับทำละลาย (solution of sodium chloride 4%) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 0.5 ml


วัคซีนทั้ง 4 ชนิดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า วัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยง ซึ่งจะมีความปลอดภัยและมีความบริสุทธิ์มากกว่าวัคซีนแบบเก่าที่ผลิตจากการนำเชื้อ

8
อื่นๆ / ขายกระชายดำที่มีสรรพคุณยอดเยี่ยม
« เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2018, 07:36:10 PM »

ขายกระชายดำสุดยอดสมุนไพรไทย
ขายส่งกระชายดำ ถิ่นกำเนินจะอยู่บริเวณในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วก็ สามารถเจอกระชายดำ ที่มีเยอะแยะนั้นจะในบริเวณประเทศมาเล รวมทั้งเกาะเกะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว อินโดวจีน และก็ไทยซึ่งจะมี อยู่ดกแนนมากและยังมีการกระจัดกระจายประเภทของ ขายกระชายดำไปทั่วในทวีปเอเชียเขตร้อน ดังเช่นว่าจีนตอนใต้ อินเดีย รวมทั้งประเทศพม่า
สำหรับเมืองไทยกระชายดำ ได้เป็นสมุนไพร ที่นิยมใช้กันหลายชิ้นก็เลยได้เริ่มปลูกขายกระชายดำ มากขึ้นเลื่อยๆใน จังหวัดต่างๆดังเช่นว่า เลย ตาก จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดอื่นๆของภาคเหนือ
ขายกระชายดำ นั้นมีคุณประโยชน์รวมทั้งสรรพคุณ มากและยังช่วยรักษาโรคต่างๆได้หลากหลายชนิด
คุณประโยชน์และผลดีทั้งสิ้นของ{การขายกระชายดำ
สมุนไพรกระชายดำ มักใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอความแก่ลง คนรุ่นเก่ามีความเชื่อว่าเมื่อนำ กระชายดำ ไปปลุกเสกจะมีคุณทางคงกระพันชาตรี
คนสมัยเก่าจะใช้กระชายดำ ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ แก้ราคะตายเส้นด้าย(เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ) โดยการใช้ เหง้าหรือท่อนหัวของ กระชายดำ ผสมกับสมุนไพรอื่นๆเอามาดอกเหล้าเพื่อใช้เป็นยาชูกำลัง
รับผลิตกระชายดำกระชายดำสามารถบำรุงธาตุภายในร่างกายก้าวหน้า ช่วยกระตุ้นระบบประสาท บำรุงประสาท ทำให้ร่างกายสดชื่น
ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ในช่วงเวลาค่ำคืน ทำให้นอนสะบาย
ช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยจคุณยายหลอดเลือดหัวใจ แก้โรคหัวใจ ช่วยบำรุงโลหิต (บำรุงเลือด)
ส่วนประกอบสำคัญ
 

ผงกระชายดำ
ขายกระชายดำ[/url] ขายส่งกระชายดำ จำหน่ายกระชายดำ
แคปซูลกระชายดำ รับผลิตกระชายดำ
กระชายดำ เป็นยาอายุวัฒนะที่ได้รับความนิยมกว้างขวาง
ทั้งลูกค้าแล้วก็ในแวดวงแพทย์แผนไทย ได้เป็นประโยชน์ดังนี้
บำรุงหัวใจ ชูกำลัง ขยายเส้นเลือดในหัวใจ แก้ปวดมวลท้อง ขับปัสวะ ลดลักษณะของการปวดเมื่อยล้า เพิ่มฮอร์โมนให้แก่เพศชาย
เพิ่มสมรรถนะทางเพศให้แก่ท่านชายได้เป็นอย่างดี
เหมาะกับผู้ชายที่ต้องการต้องการกลับมาเป็นหนุ่มอีกรอบ
ขายส่งกระชายดำ มีสรรพคุณ บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง
แก้จุกเสียด แก้เจ็บท้อง ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้เมื่อย
ในเพศชาย กระชายดำช่วยบำรุงรักษาฮอร์โมนเพศ เพิ่มสมรรถนะ
ทางเพศ ช่วยทำให้อวัยวะแข็งตัวนานขึ้น รวมทั้งในเพศหญิง
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษาอาการมดลูกทุพพลภาพ มดลูกหย่อน
ปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศ นอกนั้นกระชายดำยังช่วยกระตุ้น
ระบบประสาท ช่วยทำให้นอนหลับเจริญขึ้น แก้โรคบิด ขับปัสสาวะ
และก็ช่วยรักษาอาการขัดเบา ช่วยขับพิษภายในร่างกาย และก็ยังช่วย
รักษาโรคเกี่ยวกับท้อง เหตุเพราะมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ได้
แคปซูลกระชายดำช่วยทำให้อวัยวะเพศชายแข็งได้ง่ายและก็หลายครั้งขึ้น มีระยะเวลาสำหรับในการแข็งตัวที่นาขึ้น และก็สำหรับคนที่มิได้มีปัญหาดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็สามารถกินเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงขึ้นได้
นอกจากจะแคปซูลกระชายดำชูกำลังของ เพศชายแล้ว กระชายดำยังช่วยบำรุงโหลิตสตรี(บำรุงเลือดสตรี)
ช่วยแก้อาการตกขาวของผู้หญิง
ช่วยขับระดู ช่วยทำให้ระดูที่มาแตกต่างจากปกติ กลับมาธรรมดา
ช่วยแก้โรคมดลูกทุพพลภาพ มดลูกย่อนยานได้ โดยการนำเหง้าหรือหัวของ สมุนไพรกระชายดำ มาตำและสผมกับเหล้าขาว แล้วนำมาดื่ม
ช่วยขับพิษในร่างกาย
แก้อาการมือเท้าเย็น
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษา อาการเหน็บชา
ช่วยรักษาลักษณะของการปวดตามข้อ
ช่วยรักษาโรคเก๊า
สมุนไพรอื่นๆ
เจียวกู่หลานสรรพคุณหมอแผนจีนใช้ส่วนเหนือดินหรือใบเป็นยาแก้อักเสบแก้ไอ ขับเสลดแก้หลอดลมอักเสบประเภทเรื้อรัง แพทย์แผนไทยใช้ส่วนที่เป็นก้านตากแห้งบดละเอียดเหมือนกันแก้เมื่อยล้า แก้แผลอักเสบ ช่วยให้ไม่เหนื่อยง่าย แคปซูลกระชายดำเจียวกู่หลาน ในเจียวกู่หลานมีสารจีแพนโนไซด์ (Gypenoside) ที่ออกฤทธิ์คล้ายกับจินเซนโนไซด์ พบได้ในโสม ก็เลยทำให้มีคุณประโยชน์ในแบบเรียนยาแผนโบราณ คือ ช่วยบำรุงร่างกาย ชูกำลัง ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ รวมถึงใช้ขับเสลด แก้ไอ แก้อักเสบ ทุเลาอาการปวดกระดูก ส่วนเจียวกู่หลานในการขายส่งกระชายดำแพทย์แผนปัจจุบันมีคุณประโยชน์ ลดไขมันและคลอเรสเตอรอลในเลือด ลดการเสี่ยงสำหรับการกำเนิดโรคหัวใจ ปรับความสมดุลของระบบเลือด ลดความดันโลหิต ควบคุมน้ำตาลในเลือด คุ้มครองปกป้องเบาหวาน ต้านทานอนุมูลอิสระ คุ้มครองปกป้องความเสื่อมถอยของเซลล์ต่างๆภายในร่างกายรับผลิตกระชายดำทั้งยังยังเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์คุ้มครองปกป้องตับ ป้องกันโรคความจำไม่ดี ต้านเซลล์ของมะเร็ง ปกป้องการเกิดสภาวะอุดตันของเส้นโลหิตในสมองได้ขายส่งกระชายดำ
สรรพคุณชาเชียว

  • ชาเขียว มีส่วนสำหรับในการรักษาโรคปวดหัวไปจนถึงโรคเซื่องซึมได้อย่างดีเยี่ยม โดยจีนได้มีการใช้ชาเขียวสำหรับเพื่อการรักษาโรคต่างๆมาเป็นเวลามากกว่า 4,000 ปีมาแล้ว
  • มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยสำหรับเพื่อการขับสารพิษ และช่วยขับเหงื่อภายในร่างกาย
  • ช่วยแก้อาการเมามาย ทั้งยังเป็นเหตุให้สร่างเมาได้อย่างดีเยี่ยมรับผลิตกระชายดำ
  • มีส่วนช่วยสำหรับการนำไปสู่การเจริญก้าวหน้าอาหาร มีส่วนช่วยสำหรับในการเพิ่มแบคทีเรียชนิดดีในไส้ ก็เลยมีส่วนช่วยในการล้างพิษรวมทั้งช่วยกำจัดพิษในไส้ได้
  • ช่วยปกป้องการเกิดลิ่มเลือดภายในร่างกาย
  • แคปซูลกระชายดำป้องกันตับจากพิษต่างๆและโรคชนิดอื่นๆซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับตับได้
  • มีฤทธิ์ในการต่อต้านอาการอักเสบ ต้านจุลชีวันที่อยู่ในลำไส้ ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งเชื้อไวรัส รวมถึงช่วยต่อต้านเชื้อ Botulinus รวมทั้งเชื่อ Staphylococcus
  • มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการขับฉี่ แล้วก็ช่วยคุ้มครองปกป้องนิ่วในถุงน้ำดีและก็ในไต
  • ช่วยสำหรับในการห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลได้ช้าลง
  • มีส่วนช่วยในการปกป้องโรคข้ออักเสบรูมาติก ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการอักเสบบวมแดง มีผลทำให้ปวดเมื่อตามกล้ามเนื้อและก็ข้อต่อ โดยอาการรูปแบบนี้ชอบกำเนิดกับวัยกลางคนขายส่งกระชายดำ
  • ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟเผา และก็ช่วยบรรเทาอาการผื่นผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย ใช้เป็นยากันยุง และแก้ผิวร้อนแห้งได้อย่างดีเยี่ยม
  • มีส่วนช่วยสำหรับการก่อให้เกิดการคลายเครียดอารมณ์ ช่วยระบายความร้อนที่เกิดกับศีรษะและก็เบ้าตา จึงทำให้ตาสว่าง ไม่ง่วงหงาวหาวนอน แถมยังส่งผลให้หายใจมีชีวิตชีวาได้อีกด้วยรับผลิตกระชายดำ
  • ช่วยแก้อาการท้องเดิน ท้องเดิน และก็ท้องบิดได้เป็นอย่างดี
  • มีส่วนช่วยสำหรับในการแก้อาการหิวน้ำ ช่วยในการระบายความร้อนให้ออกจากปอด แถมยังช่วยขับเสลดได้อีกด้วย


Tags : ขายกระชายดำ,ขายส่งกระชายดำ,รับผลิตกระชายดำ

9

โรคไซนัสอักเสบ (Sinusitis)
โรคไซนัสอักเสบคืออะไร  ไซนัสเป็นโพรงอากาศที่อยู่ภายในกระดูกบริเวณรอบๆหรือใกล้เคียงกับจมูก ซึ่งมีอยู่ 4 กรุ๊ปใหญ่ๆในแต่ละข้าง  ไซนัสที่ใหญ่ที่สุดอยู่ภายในกระดูกโหนกแก้ม (maxillary sinus)  อีกกรุ๊ปหนึ่งมีอยู่หลายโพรง มีขนาดเล็ก แล้วก็อยู่ระหว่างบริเวณโคนจมูก แล้วก็หัวตาแต่ละข้าง (ethmoidal sinuses)  ในกระดูกหน้าผากก็มีไซนัสข้างใน (frontal sinus) นอกเหนือจากนั้นยังมีไซนัสที่อยู่ใต้ฐานกะโหลกศีรษะ (sphenoidal sinus) ด้วย  หน้าที่ของไซนัสนั้นไม่รู้ชัดเจน  แต่ว่าเชื่อว่าบางทีอาจช่วยทำให้เสียงที่เราส่องแสงออกมา กังวานขึ้น, ช่วยให้กะโหลกศีรษะเบาขึ้น รวมทั้งช่วยรักษาสมดุลของศีรษะ, ช่วยสำหรับการปรับความดันของอากาศข้างในโพรงจมูก  ในเรื่องที่มีการเปลี่ยนของความดัน รวมทั้งสร้างสารคัดหลั่งที่ป้องกันการตำหนิดเชื้อของโพรงจมูกแล้วก็ไซนัส
ซึ่งในคนปกติทั่วไป มูกที่ทำขึ้นในโพรงไซนัสจะระบายลงตามทางเชื่อมมาออกที่รูเปิดในโพรงจมูก แปลงเป็นน้ำมูก หรือเสลดใส เพื่อให้ความชื้นและก็ชะล้างโพรงจมูก แต่ว่าถ้าหากรูเปิดดังกล่าวถูกอุดกัน (เช่น เป็นไข้หวัด หรือโรคไข้หวัดภูมิแพ้) ทำให้เมือกในโพรงไซนัสไม่สามารถ ระบายออกมาได้ มูกก็จะหมักหมมแปลงเป็นอาหารสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่ลุกลามมาจากโพรงจมูกเข้าไปในไซนัส ทำให้เยื่อบุไซนัสอักเสบบวม ขนอ่อนในไซนัสสูญเสียหน้าที่สำหรับในการขับมูก ทำให้มีการสะสมของเมือกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆกลายเป็นหนองขังอยู่ในไซนัส กำเนิดอาการของโรคภูมิแพ้ขึ้นมา
โรคไซนัสอักเสบ ยังสามารถแบ่งได้ 3 จำพวก คือประเภทกะทันหัน (มีลักษณะน้อยกว่า 30 วัน) จำพวกครึ่งหนึ่งรุนแรง (มีอาการอยู่ระหว่าง 30-90 วัน) และก็ชนิดเรื้อรัง (มีลักษณะมากยิ่งกว่า 90 วัน) โดยการอักเสบบางทีอาจกำเนิดกับไซนัสได้ทุกตำแหน่ง เป็นต้นว่า ไซนัสข้างตา (Ethmoid sinus), ไซนัสหน้าผาก (Frontal sinus), ไซนัสโหนกแก้ม (Maxillary sinus) และไซนัสที่อยู่ใต้ฐานกะโหลกศีรษะ (Sphenoidal sinus) แต่ว่าที่พบได้ทั่วไปที่สุดเป็นไซนัสโหนกแก้ม (Maxillary sinus) ซึ่งจะก่อให้มีอาการปวดที่รอบๆโหนกแก้ม  แม้กระนั้นโรคนี้ส่วนใหญ่ชอบไม่มีความร้ายแรง นอกเหนือจากสร้างความอารมณ์เสียหรือปวดทรมาน ส่วนน้อยที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แม้ได้รับการดูแลรักษาอย่างแม่นยำตั้งแต่ตอนแรก ก็มักจะหายได้ หรือลดภาวะแทรกซ้อนลงได้
  โรคไซนัสอักเสบเป็นโรคที่พบมากที่สุดโรคหนึ่งที่ทำให้คนป่วยมาเจอแพทย์  ราวกันว่าพลเมืองทั่วๆไป 1 ใน 8 คน  จะเป็นโรคภูมิแพ้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต  เกิดการของการเกิดภูมิแพ้   มีลัษณะทิศทางที่เกิดมากเพิ่มขึ้นในฤดูกาลที่มีคนจับไข้หวัดหรือมีการอักเสบติดโรคในทางเดินหายใจมากมาย โดยธรรมดา
มากกว่า 0.5% ของคนไข้ที่เป็นโรคหวัด ได้โอกาสเกิดเป็นไซนัสอักเสบตาม มา ผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) หรือโรคหืดจะมีภูมิแพ้ร่วมด้วยประมาณ 40-50% อุบัติการของภูมิแพ้ประเภทเฉียบพลันที่เกิดจากการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียในคนแก่ที่เกิดตามหลังไข้หวัดพบได้ราวจำนวนร้อยละ 0.5-2 และก็ในเด็กพบได้ราวๆปริมาณร้อยละ 5-10 สำหรับโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังนั้น  ในกรุ๊ปประชากรทั่วๆไปเจอโรคแพ้อากาศเรื้อรังโดยประมาณร้อยละ 1.2-6 
ที่มาของโรคแพ้อากาศ

  • การตำหนิดเชื้อของระบบฟุตบาทหายใจตอนบน (Upper respiratory tract infec tion) ระยะต้นเกิดจากเชื้อไวรัสหวัด ซึ่งจะไปทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบ ซึ่งอาจอักเสบต่อ เนื่องเข้าไปถึงในไซนัส ถัดมามีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย โดยปกติก็จะหายได้เป็นปกติ แม้กระนั้นแม้การต่อว่าดเชื้อนั้นร้ายแรง บางทีอาจมีการทำลายของเยื่อบุจมูกและก็เยื่อบุไซนัส ทำให้มีการบวมแล้วก็มีพังผืด ส่งผลให้เกิดการอุดตันของรูเปิดระหว่างไซนัสกับโพรงจมูก ร่วมกับการที่เซลล์ขน (Cilia) ที่มีบทบาทสนับสนุนสารคัดเลือกหลั่งในไซนัส ไม่ทำงาน ก็จะมีผลให้การอักเสบกลายเป็นการอักเสบเรื้อรังได้
  • การตำหนิดเชื้อของฟัน โดยยิ่งไปกว่านั้นฟันกรามน้อยและก็ฟันกรามแถวบน โดยทั่วไปพบว่า ราว 10% ของการอักเสบของไซนัสแมกซิลลาจะมีต้นเหตุที่เกิดจากฟันผุ (เพราะเหตุว่าผนังด้านล่างของไซนัสแมกสิลลาจะใกล้กับรากฟันดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) บางรายจะแสดงอาการชัดแจ้งภายหลังที่ไปถอนฟันแล้วเกิดรูทะลุระหว่างไซนัสแมกสิลลาและก็เหงือก (Oroantral fistula) ขึ้น
  • โรคติดเชื้ออื่นๆอาทิเช่น ไข้หวัดใหญ่ โรคฝึกฝน โรคไอกรน
  • การว่ายน้ำ ดำน้ำ ซึ่งบางทีอาจมีการสำลักน้ำเข้าไปในจมูกและก็เข้าไปในไซนัสได้ โดยอาจมีเชื้อโรคเข้าไปด้วย กระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้ ยิ่งไปกว่านี้ สารคลอรีน (Chlorine) ในสระว่ายน้ำ ยังเป็นสารเคมีที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุไซนัสได้
  • การกระทบกระแทกอย่างแรงใบหน้า อาจส่งผลให้ไซนัสโพรงอันใดโพรงหนึ่งแตกหัก บอบช้ำบวม หรือมีเลือดออกข้างในโพรง ส่งผลให้เกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาได้
  • มีสิ่งแปลกปลอมในจมูก ดังเช่น เมล็ดผลไม้ ก็เลยก่อการอุดตันโพรงจมูก ก็เลยเป็นต้นเหตุให้มีการติดเชื้อโรคอีกทั้งในโพรงจมูก แล้วก็ในไซนัส
  • จากการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศบริเวณตัวโดยทันที (Barotrauma หรือ Aero sinusitis) ตัวอย่างเช่น ขณะเรือบินขึ้นหรือลงจอด และการมุดน้ำลึก เป็นต้น หากรูเปิดของไซนัสขณะ นั้นบวมอยู่ อาทิเช่น กำลังเป็นหวัด หรือโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) กำเริบ จะนำมาซึ่งการทำให้เยื่อบุ บวมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงอาจมีการหลั่งของเหลว/สารคัดเลือกหลั่งออกมา หรือมีเลือดออกได้ ก็เลยก่อการอักเสบขึ้น ซึ่งพบมากที่ไซนัสฟรอนตัล ที่มา  :    wikipedia                 


ส่วนไซนัสอักเสบเรื้อรังมักสำเร็จสอดแทรกจากภูมิแพ้ทันควันที่  ไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูก ยิ่งกว่านั้น ยังอาจเป็นเพราะเนื่องจากต้นสายปลายเหตุอื่นๆได้แก่ โรคหวัดภูมิแพ้เรื้อรัง ริดสีดวงจมูก เนื้องอกในโพรงจมูกหรือไซนัส ผนังกั้นจมูกคด การต่อว่าดเชื้อของฟุตบาทหายใจส่วนต้นซ้ำซากจำเจ การสูบบุหรี่ มลภาวะทางอากาศ โรคกรดไหลย้อน (หูรูดปลายหลอดอาหารเสื่อม ทำให้มีน้ำย่อยซึ่งเป็น กรดไหลย้อนขึ้นมาที่ไซนัส เวลาเข้านอนค่ำคืน) โรคฟันและโพรงปากเรื้อรัง ภาวการณ์ภูมิต้านทานต่ำ (ดังเช่นว่า เบาหวาน โรคภูมิคุมกันบกพร่อง) ฯลฯ
อนึ่งสำหรับการอักเสบทันควันของไซนัส มักมีต้นเหตุจากการตำหนิดเชื้อไวรัส ได้แก่ ไวรัสโรคไข้หวัด แม้กระนั้นเมื่อเป็นการอักเสบเรื้อรัง มักมีต้นเหตุจากการตำหนิดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ Streptococci, Staphylococcus, Haemophilus influenzae, Klebsiella pneumoniae, Bacteroides melaninogenicus, แต่บางทีอาจเจอจากการติดเชื้อราได้ อย่างเช่น Aspergillus และ Dematiaceous fungi
ลักษณะโรคภูมิแพ้
ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน  ในคนแก่มักมีอาการปวดใบหน้าบริเวณไซนัสที่อักเสบ ได้แก่ ปวดที่แถวๆศีรษะตา หน้าผาก โหนกแก้ม  รอบๆกระบอกตา หรือข้างหลังกระบอกตา บางรายอาจรู้สึก คล้ายปวดฟัน         ที่มา  :    wikipedia               
ตรงฟันซี่บน อาจปวดเพียงแค่ข้างเดียวหรือ 2 ข้างก็ได้ อาการปวดมักเป็นมากช่วงเช้าหรือบ่าย เวลาก้มศีรษะหรือแปลงท่า ผู้เจ็บป่วยมักมีอาการคัดเลือกแน่นจมูก พูดเสียงขึ้นจมูก มีน้ำมูกเป็นหนองออกข้นเหลืองหรือเขียว                 
หรือมีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียวไหลจากด้านหลังจมูกลงในคอ ต้องคอยสูดหรือขากออก  อาจมีอาการปวดหัว จับไข้ หมดแรง เจ็บคอ ปวดหู ไอ หายใจมีกลิ่นเหม็น ความรู้สึก สำหรับเพื่อการรับทราบกลิ่นหรือรสต่ำลง
ในเด็ก อาการมักไม่ชัดเจนเท่าผู้ใหญ่ อาจมีอาการเป็นหวัดนานกว่าปกติ พูดอีกนัยหนึ่งมีน้ำมูก (ใสหรือข้นเป็นหนองก็ได้) รวมทั้งไอนานกว่า 10 วัน ชอบไอทั้งยังช่วงกลางวันรวมทั้งตอนกลางคืน อาจมีไข้ต่ำๆและก็หายใจมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย  เด็กบางรายอาจออกอาการเป็นหวัดรุนแรงกว่าธรรมดา ดังเช่นว่า มีไข้สูงขึ้นมากยิ่งกว่า 39 องศาเซลเซียส น้ำมูกข้นเป็นหนอง ปวดที่บริเวณใบหน้า หลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้วมองเห็นอาการบวมบริเวณตา ซึ่งลักษณะของภูมิแพ้ระยะนี้มีระยะเวลาฟื้นจนถึงหายดีโดยประมาณ 2 – 4 สัปดาห์
ไซนัสอักเสบเรื้อรัง มักมีลักษณะตลอดทุกวี่ทุกวันนานเกิน 90 วัน โดยในคนแก่มักมีลักษณะอาการคัดจมูก มีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียวไหลจากด้านหลังจมูกลงในคอหายใจมีกลิ่นเหม็น ความรู้สึกสำหรับในการรับทราบกลิ่นต่ำลง ส่วนมากมักไม่มีไข้และก็ลักษณะของการปวดไซนัสแบบที่พบในภูมิแพ้รุนแรง  ในเด็กมักมีลักษณะอาการไอ น้ำมูกไหล จาม หายใจมีกลิ่นเหม็น มีโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น หรือหูชั้นกึ่งกลางอักเสบ โดยในอาการของไซนัสอักเสบช่วงนี้มักกำเนิดสม่ำเสมอเกิด 12 อาทิตย์ แล้วก็พบได้ทั่วไปร่วมกับโรคภูมิแพ้
ทั้งนี้ภูมิแพ้มักมีเหตุที่เกิดจากการต่อว่าดเชื้อไวรัส เจอในอัตรา 90% ของคนเจ็บ หากว่าไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือการพัฒนาโรคที่รุนแรงขึ้น อาการจะดีขึ้นกว่าเดิมรวมทั้งหายดีเองภายในช่วงเวลาโดยประมาณ 10 วัน ในตอนที่การต่อว่าดเชื้อแบคทีเรียจนทำให้ไซนัสอักเสบจะพบได้ไม่บ่อยนัก ราวๆ 5-10% แค่นั้น และก็จำต้องได้รับการรักษาด้วยยาต่อต้านเชื้อแบคทีเรียโดยยิ่งไปกว่านั้น ซึ่งมักมีลักษณะอาการเป็นเวลานานกว่า 10 วัน หรืออาการเกิดขึ้นอีกหลังจากเป็นมานาน 5 วัน
กรรมวิธีรักษาโรคไซนัสอักเสบ ในพื้นฐานหมอจะไถ่ถามอาการและก็เรื่องราวป่วย ร่วมกับการตรวจร่างกายเป็นสำคัญแล้วก็อาจมีการตรวจพิเศษเพิ่ม ดังต่อไปนี้
ประวัติการรักษา/เรื่องราวอาการ

  • ความเป็นมาที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้กะทันหัน เช่น เป็นหวัดมานานมากกว่า 7-10 วัน,  เป็นหวัดที่มีลักษณะร้ายแรงมากมาย,  ไข้สูง,  คัดจมูก, มีน้ำมูกเหลืองข้น,  ได้กลิ่นลดน้อยลง, ปวดหรือ
  • ตื้อทึบบริเวณโหนกแก้มคล้ายปวดฟันบน, ปวดรอบๆจมูก หัวคิ้ว หรือหน้าผาก, เจ็บคอ, เสมหะไหลลงคอ, ไอ, ปวดศีรษะ, อาการทางจมูกที่ไม่ดีขึ้นหลังให้ยาหดหลอดเลือด  โดยมีอาการดังกล่าวภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน   ผู้ป่วยโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังมักมีอาการไม่เฉพาะเจาะจงเช่น คัดจมูก, การรับกลิ่นลดลงหรือไม่ได้กลิ่น, มีน้ำมูกสีเขียวเหลืองในจมูกหรือไหลลงคอ, ปวดศีรษะ, มีกลิ่นปาก, ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น, ลิ้นเป็นฝ้า, คอแห้ง, มีเสมหะในคอ, เจ็บคอ ระคายคอเรื้อรัง, ไอ, ปวดหูหรือ หูอื้อ
  • การตรวจร่างกาย ได้แก่
  • การตรวจในโพรงจมูก มักพบว่าเยื่อบุจมูกบวมแดง อาจพบมีหนองหรือมูก บางรายอาจพบหนองตามตำแหน่งที่มีรูเปิดของไซนัส
  • มีอาการเจ็บ โดยเมื่อกดลงบนใบหน้า ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บ จุดกดเจ็บของไซนัสแม็กซิลล่าอยู่ที่ผนังด้านหน้าชิดกับจมูก จุดกดเจ็บของไซนัสฟรอนตัลอยู่ที่ใต้หัวคิ้วใกล้กับดั้งจมูก หรืออาจจะเคาะเบาๆที่บริเวณหน้าผากซึ่งถ้ามีการอักเสบจะรู้สึกเจ็บ จุดกดเจ็บของไซนัสเอธมอยด์อยู่ที่บริเวณหัวตา ส่วนไซนัสสฟีนอยด์ไม่สามารถตรวจได้เนื่องจากอยู่ลึกมาก แต่ทั้งนี้ ในไซ นัสอักเสบเรื้อรัง มักไม่มีอาการกดเจ็บอย่างชัดเจน ยกเว้นแต่มีการอักเสบเฉียบพลันแทรกซ้อน
  • การตรวจในช่องปาก อาจพบมีหนองไหลจากโพรงหลังจมูกลงมาบนผนังลำคอ เรียกว่า Postnasal drip ซึ่งเป็นตัวช่วยในการวินิจฉัยไซนัสอักเสบเรื้อรังที่ค่อนข้างจะแน่นอนอย่างหนึ่ง อาจพบผนังลำคอเป็นตุ่ม ขรุขระ เนื่องจากมีเนื้อเยื่อน้ำเหลืองในช่องคอโตขึ้น จากต้องทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคที่ติดมากับหนองจากไซนัส ซึ่งไหลลงมาในลำคอเป็นประจำ แต่ลักษณะขรุขระนี้ อาจจะพบได้ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ คอหอยอักเสบ และผู้ป่วยที่ผ่าตัดต่อมทอนซิล และอาจพบมีฟันผุโดยเฉพาะ ฟันกรามบน
  • การตรวจพิเศษ เช่น
  • การตรวจเพื่อดูการผ่านทะลุของแสง (Transillumination test) ใช้ช่วยการวินิจฉัยการอัก เสบของไซนัสแม็กซิลล่า และ ของไซนัสฟรอนตัล ถ้าไซนัสไม่มีแสงสว่างผ่านลอดไปได้เลยจะช่วยบอกว่ามีโรคได้อย่างแม่นยำ แต่ในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี วิธีนี้มักไม่ได้ประโยชน์เพราะเยื่อบุและผนังกระดูกเด็กที่ล้อมไซนัส มักจะหนากว่าผู้ใหญ่ แสงจึงมักผ่านไม่ได้
  • การตรวจภาพไซนัสด้วยอัลตราซาวด์ สามารถตรวจหาหนองในโพรงไซนัสได้ดี
  • การเจาะไซนัส (Antral proof puncture) ใช้ตรวจไซนัสแมกซิลลา
  • Sinuscopy เป็นการส่องกล้องตรวจในไซนัส ปัจจุบันเกือบจะเข้ามาแทนที่วิธีเจาะไซนัส Antral proof puncture โดยทำต่อจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ธรรมดา ไซนัสสำหรับผู้ป่วยโพรงอากาศข้างจมูกแม็กซิลล่าอักเสบเรื้อรัง ถ้าพบหนองก็สามารถเก็บตัวอย่างส่งเพาะเชื้อ และล้างหนองได้ในคราวเดียวกัน ถ้าพบเป็นถุงน้ำ หรือ ริดสีดวงขนาดเล็กก็จะตัดออกผ่านทางกล้องส่องได้ นอกจากนี้ การเห็นพยาธิสภาพและการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุและของรูเปิดไซนัสด้วยตาโดยตรง ทำให้สามารถวินิจฉัยและวางแผนให้การรักษาไซนัสอักเสบที่เหมาะสมต่อไปได้อย่างเหมาะสม
  • การถ่ายภาพไซนัสด้วยเอมอาร์ไอ ใช้แยกก้อนเนื้อ หรือถุงน้ำออกจากของเหลว
  • การตรวจด้วยการส่องกล้องโพรงจมูก (Nasal endoscopy)
  • การถ่ายภาพไซนัสด้วยเอกซเรย์
  • การถ่ายภาพไซนัสด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นวิธีดีที่สุดในการตรวจหาพยาธิสภาพของไซนัสในปัจจุบัน แต่ค่าใช้จ่ายในการตรวจค่อนข้างแพง
  • หลักในการรักษาโรคไซนัสอักเสบ ประกอบด้วย
  • กำจัดเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ  โดยการให้ยาต้านจุลชีพ  เพื่อทำให้อาการของโรคดีขึ้นเร็ว   การเลือกชนิดของยาต้านจุลชีพขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อ, การดำเนินโรค,  ความไวต่อยาต้านจุลชีพของเชื้อนั้นๆ และ อุบัติการของการดื้อยา     ระยะเวลาของการให้ยาต้านจุลชีพนั้น  ในรายที่เป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลันควรให้ยาต้านจุลชีพอย่างน้อย 10-14 วัน หรือให้จนผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติแล้วให้ต่ออีก 1 สัปดาห์หลังจากนั้น     ในรายที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังควรให้ยาต้านจุลชีพเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3-6 สัปดาห์ เช่น ยากลุ่ม Amoxicillin, Clarithromycin และ Azithromycin แต่หากผู้ป่วยต้องอยู่อาศัยในบริเวณที่มีโอกาสติดเชื้อสูง หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังรับยาไปแล้ว 2-3 วัน แพทย์จะใช้ยารักษาในขั้นถัดไป เช่น Amoxicillin-clavulanate, Cephalosporins, Macrolides, Fluoroquinolones และ Clindamycin เป็นต้น
  • ทำให้การไหลเวียนของสารคัดหลั่งและอากาศภายในไซนัสดีขึ้น
  • 1 ยาหดหลอดเลือด ทำให้การบวมของเยื่อบุจมูกลดลง,  บรรเทาอาการคัดจมูก ทำให้รูเปิดของไซนัสโล่งขึ้น  อาจให้ในรูปยาพ่นหรือยาหยอดจมูก หรือ ยารับประทาน หรือให้ร่วมกันทั้งสองชนิดก็ได้    สำหรับยาหดหลอดเลือดที่พ่นหรือหยอดจมูก ไม่ควรใช้นานกว่า 7 วัน เพราะจะทำให้เยื่อบุจมูกเสียได้   ส่วนยาหดหลอดเลือดชนิดรับประทาน  ควรระวังผลข้างเคียง เช่น ความดันโลหิตสูง  หัวใจเต้นเร็ว  นอนไม่หลับ  กระสับกระส่ายด้วย เช่น pseudoephedrine และ phenylephrine โดยแพทย์จะจ่ายยาในปริมาณรับประทาน 10 - 14 วัน ยาลดอาการคัดจมูกแบบพ่นหรือหยด เช่น Oxymetazoline และ Hydrochloride ใช้รักษาภายใน 3-5 วัน
  • 2 ยาสตีรอยด์พ่นจมูก (Nasal Cortixosteroids) อาจมีประโยชน์ในรายที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง หรือ ไซนัสอักเสบเป็นๆ หายๆ โดยเฉพาะถ้ามีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือชนิดที่ไม่แพ้ร่วมด้วย ยาพ่นจมูกดังกล่าวจะช่วยลดการอักเสบในจมูก  ทำให้รูเปิดของไซนัส ที่มาเปิดในโพรงจมูกโล่งขึ้น  ช่วยให้การไหลเวียนของอากาศ  การระบายของสารคัดหลั่งหรือ หนองที่อยู่ภายในไซนัสดีขึ้น
  • 3 ยาต้านฮิสตะมีน ไม่แนะนำให้ใช้ ยาต้านฮิสตะมีนรุ่นเก่าในผู้ป่วยไซนัสอักเสบ ที่ไม่ได้มีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วย   เนื่องจากอาจทำให้น้ำมูกและสารคัดหลั่งแห้งและเหนียวได้ ในรายที่มีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วย  ควรเลือกใช้ยาต้านฮิสตะมีนรุ่นใหม่  เนื่องจากมีผลข้างเคียงดังกล่าวค่อนข้างน้อย 
  • 4  ยาละลายมูกหรือเสมหะ ยังไม่มีการศึกษาที่แสดงถึงประสิทธิภาพของยาละลายมูกในการรักษาโรค ไซนัสอักเสบชัดเจน
  • 5 การล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ  เป็นการชะล้างเอาน้ำมูก หนอง  สิ่งสกปรกในจมูก ซึ่งเกิดจากการอักเสบในโพรงจมูกและไซนัสออก  เพื่อให้โพรงจมูกและบริเวณรูเปิดของไซนัสโล่ง   ทำให้การพัดโบกของขนกวัดที่เยื่อบุจมูกดีขึ้น อาการต่างๆ ของผู้ป่วยจะดีขึ้นเร็ว
  • 6 การสูดดมไอน้ำเดือด จะช่วยทำให้เยื่อบุจมูกยุบบวม  โล่ง  อาการคัดจมูกน้อยลง  อาการปวดตื้อๆ ที่ศีรษะดีขึ้น   นอกจากนั้นยังทำให้การพ่นยาเข้าไปในจมูก มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • 7 การผ่าตัด   ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่เป็นโรคไซนัสอักเสบ มักจะหายได้โดยการใช้ยาอย่างเต็มที่  ส่วนน้อยที่ต้องรับการผ่าตัด  ดังนั้นในการรักษาจึงพยายามใช้ยาอย่างเต็มที่ก่อน   การผ่าตัดเป็นการแก้ไขพยาธิสภาพที่ทำให้รูเปิดระหว่างโพรงจมูกและไซนัสอุดตัน โดยแพทย์จะใช้การผ่าตัดด้วยวิธี Functional Endoscopic Sinus Surgery (FESS) เป็นการผ่าตัดผ่านทางรูจมูกด้วยกล้องเอ็นโดสโคปซึ่งเป็นกล้องขยายที่มีขนาดเล็ก แพทย์จะใช้เครื่องมือที่ถูกออกแบบมาพิเศษในการผ่าตัดนี้และมองภาพขณะผ่าตัดผ่านกล้อง ผู้ป่วยจะได้รับยาชาหรือยาสลบในขณะผ่าตัดโดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการป่วย
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่นำมาซึ่งโรคไซนัสอักเสบ

  • เป็นโรคหวัดเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแลและรักษาให้หายสนิท
  • การเกิดการติดเชื้อที่ฟัน อย่างเช่น ฟันผุ การถอนฟันแล้วเกิดการติดเชื้อคราวหลัง
  • การถูกกระทบอย่างแรงที่ใบหน้าบริเวณโพรงไซนัส
  • ผู้ที่มีภาวะของโรคภูมิแพ้
  • อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี ได้แก่บริเวณโรงงาน หรือ สลัม
  • ฝาผนังข้างๆของโพรงจมูกโค้งงอผิดรูป (Paradoxical turbinate)
  • ต่อมอะดีนอยด์โต หรือ มีสิ่งปลอมปนในจมูกเด็กเป็นเวลานานๆได้แก่ เมล็ดต่างๆ
  • คนป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือใส่สายให้อาหารทางจมูก อยู่เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน
  • ภาวะที่ทำให้เซลล์ขน (Cilia) ซึ่งเป็นเซลล์สนับสนุนสารคัดเลือกหลั่งออกมาจากไซนัส เสียไป ก็เลยเกิดการคั่งของสารคัดหลั่งในไซนัส และเกิดการอักเสบติดเชื้อได้ ตัวอย่างเช่น ในสภาวะข้างหลังเป็นโรคหวัด


การติดต่อของโรคแพ้อากาศ โรคไซนัสอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากการอักเสบบวมของเยื่อบุไซนัสทำให้เกิดการตีบตันของรูเปิดจากไซนัสที่เข้าสู่โพรงจมูก และก็มีการคั่งค้างของสารคัดเลือกหลั่ง (มูก) ในโพรงไซนัสไม่สามารถที่จะกระบายออกแล้วก็เมื่อมีการสะสมของเมือกมากจึงกลายเป็นหนองขังในไซนัสเกิดอาการต่างๆตามมา โดยโรคไซนัสอักเสบนี้ไม่จัดอยู่ในโรคติดต่อเพราะว่าไม่พบการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคแพ้อากาศ

  • ควรกินยาดังที่แพทย์สั่งให้การรักษาอย่างจริงจัง และติดตามผลของการรักษากับหมออย่างสม่ำเสมอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำมากๆ
  • ดมกลิ่นละอองน้ำอุ่น และก็ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ (ในกรณีที่หมอเสนอแนะและก็สอนให้ทำ)
  • เลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ควันจากบุหรี่ แล้วก็มลพิษทางอากาศ
  • งดเว้นดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำนานๆเนื่อง จากคลอรีนในสระอาจจะทำให้เกิดการเคืองเยื่อบุจมูกและก็ไซนัสได้
  • หลบหลีกการเดินทางโดยเครื่องบินในขณะป่วยหวัด หวัดภูมิแพ้ หรือภูมิแพ้กำเริบ ถ้าหากเลี่ยงไม่ได้ ควรจะกินยาแก้คัดจมูก ได้แก่ สูโดเอฟีดรีน (pseudoephedrine) ครั้งละ 1-2 เม็ดก่อนเดินทาง รวมทั้งซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมงระหว่างเดินทางระยะไกล
การป้องกันตัวเองจากโรคไซนัสอักเสบ

  • หมั่นดูแลสุขภาพทั่วๆไปให้แข็งแรง (อย่างเช่น กินอาหาร สุขภาพ บริหารร่างกาย นอนหลับพักให้พอเพียง ผ่อนคลายความเครียด)
  • ป้องกันตนเองจากหวัด ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการป่วยภูมิแพ้ หรือแม้เจ็บป่วยหวัดแล้วจำเป็นต้องรีบรักษาให้หายสนิทอย่างเร็ว
  • อยู่ในที่มีอากาศถ่ายเท ไม่มีฝุ่นละออง หรือสิ่งที่จะทำให้มีการเกิดลักษณะโรคภูมิแพ้
  • อย่าให้ร่างกายต้องเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างเร็วเกินไป
  • ไม่ว่ายน้ำ มุดน้ำ ระหว่างที่มีการติดเชื้อในช่องจมูก
  • ลด หรือ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์
  • รักษาสุขภาพฟันป้องกันไม่ให้ฟันผุเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อในช่องปากที่เป็นสาเหตุของโรไซนัสอักเสบ
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคไซนัสอักเสบ
ฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ชื่อวิทยาศาสตร์Andrographis paniculata (Burm. f.) Nees วงศ์    Acanthaceae สารออกฤทธิ์ andrographolide, deoxyandographolide, didehydro-deoxyandrographolide และก็ neoandrographolide ฟ้าทะลายขโมยให้ผลสำหรับการคุ้มครองปกป้องหวัดแล้วก็บรรเทาอาการหวัด การศึกษาในเด็กนักเรียนโตช่วงหน้าหนาว ให้กินยาเม็ดฟ้าทะลายมิจฉาชีพแห้ง ขนาด 200 มิลลิกรัม/วัน ในเดือนแรกของการทดลองยังไม่เจอความไม่เหมือนระหว่างกลุ่มที่รับประทานยาและกรุ๊ปควบคุม ภายหลังจาก 3 เดือนของการทดลอง อุบัติการณ์การเป็นหวัดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม อัตราการเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรเท่ากับ 20% ขณะที่กรุ๊ปควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดเท่ากับ 62%    การเรียนรู้ทางสถานพยาบาล ในผู้ที่มีลักษณะติดโรคของระบบฟุตบาทหายใจส่วนบนอย่างเฉียบพลัน รวมทั้งกรุ๊ปอาการไซนัสอักเสบด้วย กลุ่มทดลอง 95 คน รับประทานยา Kan Jang (ประกอบด้วยสารสกัดมาตรฐานของฟ้าทะลายมิจฉาชีพ 85 มิลลิกรัม (มี andrographolide 5 มก.) แล้วก็สารสกัด Eleutherococcus senticosus 120 มก.) กรุ๊ปควบคุม 90 คน กินยาหลอก ทั้งสองกรุ๊ปกินยานาน 5 วัน วัดผลโดยให้คะแนนจากการคาดคะเนอุณหภูมิ อาการปวดศีรษะ ปวดกล้าม อาการแสดงทางคอ ไอ อาการแสดงทางจมูก ความรู้สึกป่วยหนักตัว แล้วก็อาการทางตา ผลวิจัยพบว่า คะแนนรวมยอดของกลุ่มทดลองสูงยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม โดยจะมีลักษณะปวดหัว อาการทางจมูก อาการทางคอ รวมทั้งความรู้สึกป่วยไข้ตัวลดลง
ปีบ ชื่ออื่นๆ กาซะลอง กาดสะทดลอง (เหนือ)  ชื่อวิทยาศาสตร์  Millingtonia hortensis L.f. ชื่อตระกูลBignoniaceae  สรรพคุณ         ตำรายาไทย ดอก รสหวานขมหอม ขยายหลอดลม มวนเป็นบุหรี่สูบรักษาโรคหืด ดูดแก้ริดสีดวงจมูก ไซนัสอักเสบ บำรุงน้ำดี เพิ่มการหลั่งน้ำดี บำรุงเลือด  องค์ประกอบทางเคมี  ดอกมีสารฟลาโวนอยด์ hispidulin ช่วยขยายหลอดลม และพบฟลาโวนอยด์อื่นๆเป็นต้นว่า scutellarein, scutellarein-5-galactoside, hortensin, cornoside, recimic, rengyolone, rengyoside B, rengyol, rengyoside A,  iso rengyol, millingtonine ใบพบฟลาโวนอยด์ hispidulin, dinatin แล้วก็สารอื่นๆได้แก่ ß carotene, rutinoside เปลือกต้น พบสารที่ให้ความขม รวมทั้งสารแทนนิน รากเจอ Lapachol, β-sitosterol, poulownin
เอกสารอ้างอิง

  • ผศ.นพ.สุรเกียรติ อาศนะเสน.ไซนัสอักเสบ..รักษาได้.สาขาวิทยาโรคจมูกและภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไซนัสอักเสบ.นิ

10

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease : GERD)
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร 
โรคกรดไหลย้อน” (Gastroesophageal reflux disease ,GERD) เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากการไหลย้อนของกรด (น้ำย่อย) ในกระเพาะกลับไปที่หลอดอาหาร ซึ่งโดยทั่วไปร่างกายของเราจะมีการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดของกินอยู่บ้าง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารแต่ว่าผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีปริมาณกรดที่ย้อนมากขึ้นหรือย้อนหลายครั้งกว่าผู้ที่ไม่เป็นโรค หรือหลอดอาหารมีความไวต่อกรดมากขึ้นแม้ว่าจะมีจำนวนกรดที่ย้อนขึ้นไปไม่เกินกว่าปกติ ส่งผลให้มีลักษณะระคายบริเวณคอ และแสบอกหรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ และก็มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายๆกับอาการโรคกระเพาะ ทำให้คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะ รวมทั้งไปซื้อยาลดกรด (antacids)  ที่มีจัดจำหน่ายตามตลาดมารับประทานเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ถูกจุด ก็เลยพบว่าในขณะนี้มีผู้เจ็บป่วยมาพบหมอด้วยโรคกรดไหลย้อนเพิ่มสูงขึ้น  และหากปลดปล่อยให้กำเนิดอาการเรื้อรังรวมทั้งรักษาด้วยวิธีที่ไม่ถูกจะต้อง บางทีอาจนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการเกิดหลอดของกินอักเสบ แผลที่หลอดของกิน หรือหลอดอาหารตีบ ซึ่งบางทีอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้
ยิ่งไปกว่านี้ยังสามารถจำแนกแยกแยะของโรคกรดไหลย้อนได้เป็น 2 จำพวก เป็น

  • โรคกรดไหลย้อนธรรมดา หรือ CLASSIC GERD ซึ่งกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาจะอยู่ด้านในหลอดอาหาร ไม่ไหลย้อนเกินกล้ามหูรูดของหลอดอาหารส่วนบน ส่วนใหญ่จะมีอาการของหลอดอาหารแค่นั้น
  • โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอแล้วก็กล่องเสียง (Laryngopharyngeal Reflux : LPR) ซึ่งก็คือโรคที่มีอาการทางคอและกล่องเสียง ซึ่งเกิดขึ้นจากการไหลย้อนกลับไปของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นมาเหนือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดของกินส่วนบนอย่างแตกต่างจากปกติ ส่งผลให้เกิดลักษณะของคอและกล่องเสียง จากการระคายเคืองของกรด


ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้ เป็นโรคที่พบได้ราวๆ 10-15% ของผู้ที่มีอาการของกินไม่ย่อย (Syspepsia) และก็มักพบทั้งยังในหญิงรวมทั้งในเพศชาย โดยเจอได้ใกล้เคียงกัน เป็นโรคที่เจอได้ในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่ทารกไปจนถึงคนแก่ แม้กระนั้นพบอัตรากำเนิดสูงมากขึ้นในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และพบได้สูงสุดในช่วงอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไป มีแถลงการณ์ว่าประเทศแถมตะวันตกพบโรคนี้ได้โดยประมาณ 10 - 20% ของสามัญชนอย่างยิ่งจริงๆ
ที่มาของโรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อนมีมูลเหตุที่เกี่ยวโยงกับความไม่ดีเหมือนปกติ ของกระบวนการทำหน้าที่ของกล้ามเนื้อหูรูดที่อยู่ตรงส่วนล่างของหลอดของกิน (lower esophageal sphincter, LES) ในคนธรรมดาขณะกลืนอาหารหูรูดนี้จะคลายตัวเพื่อเปิดทางให้อาหารไหลผ่านเข้าสู่กระเพาะของกิน เมื่ออาหารผ่านลงกระเพาะจนถึงหมดแล้วหูรูดนี้จะหดรัดเพื่อห้ามไม่ให้น้ำย่อย (ซึ่งเป็นกรดเกลือ) ที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดของกิน
แม้กระนั้นผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน พบว่ากล้ามเนื้อหูรูดตรงด้านล่างของหลอด อาหารนี้หย่อนสมรรถภาพ ทำให้มีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารมากยิ่งกว่าปกติ (คนทั่วไปหลังทานข้าวอาจมีน้ำย่อยไหลย้อนได้ 1-4 ครั้ง ซึ่งไม่ส่งผลให้เกิดอาการ) ทำให้เกิดอาการไม่ดีเหมือนปกติ รวมทั้งการอักเสบของเยื่อบุหลอด ของกินได้
ส่วนปัจจัยที่ทำให้หูรูดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นปฏิบัติงานเปลี่ยนไปจากปกติยังไม่รู้จักชัดแจ้ง แต่ว่ามั่นใจว่าอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากความเสื่อมโทรมตามอายุ (พบในคนอายุมากกว่า 40 ปี) หรือหูรูดยังเจริญรุ่งเรืองไม่สุดกำลัง (เจอในเด็กอ่อน) หรือมีความผิดปกติที่เป็นมาแต่กำเนิด
นอกนั้นความประพฤติในชีวิตประจำวัน หรือโรคบางชนิดมีส่วนกระตุ้นการทำงานของหลอดอาหารให้กำเนิดความแตกต่างจากปกติได้ หรือทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดในปริมาณมากขึ้น ได้แก่ ไปนอนหลังรับประทานอาหารในทันที ทานอาหารจำนวนมากด้านในมื้อเดียว อยู่ในตอนตั้งครรภ์ การกระทำที่ถูกกล่าวมาแล้วเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้นด้วยเหมือนกัน
ลักษณะของโรคกรดไหลย้อน  ลักษณะของผู้ป่วยนั้นขึ้นกับอวัยวะที่ถูกระคายเคืองโดยกรด ได้แก่

  • อาการทางคอหอยแล้วก็หลอดของกิน
  • อาการปวดแสบร้อนรอบๆทรวงอก และก็ลิ้นปี่ (Heartburn) หลังทานอาหาร 30-60 นาที หรือหลังกินอาหารแล้วล้มตัวลงนอนราบ นั่งงอตัว โค้งตัวลงต่ำ รัดเข็มขัดแน่น หรือใส่กางเกงคับเอว มักมีลักษณะมากยิ่งกว่า 2 ครั้งต่ออาทิตย์และอาการเป็นๆหายๆเรื้อรัง แต่ละครั้งมักปวดอยู่นาน 2 ชั่วโมงแล้วก็บางคราวอาจเจ็บปวดรวดร้าวไปที่รอบๆคอได้
  • รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ
  • กลืนทุกข์ยากลำบาก กลืนเจ็บ หรือกลืนติดขัดคล้ายสะดุดสิ่งเจือปนในคอ
  • เจ็บคอ แสบคอหรือปาก หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่งอรุณ
  • รู้สึกเสมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก (bile or acid regurgitation)
  • มีเสมหะอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดระยะเวลา
  • เรอบ่อย คลื่นไส้ เหมือนมีอาหาร หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือคอ
  • รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก เหมือนของกินไม่ย่อย (dyspepsia)
  • มีน้ำลายมากเปลี่ยนไปจากปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้
  • อาการทางกล่องเสียง แล้วก็หลอดลม
  • เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม
  • ไอเรื้อรัง โดยยิ่งไปกว่านั้นหลังรับประทานอาหารหรือขณะนอน
  • ไอ หรือ รู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในตอนกลางคืน
  • กระแอมไอบ่อยมาก
  • อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ (หากมี) ห่วยลง ไหมจากการใช้ยา
  • เจ็บอก (non – cardiac chest pain)
  • เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆหายๆ
  • อาการทางจมูก รวมทั้งหู
  • คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสมหะไหลลงคอ
  • หูอื้อเป็นๆหายๆหรือปวดหู
  • บางรายอาจมาเจอแพทย์ด้วยภาวะแทรกซ้อน เป็นต้นว่า มีอาการกลืนของกินแข็งตรากตรำ เนื่องมาจากปล่อยให้เกิดภาวะหลอดของกินอักเสบเรื้อรังจนถึงตีบ
  • ส่วนในเด็กแรกคลอดบางทีอาจเป็นโรคกรดไหลย้อนตั้งแต่ต้นกำเนิดได้ เพราะเหตุว่าหูรูดด้านล่างของหลอดอาหารยังเจริญไม่เต็มกำลัง เด็กแรกเกิดจึงมักมีลักษณะงอแง ร้องกวน อาเจียนบ่อยมาก ไอบ่อยมากเวลากลางคืน เสียงแหบ หรือหายใจมีเสียงวี้ด ไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักตัวไม่ขึ้น ทารกบางรายอาจสำลักน้ำย่อยเข้าปอดทำให้ปอดอักเสบ ซึ่งอาจกำเริบได้หลายครั้ง แต่อาการชอบหายไปเมื่ออายุได้ราว 6-12 เดือน แม้กระนั้นบางรายก็อาจคอยจนถึงไปสู่วัยรุ่นอาการจึงจะดียิ่งขึ้น
ขั้นตอนการรักษาโรคกรดไหลย้อน
หมอวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้จาก ความเป็นมาอาการ การตรวจคอ การตรวจร่างกาย การตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์แยกจากโรคปอดต่างๆการส่องกล้องตรวจกล่องเสียง หลอดของกิน กระเพาะ รวมทั้งไส้ แล้วก็บางทีอาจตัดชิ้นเนื้อในรอบๆที่เปลี่ยนไปจากปกติเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อแยกจากโรคมะเร็งหลอดอาหาร และอาจมีการตรวจแนวทางเฉพาะอื่นๆเพิ่มเติม ดังเช่น วัดสภาวะความเป็นกรดของหลอดของกินในขณะส่องกล้อง ดังนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ เป็นต้นว่า การเอกซเรย์กลืนสารทึบแสง, การตรวจทางเวชศาสตร์ปรมาณู, การตรวจการบีบตัวของหลอดของกิน เป็นต้น
แต่ว่าโดยส่วนมากแล้ว แพทย์มักจะวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจากอาการแสดงก็พอเพียงต่อการตัดสินโรคแล้ว ซึ่งอาการแสดงที่พบได้มาก อาทิเช่น อาการแสบลิ้นปี่ จุกแน่นยอดอก แล้วก็เรอเปรี้ยวหลังทานอาหารที่เป็นตัวกระตุ้น หรือมีพฤติกรรมที่เป็นเหตุกำเริบเสิบสาน แต่ในรายที่ไม่แน่ชัดอาจจำเป็นต้องกระทำการตรวจพิเศษ (ซึ่งพบได้นานๆครั้ง)
กรรมวิธีการรักษาโรคกรดไหลย้อน

  • การเปลี่ยนแปลงนิสัย แล้วก็การดำนงชีพประจำวัน (lifestyle modification) การดูแลและรักษาแนวทางนี้มีความจำเป็นที่สุดในการทำให้ผู้ป่วยมีอาการลดน้อยลง คุ้มครองป้องกันไม่ให้กำเนิดอาการ และลดการกลับเป็นซ้ำ โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะ และป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปที่ หลอดอาหาร คอและกล่องเสียงเยอะขึ้นเรื่อยๆ เนื่องด้วยโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายสนิท (เว้นเสียแต่จะผ่าตัดแก้ไข) การดูแลและรักษาแนวทางนี้ควรปฏิบัติไปตลอดชีพ เนื่องจากว่าเป็นการรักษาที่ปัจจัย ถึงแม้คนไข้จะมีลักษณะอาการดียิ่งขึ้น หรือหายก็ดีโดยไม่ต้องรับประทานยาและก็ตาม ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนดังต่อไปนี้


             ควรจะพากเพียรลดหุ่น
             มานะหลีกเลี่ยงความเครียด
             หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับหรือรัดแน่นเกินความจำเป็น
             หากมีลักษณะอาการท้องผูก ควรจะรักษา รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเบ่ง
             ควรบริหารร่างกายสม่ำเสมอ
             ภายหลังจากทานอาหารโดยทันที เพียรพยายามหลีกเลี่ยงการนอนราบ
             หลีกเลี่ยงการทานอาหารมื้อมืดค่ำ
             รับประทานอาหารจำนวนพอดีในแต่ละมื้อ
             หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางจำพวก ดังเช่นว่า กาแฟ น้ำอัดลม
             ถ้าจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรจะคอยโดยประมาณ 3 ชั่วโมง

  • การรักษาด้วยยา กรณีที่เปลี่ยนแปลงความประพฤติแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น จำเป็นที่จะต้องใช้ยาร่วมด้วย ควรรับประทานยาตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด แล้วก็ถ้ามีคำถามควรจะขอความเห็นแพทย์หรือเภสัชกร


             ปัจจุบันนี้ยาที่ได้ผลดีที่สุด เป็นยาลดกรดในกรุ๊ปยั้งโปรตอนปั๊ม (Proton pump inhibitors) ตัวอย่างเช่น โอเมพราโซล (omeprazole)ขนาด 20 มิลลิกรัม วันละ 1-2 ครั้ง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากมายสำหรับเพื่อการป้องกันลักษณะของโรคกรดไหลย้อน โดยให้รับประทานยาต่อเนื่องกันตรงเวลา 6 - 8อาทิตย์ หรือบางทีอาจจะต้องใช้ยาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานยาวนานหลายเดือนขึ้นกับคนเจ็บแต่ละราย เป็นต้นว่ากรณีที่เป็นมากหรือมีอาการมานาน ซึ่งอาจจะมีการปรับการกินยาเป็นระยะๆตามอาการที่มี  หรือรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน
             บางกรณีบางทีอาจใช้ยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารร่วมด้วย เป็นต้นว่า เมโทโคลพราไมด์ (metoclo-pramide) ขนาด 10 มิลลิกรัม 1 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ซึ่งยานี้ควรจะกินก่อนที่จะรับประทานอาหารประมาณ 30 นาที

  • การผ่าตัด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นไปที่ หลอดอาหาร คอแล้วก็กล่องเสียง การดูแลและรักษาวิธีการแบบนี้จะทำใน


             คนไข้ที่มีลักษณะรุนแรง ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างมากแล้วไม่ดีขึ้น
             คนป่วยที่ไม่อาจจะกินยาที่ใช้ในการรักษาสภาวะนี้ได้
             ผู้เจ็บป่วยที่ภายหลังการใช้ยา แต่ว่าไม่อยากที่จะรับประทานยาต่อ
             คนป่วยที่กลับเป็นซ้ำหลายครั้งหลังหยุดยา
ดังนี้คนไข้ที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดมีเพียงร้อยละ 10 แค่นั้น การรักษาโดยการผ่าตัดมีหลายวิธี เช่น endoscopic fundoplication, radiofrequency therapy, injection / implantation therapy เป็นต้น

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดโรคกรดไหลย้อน

  • อายุ ยิ่งสูงขึ้น ช่องทางเกิดโรคนี้ยิ่งสูงขึ้น
  • การกินของกินแต่ละมื้อในจำนวนสูง โดยเฉพาะกินมื้อเย็นก่อนนอน ด้วยเหตุว่าจำนวนของกินยังค้างอยู่ในกระเพาะ และการนอนราบยังเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร ของกินและกรดจึงไหลย้อนกลับไปเข้าหลอดอาหารได้ง่าย
  • การกินอิ่มมากไป (กินอาหารมื้อใหญ่หรือจำนวนมาก)กระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมามากมาย ประกอบกับการขยายตัวของกระเพาะทำให้หูรูดคลายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีน (อาทิเช่น กาแฟ ยาชูกำลัง) นอกจากกระตุ้นให้หลั่งกรดในกระเพาะมากขึ้นแล้ว ยังเสริมให้หูรูดคลายตัวอีกด้วย
  • การกินอาหารที่ไขมันสูง ข้าวผัด ของทอดแล้วก็อาหารผัดน้ำมัน ทำให้กระเพาะขยับเขยื้อนช้าลง ทำให้มีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้น
  • โรคหืด เชื่อว่ามีต้นเหตุที่เกิดจากการไอและหอบ ทำให้เพิ่มแรงดันในช่องท้อง ทำให้กรดไหลย้อน
  • การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนต (น้ำอัดลม) การกินของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ น้ำองุ่น น้ำผลไม้เปรี้ยว (ยกตัวอย่างเช่น น้ำส้มคั้น) ผลไม้เปรี้ยว ช็อกโกแลต หรือสะระแหน่ การใช้ยาบางชนิด (เป็นต้นว่า ยาขยายหลอดลม ยาแอนติโคลิเนอร์จิก ยาลดระดับความดันกลุ่มกีดกันอนุภาคเบตารวมทั้งกรุ๊ปต่อต้านแคลเซียม ยาใช้ภายนอกงจิตประสาท ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน เป็นต้น) จะเสริมให้หูรูดคลายตัว หรือมีกรดหลั่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ
  • แผลเพ็ปติก รวมทั้งการใช้ยากลุ่มอนุพันธ์ฝิ่น ทำให้อาหารขับลงสู่ลำไส้ช้าลง ทำให้มีกรดไหลย้อนได้
  • โรคอ้วน เพราะเหตุว่าจะมีผลให้มีความดันในท้องสูงมากขึ้น ความดันในกระเพาะอาหารจึงสูงขึ้นตามไปด้วย
  • การตั้งครรภ์ เนื่องจากว่าจะเป็นการเพิ่มความดันในกระเพาะอาหารจากครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น
  • เบาหวาน เมื่อเป็นโรคนี้นานๆจะมีการเสื่อมของประสาทกระเพาะ ทำให้กระเพาะขับช้า จึงนำมาซึ่งการก่อให้เกิดกรดไหลย้อนได้
  • ความตึงเครียด เนื่องจากความเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดในกระเพาะอาหารเยอะขึ้น
  • การมีไส้เลื่อนกะบังลม (Hiatal hernia, Diaphragmatic hernia ซึ่งมีกระเพาะนิดหน่อยไหลเลื่อนลงไปที่กะบังลม) ขนาดใหญ่ ทำให้หูรูดอ่อนแอมากขึ้นเรื่อยๆ


การติดต่อของโรคกรดไหลย้อน โรคกรดไหลย้อนเป็นผลมาจากความเปลี่ยนไปจากปกติของกล้ามเนื้อหูรูดข้างล่างของหลอดอาหาร ทำให้มีกรด (น้ำย่อย) จากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับไปขึ้นไปที่หลอดของกินและก็มีการอักเสบแล้วก็อาการต่างๆตามมา ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้มิได้เป็นโรคติดต่อ เพราะว่าไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อน

  • กินยาให้ครบบริบรูณ์และต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์
  • สังเกตว่าบริโภคสิ่งใดบ้างที่ทำให้อาการกำเริบ แล้วบากบั่นเลี่ยง เป็นต้นว่า อาหารมัน (รวมถึงข้าวผัด ของทอด ของผัดที่อมน้ำมัน) ของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม แอลกอฮอล์ บุหรี่ ชา กาแฟ เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน น้ำอัดลม     น้ำผลไม้เปรี้ยว ผลไม้เปรี้ยว ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ ช็อกโกแลต ยาบางประเภท
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารจำนวนมาก (หรืออิ่มจัด) และก็หลีกเลี่ยงการกินน้ำมากๆระหว่างทานอาหาร ควรกินอาหารมื้อเย็นในปริมาณ น้อย และก็ทิ้งระยะห่างจากเวลาเข้านอนอย่างต่ำ 3 ชั่วโมง
  • หลังกินอาหารควรปลดเข็มขัดและก็ตาขอกางเกงให้หลวม ไม่ควรนอนราบหรือนั่งขดตัว โค้งตัวลงต่ำ ควรจะนั่งหลังตรง ยืน หรือให้รู้สึกสบายท้อง หลีกเลี่ยงการชูของหนักและการบริหารร่างกายหลังอาหารใหม่ๆ
  • หมั่นออกกำลังกายและเครียดน้อยลง เนื่องเพราะความเคร่งเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดมากเพิ่มขึ้น ทำให้อาการไม่ดีขึ้นได้
  • หากน้ำหนักเกินหรืออ้วน ควรจะหาทางลดน้ำหนัก
  • ถ้าเกิดมีลักษณะอาการกำเริบตอนไปนอน หรือตื่นรุ่งอรุณ มีลักษณะเจ็บคอ เจ็บลิ้น เสียงแหบ ไอ ควรหนุนหัวสูง 6-10 นิ้ว โดยการหนุนขาเตียงด้านศีรษะให้สูง หรือใช้เครื่องใช้ไม้สอยพิเศษ (bed wedge pillow) ใส่ใต้ที่นอนให้เอียงลาดจากหัวลงมาถึงระดับเอว หรือใช้เตียงที่มีกลไกปรับหัวเตียงให้สูงได้ ไม่เสนอแนะให้ใช้แนวทางหนุนหมอนหลายใบให้สูง เพราะว่าอาจจะก่อให้ท้องโค้งงอ ทำให้ความดันในท้องมากขึ้น ดันให้น้ำย่อยไหลย้อนได้
  • งด/เลิก ไม่ดูดบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
  • เจอหมอตามนัดเสมอ และก็รีบพบหมอก่อนนัดหมายเมื่ออาการต่างๆเลวลงหรือผิดไปจากเดิม


การปกป้องตนเองจากโรคกรดไหลย้อน การคุ้มครองโรคกรดไหลย้อนนั้นตัวเราเองเป็นข้อสำคัญที่จะสามารถคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคได้ โดยการปรับเปลี่ยนความประพฤติการดำรงชีวิตของพวกเรา อาทิเช่น

  • เลือกกินอาหารและเสี่ยงรับประทานอาหารโดยของกินที่พึงจะเลี่ยง อาทิเช่น


             ชา กาแฟ รวมทั้งน้ำอัดลมทุกประเภท
             ของกินทอด ของกินไขมันสูง
             อาหารรสจัด รสเผ็ด
             ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ
             หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์
             ช็อกโกแลต

  • ทานอาหารมื้อเล็กๆพออิ่ม การกินอิ่มเหลือเกินจะทำให้หูรูดหลอดอาหารเปิดง่ายดายมากยิ่งขึ้นแล้วก็นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการย้อนของกรดง่ายดายมากยิ่งขึ้น
  • ไม่ควรไปนอนหรือนอนหลังรับประทานอาหารโดยทันที หลังรับประทานอาหารเสร็จควรจะรอคอยขั้นต่ำ 3 ชั่วโมงจึงเอนตัวนอน เพื่อให้อาหารขับเคลื่อนออกจากกระเพาะอาหารซะก่อน
  • งดเว้นบุหรี่รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สารนิโคตินในยาสูบเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะรวมทั้งทำให้หูรูดอ่อนแด ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้เช่นเดียวกัน
  • ลดแรงกดต่อกระเพาะอาหาร เสื้อผ้ารวมทั้งสายรัดเอวที่รัดแน่นรอบๆฝาผนังพุง การก้มตัวไปข้างหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นสาเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะของกินรวมทั้งทำให้กรดไหลย้อนกลับมา
  • ระงับความเครียด ความเครียดที่มากเกินความจำเป็นจะทำให้อาการแย่ลง จำเป็นที่จะต้องหาเวลาพักผ่อนและก็บริหารร่างกายให้สมดุลกับตารางชีวิต
  • รักษาโรคประจำตัวที่เป็นต้นเหตุที่จะส่งผลให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ยกตัวอย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคหืด โรคอ้วน แผลเท็ปติก ฯลฯ
สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง / รักษาโรคกรดไหลย้อน
ยอ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia สกุล Rubiaceae มีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยในหนู พบว่า “ยอ” ซึ่งมีสารสำคัญหมายถึงสวัวโปเลติเตียนน (scopoletin) เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยนั้น สามารถลดการอักเสบของหลอดอาหารจากการไหลย้อนของกรดได้ผลลัพธ์ที่ดี พอกับยามาตรฐานที่ใช้ในการรักษากรดไหลย้อนเป็นรานิติดีน (ranitidine) และก็แลนโสพราโซล (lansoprazole) ด้วยเหตุว่ามีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ ต้านการหลั่งของกรด ต้านการเกิดแผล รวมทั้งทำให้การบีบตัวของระบบทางเดินอาหารดียิ่งขึ้น โดยมีผลต่อระบบประสาทที่เกี่ยวข้องโดยตรง แล้วก็ยังมีรายงานว่าสามารถเพิ่มการดูดซึมของรานิติดีน “ยอ” ก็เลยเหมาะในการเป็นสมุนไพรสำหรับรักษาลักษณะของกรดไหลย้อนเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งจากการศึกษาเรียนรู้วิจัยข้างต้น และการที่ “ยอ” มีรสร้อน ช่วยสำหรับในการย่อยอาหาร ทำให้ของกินไม่ตกค้าง ไม่กำเนิดลมในกระเพาะ ลดการเกิดแรงดันที่ทำให้กรดไหลย้อน “ยอ” ยังช่วยทำให้กระเพาะบีบขับเคลื่อนก้าวหน้าขึ้น ทำให้อาหารเขยื้อนจากกระเพาะไปสู่ลำไส้เล็กก้าวหน้าขึ้น
ดังนี้สมุนไพรที่บางทีอาจใช้ด้วยกันเป็นขมิ้นชัน เหตุเพราะขมิ้นชันมีสรรพคุณในการรักษาอาการท้องอืด และก็ช่วยขับน้ำดีเพื่อย่อยไขมัน ทำให้อาหารไม่ตกค้างในกระเพาะ รวมทั้งลำไส้เล็กนานเกินไป ช่วยรักษาแผลในกระเพาะได้อีกด้วย มีผู้แนะนำให้กินขมิ้นชันก่อนรับประทานอาหาร 1-2 ชั่วโมง ตอนเช้า ตอนกลางวัน เย็น และก็ก่อนนอน ขนาดรับประทานคือ ครั้งละ 1 ช้อนชาสำหรับแบบผง หรือ 3 เม็ดๆละ 500 มิลลิกรัม
ขมิ้น ชื่อวิทยาศาสตร์     Curcuma longa L. สกุล     Zingiberaceae ชื่อพ้อง  C. domestica Valeton  ชื่ออื่นๆ   ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอกล้อ ขมิ้นหัว ขมิ้นชัน ขี้มิ้น หมิ้น ตายอ สะยอ Turmeric สารออกฤทธิ์                curcumin, ar-turmerone curcumin จากขมิ้นลดการอักเสบจากบาดแผลได้ดี การทดลองในหลอดทดสอบ โดยใช้สารสกัดขมิ้น 160 มก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะ (intragastric) ของหนูขาว ยับยั้งการอักเสบคิดเป็น 29.5% curcumin มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบที่เกิดขึ้นจากการเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนน การทดสอบเปรียบเทียบระหว่าง phenylbutazone กับ sodium curcuminate 30 มก./กิโลกรัม พบว่าได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ว่าถ้าหากสูงขึ้นเป็น 60 มก./กิโลกรัม ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบจะลดน้อยลง และ sodium curcuminate ยังสามารถยั้งการบีบตัวของลำไส้หนูในหลอดทดสอบที่รั้งนำจากนิโคติน อะซีติลโคลีน 5-hydroxy-tryptamine ฮีสตามีนและก็แบเรียมคลอไรด์ นอกเหนือจากนี้ sodium curcuminate ยังลดจังหวะการบีบรัดตัวของลำไส้เล็กของกระต่าย โดยไปลดระยะห่างของจังหวะการบีบรัดตัวของลำไส้
ขมิ้นสามารถต่อต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร โดยกระตุ้นการหลั่งไม่วสินมาเคลือบและก็ยั้งการหลั่งน้ำย่อยต่างๆสารสำคัญสำหรับในการออกฤทธิ์คือ curcumin ในขนาด 50 มก./กก. สามารถกระตุ้นการหลั่งมิวสินออกมาเคลือบกระเพาะ แม้กระนั้นถ้าเกิดใช้ในขนาดสูงอาจจะทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้
มีการทดสอบในกระต่ายเปรียบเทียบกับกลุ่มที่มีการหลั่งกรดมากมาย พบว่าผงขมิ้นไม่เปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำย่อยและกรดในกระเพาะอาหาร แต่ว่าเพิ่มส่วนประกอบของไม่วซิน
ย่านาง หรือใบย่านาง มีชื่อด้านวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bamboo grass อยู่ในวงศ์ Menispermaceae ใบของย่านาง เป็นเป็นส่วนที่เป็นประโยชน์และถูกนำมาใช้สำหรับในการรักษาโรคมากที่สุด เพราะเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น แล้วก็มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง นอกนั้นถูกจัดไว้ภายในแบบเรียนสมุนไพรว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย ซึ่งคุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากใบย่านางสำหรับการรักษาโรคมีดังนี้
ระบบทางเดินอาหาร -ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ไส้อักเสบ   -ช่วยลดอาการหดเกร็งตามลำไส้          -ช่วยรักษาลักษณะของกรดไหลย้อน
รักษาและก็ป้องกันโรคภัยต่างๆ-ช่วยรักษาโรคความดันเลือดสูง  -ช่วยคุ้มครองรวมทั้งบรรเทาการเกิดโรคหัวใจ  -ช่วยคุ้มครองรวมทั้งลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้  -ช่วยรักษาอาการโรคเบาหวาน โดยไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลง
ระบบผิวหนัง  -ช่วยสำหรับการรักษาโรคเริม งูสวัด   -ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
ระบบแพร่พันธุ์และทางเดินฉี่  -ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี   -ช่วยรักษาอาการฉี่แสบขัด ออกร้อนในฟุตบาทปัสสาวะ
ขึ้นฉ่าย (Apium graveolens L.) ช่วยบำรุงระบบการทำงานด้านการย่อยอาหารภายในร่างกายและก็ช่วยลดอาการโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะ ซึ่งรวมทั้งโรคกรดไหลย้อน
เอกสารอ้างอิง

  • Rao TS, Basu N, Siddiqui HH.  Anti-inflammatory activity of curcumin analogs.  Indian J Med Res 1982;75:574-8.
  • รศ.ดร.สุจิตรา ทองประดิษฐ์โชติ.เกิร์ด (GERD)-โรคกรดไหลย้อน.ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “โรคกรดไหลย้อน/เกิร์ด (Gastroesophageal reflux disease/GERD)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 533-536.
  • โรคก

11

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer Disease)
โรคอัลไซเมอร์เป็นอย่างไร โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นเยี่ยมในโรคสมองเสื่อมที่มักพบที่สุด โรคนี้ศึกษาค้นพบครั้งแรกโดยจิตแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ Alois Alzheimer ในปี พ.ศ. 2499 ซึ่งเกิดขึ้นจากการเสียชีวิตของเซลล์สมอง ทำให้แนวทางการทำงานของสมองเสื่อมลง ตราบจนกระทั่งมีผลเสียต่องานประจำวันของผู้ป่วย ในตอน 8 -10 ปี ภายหลังเริ่มมีอาการและไม่ได้รับการดูแลและรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จะมีลักษณะอาการสมองเสื่อมร้ายแรงยิ่งขึ้น
            โดยโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) นี้มีรูปร่างคิดเป็นร้อยละ 50 ของผู้เจ็บป่วยภาวะสมองทั้งหมดทั้งปวง จะมีลักษณะอาการหลงๆลืมๆ โดยจะลืมเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นใหม่ๆในชีวิตประจำวัน อาทิเช่น ลืมว่าวันนี้รับประทานอาหารเช้าตรู่หรือยัง ลืมว่าเคยพบผู้ใดในวันนี้ ชอบพูดย้ำ ถามคำถามซ้ำ สติปัญญาความฉลาดลดน้อยลง ความสามารถต่างๆเริ่มสูญเสียไป การดำเนินของโรคจะค่อยเป็นค่อยไป และก็ทรุดโทรมลงไปเรื่อยซึ่งเป็นโรคที่ไม่อาจจะรักษาให้หายสนิทได้
            ในปี ค.ศ.2007 มีการรายงานว่าอเมริการมีคนป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) มากถึง 5 ล้านคน และก็จะมากขึ้นเรื่อยๆเป็น 16 ล้านคน ในอีก 40 ปีด้านหน้า ในประเทศทางแถบซีกโลกตะวันตก พบว่าโรคอัลไซเมอร์จะกำเนิดกับคนชราเป็นส่วนใหญ่ โดยอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคเพิ่มขึ้นตามอายุ จากบุคคลที่มีอายุ 60-64 ปี มีอัตราเสี่ยงโดยประมาณ 1-3% บุคคลที่แก่มากยิ่งกว่า 65 ปี มีอัตราเสี่ยง 6-8% และเพิ่มขึ้นเป็น 30-40% ในบุคคลที่อายุมากกว่า 85 ปี
ต้นเหตุของโรคอัลไซเมอร์ มูลเหตุแล้วก็การดำเนินโรคของโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่เข้าใจดีนักในปัจจุบัน การค้นคว้าวิจัยชี้ว่าโรคนี้มีความสัมพันธ์กับส่วนประกอบคล้ายคราบในสมองที่เรียกว่า พลาก (plaque) และแทงเกิล (tangle)  และความผิดแปลกที่ส่งผลโดยตรงต่อสมอง ซึ่งเป็นศูนย์การสื่อสารที่น่าแปลกสำหรับในการควบคุมความรู้สึก แล้วก็การโต้ตอบ การสื่อสารที่สำคัญต่างๆภายในร่างกายจะถูกส่งผ่านสมอง โดยมีสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (NEURO-TRANMITTER) เป็นตัวสื่อสาร สารนี้จะช่วยนำคำบัญชาจากสมองไปยังอวัยวะจุดมุ่งหมายเพื่อเกิดการปฏิบัติงานขึ้น สำหรับสารสื่อประสาทที่มีความหมายอย่าง  ยิ่งต่อความจำของคนคือ สารอะเซติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารนี้ช่วยทำให้มนุษย์มีความรู้สำหรับการจำ และก็หากในสมองมีสารนี้ต่ำลงมากมายจะมีผลให้เซลล์สมองมีปัญหาสำหรับการสื่อสาร แล้วก็พบว่าคนเจ็บโรคอัลไซเมอร์หรูหราของสารอะเซติลโคลีนน้อยลงอย่างมาก ซึ่งมั่นใจว่าเป็นเหตุทำให้ความสามารถสำหรับเพื่อการจำและการใช้เหตุผลของผู้เจ็บป่วยต่ำลงตามไปด้วย  และก็ยังมีต้นเหตุอื่นๆอีกเป็นต้นว่า คนเจ็บราวๆ 7% เกิดจากกรรมพันธุ์ และก็สามารถถ่ายทอดสู่บุตรหลานได้ ตำแหน่งความไม่ดีเหมือนปกติบนโครโมโซมที่พบแจ่มชัดแล้วว่าส่งผลให้เกิดโรคอัลไซเมอร์อยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 21, 14, 1, รวมทั้ง 19 คนที่มีความผิดธรรมดาของพันธุกรรมกลุ่มนี้ จะมีอาการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ที่อายุน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้มีความผิดธรรมดาทางพันธุกรรม ยิ่งไปกว่านี้พบว่าในคนไข้โรคกรุ๊ปอาการดาวน์ (Down’s syndrome) ซึ่งมีความผิดธรรมดาคือมีสารพันธุกรรมของโครโมโซมแท่งที่ 21 เกินมา แม้มีชีวิตอยู่เกิน 40 ปี จะมีอาการป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์สุดท้าย

อาการโรคอัลไซเมอร์
ในระยะก่อนโรคสมองเสื่อม (Predementia) อาการแรกสุดมักจะเข้าใจผิดว่าเกิดขึ้นเองจากความแก่ หรือมีสาเหตุจากสภาวะเครียด ความบกพร่องที่เห็นชัดเป็นการสูญเสียความจำ เป็นบากบั่นจำข้อมูลที่ทำความเข้าใจเมื่อเร็วๆนี้ไม่ได้และไม่สามารถรับข้อมูลใหม่ๆได้ ในระยะก่อนแสดงอาการทางคลินิกนี้บางทีอาจเรียกอีกอย่างว่า ความบกพร่องทางการรู้บางส่วน (mild cognitive impairment)
โรคสมองเสื่อมระยะต้น (Early dementia) อาการเริ่มแรกมักเป็นการลืมเรื่องราวที่เพิ่มเกิดขึ้นใหม่ๆไม่นาน ในขณะที่ความจำเรื่องเก่าๆในอดีตกาลจะยังดีอยู่ คนป่วยอาจถามซ้ำเรื่องที่เพิ่มบอกไปหรือกล่าวย้ำเรื่องที่พึ่งเล่าให้ฟัง นอกจากนั้นยังอาจมีอาการอื่นๆดังเช่น วางของแล้วลืม ทำอะไรที่เคยทำประจำไม่ได้ งงงันเรื่อง วัน เวลา สถานที่ คิดคำพูดไม่ค่อยออกหรือใช้คำไม่ถูกๆแทน มีอารมณ์ ความประพฤติและก็บุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปจากเดิม การตัดสินใจแย่ลง ไม่สามารถมีความคิดริเริ่มใหม่ๆได้ อาการต่างๆกลุ่มนี้จะค่อยเริ่มเปลี่ยน กระทั่งก่อเรื่องต่อการทำงานและกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกวัน
โรคสมองเสื่อมระยะปานกลาง (Moderate dementia) เมื่อลักษณะของโรคเริ่มปรับปรุงถึงขนาดถัดมา คนเจ็บจะยิ่งมีปัญหาด้านความทรงจำ คนไข้มักจำเป็นต้องได้รับความให้การช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน ได้แก่ การรับประทานอาหาร การอาบน้ำแต่งตัว และการเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัว โดยอาการที่แสดงเพิ่มขึ้นอาจมีดังต่อไปนี้
การจำชื่อของคนรู้จักกันกลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นทุกครั้ง พากเพียรนึกชื่อเพื่อนแล้วก็ครอบครัวแต่จำไม่ได้
เกิดภาวะงงงวยรวมทั้งสูญเสียการรับรู้ด้านสถานที่ เวลา แล้วก็บุคคล ดังเช่นว่า หลงทาง หรือเดินไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่ทราบวันเวลา
การทำกิจวัตรประจำวันที่มีหลายกระบวนการเปลี่ยนเป็นเรื่องยากขึ้น ดังเช่น การแต่งตัว
มีความประพฤติหมกมุ่น ทำอะไรบ่อยๆหรือหุนหันพลันแล่น
ไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจสิ่งใหม่ๆมีปัญหาสำหรับเพื่อการต่อกรกับเหตุการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
มีลักษณะอาการหลงทาง เชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงอย่างสนิทใจ รวมถึงอาจรู้สึกหวาดระแวงหรือสงสัยในเพศผู้ดูแลหรือครอบครัวของตัวเอง
มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดหรือการใช้ภาษาสื่อสาร
มีปัญหาด้านการนอนหลับ
กำเนิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ได้แก่ อารมณ์ไม่คงที่ แปรปรวนบ่อย มีภาวะกลัดกลุ้ม หรือตื่นตระหนก รำคาญ วุ่นวายใจยิ่งขึ้นเรื่อย
ดำเนินงานที่จำต้องใช้การกะระยะได้ตรากตรำ
มีอาการประสาทหลอน
สมองเสื่อมระยะท้ายที่สุด (Advanced dementioa) ระยะที่ลักษณะของโรครุนแรงขึ้นเป็นอย่างมากจนกระทั่งนำความเศร้าเสียใจและวิตกมาให้บุคคลใกล้ชิด ในเวลานี้คนเจ็บบางทีอาจต้องได้รับการดูแลแล้วก็ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลตลอด ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหาร การเคลื่อนไหว หรือการเข้าส้วม
อาการหลงผิดหรือจิตหลอนที่เป็นๆหายๆกลับยิ่งห่วยลงเรื่อยๆ
คนป่วยบางทีอาจอาละวาด เรียกร้องความพอใจ และไม่ไว้ใจผู้คนรอบกาย
กลืนแล้วก็กินอาหารลำบาก
เปลี่ยนแปลงท่าทีหรือเคลื่อนไหวตัวเองตรากตรำ จำเป็นต้องได้รับการเกื้อกูล
น้ำหนักน้อยลงมาก แม้จะรับประทานอาหารมากมายหรืออุตสาหะเพิ่มน้ำหนักและก็ตาม
มีอาการชัก
กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่
เบาๆสูญเสียความรู้ความเข้าใจในการบอกลงไปทีละเล็กทีละน้อยจนกระทั่งไม่อาจจะติดต่อสื่อสารได้
มีปัญหาด้านความจำในระยะสั้นแล้วก็ระยะยาวอย่างร้ายแรง
ปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคอัลไซเมอร์
อายุ โดยภาวการณ์เสี่ยงจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแก่มากเพิ่มขึ้นโดยช่วงอายุระหว่าง 65-74 ปี พบว่าจะมีอัตราเสี่ยงโดยเฉลี่ย 3% ช่วงอายุระหว่าง 75-84 ปี พบว่ามีอัตราเสี่ยงสูงขึ้นเป็น 19%
พันธุกรรม และก็ กรุ๊ปอาการ Down Syndrome จากการเล่าเรียนพบว่าในคู่แฝดถึงแม้ ถ้าหากแฝดคนหนึ่งป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์แล้ว คู่แฝดอีกคนหนึ่งจะมีสภาวะการเสี่ยงมากถึง 40-50% และก็นอกจากนั้นหากมีเครือญาติในครอบครัวมีอาการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ พบว่าก็จะโอกาสเสี่ยงสำหรับเพื่อการเป็นเพิ่มสูงมากขึ้น ในเรื่องกรรมพันธุ์พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของยีนและในผู้ที่เป็น Down Syndrome ถ้าแก่ยืนถึง 40-50 ปี จะพบว่ามีภาวะโรคสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้
เหตุทางสิ่งแวดล้อม แม้ว่ายีนจะเป็นต้นเหตุที่บอกถึงอัลไซเมอร์ในฝาแฝดแท้ แต่อย่างไรก็ดีสภาพแวดล้อมก็น่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากพบว่าคู่แฝดนั้นอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ไม่เหมือนกันถึง 15 ปี รวมทั้งคนแก่คนประเทศญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในฮาวายจะมีอัตราการเป็นอัลไซเมอร์สูงขึ้นมากยิ่งกว่าคนวัยแก่ที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น
การตรวจพบโปรตีนประเภทหนึ่งในยีนที่อยู่ในโครโมโซมคู่ที่ 19 ผลจากหายๆการวิจัยกล่าวว่า apolipoprotein E4 (APOE4) จะเพิ่มภาวการณ์การเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์
การใช้ยาต้านทานการอักเสบที่ไม่ใช้สเตียรอยด์อย่างไม่บ่อยนัก จากการเรียนพบว่าผู้ที่ใช้ยาในกรุ๊ป NSAIDS บ่อยๆ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี มีอัตราเสี่ยงน้อยลงถึง 30-60% ที่จะเป็นอัลไซเมอร์ งานศึกษาเรียนรู้อีกขั้นหนึ่งกล่าวว่าหลังจากที่ได้มีการใช้ NSAIDS มากขึ้นพบว่า สภาวะการเปลี่ยนแปลงทางจิตรวมทั้งอารมณ์ลดลง
การใช้หรือไม่ได้ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ระยะสั้นในวัยหมดประจำเดือนจากหลายๆกรณีการวิจัย พบว่าหญิงในวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนสามารถคุ้มครองหรือ ชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้ ด้วยเหตุนั้นฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจมีผลต่อการช่วยรักษาโรคนี้ได้
ภาวการณ์ขาดสารอาหารที่มีแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นที่ชื่อกันว่า โมเลกุลออกซิเจน ในร่างกาย หรือ เรียกว่า Free radicles ฯลฯต่อของการเกิดโรคมะเร็งโรคไส้และยังมีส่วนส่งผลให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้สารอาหารที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นส่วนประกอบ ได้แก่ วิตามินเอ ซี อี ซีเลเนียม
ภาวะเกิดสมองกระเทือน มีหลักฐานที่ชี้นำว่าการที่สมองได้รับการกระทบสะเทือนจนกระทั่งทำให้หมดสติ จะมีผลนำมาซึ่งจังหวะเป็นอัลไซเมอร์สูงขึ้น
โรคเส้นโลหิตหัวใจ โรคนี้มีปัจจัยการเกิดมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ทางที่ดีควรปรับเปลี่ยนด้วยการเลิกสูบบุหรี่ กินอาหารมีคุณประโยชน์ รักษาน้ำหนักให้ไม่มากเกิน ดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง รวมทั้งตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อคุ้มครองปกป้องโรคเส้นโลหิตหัวใจรวมทั้งโรคอัลไซเมอร์ไปในครั้งเดียวกัน เพศ (SeX) จากรายงานการศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่าเพศเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของพัฒนาการของภาวการณ์โรคสมองเสื่อมเหมือนกัน โดยพบว่าผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์มากยิ่งกว่าผู้ชายถึง 3.5 เท่าการออกกำลังกาย (Physical activity) จากรายงานการวิจัยหลายฉบับยืนยันได้ว่า การบริหารร่างกายในคนวัยชราจะช่วงเพิ่มความสามารถสำหรับในการเรียนรู้ (cognitive function)  นอกเหนือจากนั้นยังช่วยลดความลดน้อยสำหรับการเรียนรู้ (cognitive decline) ลงได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอก็เลยได้โอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้มากกว่าคนที่ออกกำลังกาย
แนวทางการรักษาโรคอัลไซเมอร์  สำหรับการตรวจพื้นฐานจะไตร่ตรองจากอาการที่คนป่วยหรือคนสนิทบอกให้ทราบ แล้วก็ถามครอบครัวหรือคนที่อยู่รอบข้างของคนป่วยเกี่ยวกับสุขภาพโดยรวม ประวัติความเป็นมาสุขภาพ ความรู้ความเข้าใจสำหรับการใช้ชีวิตทุกวัน ความประพฤติปฏิบัติแล้วก็ลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนไปของคนเจ็บ และใช้การถามคำถามหรือทำแบบทดสอบความจำ การแก้ไขปัญหา การนับเลข หรือความถนัดทางด้านภาษา เพื่อตรวจสอบการทำงานของสมองในแต่ละส่วนแล้วก็ไตร่ตรองว่าควรจะรับการตรวจเพิ่มหรือส่งให้ผู้ชำนาญเฉพาะทางตรวจรักษาต่อไปหรือเปล่า
เพราะฉะนั้นเมื่อวิเคราะห์จากอาการได้แล้วว่าคนป่วยมีภาวะของความจำไม่ดีเกิดขึ้น ขั้นถัดไปหมอต้องตรวจค้นสาเหตุของความจำเสื่อมนั้น โดยอาศัยการตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องทดลองและก็การเอกซเรย์ต่างๆเพื่อการวิเคราะห์โรคที่เป็นต้นเหตุของความจำไม่ดี และให้การรักษาที่ถูกต้องถัดไป ดังเช่นว่า การเจาะเลือดดูภาวะต่อมไทรอยด์ฮอร์โมน การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเพื่อดูว่ามีเนื้องอกในสมอง มีเลือดออกใต้ชั้นเยื่อหุ้มสมองไหม เป็นต้น   ถ้าหากการตรวจวินิจฉัยไม่พบมูลเหตุอื่นๆประกอบกับอาการและการทดลองทางสมองแล้วก็สภาพจิต เข้ามาตรฐานการวินิจฉัยของโรคอัลไซเมอร์ จึงจะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์    ในเรื่องที่มีปัญหาในการวินิจฉัย บางทีอาจต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อสมองเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา
เดี๋ยวนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาด การดูแลและรักษาด้วยยาอาจช่วยรักษาอาการที่เป็นไปได้มากมายน้อยต่างๆนาๆ แต่ไม่มียาตัวไหนที่จะสามารถชะลอหรือหยุดการดำ เนินของโรคได้ แบ่งการดูแลและรักษาออกได้เป็น3 แบบ ดังเช่นว่า
การดูแลและรักษาด้วยยา แบ่งเป็น
การรักษาอาการจำอะไรไม่ค่อยได้ เดี๋ยวนี้มียาอยู่ 4 จำพวกที่ได้รับการรับรองจากแผนก กรรมการของกินรวมทั้งยาที่สหรัฐฯ สำหรับเพื่อการนำมาใช้กับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์หมายถึงDonezpezil , Rivastigmin, Galantamine, และก็ Memantine มีการเล่าเรียนพบว่า การใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) ช่วยบรร เทาลักษณะของผู้เจ็บป่วยได้ แต่ก็ยังไม่มีคุณวุฒิรับรองแจ่มแจ้ง บางการเรียนรู้พบว่าการให้วิตามินอี เสริมในขนาดสูงจะช่วยชะลอการเสียชีวิตได้ แต่ว่าก็อาจมีผลกระทบต่อระบบหัวใจแล้วก็หลอดเลือดได้
การดูแลรักษาอารมณ์แล้วก็การกระทำที่ร้ายแรง และอาการจิตหลอน โดยการใช้ยารักษาโรคจิตมารักษาตามอาการที่ปรากฏ
การดูแลรักษาทางจิตสังคม ตัวอย่างเช่น
การดูแลและรักษาที่เน้นการกระตุ้นสมอง อาทิเช่น ศิลป์บำบัด ดนตรีบำบัดรักษา การบำบัดโดยอาศัยสัตว์เลี้ยง
การบำบัดด้วยการคิดถึงถึงเรื่องราวในอดีต อาทิเช่น การรวมกลุ่มทำกิจกรรมแลกเปลี่ยน เปลี่ยนประสบการณ์ในอดีตกาล การใช้รูป สิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน ดนตรี ที่ผู้เจ็บป่วยรู้จักดีในสมัยก่อนมาช่วยฟื้นความจำ
การให้เข้าไปอยู่ภายในห้องที่เรียกว่า Snoezelen room ซึ่งเป็นห้องที่วางแบบให้มีสิ่งแวดล้อมด้านในที่เหมาะสมกับแนวทางการกระตุ้นการรับรู้และก็ความรู้สึกที่หลากหลาย ที่เรียกว่า Multisensory integration อันตัวอย่างเช่น การมองมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับสัมผัส แล้วก็การเคลื่อนไหว
การให้การดูแลผู้เจ็บป่วย เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดจะต้องรู้เรื่องลักษณะของโรคจำต้องทำใจ เห็นด้วย และอดทน ไม่ทอดทิ้งผู้ป่วยไว้ผู้เดียว รวมทั้งรู้เรื่องการดำเนินของโรคว่า ผู้เจ็บป่วยต้องอาศัยการช่วยเหลือที่จะตอบสนองสิ่งที่ต้องการฐานรากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การติดต่อของโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นหนึ่งในโรคของสภาวะโรคสมองเสื่อมที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คน

การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์
 ผู้เจ็บป่วยที่เริ่มมีอาการของความจำไม่ดีควรหยุดขับขี่รถด้วยตัวเองคนเดียว ไม่สมควรไปยังสถานที่ไม่คุ้นเคยคนเดียวหรือไปทำธุระผู้เดียวโดยเฉพาะถ้าหากเป็นสิ่งสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกรรมด้านการเงิน และก็เมื่อมีลักษณะมากมายแล้วควรมีผู้ดูแลสนิทสนมตลอดเวลา
ผู้เจ็บป่วยจำเป็นต้องไปพบหมอหรือให้ผู้ดูแลพาไปพบแพยท์ตามนัดสม่ำเสมอ เพื่อประเมินอาการต่างๆติดตามการใช้ยา รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
ผู้ป่วยควรพกป้ายประจำตัว หรือใส่สายข้อมือที่ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรติด ต่อให้เด่นชัด เพื่อคุ้มครองป้องกันการพลัดหลงถ้าจำเป็นต้องออกนอกบ้าน หรือเกิดเดินหนีออกนอกบ้านไปผู้เดียว
จะต้องมีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในบ้าน เพื่อให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยแล้วก็ลดภาระต่อผู้ดูแลได้บ้าง อาทิเช่น การล็อกบ้านรวมทั้งรั้วไม่ให้คนเจ็บออกนอกบ้านไปคนเดียว การติดป้ายบนของใช้ต่างๆในบ้านให้ชัดเจนโดยระบุว่าเป็นยังไง ใช้งานอย่าง ไร การตำหนิดป้ายหน้าห้องต่างๆให้เด่นชัดว่าเป็นห้องอะไร เป็นต้น
คนเจ็บควรจะหากิจบาปทำ แล้วก็ควรจะเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับคนที่ดูแลแล้วก็คนที่อยู่ในบ้าน เพื่อสร้างความใกล้ชิดให้ผู้ป่วยสม่ำเสมอ
คนเจ็บควรจะบริหารร่างกายเท่าที่จะทำได้เพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรงซึ่งมีผลที่ดีไปถึงสมองได้
การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคอัลไซเมอร์ ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการคุ้มครองโรคนี้ อย่างไรก็ตามการกระทำตัวบางอย่างบางทีอาจช่วยให้สมองมีความจำที่ดีได้ ยกตัวอย่างเช่น
หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่จะมีผลให้ทำให้เป็นอันตรายแก่สมอง ดังเช่น การกินเหล้าจัด การสูบบุหรี่ การกินยาโดยไม่จำเป็น
การฝึกซ้อมสมอง ได้แก่ การพยายามฝึกให้สมองได้คิดเป็นประจำเช่น อ่านหนังสือ เขียนหนังสือเป็นประจำคิดเลข มองเกมส์ตอบปัญหา ฝึกหัดการใช้วัสดุอุปกรณ์ใหม่ๆเป็นต้น
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาทิตย์ละ 3-5 ครั้ง ได้แก่ เดินเล่น รำมวยจีน ฯลฯ
การคุยกัน พบปะคนอื่นเสมอๆดังเช่น ไปวัด ไปงานสังสรรค์ต่างๆหรือเข้าชมรมผู้สูงวัย ฯลฯ
ตรวจสุขภาพประจำปี หรือถ้าหากมีโรคประจำตัวอยู่เดิมก็จำต้องติดตามการดูแลรักษาเป็นระยะ เป็นต้นว่า การตรวจค้น ดูแลแล้วก็รักษาโรคความดันเลือดสูง เบาหวาน ฯลฯ
รอบคอบเรื่องอุบัติเหตุต่อสมอง ระวังการหกล้ม ฯลฯ
บากบั่นมีสติสัมปชัญญะในสิ่งต่างๆที่กำลังทำแล้วก็ฝึกฝนเพื่อให้มีสมาธิอยู่ตลอดระยะเวลา
เพียรพยายามไม่คิดมากมาย ไม่เครียด หากิจบาปต่างๆทำเพื่อเครียดน้อยลง เหตุเพราะความเคร่งเครียดและก็อาการหม่นหมองอาจก่อให้จำอะไรได้ไม่ดี
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคอัลไซเมอร์
ขมิ้นชัน  หรือ  ขมิ้น  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. มีรายงานการวิจัยหลายฉบับรับรองว่าสาร curcumin มีคุณภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระ สาร curcumin มีคุณสมบัติคุ้มครองป้องกันเซลประสาทในสมองของสัตว์ทดสอบจากการทำลายของสารเอทานอล (ethanol-induced brain injury) สารจำพวกนี้ยังช่วยลดจำนวน lipid peroxide และเพิ่มปริมาณ glutathione ในสมองหนูแรท สาร curcumin และก็ curcuminoids ที่ได้จากเหง้าขมิ้น มีฤทธิ์สโมสรกับการต้านอนุมูลอิสระและการต้านการอักเสบ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคอัลไซเมอร์
บัวบก มีชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica L. มีรายงานการวิจัยพบว่า น้ำมันหอมระเหยจากใบบัวบก ซึ่งประกอบด้วยสารกลุ่ม monoterpenes ดังเช่นว่า bornyl acetate, α-pinene, β-pinene, γ-terpinene มีฤทธิ์ยั้งรูปแบบการทำงานของเอ็นไซม์acetylcholinesterase  พบว่าสารสกัดจำพวกนี้มีฤทธิ์กล่อมประสาท (tranquilizing) ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากสารตรีเทอร์ป่ายปีน (triterpenes) ที่ชื่อว่า brahmoside สารสกัดจากใบบัวบกยังมีฤทธิ์กดประสาท (sedatvie) ต่อต้านอาการหม่นหมอง (antidepressant) และก็มีฤทธิ์เป็น cholinomimetic ในสัตว์ทดสอบ จากการศึกษาค้นพบนีจึงอาจนำบัวบกไปใช้รักษาอาการซึมเศร้าและอาการกลุ้มอกกลุ้มใจในคนเจ็บอัลไซเมอร์ได้ โดยมีผลกระตุ้นระบบ cholinergic activity และเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับในการเรียนรู้ (cognitive function)
ถั่ว  นอกเหนือจากถั่วจะเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีแล้ว ถั่วยังเป็นแหล่งของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระระดับแม่ทัพตามธรรมชาติ แล้วก็เป็นแหล่งของเกลือแร่ที่มีส่วนสำคัญในระบบแนวทางการทำงานของร่างกาย รวมถึงระบบการนำประสาทต่างๆด้วย เช่น แมกนีเซียม สังกะสี ซีลีเนียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้
ใบแปะก้วย (Ginkgo biloba) เป็นสมุนไพรจีนที่ได้รับความนิยมไปทั่วทั้งโลกมีสารในกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม และมีคุณประโยชน์สำหรับการเพิ่มสมาธิรวมทั้งความจำ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.อารีย์ ตัณฑ์เจริญรัตน์. โรคอัลไซเมอร์  ALZHE1MER DISEASE. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.ปีที่ฉบับที่2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2553.หน้า 169-182.
  • ภก.ผศ.ชาญชัย สาดแสงจันทร์.ศักยภาพของพืชสมุนไพรไทยกับภาวะสมองเสื่อม.วารสารไทภษัชยนิพนธ์(ฉบับการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์) มศก.ปีที่ฉบับเดือน มกราคม-เดือนธันวาคม 2555 หน้า 1-21
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ.กรุงเทพฯ.กรมการแพทย์.
  • อัลไซเมอร์ โรคอัลไซเมอร์ หาหมอ.com  (ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://haamor.com/th
  • Barnes DE,Yaffe K, Satariano WA, et al.A longitudinal study of cardiorespiratory fitness and cognitive function in older adults. Journal of the American Geriatric Society 2003;51:459-65.
  • ผศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล โรคสมองเสื่อม.ภาควิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Karp A, Paillard-Borg S, Wang HX, et al. Mental, physical and social components in leisure activities equally contribute to dementia  risk. Dementia Geriatric Cognitive Disorders 2006; 21: 65-73.
  • บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล.(2551).ตำราบำบัดโรคด้วยอาหารและสารเสริม.กรุงเทพฯ: บริษัท รวมทรรศน์ จำกัด  http://www.disthai.com/
  • อัลไซม์เมอร์-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://pobpad.com
  • พนัส ธัญญะกิจไพศาล.(2544).คู่มือการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา.
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).ความรู้เรื่องอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:ศูนย์สารนิเทศและประชาสัมพันธ์.
  • Alzheimer’s disease, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 17th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2008 (electronic book)
  • Berchtold NC, Cotman CW (1998). "Evolution in the conceptualization of dementia and Alzheimer's disease: Greco-Roman period to the 1960s". Neurobiol. Aging 19 (3): 173–89. PMID 9661992. doi:10.1016/S0197-4580 (98) 00052-9
  • Tiraboschi P, Hansen LA, Thal LJ, Corey-Bloom J (June 2004). "The importance of neuritic plaques and tangles to the development and evolution of AD". Neurology 62 (11): 1984–9. PMID 15184601
  • Albert MS. Changing the trajectory of cognitive decline? The New England Journal


Medicine 2007; 357: 502-3.

  • Walsh DM, Selkoe DJ. Deciphering the molecular basis of memory failure in Alzheimer’s disease. Neuron 2004; 44: 181-93.
  • May AB, Adel B, Marwan S, et al, Sex differences in the association of the apolipoprotein E epsilon 4 allele with incidence of dementia, cognitive impairment, and decline. Neurobiology of Aging 2012; 33(4): 720-731.
  • Yaffe K, Barnes D, Nevitt M, et al. A prospective study of physical activity and cognitive decline in elderly women: women who walk. Archives International Medicine 2001; 161: 1703-8.


12

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox , Varicella)
โรคอีสุกอีใส เป็นอย่างไร อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่ทำให้ร่างกายเกิดผื่นคัน มีตุ่มนูนขนาดเล็ก หรือตุ่มน้ำใสๆทั่วร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และยังแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว เป็นโรคติดต่อที่พบได้มากในเด็ก โดยปกติจะพบอัตราการป่วยได้สูงสุดในกลุ่มวัย 5-9 ปีรองลงมาเป็น 0-4 ปี, 10-14 ปี, 15-24 ปี รวมทั้ง 25-34 ปี เป็นลำดับ ส่วนในคนที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปบางทีอาจพบได้บ้าง
                 มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี พุทธศักราช 2552  มีผู้ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสปริมาณ 89,246 รายทั่วราชอาณาจักรและก็เสียชีวิต 4 ราย และก็ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีรายงานผู้ตายปีละ 1-3 ราย เมื่อพินิจพิเคราะห์ตามกลุ่มอายุพบว่ากลุ่มวัย 5-9 ปี มีอัตราเจ็บไข้สูงสุดเท่ากับ 578.95 ต่อประชากร 100,000 คน รองลงมาคือกลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปี, 10-14 ปีแล้วก็กลุ่มวัยมากยิ่งกว่า 15 ปี โดยมีอัตราเจ็บไข้พอๆกับ 487.13, 338.45 แล้วก็ 58.81 ตามลำดับจากข้อมูล 10 ปีย้อนไปพบว่าจำนวนคนไข้โรคอีสุกอีใสมีทิศทางสูงมากขึ้น และก็ในปี พุทธศักราช 2557-2559 มีอัตราการป่วย 129.57 ต่อแสนสามัญชน 79.82 ต่อแสนประชากร และก็ 66.57 ต่อแสนประชาชน เป็นลำดับ
สาเหตุของโรคอีสุกอีใส เกิดจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า เชื้อไวรัสวาริเซลลา (varicella virus) (VZV) หรือ  human herpes virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด ที่แพร่ระบาดได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสกับแผลของผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคโดยตรง หรือทางเรือลาย ไอ จาม หรือการหายใจเอาเชื้อที่ปนเปในอากาศเข้าไป โดยเชื้อนี้จะก่อให้กำเนิดโรคอีสุกอีใสในผู้ที่พึ่งจะติดเชื้อโรคเป็นครั้งแรกและโรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต รวมทั้งคนไข้โดยมากจะไม่เป็นซ้ำอีก แต่เชื้ออาจหลบอยู่ในปมประสาท แล้วก็มีโอกาสเป็นงูสวัดได้ในภายหลัง
อาการโรคอีสุกอีใส เด็กจะจับไข้ต่ำๆเหน็ดเหนื่อยรวมทั้งเบื่ออาหารเล็กน้อย ในคนแก่มักเป็นไข้สูง รวมทั้งเมื่อยตามตัวเหมือนไข้หวัดใหญ่นำมาก่อน คนไข้จะมีผื่นขึ้น ซึ่งจะขึ้นพร้อมๆกันกับวันที่เริ่มจับไข้ หรือ ๑ ครั้งหน้าจากมีไข้ เริ่มต้นจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะแปลงเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆอยู่ข้างใน รวมทั้งมีอาการคัน ต่อมาจะแปลงเป็นหนอง ต่อจากนั้น ๒-๔ วัน ก็จะตกสะเก็ด ผื่นและก็ตุ่มจะขึ้นตามไรผมก่อน แล้วลามไปตามหน้า ลำตัว รวมทั้งแผ่นหลัง จะทยอยขึ้นเต็มที่ ภายใน ๔ วัน บางรายมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากเปื่อย ลิ้นยุ่ย เจ็บคอ บางรายบางทีอาจไม่มีไข้ มีเพียงแค่ผื่นรวมทั้งตุ่มขึ้น ทำให้หลงผิดว่าเป็นเริมได้ เนื่องจากว่าผื่นตุ่มของโรคนี้จะเบาๆออกระลอก (ชุด) ขึ้นไม่พร้อมทั่วร่างกาย โดยเหตุนั้นจะพบว่าบางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง และบางที่เริ่มเป็นสะเก็ด ด้วยลักษณะนี้ ชาวบ้านก็เลยเรียกว่า อีสุกอีใส (มีทั้งยังตุ่มสุกตุ่มใส) แต่ว่าคนไข้บางรายบางทีอาจเป็นเวลายาวนานกว่านั้นเป็น 2-3 อาทิตย์ โดยไม่เป็นแผลเป็น (นอกเหนือจากการที่จะมีการติดโรคแบคทีเรียแทรกซ้อน จนถึงเปลี่ยนเป็นตุ่มหนองและเปลี่ยนเป็นรอยแผล)
                เนื่องจากว่าโรคอีสุกอีใสยังอาจส่งผลให้เกิดภาวะสอดแทรกขึ้นได้อีกเช่น การต่อว่าดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง หรือติดเชื้อโรคแบคทีเรียในกระแสเลือด ปอดอักเสบ แล้วก็ภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
ผู้ป่วยที่มีการเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง ได้แก่ หญิงตั้งท้อง ทารกแรกเกิด ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ เป็นต้นว่า ผู้ป่วยเอดส์ คนไข้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ และคนรับประทานยากด ภูมิคุ้มกันต่างๆ
หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคนี้ในตอน 20 อาทิตย์แรกของการท้องบางทีอาจท่าให้ทารกในท้องพิการแม้กระนั้น เกิดได้แต่พบไม่บ่อย(น้อยกว่าปริมาณร้อยละ 2) แม้เป็นตอนๆที่ครรภ์มารดาอาจมีอาการร้ายแรง แล้วก็มีภาวะแทรกซ้อน ดังเช่นว่า ปอดอักเสบ ร่วมด้วย และหากแม่เป็นโรคในช่วงใกล้คลอด (5 วันก่อนคลอดจนกระทั่ง 2 วันหลังคลอด) ทารกแรกเกิดบางทีอาจรับเชื้ออีสุกอีใสแล้วก็มีลักษณะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
เมื่อผู้เจ็บป่วยหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไปแอบอยู่ที่ปมประสาท และก็ท่าให้กำเนิดโรค งูสวัดได้เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง
แนวทางการรักษาโรคอีสุกอีใส แพทย์จะวินิจฉัยโรคอีสุกอีใสจากการดูรูปแบบของผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มพองบนผิวหนังเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วๆไปแล้วก็อาการที่เกิดขึ้นอยู่กับผู้ป่วย อย่างเช่น เป็นไข้ขึ้น ไม่อยากอาหาร ปวดศีรษะ แต่ว่าในบางครั้งที่บอกไม่ได้แจ่มชัดว่าเป็นโรคอีสุกอีใสไหมรวมถึงในคนไข้ที่เกิดผลข้างเคียงสอดแทรก หรือในกรณีจำเป็นจำเป็นต้องวิเคราะห์ให้แจ่มกระจ่าง หมอจะทำทดลองน้ำเหลืองเพื่อหาระดับสารภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสอีสุกอีใส หรือตรวจหาเชื้อจากตุ่มน้ำ เนื่องจากว่าโรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสการรักษาก็เลยเป็นการรักษาแบบทะนุถนอมตามอาการ
                ซึ่งโรคนี้สามารถหายเองได้เรื่องรักษาโดยใช้ยาต้านทานไวรัสบางทีอาจท่าให้ระยะการเป็นโรคสั้นลง ถ้าหากคนไข้ได้รับ ภายใน 24 ชั่วโมงข้างหลังผื่นขึ้น คนไข้ไม่จ่าเป็นจะต้องได้รับยาต้านทานไวรัสทุกราย หมอจะตรึกตรองให้ในรายที่มีความเสี่ยง จะเกิดภาวะแทรกรุนแรงแค่นั้น เป็นต้นว่า

  • หากพบว่าตุ่มมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (แปลงเป็นตุ่มหนอง ฝี แผลพุพอง) แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะเพิ่มเติม ถ้าหากเป็นเพียงแค่ไม่กี่จุดก็อาจให้จำพวกทา แต่ว่าถ้าเป็นมากก็จะให้จำพวกรับประทาน
  • ถ้าหากมีลักษณะเข้าแทรกร้ายแรง ซึ่งพบได้น้อยมาก อาทิเช่น ปอดอักเสบ (ไข้สูง หอบ) สมองอักเสบ (ไข้สูง ปวดหัวมาก อาเจียนมาก ซึม ชัก ไม่ค่อยรู้สึกตัว) ตับอักเสบ (โรคตับเหลือง) หรือมีสภาวะเลือดออกง่ายก็จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล
  • ในรายที่มีภาวการณ์ภูมิคุ้มกันผิดพลาด (ตัวอย่างเช่น เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคภูมิคุมกันบกพร่อง รับประทานยาสตีรอยด์อยู่นานๆฯลฯ) หรือเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีโรคผื่นแพ้ประจำ โรคปอดเรื้อรัง สูดพ่นยาสตีรอยด์ (สำหรับคนที่เป็นหืด) หรือกินยาแอสไพรินอยู่ นอกจากให้การรักษาตามอาการแล้ว แพทย์บางทีอาจให้ยาต้านทานไวรัส ที่มีชื่อว่า อะไซวัวลเวียร์ (acyclovir) เพื่อทำลายเชื้ออีสุกอีใส คุ้มครองปกป้องไม่ให้โรคแผ่ขยายรุนแรง แล้วก็ช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น ควรให้ยานี้รักษาด้านใน 1 วัน ข้างหลังแสดงอาการจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าให้ตอนหลังๆของโรค


สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดโรคอีสุกอีใส เพราะว่าโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่มีการติดต่อจากเชื้อไวรัสโดยการสัมผัสตุ่มหรือแผลของผู้เจ็บป่วย รวมทั้งติดต่อผ่านทางสารคัดเลือกหลั่งของผู้เจ็บป่วย อีกทั้งการสัมผัสหรือการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป ด้วยเหตุนั้นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งโรคอีสุกอีใส คือ การคลุกคลีกับคนเจ็บ การสัมผัสคนเจ็บหรือสิ่งของเครื่องใช้ของคนเจ็บโดยมิได้มีการปกป้องตนเองที่ดี รวมทั้งการมิได้รับวัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคอีสุกอีใสจนกระทั่งครบ ก็เป็นอีกต้นเหตุหนึ่งที่มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสได้ด้วยเหมือนกัน
การติดต่อของโรคอีสุกอีใส โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อได้อย่างรวดเร็วมาก โรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัวราวๆ 10 - 21 วัน และก็คนเจ็บจะเริ่มแพร่เชื้อได้ในช่วงโดยประมาณ 5 วันก่อนขึ้นผื่น ไปจนกระทั่งเมื่อตุ่มน้ำแห้งแตกเป็นสะเก็ดหมดแล้ว ด้วยเหตุนี้ระยะแพร่ระบาดในโรคอีสุกอีใสก็เลยนานได้ถึง 7 - 10 วันหรือเป็นเวลายาวนานกว่านี้ในคนแก่ ก็เลยเป็นต้นเหตุให้เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้อย่างเร็ว
                ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้จะมีอยู่ในตุ่มน้ำของผู้ที่เป็นอีสุกอีใส ในน้ำลายและเสลดของคนที่เป็นอีสุกอีใสสำหรับในการติดต่อสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง หรือสัมผัสถูกเครื่องใช้ ยกตัวอย่างเช่น แก้วน้ำ ผ้า เช็ดหน้า ผ้าที่มีไว้สำหรับเช็ดตัว ผ้าที่มีไว้สำหรับห่ม ที่พักผ่อน ที่เปื้อน ถูกตุ่มน้ำของคนที่เป็นอีสุกอีใส หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ หรือฝอยละอองจากทางเท้าหายใจของผู้ป่วยเข้าไป
ด้วยเหตุนี้อีสุกอีใสก็เลยเป็นโรคที่ระบาดแพร่ระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานศึกษา สถานที่รับเลี้ยงเด็ก หรือตามชุมชนที่พักอาศัยทั่วไป สามารถเจอได้ตลอดทั้งปี แต่จะมีอุบัติการณ์กำเนิดสูงสุดในตอนเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน

การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคอีสุกอีใส

  • ถ้าเป็นไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเสมอๆกินน้ำมากๆห้ามอาบน้ำเย็น นอนพักให้มากมายๆและให้ยาพาราเซตามอลทุเลาไข้ ไม่ควรให้ยาแอสไพรินลดไข้ เนื่องจากยานี้ อาจจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งจะมีภาวการณ์สมองอักเสบร่วมกับตับอักเสบ จัดว่าเป็นโรคอันตรายรุนแรงชนิดหนึ่ง
  • ถ้าหากมีลักษณะคัน ให้ทาด้วยยาแก้ผดผื่นคัน (คาลาไมน์โลชั่น) หากคันมากให้รับประทานยาแก้แพ้ คลอร์เฟนิรามีนทุเลา ผู้ป่วยควรจะตัดเล็บให้สั้น แล้วก็บากบั่นอย่าแกะหรือเกาตุ่มคัน อาจทำให้มีการติดเชื้อโรคแปลงเป็นตุ่มหนองรวมทั้งเป็นแผลเป็นได้
  • ถ้าเกิดปากยุ่ย ลิ้นเปื่อยยุ่ย ให้ใช้น้ำเกลือกลั้ว อุตสาหะรับประทานอาหารที่เป็นของเหลวหรือเป็นน้ำแทนอาหารแข็ง
  • สำหรับของกิน ไม่มีของแสลงต่อโรคนี้ ให้กินอาหารได้ตามธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบำรุงด้วยอาหารพวกโปรตีน (เช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ) ให้มากเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างเสริมภูมิต้านทานของร่างกาย
  • ควรหยุดเรียน หรือหยุดงาน พักอยู่บ้าน เพื่อปกป้องไม่ให้แพร่เชื้อให้คนอื่น ระยะแพร่เชื้อติดต่อให้ผู้อื่น คือ ตั้งแต่ระยะ 24 ชั่วโมง ก่อนมีตุ่มขึ้นกระทั่ง 6 วัน ข้างหลังตุ่มขึ้น
  • ควรเฝ้าพินิจอาการเปลี่ยนแปลงต่างๆโดยธรรมดาอาการ จะค่อยทุเลาได้เองด้านใน 1-3 สัปดาห์ แม้กระนั้นถ้าเกิดพบว่ามีลักษณะหายใจหอบ ซึม ชัก เดินเซ ตากระเหม็นตุก ดีซ่าน (ตาเหลือง) มีเลือดออก ปวดศีรษะมากมาย คลื่นไส้มากมาย เจ็บอก หรือตุ่มกลายเป็นหนอง ฝี หรือพุพอง ควรจะไปพบ แพทย์โดยเร็ว
  • คนป่วยควรพักรวมทั้งดื่มน้ำมากมายๆขั้นต่ำวันละ 8 แก้ว
  • คนไข้ควรปลีกตัวออกไปอยู่ต่างหากกระทั่งพ้นระยะติดต่อ และก็แยกของใช้ของสอยส่วนตัวต่างๆเป็นต้นว่า เสื้อผ้า แก้วน้ำ ช้อน จาน ชาม ฯลฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ของเชื้อโรค
  • สำหรับยาเขียวที่ทำจากสมุนไพร (ดังเช่น ยาเขียวหอม ที่ใส่อยู่ในบัญชียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พุทธศักราช๒๕๕๖) ไม่ถือเป็นข้อกำหนดหรือทำให้เกิดผลกระทบต่อการดูแลรักษาโรคนี้ คนไข้สามารถใช้ร่วมกับการดูแลและรักษาปกติได้ แถมยาเขียวยังช่วยทำให้ดื่มน้ำได้มากขึ้นอีกด้วย
  • รักษาสุขลักษณะฐานราก (สุขข้อบังคับแห่งชาติ) เพื่อสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงแล้วก็ช่วยลดจังหวะสำหรับการเกิดผลข้างๆแทรกซ้อนจากการติดเชื้อโรค
การปกป้องคุ้มครองตนเองจากโรคอีสุกอีใส

  • เพราะโรคสุกใสสามารถแพร่กระจายได้ง่ายโดยทางการหายใจ จำเป็นที่จะต้องแยกผู้ป่วยออกจากเด็กเล็ก หญิงมีท้อง แล้วก็ผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อโรคมาก่อน
  • ควรจะให้ผู้เจ็บป่วยหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้านเพื่อคุ้มครองไม่ให้แพร่เชื้อให้บุคคลอื่น
  • ไม่สัมผัสหรือใกล้ชิดกับคนเจ็บโรคอีสุกอีใส ถ้าหากจึงควรมีการปกป้องตนเองอย่างดี ดังเช่นว่า สวมถุงมือ ใส่หน้ากากอนามัยแล้วก็ควรจะรีบล้างมือภายหลังสัมผัสกับผู้ป่วย ฯลฯ
  • ปัจจุบันนี้มีวัคซีนฉีดปกป้องโรคอีสุกอีใส ซึ่งราคาออกจะแพง (โดยประมาณเข็มละ 800-1200 บาท) ควรฉีดในเด็กอายุ 12-18 เดือน ฉีดเพียงแค่ 1 เข็ม จะป้องกันโรคได้ตลอดกาล ถ้าหากฉีดตอนโต แม้อายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 13 ปี ก็ฉีดเพียงแต่เข็มเดียว แต่ว่าถ้าอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ควรฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 สัปดาห์ หลังฉีดยา ควรจะหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินนาน 6 สัปดาห์ ดังนี้เพื่อลดจังหวะเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคเรย์ซินโดรม วัคซีนประเภทนี้ห้ามฉีดในหญิงมีท้อง มีสภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง ใช้ยาแอสไพรินอยู่ประจำ หรือใช้ยาสตีรอยด์ขนาดสูงมานาน บางทีอาจเกิดภาวะแทรกร้ายแรงได้ สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) ถ้าไม่มั่นใจว่าเคยเป็นโรคนี้หรือยัง ควรจะขอความเห็นแพทย์ ตรวจสอบว่ามีภูมิต้านทานต่อโรคนี้หรือยัง หากยัง แพทย์อาจแนะนำให้วัคซีนคุ้มครองป้องกันเพื่อไม่ให้มีอันตรายต่อลูกในท้องขณะมีท้อง และข้างหลังฉีดยาประเภทนี้ ควรคุมกำเนิดนาน 3 เดือน ก็เลยจะสามารถท้องได้โดยสวัสดิภาพ
  • ในเด็กที่ไม่มีข้อบ่งห้าม สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12-15 เดือน ขึ้นไป รวมทั้งฉีดกระตุ้นอีกทีที่อายุ 4-6 ปีหรืออาจฉีด 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งภูมิต้านทานจะขึ้นดียิ่งกว่าการฉีด 1 เข็ม
  • จากการเล่าเรียนในเด็กอายุ 1-12 ปี หลังได้รับวัคซีนทีแรก จะมีภูมิคุ้มกันในระดับที่คุ้มครองป้องกันโรคได้จำนวนร้อยละ 85แล้วก็มากขึ้นเป็นจำนวนร้อยละ 99.6 หลังได้รับวัคซีนครั้งที่ 2
  • สำหรับคนที่สัมผัสใกล้ชิดกับคนป่วยโรคนี้ การฉีดยาบางทีอาจไม่ทันกาล ถ้าหากจำเป็นหมออาจแนะนำให้ฉีดเซรุ่ม ที่มีชื่อว่า varicella-zoster immune globulin (VZIG) เป็นการฉีดภูมิคุ้มกันเข้าไปโดยตรง มักจะฉีดให้กับคนที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงตั้งท้อง ผู้ที่มีภาวการณ์ภูมิต้านทานผิดพลาด ผู้เจ็บป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว แล้วก็เด็กอ่อนที่มีแม่เป็นอีสุกอีใสช่วง 5 วันก่อนคลอดถึง 2 วันหน้าคลอด
  • วัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคอีสุกอีใส ที่ใช้ในตอนนี้ทำมาจากเชื้ออีสุกอีใสที่มีชีวิตแล้วนำมาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ในประเทศไทยมี 3 จำพวก คือ Varilrix ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่น้อยกว่า 2,000 PFU, OKAVAX ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่น้อยกว่า 1,000 PFU, รวมทั้ง Varicella Vaccine-GCC ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่น้อยกว่า 1,400 PFU ทั้งยังตอนนี้ยังมีการผลิตวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสให้อยู่ในรูปวัคซีนรวม ดังเช่นว่า วัคซีนรวมฝึกฝน-โรคเหือด-คางทูม-อีสุกอีใส (MMRV) ซึ่งจะรวมอยู่ในเข็มเดียวกันทำให้สบาย และไม่จะต้องเจ็บตัวมากขึ้น

    สมุนไพรที่ช่วยรักษา/บรรเทา ลักษณะของโรคอีสุกอีใส

  • เสลดพังพอนตัวเมีย Clinacanthus nutans (Burm.f) มีอีกชื่อหนึ่งคือ พญายอ ซึ่งเสลดพังพอนตัวเมียแตกต่างจากตัวผู้เป็นตัวเมียไม่มีหนาม ใบตัวผู้มีสีแก่กว่า ดอกตัวเมียมีสีแดง ดอกเพศผู้มีสีส้นสด กรรมวิธีการให้เด็ดใบเสมหะพังพอนตัวเมียมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาตำหรือปั่นอย่างละเอียดผสมกับน้ำดินสอพอง ทาที่ตุ่มสุกปลั่งบ่อยๆจะช่วยทุเลาอาการคัน และก็ทำให้ตุ่มแผลแห้งเร็ว ลดอาการบวมแดงของตุ่มได้
  • ผักชี Coriandrum sativum การอาบน้ำต้มผักชีจะช่วยให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น ซึ่งตามตำรายาแผนโบราณกล่าวว่า คุณประโยชน์ของผักชีเป็นเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง
  • สะเดา Azadiracta indica มีการเรียนรู้พบว่าสารเกดูนิน (Gedunin) และ นิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบรวมทั้งเม็ดสะเดามีคุณภาพในการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา แบคทีเรียแล้วก็เชื้อไวรัสสูง ด้วยเหตุนั้น จึงสามารถบรรเทาอาการของโรคที่เกิดขึ้นมาจาก ไวรัส อย่างอีสุกอีใสได้
  • ใบมะยม Phyllanthus acidus ใช้ใบมะยมไม่อ่อนหรือแก่เกินความจำเป็น 2-3 กำมือ ใส่น้ำ 2-3 ลิตร ต้มให้เดือดประมาณ 20 นาที แล้วชูลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นพอเพียงอาบได้ อาบวันละ 3 ครั้ง ตอนเช้า กลางวัน เย็น ข้างหลังอาบน้ำอาการจะเบาๆดีขึ้น
  • ย่านาง Tiliacora triandra เอาราก “ย่านาง” แบบสดโดยประมาณขยุ้มมือต้มกับน้ำท่วมยาจนกระทั่งเดือด ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ทีละ 3 ส่วน 4 แก้ว ต้มดื่มเรื่อยๆติดต่อกัน 3-5 วัน อาการที่เป็นจะดีขึ้น
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อีสุกอีใส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่296.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม.2546
  • อีสุกอีใส เป็นได้ก็หายได้.เกร็ดความรู้สู่ประชาชน.หน่วยข้อมูลคลังยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella)”. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 404-407.
  • Kuter B, Matthews H, Shinefield H, Black S, Dennehy P, Watson B, et al. Ten year follow-up of healthychildren who received one or two injections of varicellavaccine. Pediatr Infect Dis J. 2004; 23:132-7.
  • อ.พญ.เลลานี ไพฑูรย์พงษ์.สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.โรคอีสุกอีใส.สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย.
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC)..Prevention of Varicella Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMVR 2007; 56:1-40.
  • อีสุกอีใส.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ http://www.disthai.com/
  • Heininger U, Seward JF. Varicella. Lancet. 2006; 368:1365-76.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • อ.พญ.จรัสศรี ฟี้ยาพรรณ,นางรษิกา ฤทธิ์เรืองเดช,พญ.พิชญา มณีประสพโชคและคณะ.โรคสุกใส(Chicken pox).ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สำนักระบาดวิทยา. โรคอีสุกอีใส. สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค 2552. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์. 2553; 55-6.
  • Krause PR, Klinman DM. Efficacy,immunogenicity,safety, and use of live attenuated chickenpox vaccine. J Pediatr. 1995; 127:518-25.
  • พญ.อารีย์ โอบอ้อมรัก.หนังสือเลี้ยงลูกด้วยสมุนไพร.หน้า 56.สำนักพิมพ์เอเชียบูรพา.


13

โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี[/i] (Respiratory Syncytial virus infection)[/size][/b]
โรคอาร์เอสวี คืออะไร โรคอาร์เอสวี หรือโรคไวรัสอาร์เอสวี หรือ โรคติดเชื้อทางเท้าหายใจอาร์เอสวี(Respiratory syncytial virus infection ย่อว่า RSV infection) เป็นโรคติดโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นจากไวรัสชื่อ Respiratory syncytial virus ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดอาการต่างๆในระบบฟุตบาทหายใจ ทำให้ร่างกายผลิตสารคัดหลั่งไม่น้อยเลยทีเดียว เป็นต้นว่า เสลด ฯลฯ เชื้อไวรัสนี้แพร่ระบาดผ่านการไอหรือจาม โดยคนเจ็บมักจะมีลักษณะอาการพื้นฐานคล้ายเป็นหวัดหมายถึงปวดหัว เป็นไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล
                สำหรับในการติดเชื้อโรคไวรัสอาร์เอสวี (RSV, Respiratory Syncytial Virus) จะพบการตำหนิดเชื้อได้ตลอดทั้งปี ซึ่งโรคนี้จัดเป็นโรคติดเชื้อทางเท้าหายใจข้างล่างในเด็กเล็กที่พบมากที่สุดโรคหนึ่ง โดยมีการคาดหมายว่าในเด็กอายุสองขวบทุกคนจะต้องเคยติดเชื้อประเภทนี้ขั้นต่ำ 1 ครั้ง  อันที่จริงแล้วไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ทางเดินหายใจอักเสบในคนเจ็บทุกช่วงอายุ แต่ชอบพบบ่อยในเด็กเล็ก
                ดังนี้ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus :RSV) เจอหนแรกเมื่อปี ค.ศ 1955(พุทธศักราช2498) ในลิงชิมแปนซีที่มีอาการป่วยเป็นอาการหวัดทั้งยังฝูง ทำให้มีชื่อเรียกว่า Chimpanzee Coryza Agent (CCA) ก่อนจุพบว่าสามารถติดต่อไปสู่คนได้ โดยสามารถแยกเชื้อได้จากเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 1 ปีที่มีลักษณะปอดบวมรวมทั้งเมื่อต้นปี พุทธศักราช 2553 นิตยสารแลนเซต ประเทศอังกฤษ รายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเชื้อไวรัส RSV ว่า ทำให้เด็กเป็นปอดบวม หรือปอดอักเสบ เสียชีวิตปีละ 2 แสนราย ซึ่งปริมาณร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเด็กอายุต่ำยิ่งกว่า 5 ปีทั่วทั้งโลก ติดเชื้อโรคเชื้อไวรัสดังที่กล่าวถึงแล้ว 33.8 ล้านคน ไวรัสอาร์เอสวีเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กเล็กชั้น 1 เฉพาะในอเมริกาเด็กเสียชีวิตปีละ 2,500 กว่าคน  สำหรับเมืองไทยนั้นมีแถลงการณ์ว่าเฉพาะปี พ.ศ. 2552 มีเด็กไทยอายุต่ำลงยิ่งกว่า 5 ปี ราว 1 ใน 4 ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ รวมกว่า 1 หมื่นราย
สาเหตุของโรคอาร์เอสวี  โรคอาร์เอสวี เกิดจากเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus  (RSV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในสกุล Pneumovirus และก็อยู่ในตระกูล Paramyxoviridae โดยเป็นเชื้อไวรัสที่พบในคน โดยพบได้ทั่วไปอยู่ในโพรงข้างหลังจมูก รวมทั้งจากการเรียนพบว่าไวรัสนี้สามารถก่อโรคได้ในสัตว์หลายหมวดหมู่ เช่น หนู แกะ เป็นต้น  โดยปกติไวรัสอาร์เอสวีแบ่งเป็น 2 จำพวกย่อย(Subtype)เป็นประเภท เอ แล้วก็ชนิดบี โดยประเภทย่อย A, มักมีความร้ายแรงสูงขึ้นมากยิ่งกว่าจำพวกย่อย B   เชื้อไวรัสอาร์เอสวี ขณะที่อยู่ภายในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานธรรมดา เชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้นานราวๆ 1 อาทิตย์ นับจากวันที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ แต่ว่าหากอยู่ในมีภูมิต้านทานต่อต้านโรคต่ำจะแพร่ระบาดสู่คนอื่นได้นานถึง 4 อาทิตย์
อาการของโรคอาร์เอสวี  เชื้อไวรัส RSV  ประเภทนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 6 คราวหลังจากได้รับเชื้อ โดยส่วนมากมักไม่ค่อยออกอาการร้ายแรงในคนแก่ อาการที่เจอในคนแก่โดยปกติมักคล้ายคลึงกับอาการโรคหวัดเป็นปวดหัว จับไข้ต่ำ เจ็บคอ ไอแบบไม่มีเสลด มีลักษณะคัดจมูก โดยอาการกลุ่มนี้มักหายได้เองใน 1–2 อาทิตย์  แต่ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงจะมีอาการที่ร้ายแรงเป็นคนเจ็บที่มีโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหัวใจหรือปอด หรือในคนเจ็บที่มีสภาวะภูมิต้านทานต่ำมักก่อให้เกิดอาการร้ายแรง ยิ่งไปกว่านี้ผู้เจ็บป่วยอีกกลุ่มที่พบการต่อว่าดเชื้อโรคนี้ได้บ่อยครั้งและมีอาการร้ายแรงเป็น เด็กตัวเล็กๆที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอ่อนจะมีอัตราการเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจข้างล่างรวมทั้งทำให้โรคมีความร้ายแรงสูง
ในผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะอาการรุนแรงอาจจะมีอาการเริ่มต้นเหมือนกับอาการติดโรคในทางเดินหายใจส่วนบนเป็น มีลักษณะอาการคล้ายหวัดปกติ แต่ว่าจากนั้น 1–2 วันอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการแสดงของการต่อว่าดเชื้อในทางเดินหายใจด้านล่างดังเช่นว่า จับไข้ ไอร้ายแรง หายใจไม่สะดวกโดยอาจมีอาการหายใจเร็ว หรือมีเสียงวี๊ดขณะหายใจ
ในเด็กเล็กซึ่งยังติดต่อสื่อสารมิได้จะต้องบางครั้งก็อาจจะจำต้องอาศัยการสังเกตอาการ โดยในทีแรกๆจะมีลักษณะคัดจมูกน้ำมูกไหล ซึมลง และกินอาหารได้น้อย หลังจากนั้น 1–3 วัน จะมีลักษณะอาการไอ เป็นไข้ หายใจไม่สะดวก หายใจตื้น สั้นๆเร็วๆแล้วก็อาจจะมีเสียงตอนหายใจด้วย ในรายที่อาการร้ายแรงมากมายอาจมีอาการตัวเขียวหรือสภาวะ cyanosis เกิดเนื่องจากการขาดออกซิเจนทำให้สีผิวออกม่วงๆโดยมักจะเริ่มเห็นจากริมฝีปากหรือที่เล็บ นอกเหนือจากนั้นแล้วการตำหนิดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีบางทีก็อาจจะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆที่มักพบเป็น หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ (otitis media) หรือในภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวพันกับการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่างอื่นๆดังเช่น หลอดลมอักเสบหรือปวดบวมได้

กรุ๊ปบุคคลที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคอาร์เอสวี

  • ผู้ที่มีภูมิคุ้นกันของร่างกายต่ำมาก
  • เด็กคลอดก่อนกำหนดโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายที่อายุท้องต่ำลงยิ่งกว่า 35 สัปดาห์
  • ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง
  • คนที่มีโรคหัวใจ โดยเฉพาะจำพวกที่มีความผิดปกติสำหรับในการไหลเวียนเลือด ที่เรียกว่า Cyanotic heart disease
  • คนวัยชราที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • เด็กที่น้ำหนักตัวน้อยกว่า 5 กก.


กรรมวิธีรักษาโรคอาร์เอสวี โดยธรรมดา หมอวินิจฉัยคนป่วยโรคอาร์เอสวีจากลักษณะทางคลินิก เป็นต้นว่า ใช้เครื่องที่ช่วยในการฟัง (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงหวีดในระบบฟุตบาทหายใจ เสียงรูปแบบการทำงานของปอด หรือเสียงไม่ดีเหมือนปกติจากส่วนอื่นๆในร่างกาย แล้วก็อาศัยวิธีซักประวัติความเป็นมาผู้ป่วยโดยวินิจฉัยจาก อายุคนไข้ ประวัติอาการโรค การระบาดในแหล่งที่อยู่อาศัย การระบาดในโรงเรียน เป็นต้น แม้กระนั้นบางกรณีหากคนป่วยมีลักษณะอาการรุนแรง แพทย์อาจต้องวิเคราะห์แยกโรคที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุมาจากการตำหนิดเชื้อไวรัสชนิดอื่น หรือจากการตำหนิดเชื้อแบคทีเรีย หมอจึงจะมีการตรวจสืบค้นเพิ่ม ยกตัวอย่างเช่น

  • วัดความอิ่มตัวของออกสิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) เพื่อตรวจทานระดับออกสิเจน
  • ตรวจปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว ตรวจหาไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งปลอมปนอื่นๆ
  • เอกซ์เรย์ทรวงอก เพื่อตรวจหาโรคปอดบวม
  • ตรวจหาเชื้อไวรัสจากสารคัดหลั่งในจมูก


ในขณะนี้บางโรงหมออาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการตรวจรับรองหาเชื้อด้วยแนวทาง RSV Rapid Ag-detection test ซึ่งเห็นผลการทดสอบข้างในไม่กี่ชั่วโมง   ด้วยเหตุว่าโรค อาร์เอสวี เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นจากไวรัสจึงทำให้ไม่มียารักษาอาการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังกล่าวการดูแลและรักษาก็เลยเป็นการรักษาตามอาการ ดังเช่นว่า การให้ยาลดไข้ ยาขยายหลอดลม เป็นต้น ส่วนในรายที่เริ่มมีลักษณะอาการรุนแรง เช่น อิดโรย หอบ มีค่าออกซิเจนในเลือดต่ำลง อาจมีการให้ยาพ่นขยายหลอดลม ร่วมกับการให้ออกซิเจน ในรายที่มีลักษณะอาการร้ายแรงมากมาย บางครั้งก็อาจจะจะต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจหรือใช้เครื่องที่ใช้สำหรับในการช่วยหายใจ นอกเหนือจากนั้นบางครั้งก็อาจจะควรจะมีการให้สารน้ำทดแทนเพื่อคุ้มครองปกป้องสภาวะขาดน้ำโดยยิ่งไปกว่านั้นในเด็ก ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการตำหนิดเชื้ออื่นๆชอบได้รับยาฆ่าเชื้ออื่นๆที่เหมาะสมตามอาการ
การติดต่อของโรคอาร์เอสวี การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีมีเหตุมาจากการติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจยกตัวอย่างเช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ เป็นต้น และก็เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถทนอยู่นอกร่างกายได้หลายชั่วโมง ด้วยเหตุผลดังกล่าวนอกจากการได้รับเชื้อผ่านการไอจามใส่กันแล้ว ยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วนำเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปากและก็เยื่อบุดวงตาได้ วันหลังการได้รับเชื้อคนเจ็บสามารถแพร่ขยายเชื้อได้ตั้งแต่หลังติดเชื้อโรค 2–3 วันไปจนถึง 2–3 อาทิตย์ ดังนั้นในคนเจ็บที่เริ่มมีอาการแสดงควรจะลดการแพร่ระบาดเชื้อไปยังคนอื่นโดยการใส่ผ้าปิดปาก ส่วนผู้ที่จะต้องคลุกคลี่กับคนป่วยก็จะต้องหมั่นล้างมือเป็นประจำรวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเหมือนกัน

การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรค อาร์เอสวี

  • พักให้เต็มที่ หยุดงาน หยุดโรงเรียน ตราบจนกระทั่งไข้จะลงธรรมดาแล้ว 48 ชั่วโมง
  • ล้างมือบ่อยๆและก็ทุกครั้งก่อนกินอาหารและข้างหลังเข้าห้องอาบน้ำภ
  • แยกเครื่องใช้ต่างๆจากคนภายในบ้าน
  • ไม่ไปในที่คับแคบ/ที่ชุมชน
  • รู้จักใช้หน้ากากอนามัย
  • กินอาหารมีประโยชน์ครบอีกทั้ง 5 หมู่
  • กรณีที่พบหมอแล้ว ให้กินยาต่างๆที่หมอสั่งให้ครบถ้วน
  • ดื่มน้ำมากมายๆเนื่องจากน้ำจะช่วยทำให้สารคัดหลัง ตัวอย่างเช่น เสมหะ หรือน้ำมูก ไม่เหนียวจนกระทั่งเกินความจำเป็น และไม่ไปขัดขวางหลักการทำงานของระบบฟุตบาทหายใจ
  • นั่งหรือนอนในตำแหน่งที่หายใจได้สบาย ดังเช่นว่า นั่งหลังตรง ไม่ห่อตัว ใช้หมอนที่ไม่นุ่มหรือแข็งเหลือเกิน
  • ใช้ยาหยอดจมูก เพื่อช่วยลดอาการบวมของจมูก บางทีอาจล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและดูดน้ำมูกเพื่อทำให้ทางเท้าหายใจเตียนขึ้น
  • ถ้าหากอาการต่างๆเลวลง ให้รีบไปโรงพยาบาล อย่างเช่น ไข้สูงขึ้น ไอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีเสลดเพิ่มมากขึ้น เสลดกลายเป็นสีอื่น อย่างเช่น เขียว น้ำตาล เทา


การปกป้องตัวเองจากโรคอาร์เอสวี เนื่องด้วยในประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส RSV ก็เลยทำให้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเชื้อไวรัสในตอนที่แพร่ระบาดได้มาก ก็เลยจะต้องมีการคุ้มครองป้องกันตนเองดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาด ล้างมือบ่อยๆดังเช่นว่า ก่อนมื้ออาหาร ข้างหลังเข้าสุขา ฯลฯ
  • ชำระล้างบ้านอยู่เป็นประจำ เพื่อลดการแพร่ขยายของเชื้อ โดยยิ่งไปกว่านั้นทิชชูที่ใช้แล้ว ควรทิ้งลงไปในถังสำหรับใส่ขยะที่ปิดมิดชิด
  • ไม่ควรใช้ถ้วยน้ำร่วมกับผู้อื่น ควรใช้แก้วน้ำของตนเอง รวมทั้งเลี่ยงการใช้แก้วน้ำที่ผู้เจ็บป่วยใช้แล้ว
  • ไม่สมควรอยู่สนิทสนมกับคนป่วยที่เป็นหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษา หรือในที่ชุมชนที่มีคนหนาแน่น ในช่วงระบาดของโรค
  • เมื่อจะต้องอยู่กลางอากาศที่หนาวเย็น ควรจะทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เป็นประจำ


สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคอาร์เอสวี เพราะเหตุว่าโรคอาร์เอสวี เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสและสามารถติดต่อได้ทางสารคัดเลือกหลั่งของร่างกายโดยการ ไอ จาม รดกัน ซึ่งจะมีการฟุ้งกระจายของละอองน้ำมูก น้ำลายของคนไข้ซึ่งแม้ผู้ที่อยู่สนิทสนม สูดเอาละอองนั้นไปก็จะเกิดการต่อเนื่องกันรวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆที่แปดเปื้อนในสิ่งของต่างๆของคนเจ็บด้วย ซึ่งเป็นโรคที่มีต้นเหตุ,อาการ รวมถึงการติดต่อคล้ายกับหวัดมากมาย นอกเหนือจากนั้นยังเป็นโรคในระบบทางเท้าหายใจเหมือนกันอีกด้วย ด้วยเหตุดังกล่าวสมุนไพรที่จะช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคอาร์เอสวีนั้น ก็เลยเป็นสมุนไพรชนิดเดียวกันกับโรคไข้หวัด (อ่านหัวข้อสมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคหวัดในเรื่องโรคไข้หวัด)
เอกสารอ้างอิง

  • อาจารย์ ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ไวรัสร้ายของลูกน้อย.โรคอาร์เอสวี (RSV).ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดร.นพ.นพพร อภิวัฒนากุล.ไวรัส RSV เชื้ออันตรายที่คล้ายไข้หวัด. Rama Channal. ภาควิชากุมรเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • Dawson-Caswell,M., and Muncle, JR, H. Am Fam Physician.2011;83(2):141-146
  • Mayo Foundation for Medical Education and Research. Respiratory syncytial virus (RSV). [Accessed on July 2016]
  • ไวรัสRSV-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • Krilov L.R. Respiratory Syncytial Virus Infection. [Accessed on July 2016]
  • Falsey,A. et al. NEJM.2005;352(17): 1749-1762



Tags : โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี,โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี,

14

โรความดันโลหิตสูง (Hypertension)

  • โรคความคันโลหิตสูง เป็นอย่างไร ความดันเลือดสูง ความดันเลือดเป็นแรงดันเลือด ที่เกิดขึ้นจากหัวใจ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย การวัดความดันโลหิตสามารถทำโดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือหลากหลายประเภท แม้กระนั้นประเภทที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป อย่างเช่น เครื่องตวงความดันโลหิตมาตรฐานจำพวกปรอท เครื่องตวงความดันโลหิตดิจิตอลชนิดอัตโนมัติ ค่าของความดันโลหิตมีหน่วยเป็น มิลลิเมตรปรอท จะมี ๒ ค่า ๑ ความดันตัวบน (ซีสโตลิก) เป็นแรงดันเลือด ขณะหัวใจห้องด้านล่างซ้ายบีบตัว  ๒ ความดันตัวล่าง (ไดแอสโตลิก) เป็นแรงดันเลือดขณะหัวใจห้องด้านล่างซ้ายคลายตัว  ระดับความดันโลหิตที่ถือว่าสูงนั้น จะมีค่าความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท

    โดยเหตุนั้นโรคความดันเลือดสูง ก็เลยหมายความว่าโรคหรือภาวะที่แรงดันเลือดในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐานขึ้นอยู่กับกรรมวิธีการวัด โดยถ้าวัดที่สถานพยาบาล ค่าความดันเลือดตัวบนสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 140 มม. ปรอท(มม.ปรอท, MMhg) และก็/หรือความดันเลือดตัวล่างสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 90 มิลลิเมตรปรอท อย่างน้อย 2 ครั้ง แต่ถ้าเกิดเป็นการวัดความดันเองที่บ้านค่าความดันโลหิตตัวบนสูงขึ้นยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 135 มิลลิเมตรปรอทและ/หรือความดันโลหิตตัวล่างสูงกว่าหรือพอๆกับ 85 มม.ปรอทเป็นต้น ดังตารางที่ 1




     


    SBP


    DBP




    Office or clinic
    24-hour
    Day
    Night
    Home


    140
    125-130
    130-135
    120
    130-135


    90
    80
    85
    70
    85




    หมายเหตุ SBP=systolic blood pressure, DBP=diastolic blood pressure
    ปี 2556ชาวไทยมีอาการป่วยเป็นโรคความดันเลือดเกือบ 11 ล้านคน เสียชีวิต 5,165 คน แล้วก็พบเจ็บป่วยราย ใหม่เพิ่มเกือบจะ 1 แสนคน จำนวนร้อยละ 50 ไม่รู้ตัวเนื่องจากไม่เคยตรวจสุขภาพ ในกรุ๊ปที่เจ็บป่วยแล้วพบว่ามีเพียงแต่ 1 ใน 4 ที่ควบคุมความดันได้ ที่เหลือยังมีพฤติกรรมน่าห่วงองค์การอนามัยโลกแถลงการณ์ว่า โรคความดันเลือดสูงเป็น 1 ในปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้พลเมืองอายุสั้น ทั่วโลกมีผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 1,000 ล้านคน เสียชีวิตปี ละเกือบจะ 8 ล้านคน เฉลี่ยประมาณนาทีละ 15 คน โดย 1 ใน 3 พบในวัย คนแก่รวมทั้งคาดว่า ในปีพ.ศ.2568 ราษฎรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกจะป่วยด้วยโรคนี้เพิ่ม 1,560 ล้านคน

  • สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง ความดันเลือดสูงแบ่งประเภทและชนิดตามสาเหตุการเกิด แบ่งได้ 2 จำพวก เป็น
  • ความดันโลหิตสูงชนิดไม่เคยทราบต้นเหตุ (primary or essential hypertension) พบได้ราวๆร้อยละ95 ของจำนวนคนแก่โรคความดันเลือดสูงทั้งปวงส่วนมากพบในคนที่แก่ 60 ปีขึ้นไปรวมทั้งพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ปัจจุบันนี้ยังไม่รู้จักสาเหตุที่กระจ่างแต่ว่าอย่างไร ตามคณะกรรมการร่วมแห่งชาติด้านการประเมินและรักษาโรคความดันโลหิตสูง ของสหรัฐฯ พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวโยงรวมทั้งส่งเสริมให้กำเนิดโรคความดันโลหิตสูง อาทิเช่น พันธุกรรมความอ้วน การมีไขมันในเลือดสูงการกินอาหารที่มีรสเค็มจัดแจงไม่ออกกำลังกาย การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์การสูบยาสูบความตึงเครียดอายุรวมทั้งมีประวัติครอบครัวเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจและก็เส้นโลหิตซึ่งความดันโลหิตสูงประเภทไม่เคยรู้ต้นเหตุนี้คือปัญหาสำคัญที่จำต้องให้การวินิจฉัยรักษาแล้วก็ควบคุมโรคให้ได้อย่างมีคุณภาพ
  • ความดันเลือดสูงจำพวกรู้ต้นเหตุ(secondary hypertension) ได้น้อยราวร้อยละ5-10 จำนวนมากมีสาเหตุเกิดขึ้นจากการมีพยาธิภาวะของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายโดยจะส่งผลนำมาซึ่งการก่อให้เกิดแรงดันเลือดสูงส่วนมาก อาจเกิดพยาธิภาวะที่ไตต่อมหมวกไตโรคหรือความแตกต่างจากปกติของระบบประสาทความผิดแปลกของฮอร์โมนโรคของต่อมไร้ท่อร่วมโรคครรภ์เป็นพิษการเจ็บของหัวยา แล้วก็สารเคมีเป็นต้น ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อได้รับการดูแลและรักษาที่ต้นเหตุระดับความดันเลือดจะน้อยลงปกติรวมทั้งสามารถรักษาให้หายได้


ฉะนั้นก็เลยสรุปได้ว่า โรคความดันเลือดสูงจำนวนมากจะไม่มีปัจจัย การควบคุมระดับความดันเลือดได้ดี จะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อน และการเสียชีวิตจากโรคระบบหัวใจ และก็เส้นเลือดลงได้

  • อาการโรคความดันเลือดสูง ความสำคัญของโรคความดันโลหิตสูงคือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และที่เป็นโรคเรื้อรังที่ร้ายแรง (ถ้าไม่สามารถที่จะควบคุมโรคได้) แต่ว่ามักไม่มีอาการ หมอบางท่านจึงเรียกโรคความดันโลหิตสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของอาการจากโรคความดันโลหิตสูง เป็นอาการจากผลกระทบ เช่น จากโรคหัวใจ และก็จากโรคเส้นโลหิตในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ดังเช่น อาการจากโรคเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นต้นเหตุ ตัวอย่างเช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง


อาการรวมทั้งอาการแสดงที่พบได้ทั่วไป ผู้ป่วยที่มีความดันเลือดสูงเล็กน้อยหรือปานกลางไม่เจออาการแสดงชี้เฉพาะที่แสดงว่ามีภาวการณ์ความดันเลือดสูงส่วนมาก การวินิจฉัยมักพบได้จากการที่ผู้ป่วยมาตรวจตามนัดหมายหรือพบมากร่วมกับที่มาของอาการอื่นซึ่งไม่ใช่ความดันโลหิตสูง สำหรับคนไข้ที่มีระดับความดันเลือดสูงมากหรือสูงในระดับร้ายแรงแล้วก็เป็นมานานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ยังไม่เคยได้รับการรักษาหรือรักษาแม้กระนั้นไม่สม่ำเสมอหรือเปล่าได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมพบมากมีลักษณะอาการ ดังต่อไปนี้

  • ปวดศีรษะพบได้บ่อยในคนป่วยที่หรูหราความดันโลหิตสูงร้ายแรง โดยลักษณะของอาการปวดศีรษะมักปวด ที่รอบๆกำดันโดยเฉพาะเวลาตื่นนอนในตอนเช้าต่อมาอาการจะค่อยๆดีขึ้นจนหายไปเองภายในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็อาจเจอมีลักษณะอาการคลื่นไส้อาเจียนตาฝ้ามัวด้วยโดยพบว่าอาการปวดหัวเกิด จากมีการเพิ่มแรงกดดันในกะโหลกศีรษะมากมายในตอนระยะเวลาหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้วเพราะว่าในเวลากลางคืนขณะกำลังหลับศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองจะลดการกระตุ้น จึงทำให้มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ส่งผลทำให้เส้นโลหิตทั่ว ร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองขยายขนาดมากเพิ่มขึ้นจึงเพิ่มแรงกดดันในกะโหลกศีรษะ
  • เวียนหัว (dizziness) เจอเกิดร่วมกับลักษณะของการปวดศีรษะ
  • เลือดกา เดาไหล(epistaxis)
  • เหนื่อยหอบขณะทา งานหรืออาการหอบนอนราบไม่ได้แสดงถึงการมีภาวการณ์หัวใจห้องด้านล่างซ้ายล้มเหลว
  • อาการอื่นๆที่อาจพบร่วมอย่างเช่นอาการเจ็บหน้าอกสมาคมกับภาวการณ์กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากการมีเส้นเลือดหัวใจตีบหรือจากการมีกล้ามเนื้อหัวใจหนามากจากภาวการณ์ความดันโลหิตสูงที่เป็นมานานๆ


ด้วยเหตุนั้นถ้าหากมีสภาวะความดันเลือดสูงอยู่เป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆก็เลยอาจมีผลต่ออวัยวะที่สำคัญต่างๆของร่างกายทำให้เกิดความเสื่อมถอยสภาพถูกทำลายแล้วก็บางทีอาจเกิดภาวะสอดแทรกตามมาได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง ในผู้เจ็บป่วยโรคความดันเลือดสูงบางรายบางทีอาจไม่เจอมีลักษณะอาการหรืออาการแสดงใดๆรวมทั้งบางรายบางทีอาจ เจออาการแสดงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะต่างๆได้ดังต่อไปนี้

  • สมองความดัน โลหิตสูงจะทา ให้ผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองมีลักษณะดกตัวรวมทั้งแข็งด้านในหลอดเลือดตีบแคบรูของเส้นโลหิตแดงแคบลงทา ให้การไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงสมองลดลงรวมทั้งขาดเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้เกิดสภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วครั้งชั่วคราวคนเจ็บที่มีภาวการณ์ความดันเลือดสูงจึงได้โอกาสกำเนิดโรคเส้นโลหิตสมอง (stroke) ได้มากกว่า บุคคลปกติ


นอกเหนือจากนั้นยังเป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนที่ฝาผนังเซลล์สมองทา ให้เซลล์สมองบวมผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการไม่ดีเหมือนปกติของระบบประสาทการรับทราบความทรงจำลดน้อยลงและบางทีอาจรุนแรงเสียชีวิตได้ ซึ่งเป็นสาเหตุการตายถึงจำนวนร้อยละ50 และก็มีผลทำให้คนที่มีชีวิตรอดเกิดความพิการตามมา

  • หัวใจ ระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรังจะส่งผลทา ให้ฝาผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจครึ้มตัวขึ้นจำนวนเลือดเลี้ยงหัวใจลดลงหัวใจห้องข้างล่างซ้ายทำงานมากมาขึ้น จำเป็นต้องบีบตัวเพิ่มขึ้นเพื่อต่อต้านแรงกดดันเลือดในเส้นโลหิตแดงที่เพิ่มขึ้นด้วยเหตุดังกล่าว ในระยะเริ่มต้นกล้ามเนื้อหัวใจจะปรับพฤติกรรมจากสภาวะความดันโลหิตสูงโดยหัวใจบีบตัวมากขึ้น เพื่อสามารถต้านทานกับแรงต้านทานที่มากยิ่งขึ้นรวมทั้งมีการขยายตัวทำให้เพิ่มความครึ้มของผนังหัวใจห้องข้างล่างซ้ายส่งผลให้เกิดสภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายโต (left ventricular hypertrophy) แม้ยังไม่ได้รับการดูแลรักษาและเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถขยายตัวได้อีก จะทำให้การทำงานของหัวใจไม่มี
ประสิทธิภาพเกิดภาวะหัวใจวายกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวรวมทั้งเสียชีวิตได้

  • ไต ระดับความดันโลหิตเรื้อรังมีผลส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงไตดกตัวรวมทั้งแข็งขึ้น เส้นโลหิตตีบแคบลงทำให้หลอดเลือดแดงเสื่อมจากการไหลเวียนของจำนวนเลือดไปเลี้ยงไตน้อยลงสมรรถนะการกรองของเสียต่ำลงแล้วก็ทา ให้มีการคั่งของเสียไตสลายตัว รวมทั้งเสียหน้าที่เกิดภาวะไตวายและได้โอกาสเสียชีวิตได้ มีการศึกษาพบว่าผู้เจ็บป่วยโรคความดันเลือดสูงประมาณจำนวนร้อยละ10 มักเสียชีวิตด้วยภาวะไตวาย
  • ตา คนป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงร้ายแรงและเรื้อรังจะก่อให้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฝาผนังเส้นโลหิตที่ตาดกตัวขึ้นมีแรงดัน ในเส้นเลือดสูงมากขึ้นมีการเปลี่ยนของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตาตีบลงเส้นเลือดฝอยตีบแคบอย่างเร็วมีการหดเกร็งเฉพาะที่อาจมีเลือดออกที่จอตาทำให้มีการบวมของจอภาพนัตย์ตา หรือหน้าจอประสาทตาบวม (papilledema) ทำให้การมองเห็นลดน้อยลงมีจุดบอดบางจุดที่ลานสายตา (scotomata) ตามัวแล้วก็มีโอกาสตาบอดได้
  • หลอดเลือดภายในร่างกาย ความดันโลหิตสูงจากแรงต้านทานเส้นเลือดส่วนปลายมากขึ้นผนังหลอดเลือดครึ้มตัวจากเซลล์กล้ามเนื้อเรียบถูกกระตุ้น ให้ก้าวหน้ามากขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีไขมัน ไปเกาะฝาผนังเส้นเลือดทำให้เส้นโลหิตแดงแข็ง (artherosclerosis) มีการเปลี่ยนของฝาผนังเส้นเลือดหนารวมทั้งตีบแคบการไหลเวียนของโลหิตไป เลี้ยงสมองหัวใจไตรวมทั้งตาลดลงทา ให้เกิดภาวะสอดแทรกของอวัยวะดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นตามมาไดแก้โรคหัวใจแล้วก็
เส้นโลหิตโรคเส้นเลือดสมองแล้วก็ไตวายฯลฯ

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้มีการเกิดโรคความดันเลือด ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง เช่น กรรมพันธุ์ ช่องทางมีความดันเลือดสูง จะสูงขึ้นเมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ โรคเบาหวาน เนื่องจากนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอักเสบ ตีบแคบของหลอดเลือดต่างๆแล้วก็เส้นโลหิตไต โรคอ้วน รวมทั้งน้ำหนักตัวเกิน เนื่องจากว่าเป็นสาเหตุสำคัญของเบาหวาน แล้วก็โรคเส้นเลือดต่างๆตีบจากสภาวะไขมันเกาะฝาผนังหลอดเลือด โรคไตเรื้อรัง ด้วยเหตุว่าจะส่งผลถึงการผลิตเอ็นไซม์รวมทั้งฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิตดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว โรคนอนหลับแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea) ดูดบุหรี่ เนื่องจากพิษในควันบุหรี่นำไปสู่การอักเสบ แคบของเส้นโลหิตต่าง และเส้นโลหิตไต รวมทั้งหลอดเลือดหัวใจ การติดสุรา ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดถึงกลไกว่าเพราะเหตุใดดื่มสุราแล้วจึงเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดความดันเลือดสูง แม้กระนั้นการเรียนรู้ต่างๆให้ผลตรงกันว่า คนที่ติดเหล้า จะส่งผลให้หัวใจเต้นแรงกว่าธรรมดา และก็ได้โอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึงประมาณ 50%ของผู้ติดสุราทั้งผอง กินอาหารเค็มเป็นประจำ ตลอด ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว ขาดการบริหารร่างกาย เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคเบาหวาน ผลกระทบจากยาบางชนิด ตัวอย่างเช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์
  • กระบวนการรักษาโรคความดันเลือดสูง การวินิจฉัยโรคความดันเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูงวินิจฉัยจากการที่มีความดันโลหิตสูงตลอดระยะเวลา ซึ่งตรวจพบต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งควรห่างกัน 1 เดือน อย่างไรก็แล้วแต่หากตรวจเจอว่าความดันโลหิตสูงมาก (ความดันตัวบนสูงขึ้นมากยิ่งกว่า 180 mmHg หรือ ความดันตัวล่างสูงกว่า 110 mmHg) หรือมีความผิดธรรมดาของรูปแบบการทำงานของอวัยวะจากผลของ   ความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ก็นับว่าวิเคราะห์เป็นโรคความดันเลือดสูง และก็ต้องรีบได้รับการดูแลรักษา หมอวินิจฉัยโรค   ความดันเลือดสูงได้จาก ประวัติอาการ เรื่องราวเจ็บป่วยอีกทั้งในอดีตและก็เดี๋ยวนี้ ประวัติการรับประทาน/ใช้ยา การวัดความดันโลหิต (ควรวัดที่บ้านร่วมด้วยถ้าเกิดมีเครื่องมือ เนื่องจากครั้งคราวค่าที่วัดพอดีโรงพยาบาลสูงกว่าค่าที่วัดถึงที่เหมาะบ้าน) เมื่อวิเคราะห์ว่าเป็นความดันโลหิตสูง ควรจะตรวจร่างกาย และส่งไปทำการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อหาปัจจัย หรือปัจจัยเสี่ยง นอกเหนือจากนี้ จำเป็นที่จะต้องตรวจค้นผลพวงของความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะต่างๆยกตัวอย่างเช่น หัวใจ ตา และก็ไต ดังเช่น ตรวจเลือดมองค่าน้ำตาลรวมทั้งไขมันในเลือด ดูลักษณะการทำงานของไต และก็ค่าเกลือแร่ภายในร่างกาย ตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจดูรูปแบบการทำงานของหัวใจ รวมทั้งเอกซเรย์ปอด ทั้งนี้การตรวจเพิ่มต่างๆจะขึ้นอยู่กับอาการคนไข้ และก็ดุลยพินิจของหมอแค่นั้น
สมาคมความดันเลือดสูงที่ประเทศไทย ได้แบ่งระดับความรุนแรงของความดันโลหิตสูง ดังต่อไปนี้




ระดับความรุนแรง


ความดันโลหิตตัวบน


ความดันโลหิตตัวล่าง




ความดันโลหิตปกติ
ระยะก่อนความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2


น้อยกว่า 120 และ
120 – 139/หรือ
140 – 159/หรือ
มากกว่า 160/หรือ


น้อยกว่า 80
80 – 89
90 – 99
มากกว่า 100




หมายเหตุ : หน่วยวัดความดันโลหิตเป็น มิลลิเมตรปรอท
ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรจะควบคุมระดับความดันเลือดให้ต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทแล้วก็ใน ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงควรควบคุมระดับความดันโลหิตให้น้อยกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท แล้วก็ลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำหรับในการเกิดโรคหัวใจแล้วก็เส้นโลหิตปกป้องความพิกลพิการและลดการเกิดสภาวะแทรกซ้อมต่ออวัยวะเป้าหมายที่สำคัญของร่างกายยกตัวอย่างเช่นสมองหัวใจไตและก็ตารวมทั้งอวัยวะสำคัญอื่นๆซึ่งสำหรับการรักษาและก็ควบคุมระดับความดันโลหิตให้เข้าขั้นธรรมดาประกอบด้วย 2 วิธีคือการดูแลรักษาใช้ยาและการดูแลและรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือวิธีการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำรงชีวิต
การดูแลรักษาโดยวิธีการใช้ยา  (pharmacologic treatment) จุดมุ่งหมายในการลดระดับความดันโลหิตโดยการใช้ยาคือการควบคุมระดับความดันโลหิตให้ลดต่ำลงยิ่งกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท โดยลดแรงต้านของเส้นโลหิตส่วนปลายและเพิ่มปริมาณเลือดที่ออกมาจากหัวใจการเลือกใช้ยา ในคนเจ็บโรคความดันโลหิตสูงก็เลยขึ้นกับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละรายรวมทั้งควรพิเคราะห์ปัจจัยต่างๆดังเช่นความรุนแรงของระดับความดันโลหิตปัจจัยเสี่ยงต่ออวัยวะสำคัญ โรคที่มีอยู่เดิมสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงอื่นๆซึ่งยาที่ใช้เพื่อการรักษาสภาวะความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งได้เป็น 7 กรุ๊ปดังนี้
ยาขับเยี่ยว  (diuretics) เป็นกลุ่มยาที่นิยมใช้ในคนเจ็บที่มีการทำงานของไตและหัวใจผิดปกติ ยากลุ่มนี้ได้แก่ ฟูโรซีมายด์ (furosemide) สไปโรโนแลคโตน(spironolactone) เมทลาโซน (metolazone)
ยาต้านเบต้า (beta adrenergic receptor blockers) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยรวมกับเบต้าอดรีเนอร์จิกรีเซฟเตอร์  (beta adrenergic receptors) อยู่ที่ศีรษะดวงใจแล้วก็เส้นเลือดแดงเพื่อยับยั้งการตอบสนองต่อประสาทซิมพาธิว่ากล่าวกลดอัตราการเต้นของหัวใจทำให้หัวใจเต้นช้าลงแล้วก็ความดันเลือดลดลง ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ โพรพาโนลอล (propanolol)หรืออะทีโนลอล (atenolol)
ยาที่ออกฤทธิ์ปิดกั้นตัวรับแองจิโอเทนซินทู (angiotensin II receptorblockersARBs) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดโดยไม่ทำให้ระดับของเบรดดีไคนินเพิ่มขึ้นยากลุ่มนี้ อาทิเช่น แคนเดซาแทน  (candesartan), โลซาแทน (losartan) ฯลฯ
ยาต่อต้านแคลเซียม (calcium antagonists) ยากลุ่มนี้ยับยั้งการเขยื้อนเข้าของประจุแคลเซียมในเซลล์ทำให้กล้ามฝาผนังหลอดเลือดคลายตัวอาจส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ดังเช่นว่า ยาเวอราปาไม่วล์   (verapamil) หรือเนฟเฟดิปีนป่าย (nifedipine)
ยาต้านทานอัลฟาวันอดรีเนอร์จิก (alpha I-adrenergic blockers) ยามีฤทธิ์ต่อต้านโพสไซแนปติเตียนกอัลฟาวันรีเซฟเตอร์ (postsynaptic alpha 1-receptors) รวมทั้งออกฤทธิ์ขยายเส้นโลหิตส่วนปลายทำให้เส้นโลหิตขยายตัว ยาในกลุ่มนี้ตัวอย่างเช่น พราโซซีน prazosin) หรือดอกซาโซซีน (doxazosin)
ยาที่ยั้งไม่ให้มีการสร้างแองจิโอเทนสินทู (angiotensin II convertingenzyme ACE inhibitors)ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยการยังยั้งแองจิโอเทนสินสำหรับเพื่อการแปลงแองจิโอเทนสินวันเป็นแองจิโอเทนสินทูซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ยาในกลุ่มนี้ได้แก่อีท้องนาลาพริล (enalapril)
ยาขยายเส้นเลือด (vasodilators) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกล้ามเรียบที่อยู่บริเวณเส้นโลหิตแดงทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและก็ยาต้านทางในฝาผนังหลอดเลือดส่วนปลาย ยาในกลุ่มนี้อาทิเช่นไฮดราลาซีน (hydralazine), ไฮโดรคลอไรด์ (hydrochloride), ลาเบลทาลอล (labetalol)
การดูแลรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิต (lifestylemodification)  เป็นการกระทำสุขภาพที่จะต้องปฏิบัติบ่อยๆเป็นประจำเพื่อลดความดันโลหิต และคุ้มครองปกป้องภาวะแทรกซ้อนกับอวัยวะสำคัญคนไข้โรคความดันเลือดสูงทุกราย ควรจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำเนินชีวิตพร้อมกันไปกับการดูแลและรักษาด้วยยา คนป่วยควรจะมีการกระทำผลักดันสุขภาพที่แข็งแรง ดังต่อไปนี้ การควบคุมของกินและก็ควบคุมน้ำหนักตัว  การจำกัดอาหารที่มีเกลือโซเดียม  การบริหารร่างกาย การงดดูดบุหรี่ การลดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์  การจัดการกับความเคร่งเครียด

  • การติดต่อของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่เกิดจาก สภาวะแรงดันเลือดในเส้นโลหิตสูงกว่าค่ามาตรฐาน ฉะนั้นโรคความดันโลหิตสูงก็เลยเป็นโรคที่ไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คน
  • การกระทำตนเมื่อเป็นโรคความดันเลือดสูง เปลี่ยนพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค
  • การลดหุ่นในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน องค์การอนามัยโลกชี้แนะว่าในตอนแรกควรลดน้ำหนัก ขั้นต่ำ 5 กิโลกรัม ในคนไข้ความดันเลือดสูง ที่มีน้ำหนักเกิน
  • การลดจำนวนโซเดียม (เกลือ) ในของกิน ลดโซเดียมในอาหาร เหลือวันละ 0.5 – 2.3 กรัม หรือ เกลือโซเดียมคลอไรด์ 1.2 – 5.8 กรัม
  • ลดจำนวนแอลกอฮอล์ หรือจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่กำเนิด 20 – 30 กรัมต่อวันในผู้ชาย หรือ 10 – 20 กรัม ในเพศหญิง


จากการเล่าเรียนอาหารสำหรับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงพวกเราชอบได้ยินชื่อ DASH (Dietary Approaches to stop Hypertension) เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ รวมทั้งสินค้านมไขมันต่ำ ร่วมกับการลดปริมาณไขมัน รวมทั้งไขมันอิ่มตัวในอาหาร
ตารางแสดงตัวอย่างของกิน DASH diet/ต่อวัน ได้พลังงาน 2100 กิโลแคลอรี่




หมวดอาหาร


ตัวอย่างอาหารในแต่ละส่วน




ผัก


ผักดิบประมาณ 1 ถ้วยตวง
ผักสุกประมาณ ½ ถ้วยตวง




ผลไม้


มะม่วง ½ ผล ส้ม 1 ลูก เงาะ 6 ผล กล้วยน้ำว้า 1 ผล แตงโม 10 ชิ้น
ฝรั่ง 1 ผลเล็ก มังคุด 1 ผลเล็ก




นม

  • นมพร่องมันเนย
  • นมครบส่วน




 
1 กล่อง (240 ซีซี)
1 กล่อง (240 ซีซี)




ไขมัน
ปลาและสัตว์ปีก


น้ำมัน 5 ซีซี เนย/มาการีน 5 กรัม
ปริมาณ 30 กรัม (ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)




แป้ง,ข้าว,ธัญพืช


ขนมปัง 1 แผ่น ข้าวสวย 1 ทัพพี




 
 
บริหารร่างกาย การบริหารร่างกายสำหรับคนที่มีความดันเลือดสูง ควรจะบริหารร่างกายแบบแอโรบิค (แบบใช้ออกสิเจน)หมายถึงการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่งของกล้ามมัดใหญ่ๆซึ่งเป็นการใช้ออกซิเจนสำหรับในการให้พลังงาน จะได้ประโยชน์ต่อระบบหัวใจแบะเส้นเลือด เช่น เดิน วิ่ง ว่าย ปั่นรถจักรยาน ฯลฯ ซึ่งการออกกกำลังกายควรปฏิบัติวันแล้ววันเล่า ขั้นต่ำวันละ 30 นาที ถ้าเกิดว่าไม่มีข้อกำหนด
                บริหารผ่อนคลายความเคลียด การจัดการเครียดน้อยลงในชีวิตประจำวัน ตามหลักเหตุผลและก็หลักจิตวิทยามีอยู่ 2 แนวทาง
-              อุตสาหะหลีกเลี่ยงเรื่องหรือสภาพที่จะกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความเคร่งเครียดมากมาย
-              ควบคุมปฏิกิริยาของตนเอง ต่อสิ่งที่รู้สึกทำให้พวกเราเครียด
กินยาและรับการดูแลและรักษาตลอด กินยาตามหมอสั่งสม่ำเสมอไม่ขาดยา แล้วก็เจอหมอตามนัดหมายทุกครั้ง ไม่สมควรหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนยาด้วยตัวเอง สำหรับคนเจ็บที่ทานยาขับปัสสาวะ ควรรับประทานส้มหรือกล้วยบ่อยๆ เพื่อทดแทนโปแตสเซียมที่สูญเสียไปในเยี่ยวรีบเจอหมอข้างใน 1 วัน หรือ ฉุกเฉิน มีลักษณะอาการดังต่อไปนี้  ปวดหัวมากมาย อ่อนล้าอย่างมากกว่าธรรมดามาก เท้าบวม (อาการโรคหัวใจล้มเหลว) เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลม (อาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งต้องพบแพทย์รีบด่วน) แขน โคนขาแรง พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว คลื่นไส้ อาเจียน (อาการจากโรคเส้นเลือดสมอง ซึ่งต้องพบหมอรีบด่วน)

  • การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคความดันเลือดสูง สิ่งจำเป็นที่สุดที่จะคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคความดันเลือดสูง เป็นการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประเด็นการกิน การบริหารร่างกายโดย


-              ควรจะควบคุมน้ำหนัก
-              กินอาหารที่มีสาระ ครบอีกทั้ง 5 หมู่ ในปริมาณที่สมควร เพิ่มผักผลไม้ในมื้อของกินประเภทไม่หวานมากให้มากมายๆ
-              ออกกำลังกาย โดยออกเป็นเวลายาวนานกว่า 30 นาที และออกเกือบทุกวัน
-              ลดปริมาณเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์
-              พักให้พอเพียง
-              รักษาสุขภาพจิต รวมทั้งอารมณ์
-              ตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งรวมทั้งตรวจวัดความดันเลือด เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี จากนั้นตรวจสุขภาพบ่อยครั้งตามแพทย์ แล้วก็พยาบาลเสนอแนะ
-              ลดอาหารเค็ม หรือโซเดียมคลอไรด์ น้อยกว่า 6 กรัม ต่อวัน) ทานอาหารจำพวกผัก รวมทั้งผลไม้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
คำแนะนำสำหรับการลดการบริโภคเกลือแล้วก็โซเดียม :-
เลือกซื้อผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์ที่สดใหม่แทนวิธีการสำหรับเลือกซื้ออาหารกระป๋อง ผักดองและอาหารสำเร็จรูป
แม้จำเป็นต้องเลือกซื้ออาหารบรรจุกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปควรอ่านฉลากของกินทุกครั้ง แล้วก็เลือกสินค้าที่มีจำนวนโซเดียมต่ำหรือน้อย (สำหรับพลเมืองทั่วๆไปควรบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา หรือน้อยกว่า 6 กรัมต่อวัน) ล้างผักและก็เนื้อสัตว์ที่ใช้เตรียมอาหารให้สะอาด เพื่อชะล้างเกลือออก ลดการใช้เกลือและก็เครื่องปรุงรส หันมาใช้เครื่องเทศรวมทั้งสมุนไพรที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ ดังเช่น หัวหอม กระเทียม ขิง พริกไทย มะนาว ผงกระหยี แทนไม่วางภาชนะหรือขวดใส่เกลือและก็เครื่องปรุงรสต่างๆอาทิเช่น ซอส  ซีอิ๊วขาวและน้ำปลาไว้บนโต๊ะอาหารทุกมื้อชิมอาหารก่อนรับประทาน ฝึกฝนการกินอาหารที่มีรสชาติพอเหมาะ ไม่เค็มจัดหรือหวานจัด ทำอาหาร

15

ขายกระชายดำสุดยอดสมุนไพรไทย
ขายส่งกระชายดำ ถิ่นกำเนินจะอยู่บริเวณในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และก็ สามารถเจอกระชายดำ ที่มีจำนวนไม่น้อยนั้นจะในรอบๆประเทศมาเล รวมทั้งเกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว อินโดคำพูดน และก็ไทยซึ่งจะมี อยู่ครึ้มแนนมากรวมทั้งยังมีการกระจายจำพวกของ ขายกระชายดำไปทั่วในเอเชียเขตร้อน อย่างเช่นจีนตอนใต้ ประเทศอินเดีย รวมทั้งประเทศพม่า
สำหรับเมืองไทยกระชายดำ ได้เป็นสมุนไพร ที่นิยมใช้กันมากไม่น้อยเลยทีเดียวก็เลยได้เริ่มปลูกขายกระชายดำ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเลื่อยๆใน จังหวัดต่างๆตัวอย่างเช่น เลย ตาก จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดอื่นๆของภาคเหนือ
ขายกระชายดำ นั้นเป็นประโยชน์รวมทั้งคุณประโยชน์ เยอะมากรวมทั้งยังช่วยรักษาโรคต่างๆได้หลายประเภท
คุณประโยชน์แล้วก็ผลดีทั้งหมดทั้งปวงของ{การขายกระชายดำ
สมุนไพรกระชายดำ มักใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอความแก่ลง คนรุ่นก่อนมีความเชื่อว่าเมื่อนำ กระชายดำ ไปปลุกเสกจะมีคุณทางคงกระพัน
คนสมัยก่อนจะใช้กระชายดำ ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยเพิ่มความสามารถทางเพศ แก้กามตายเส้นด้าย(เสื่อมสมรรถนะทางเพศ) โดยการใช้ เหง้าหรือท่อนหัวของ กระชายดำ ผสมกับสมุนไพรอื่นๆเอามาดอกสุราเพื่อใช้เป็นยาชูกำลัง
รับผลิตกระชายดำกระชายดำสามารถบำรุงธาตุในร่างกายเจริญ ช่วยกระตุ้นระบบประสาท บำรุงประสาท ทำให้ร่างกายสดชื่น
ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ในตอนค่ำ ทำให้นอนสะบาย
ช่วยทำนุบำรุงหัวใจ ช่วยจยายหลอดเลือดหัวใจ แก้โรคหัวใจ ช่วยบำรุงรักษาเลือด (บำรุงเลือด)
ส่วนประกอบสำคัญ
 

ผงกระชายดำ
ขายกระชายดำ ขายส่งกระชายดำ จำหน่ายกระชายดำ
แคปซูลกระชายดำ รับผลิตกระชายดำ
กระชายดำ เป็นยาอายุวัฒนะที่ได้รับความนิยมกว้างใหญ่
ทั้งยังลูกค้าแล้วก็ในวงการแพทย์แผนไทย ได้มีสาระดังนี้
บำรุงหัวใจ ชูกำลัง ขยายหลอดเลือดในหัวใจ แก้ปวดมวลท้อง ขับปัสวะ ลดอาการปวดเมื่อยล้า เพิ่มฮอร์โมนให้แก่ผู้ชาย
เพิ่มสมรรถภาพทางเพศให้แก่ท่านชายได้อย่างดีเยี่ยม
เหมาะสำหรับผู้ชายที่อยากได้ต้องการกลับมาเป็นหนุ่มอีกที
ขายส่งกระชายดำ มีคุณประโยชน์ บำรุงร่างกาย ชูกำลัง
แก้จุกเสียด แก้ปวดท้อง ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว
ในเพศชาย กระชายดำช่วยทำนุบำรุงฮอร์โมนเพศ เพิ่มความสามารถ
ทางเพศ ช่วยทำให้อวัยวะแข็งนานขึ้น และในผู้หญิง
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษาอาการมดลูกพิการ มดลูกหย่อน
ปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศ นอกเหนือจากนั้นกระชายดำยังช่วยกระตุ้น
ระบบประสาท ช่วยให้นอนหลับเจริญขึ้น แก้โรคบิด ขับฉี่
และก็ช่วยรักษาอาการขัดเบา ช่วยขับพิษในร่างกาย และยังช่วย
รักษาโรคเกี่ยวกับช่องท้อง เนื่องจากมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียในไส้ได้
แคปซูลกระชายดำช่วยทำให้อวัยวะเพศชายแข็งได้ง่ายและก็บ่อยมากขึ้น มีช่วงเวลาสำหรับในการแข็งนาขึ้น แล้วก็สำหรับคนที่มิได้มีปัญหาดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วก็สามารถกินเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงขึ้นได้
นอกเหนือจากที่จะแคปซูลกระชายดำชูกำลังของ เพศชายแล้ว กระชายดำยังช่วยบำรุงรักษาโหลิตสตรี(บำรุงเลือดสตรี)
ช่วยแก้อาการตกขาวของเพศหญิง
ช่วยขับระดู ช่วยให้ระดูที่มาผิดปกติ กลับมาปกติ
ช่วยแก้โรคมดลูกพิการ มดลูกย่อนยานได้ โดยการนำเหง้าหรือหัวของ สมุนไพรกระชายดำ มาตำและสผมกับเหล้าขาว แล้วเอามาดื่ม
ช่วยขับพิษในร่างกาย
แก้อาการมือเท้าเย็น
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษา อาการเหน็บชา
ช่วยรักษาอาการปวดตามข้อ
ช่วยรักษาโรคเก๊า
สมุนไพรอื่นๆ
เจียวกู่หลานคุณประโยชน์แพทย์แผนจีนใช้ส่วนเหนือดินหรือใบเป็นยาแก้อักเสบแก้ไอ ขับเสมหะแก้หลอดลมอักเสบประเภทเรื้อรัง แพทย์แผนไทยใช้ส่วนที่เป็นก้านตากแห้งบดละเอียดด้วยเหมือนกันแก้เมื่อยล้า แก้แผลอักเสบ ช่วยให้ไม่อ่อนเพลียง่าย แคปซูลกระชายดำเจียวกู่หลาน ในเจียวกู่หลานมีสารจีแพนโนไซด์ (Gypenoside) ที่ออกฤทธิ์คล้ายกับจินเซนโนไซด์ พบได้ในโสม จึงทำให้มีคุณประโยชน์ในตำราเรียนยาแผนโบราณ คือ ช่วยบำรุงร่างกาย ชูกำลัง ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ รวมทั้งใช้ขับเสลด แก้ไอ แก้อักเสบ ทุเลาลักษณะของการปวดกระดูก ส่วนเจียวกู่หลานในการขายส่งกระชายดำหมอแผนปัจจุบันมีคุณประโยชน์ ลดไขมันและคลอเรสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงสำหรับเพื่อการกำเนิดโรคหัวใจ ปรับความสมดุลของระบบเลือด ลดระดับความดันโลหิต ควบคุมน้ำตาลในเลือด ปกป้องเบาหวาน ต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องความเสื่อมของเซลล์ต่างๆภายในร่างกายรับผลิตกระชายดำ[/url]อีกทั้งยังเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ปกป้องรักษาตับ ปกป้องโรคความจำไม่ดี ต้านทานเซลล์ของมะเร็ง ป้องกันการเกิดสภาวะอุดตันของเส้นโลหิตในสมองได้ขายส่งกระชายดำ
สรรพคุณชาเชียว

  • ชาเขียว มีส่วนสำหรับเพื่อการรักษาโรคปวดศีรษะไปจนกระทั่งโรคเศร้าใจได้อย่างดีเยี่ยม โดยประเทศจีนได้มีการใช้ชาเขียวสำหรับเพื่อการรักษาโรคต่างๆมาเป็นเวลามากยิ่งกว่า 4,000 ปีมาแล้ว
  • มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยสำหรับเพื่อการขับสารพิษ และก็ช่วยขับเหงื่อในร่างกาย
  • ช่วยแก้อาการเมามาย ทั้งยังยังทำให้สร่างเมาได้เป็นอย่างดีรับผลิตกระชายดำ
  • มีส่วนช่วยสำหรับการนำไปสู่การเจริญของกิน มีส่วนช่วยสำหรับการเพิ่มแบคทีเรียประเภทดีในไส้ ก็เลยมีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการล้างสารพิษและช่วยกำจัดพิษในลำไส้ได้
  • ช่วยคุ้มครองการเกิดลิ่มเลือดในร่างกาย
  • แคปซูลกระชายดำป้องกันตับจากพิษต่างๆรวมถึงโรคชนิดอื่นๆซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับตับได้
  • มีฤทธิ์สำหรับในการต้านทานอาการอักเสบ ต่อต้านจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งเชื้อไวรัส และช่วยต้านเชื้อ Botulinus และก็เชื่อ Staphylococcus
  • มีส่วนช่วยในการขับฉี่ และช่วยคุ้มครองปกป้องนิ่วในถุงน้ำดีและก็ในไต
  • ช่วยสำหรับในการห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลได้ช้าลง
  • มีส่วนช่วยสำหรับในการคุ้มครองปกป้องโรคข้ออักเสบรูมาติก ซึ่งเป็นโรคที่มีลักษณะอาการอักเสบบวมแดง มีผลทำให้ปวดเมื่อตามกล้ามและข้อต่อ โดยอาการลักษณะนี้ชอบกำเนิดกับวัยกลางคนขายส่งกระชายดำ
  • ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟเผา แล้วก็ช่วยทุเลาอาการผื่นผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย ใช้เป็นยากันยุง และแก้ผิวร้อนแห้งได้เป็นอย่างดี
  • มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการนำมาซึ่งการคลายอารมณ์อารมณ์ ช่วยระบายความร้อนที่เกิดกับศีรษะและก็เบ้าตา ก็เลยทำให้ตาสว่าง ไม่ง่วงงุน แถมยังทำให้หายใจสดชื่นได้อีกด้วยรับผลิตกระชายดำ
  • ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย และก็ท้องบิดได้อย่างดีเยี่ยม
  • มีส่วนช่วยสำหรับการแก้อาการกระหายน้ำ ช่วยสำหรับในการระบายความร้อนให้ออกจากปอด แถมยังช่วยขับเสมหะได้อีกด้วย


Tags : ขายส่งกระชายดำ,รับผลิตกระชายดำ

หน้า: [1] 2 3 ... 11