แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 9
1
ส้มป่อย
ชื่อสมุนไพร ส้มป่อย
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  ส้มขอน , ส้มคอน (ไทยใหญ่,แม่ฮ่องสอน) , ส้มพอดี (อีสาน) , ผ่อชิละ ผ่อชิบูทู (กะเหรี่ยง)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia concinna (Willd.) DC.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Acacia rugata (Lam.) Merr., Mimosa concinna (Willd.) DC.
ตระกูล FABACEAE
ถิ่นเกิด ส้มป่อย เป็นพืชที่เป็นที่รู้จักดันดีในประเทศไทย โดยยิ่งไปกว่านั้นภาคเหนือที่นับว่าส้มป่อยเป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคล โดยมีความเห็นว่าถ้าเกิดบ้านใดมีต้นส้มป่อยในบ้าน จะช่วยคุ้มครองป้องกันเพศภัยและก็เคราะห์ต่างๆให้ปลดปล่อยออกไปจากบ้านดังชื่อของส้มป่อย แล้วก็ฝักของส้มป่อยก็ใช้แช่น้ำเชื่อว่าจะทำให้เป็นน้ำที่มีความศักดิ์สิทธิ์ใช้ปัดเป่าสิ่งเลวร้ายต่างๆได้ ซึ่งส้มป่อยนี้เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ตัวอย่างเช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย , เมียนมาร์ , ลาว , กัมพูชา , มาเลเซีย , และประเทศในทวีปเอเชียใต้ อย่างเช่น อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ ฯลฯ  ส้มป่อยเป็นไม้ที่มีความคงทนต่อสภาพแห้งก้าวหน้า พบมากขึ้นตามป่าคืนสภาพ ป่าดงดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ที่ราบตีนเขา รวมทั้งที่รกร้างว่างเปล่าทั่วๆไป  ในประเทศไทยสามารถเจอได้ทุกภาคของประเทศ
ลักษณะทั่วไป ส้มป่อยจัดเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยซึ่งจะ พิงพันต้นไม้อื่นได้โดยประมาณ สูง 3-6 เมตร เถามีเนื้อแข็ง ผิวเรียบสีน้ำตาล ขนาดใหญ่ มีหนามเล็กแหลมตามลำต้น กิ่งไม้และก็ใบ ไม่มีมือเกาะจะเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น เถาอ่อนสีน้ำตาลแดง มีขนกำมะหยี่หรือขนสั้นดกนุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ช่อใบย่อย 5-10 คู่ ใบย่อย 10-35 คู่ ต่อช่อ ใบย่อยรูปขอบขนาน ขนาดเล็ก ออกเรียงตรงข้าม ปลายใบมนหรือแหลม ที่ปลายเป็นติ่งหนามแหลมอ่อนโค้ง โคนใบตัด ขอบใบครึ้มเรียบ แผ่นใบเรียบ ก้านใบยาว 3.6-5.0 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่มแล้วก็หนาแน่น เจอก้อนนูนสีน้ำตาลเหมือนต่อม 1 อัน อยู่ที่โคนก้านใบ ศูนย์กลางยาว 6.6-8.5 ซม. ก้านใบย่อยสั้นมากมาย ยาว 0.5 มิลลิเมตร หรือน้อยกว่า หมดจด และมีขนนุ่มหนาแน่น ดอกเป็นช่อกลุ่มกลม ออกตามซอกใบข้างลำต้น 1-3 ช่อดอกต่อข้อ ขนาด 0.7-1.3 ซม. มี 35-45 ดอก ก้านช่อดอกยาว 2.5-3.2 มม. มีขนนุ่มหนาแน่น ใบแต่งแต้มดอก 1 อัน รูปแถบ ยาวไม่เกิน 1 มม. โคนสอบเรียว สีแดง มีขนกระจัดกระจายทั่วๆไป ดอกขนาดเล็กอัดแน่นอยู่เป็นแกนดอก กลีบเป็นหลอด สีขาวนวล กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ 5 กลีบ กลีบเลี้ยง หลอดกลีบกว้าง 1.0-1.5 มิลลิเมตรยาว 2.5-3.0 ซม. ปลายแหลม สีแดง อาจมีสีขาวปนนิดหน่อย กลีบ หลอดกลีบกว้าง 1.0-1.5 มม. ยาว 3.5-4.0 มิลลิเมตร มีขนบางส่วนที่ปลายกลีบ เกสรเพศผู้ 200-250 อัน ยาว 4-6 มม. เกสรเพศเมีย รังไข่ยาว 1 มม. มี 10-12 ออวุล มีก้านรังไข่ยาว 1 มม. ก้านรวมทั้งยอดเกสรเพศเมียยาว 2.5-3.5 มิลลิเมตร สีขาวอมเหลืองหรือสีเขียวอมเหลือง ผลเป็นฝักรูปขอบขนาน แบนยาว ครึ้ม ขนาด กว้าง 1.3-1.4 เซนติเมตร ยาว 7.0-9.3 ซม. ฝักอ่อนเปลือกสีเขียวอมแดง เมื่อแก่สีน้ำตาลเข้ม ผิวฝักเป็นลอนคลื่นเป็นข้อ ปลายฝักมีหางแหลม สันฝักหนา ผิวร่นมากเมื่อแห้ง ก้านผลยาว 2.8-3.0 เซนติเมตร แต่ละผลมี 5-12 เม็ด เมล็ดสีดำ แบนรี ผิวมัน กว้าง 4-5 มิลลิเมตร ยาว 7-8 มิลลิเมตร มีดอกราวม.ค.ถึงเดือนพฤษภาคม ติดผลพ.ค.ถึงตุลาคม
การขยายพันธุ์ ส้มป่อยมักจะเจอได้ในป่าเบญจพรรณและก็ป่าดงดิบแล้วบริเวณที่ราบตีนเขาส่วนการขยายพันธุ์  ส้มป่อยนั้นสามารถทำได้ด้วยกรรมวิธีเพาะเม็ดแล้วก็การปักชำ แม้กระนั้นแนวทางที่เป็นที่ชื่นชอบกันมากมายเป็นการปักชำ โดยตัดกิ่งแก่ให้ยาวราวๆ 50 ซม.มาปักชำในกระถางหรือในบริเวณที่ต้องการจะเพาะชำ ซึ่งในกระถางหรือรอบๆดังกล่าควรจะมีความชุ่มชื้นมากมาย แล้วก็รดน้ำทุกวันจนถึงกิ่งที่ชำเกิดรากแล้วจึงย้ายลงหลุมที่จะปลูกถัดไป สำหรับการปลูกส้มป่อยนั้นควรปลูกเอาไว้ในกลางแจ้งหรือที่ๆมีแสงมาก สามารถปลูกได้ในดิน      Malic acid ที่มา : Wikipedia     ทุกประเภทที่มีการระบายน้ำได้ดิบได้ดี เพราะเหตุว่าส้มป่อยถูกใจความชุ่มชื้นปานกลางถึงน้อยแล้วก็ถูกใจแสงแดดมากมาย ส่วนการดูแลรักษานั้น ส้มป่อยไม่ค่อยมีโรคแล้วก็ศัตรูพืชมากมาย แม้กระนั้นควรตัดแต่งกิ่งหรือทำค้างให้ลำต้นของส้มป่อยพันเลื้อยขึ้นไปเพื่อสะดวกสำหรับในการเก็บเกี่ยวผลิตผลของส้มป่อย
องค์ประกอบทางเคมี ฝักมีสารซาโปนิน 20.8% ได้แก่ acasinin       Tannin   ที่มา : Wikipedia
A, B, C, D และ E   azepin , tannin , malic  acid , concinnamide, lupeol , machaerinic acid , menthiafolic, sonuside, sitosterol ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของส้มป่อยมีดังนี้
คุณประโยชน์ทางโภชนาการ ส้มป่อย 100 กรัม ประกอบด้วย  น้ำ 85.6  กรัม  แคลเซียม 95 มิลลิกรัม ไทอะมีน 0.04 มก. เบต้าแคโรทีน 6568 ไมโครกรัม ไนอะซิน 1.1 มิลลิกรัม วิตามินเอรวม 1095 RE วิตามินซี 6 มก. วิตามินอี 6.7 มก.                                 
ประโยชน์/สรรพคุณ ยอดอ่อน และก็ใบอ่อน ของส้มป่อย ใช้กินเป็นผักรวมทั้งเครื่องปรุงรส ช่วยทำให้ของกินมีรสเปรี้ยว และช่วยดับกลิ่น คาวปลา ยอดนำมาประกอบอาหารได้หลายสิ่งหลายอย่าง เป็นต้นว่า machaerinic acid ที่มา : Wikipedia  แกงส้ม ต้มปลา ต้มกะทิปลาเค็ม น้ำของฝักส้มป่อย ใช้ขัดเครื่องเงิน เครื่องทองหยองให้เงางามได้ ฝักแก่แห้งเอามาต้มเอาน้ำใช้สระผมแก้รังแค แก้อาการคันศีรษะ บำรุงเส้นผม ทำให้ผมเปียกชื้นเป็นเงาสวย เป็นยาปลูกผม แล้วก็คุ้มครองป้องกันผมหงอกก่อนวัย  ใบส้มป่อยสามารถเอามาสกัดทำเป็นสีย้อมเส้นไหมได้ โดยสีที่ได้คือสีเขียวอ่อน สีเหลืองอ่อน สีน้ำตาลอ่อน หรือสีครีม  ในด้านของความเชื่อถือส้มป่อยนับว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของชาวล้านนา โดยประชาชนจะใช้ฝักในพิธีกรรมทำน้ำมนต์เพื่อสะเดาะเคราะห์ ใช้ในงานมงคล ทำน้ำมนต์รดน้ำดำหัวคนแก่ในตอนเทศกาลวันสงกรานต์  หรือใช้รดน้ำพระพระพุทธรูป  ทั้งส้มป่อยยังจัดเป็นไม้มงคลของชาวไทย โดยเชื่อว่าการปลูกส้มป่อยจะช่วยขับไล่ไสส่งภูตผีปีศาจรวมทั้งเรื่องเลวร้ายไม่ให้มารบกวน ช่วยเสริมหรือคืนอำนาจให้ผู้มีถลาติดอยู่เวทมนตร์ โดยกำหนดให้ปลูกไว้ทางทิศเหนือ  ส่วนสรรพคุณทางยาของส้มป่อยนั้นมีดังนี้
ใบ แก้โรคตา ชำระมูกมันในไส้ ยาถ่ายเสลด ถ่ายระดูขาว แก้บิด ฟอกล้างโลหิตเมนส์ ประคบให้เส้นเอ็นหย่อน ใบใช้ในสูตรยาอบสมุนไพร มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆช่วยชะล้างสิ่งสกปรก เพิ่มความต้านทานโรคให้กับผิวหนัง บำรุงผิวพรรณ แก้หวัด แก้เมื่อย สูตรยาลูกประคบสมุนไพร ช่วยทำนุบำรุงผิว แก้โรคผิวหนัง ลดความดัน  ใบตำห่อผ้าประคบเส้นให้เส้นอ่อน ใช้ใบอ่อน ต้มเอาน้ำผสมกับน้ำผึ้ง กินเป็นยาขับปัสสาวะ ฝัก มีรสเปรี้ยว เป็นยาถ่าย ขับเสลด แก้ไอ แก้บิด แก้ไข้จับสั่น ฝักปิ้งให้เหลือง ชงน้ำจิบแก้ไอ ขับเสลด แก้น้ำลายเหนียว เป็นยาถ่ายทำให้อาเจียน แก้ซางในเด็ก ใช้สระผม ทำให้ผมเปียกชื้นเป็นเงางาม ไม่มีรังแค ต้มน้ำอาบข้างหลังคลอด ฝักตำพอกหรือชุบสำลีปิดแผลโรคผิวหนัง เปลือกฝัก รสขมเปรี้ยวเผ็ดปร่า เจริญอาหาร กัดเสมหะ แก้ไอ ต้น รสเปรี้ยวฝาด เป็นยาระบาย แก้โรคตาแดง แก้น้ำตาทุพพลภาพ  ยอดอ่อน นำมาต้มน้ำ รวมทั้งผสมกับน้ำผึ้งดื่มเป็นยาช่วยขับเยี่ยว หรือเอามาตำรวมกับขมิ้นอ้อย แล้วใส่น้ำมันพืชน้อย หมกไฟเพียงพออุ่น นำไปพอกแก้ฝี ดอก รสเปรี้ยว ฝาด มัน แก้เอ็นที่พิการให้บริบูรณ์ ใบและก็ฝัก ต้มอาบ ชำระล้าง บำรุงผิว ราก รสขม แก้ไข้
บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5)    ปรากฏการใช้ใบและฝักส้มป่อย ร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ เป็นยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร ตำรับ “ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง” ประกอบด้วย ดีเกลือฝรั่ง ยาดำ ใบมะกา ใบมะขาม ใบส้มป่อย ฝักคูน รากขี้กาแดง รากขี้กาขาว รากตองแตก ฝักส้มป่อย สมอไทย สมอดีงู เถาวัลย์เปรียง ขี้เหล็ก หัวหอม ต้นหญ้าไทร ใบไผ่ป่า คุณประโยชน์ แก้อาการท้องผูก ในกรณีที่ใช้ยาอื่นแล้วไม่ได้เรื่อง
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้   แก้ไอ ด้วยการใช้ฝักเอามาปิ้งให้เหลืองแล้วชงกับน้ำจิบกินเป็นยา หรือจะใช้เปลือกเอามาแช่กับน้ำกินทำให้เปียกแฉะคอแก้ไอได้  เมล็ดนำมาคั่วให้เกรียมแล้วบดอย่างละเอียด ใช้เป่าจมูก ทำให้คันจมูกและทำให้จามได้  ยอดอ่อนหรือใบอ่อนเอามาต้มกับน้ำ และก็ผสมกับน้ำผึ้งใช้ดื่มรับประทานเป็นยาช่วยขับเยี่ยว  ยอดอ่อนเอามาตำผสมกับขมิ้นอ้อย แล้วใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย หมกไฟพอเพียงอุ่น แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปพอกจะช่วยแก้ฝี แก้พิษฝี ทำให้ฝีแตกเร็วหรือยุบไป ส่วนอีกวิธีใช้รากส้มป่อยนำมาฝนใส่น้ำปูนใสทาบริเวณที่เป็นฝี  ใบใช้ตำประคบหรือตำห่อผ้าประคบเส้นช่วยทำให้เส้นเอ็นอ่อน แก้เส้นเอ็นทุพพลภาพ ปวดเมื่อย  ช่วยให้สตรีตั้งครรภ์คลอดได้ง่าย ด้วยการใช้ฝักส้มป่อยราวๆ 3-7 ข้อ เอามาต้มกับน้ำอาบช่วงเวลาเย็น โดยให้อาบก่อนคลอด 2-3 วัน แต่ห้ามอาบมากเพราะว่าจะมีผลให้รู้สึกร้อน
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา สารสกัดน้ำจากผล ความเข้มข้น 20 มิลลิกรัม/มล. มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Epidermophyton floccosum ในหลอดทดสอบ แต่ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา Trichophyton rubrum และ Microsporum gypseum เหมือนกับสารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 100 มิลลิกรัม/มล. ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา T. rubrum, M. gypseum และ E. floccosum
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อยีสต์ สารสกัดน้ำ และสารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 100 และ 200 มก./มิลลิลิตร ตามลำดับ รวมทั้งสารสกัดน้ำจากส้มป่อย (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้แล้วก็ความเข้มข้น) ไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อยีสต์ Candida albicans
  • ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดน้ำแล้วก็สารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 100 และ 200 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ แล้วก็สารสกัดน้ำจากส้มป่อย (ไม่ระบุส่วนที่ใช้และก็ความเข้มข้น) ไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus
  • เมื่อปี ค.ศ.2006 ที่ประเทศอินเดีย ได้กระทำการทดลองสารสกัดจากดอกส้มป่อยกับหนูเพศผู้ โดยการให้สารสกัดในขนาด 50 มก.ต่อกิโลกรัม โดยใช้ระยะเวลาการทดสอบนาน 3 อาทิตย์ ผลของการทดสอบพบว่า ค่าคอเลสเตอรอลในเลือดของตัวทดลองลดน้อยลง ไตรกลีเซอไรด์น้อยลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และสารสกัดจากส้มป่อยยังส่งผลลดน้ำอสุจิแล้วก็ endometrial glands ในมดลูก มีการเปลี่ยนแปลงในชั้นเซลล์ในมดลูก สรุปว่าสมุนไพรส้มป่อยสามารถใช้เป็นยาคุมกำเนิดได้ด้วย
  • สารสกัดซาโปนินจากเปลือกส้มปอยและสารสกัดเอทานอลและก็น้ำ ในอัตราส่วน 1:1 มีฤทธิ์ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก โดยค่าดัชนีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงพอๆกับ 1,350
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา  หลักฐานความเป็นพิษรวมทั้งการทดลองความเป็นพิษ
          เมื่อให้สารสกัดจากใบและก็ลำต้น (ไม่ระบุสารสกัดที่ใช้) และก็สารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากใบแล้วก็ลำต้น ขนาด 10 ก./กก. ทางสายยางให้อาหารหนูถีบจักร ไม่พบพิษ เมื่อฉีดสารสกัดจากใบและลำต้น (ไม่ระบุสารสกัดที่ใช้) ขนาด 10 กรัม/กก. เข้าใต้ผิวหนังหนูถีบจักร ไม่เจอพิษเช่นกัน รวมทั้งเมื่อฉีดสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินเข้าช่องท้องหนูถีบจักร มีค่า LD50พอๆกับ 125 มก./กิโลกรัม
          ส่วนสกัดซาโปนินจากเปลือก (ไม่กำหนดความเข้มข้น) และสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้) มีฤทธิ์ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก ค่าดัชนีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงเท่ากับ 1,350
          สาร acacic acid จากเปลือก (ไม่ระบุความเข้มข้น) มีฤทธิ์ฆ่าสเปิร์ม แล้วก็ส่วนสกัดซาโปนินจากเปลือก ความเข้มข้น 0.004% มีฤทธิ์ฆ่าสเปิร์มในคนเพศชาย
          สารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดิน ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ CA-9KB ขนาดของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ครึ่งเดียว มากยิ่งกว่า 20 มคกรัม/มิลลิลิตร สารสกัดเมทานอล 75% จากผลเป็นพิษต่อเซลล์ Fibrosarcoma HT-1080 ความเข้มข้นของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ครึ่งหนึ่งเท่ากับ 2.1 มคก./มิลลิลิตร โดยมีสารที่ออกฤทธิ์เป็น Kinmoonosides A, B รวมทั้ง C มีขนาดของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ครึ่งหนึ่งเท่ากับ  4.89,  1.43,  รวมทั้ง  1.87 มคกรัม/มล. ตามลำดับ  ส่วนสารสกัดเมทานอล  ส่วนสกัดที่ละลายน้ำ  สารสกัดเมทานอล:เอทานอล (1:1) จากผล เป็นพิษต่อเซลล์ Fibrosarcoma HT-1080 อย่างอ่อน ความเข้มข้นของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ครึ่งหนึ่งเท่ากับ 10, 17.9 และ 21.5 มคกรัม/มล. ตามลำดับ สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดอะซีโตน ส่วนสกัดที่ละลายน้ำ สารสกัดเมทานอลแล้วก็สารสกัดเมทานอล:เอทานอล (1:1) จากผล เป็นพิษต่อเซลล์ CA-Colon-26-L5 อย่างอ่อน
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรตรึกตรอง ถึงแม้ในปัจจุบันไม่มีข้อมูลในด้านข้อควรพิจารณาสำหรับการใช้ส้มป่อยแต่ว่าอย่างไรก็ดีส้มป่อยก็ยังเป็นเสมือนสมุนไพรชนิดอื่นๆที่ควรมีการระมัดระวังสำหรับการกินถ้าหากรับประทานเป็นอาหารหรือส่วนประกอบของอาหารคงไม่มีอันตรายอะไร แม้กระนั้นถ้าหากจะใช้เพื่อคุณประโยชน์ทางยานั้นควรจะใช้แต่พอดี ไม่ใช้ในปริมาณที่มากและไม่ควรที่จะใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะเหตุว่าอาจไม่ดีต่อสุขภาพได้
เอกสารอ้างอิง

  • มงคล โมกขะสมิต กมล สวัสดีมงคล ประยุทธ สาตราวาหะ.  การศึกษาพิษของสมุนไพรไทย.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2514;13:36-66.
  • ส้มป่อย.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  “ส้มป่อย (Som Poi)”.  หน้า 282.
  • วันดี อวิรุทธ์นันท์ แม้นสรวง วุฒิอุดมเลิศ.  ฤทธิ์ต้านเชื้อราของพืชสมุนไพร.  วารสารเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล 2536;10(3):87-9.
  • Banerji R, Prakash D, Misra G, et al.  Cardiovascular and hemolytic activity of saponins.  Indian Drugs 1981;18(4):121-4.
  • วไลพร พงวิรุฬห์ วีณา ถือวิเศษสิน วีณา จิรัจฉริยากูล และคณะ.  ดัชนีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงในมาตรฐานสมุนไพรไทย.  โครงการพิเศษ ม.มหิดล, 2531-2532.
  • ส้มป่อย.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. http://www.disthai.com/
  • หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “ส้มป่อย”.  หน้า 33.
  • Avirutnant W, Pongpan A.  The antimicrobial activity of some Thai flowers and plants.  Mahidol Univ J Pharm Sci 1983;10(3):81-6.
  • ส้มป่อย.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด.  (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก).  “ส้มป่อย”  หน้า 178.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;12(2/4):36-65.
  • Banerji R, Nigam SK.  Chemistry of Acacia concinna and a Cassia bark.  J Indian Chem Soc 1980;57:1043-4.
  • Ikegami F, Sekine T, Hjima O, Fujii Y, Okonogi S, Murakoshi I.  Anti-dermatophyte activities of “tea seed cake” and “pegu – catechu”.  Thai J Pharm Sci 1993;17(2):57-9.
  • ส้มป่อย.ฐานข้อมูลความปลอดภัยของสมุนไพรที่มีการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Tezuka Y, Honda K, Banskota AH, Thet MM, Kadota S.  Kinmoonosides A-C, three new cytotoxic saponins from the fruits of Acacia concinna, a medicinal plant collected in Myanmar.  J Nat Prod 2000;63:1658-64.
  • Banergi R, Srivastava AK, Misra G, Nigam SK, Singh S, Nigam SC, Saxena RC.  Steroid and triterpenoid saponins as spermicidal agents.  Indian Drugs 1979;17(1):6-8.
  • Bhakuni DS, Dhar ML, Dhar MM, Dhawan BN, Gupta B, Srimali RC.  Screening of Indian plants for biological activity. Part III.  Indian J Exp Biol 1971;9:91.


2

โรคออทิสติก (Autistic spectrum disorder)
โรคออทิสติกเป็นอย่างไร “ออทิสติก” (Autism Spectrum Disorder) เป็นโรคที่มีชื่อเรียกนานัปการ และก็มีการเปลี่ยนแปลงการเรียกชื่อเป็นระยะ ดังเช่นว่า ออทิสติก (Autistic Disorder), ออทิสซึม (Autism), ออทิสติก สเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder), พีดีดี (Pervasive Developmental Disorders; PDDs), พีดีดี เอ็นโอเอส (PDD, Not Otherwise Specified) แล้วก็แอสเพอร์เกอร์ (Asperger’s Disorder)  จนถึงในตอนนี้ก็เลยมีการตกลงใช้คำว่า “Autism Spectrum Disorder” ตามเกณฑ์คู่มือการวิเคราะห์โรคด้านจิตเวชฉบับปัจจุบัน DSM-5 ของชมรมจิตแพทย์อเมริกัน ซึ่งใช้อย่างเป็นทางการในระดับสากลตั้งแต่ปี พุทธศักราช2556 สำหรับในภาษาไทย ใช้ชื่อว่า “ออทิสติก” โรคออทิสติก(Autistic Disorder) หรือ ออทิสซึม(Autism) เป็นความไม่ดีเหมือนปกติของวิวัฒนาการเด็กต้นแบบหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะบุคคล  เป็นโรคที่มีต้นเหตุจากความเปลี่ยนไปจากปกติของสมอง ทำให้มีความผิดพลาดของความก้าวหน้าหลายด้าน คือ กลุ่มอาการความผิดปกติ 3 ด้านหลักคือ

  • ภาษาและก็การสื่อความหมาย
  • การผลิตความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
  • พฤติกรรมและก็ความพอใจแบบเฉพาะซ้ำเดิมซึ่งชอบเกี่ยวพันกับกิจวัตรประจำวันรวมทั้งการเคลื่อนไหว ซึ่งอาการเหล่านี้กำเนิดในช่วงต้นของชีวิต มักเริ่มมีลักษณะก่อนอายุ 3 ปี


คำว่า “Autism” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ว่า “Auto” ซึ่งมีความหมายว่า Self คือ แยกตัวอยู่ตามลำพังในโลกของตนเอง เปรียบมีกำแพงใส หรือกระจกเงา กั้นบุคคลเหล่านี้ออกมาจากสังคมรอบกาย
ประวัติความเป็นมา ปี พุทธศักราช2486 มีการรายงานคนป่วยเป็นครั้งแรก โดยนายแพทย์ลีโอ แคนเนอร์ (Leo Kanner) จิตแพทย์ สถาบันจอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา รายงานคนเจ็บเด็กจำนวน 11 คน ที่มีลักษณะแปลกๆเป็นต้นว่า พูดเลียนเสียง บอกช้า ติดต่อไม่เข้าใจ ทำซ้ำๆเกลียดความเคลื่อนไหว ไม่สนใจคนอื่นๆ เล่นไม่เป็น แล้วก็ได้ติดตามเด็กอยู่นาน 5 ปี พบว่าเด็กกลุ่มนี้แตกต่างจากเด็กที่ผิดพลาดทางปัญญา ก็เลยเรียกชื่อเด็กที่มีลักษณะอาการเช่นนี้ว่า “Early Infantile Autism”
ปี พ.ศ.2487 แพทย์ฮานส์ แอสเพอร์เกอร์ (Hans Asperger) กุมารแพทย์ ชาวออสเตรีย ชี้แจงถึงเด็กที่มีลักษณะเข้าสังคมตรากตรำ หมกมุ่นอยู่กับแนวทางการทำอะไรซ้ำๆแปลกๆแต่คุยเก่งมาก รวมทั้งดูเหมือนจะเฉลียวฉลาดด้วย เรียกชื่อเด็กที่มีลักษณะเช่นนี้ว่า “Autistic Psychopathy” ปี พุทธศักราช2524 Lorna Wing นำมาอ้างอิงถึง ออทิสติกในความหมายของแอสเพอร์เกอร์ คล้ายคลึงกับของแคนเนอร์มากมาย นักวิจัยรุ่นหลังจึงสรุปว่า หมอ 2 คนนี้พูดถึงเรื่องเดียวกัน แต่ว่าในเนื้อหาที่แตกต่างกัน ซึ่งในปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน คือ “Autism Spectrum Disorder”
                จากการเล่าเรียนระยะต้นเจออัตราความชุกของโรคออทิสติกโดยประมาณ 4-5 รายต่อ 10000 ราย แต่กล่าวในระยะหลังพบอัตราความชุกเยอะขึ้นในประเทศต่างๆทั้งโลก เป็น 20-60 รายต่อ 10000 ราย ความชุกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆนี้ ส่วนหนึ่งส่วนใดมาจากความรู้เรื่องออทิสติกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การใช้เครื่องมือสำหรับเพื่อการวินิจฉัยที่แตกต่างกัน รวมถึงจำนวนผู้ป่วยที่อาจมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ โรคออทิสติกเจอในเพศชายมากยิ่งกว่าเพศหญิงอัตราส่วนราวๆ 2-4:1 อัตราส่วนนี้สูงมากขึ้นในกรุ๊ปเด็กที่มีอาการน้อยและในทางตรงกันข้ามอัตราส่วนผู้ชายต่อผู้หญิงลดน้อยลงในกลุ่มที่มีภาวการณ์ปัญญาอ่อนร้ายแรงร่วมด้วย
ต้นเหตุของโรคออทิสติก  มีความพยายามในการค้นคว้าถึงสิ่งที่ทำให้เกิดออทิสติก แต่ก็ยังไม่รู้สาเหตุของความเปลี่ยนไปจากปกติที่กระจ่างได้ ในปัจจุบันมีหลักฐานเกื้อหนุนแจ่มแจ้งว่ามีเหตุมาจากหลักการทำงานของสมองที่ผิดปกติ มากยิ่งกว่าสำเร็จจากสภาพแวดล้อม
            ในอดีตเคยเชื่อว่าออทิสติก มีสาเหตุมาจากการอุปถัมภ์ในลักษณะที่เย็นชา (Refrigerator Mother) (พ่อแม่ที่ประสบผลสำเร็จในเรื่องงาน จนถึงความเกี่ยวเนื่องระหว่างบิดามารดากับลูกมีความห่างเหินเย็นชา ซึ่งมีการเปรียบว่า เป็นบิดามารดาตู้เย็น) แม้กระนั้นจากหลักฐานข้อมูลในขณะนี้รับรองได้แจ่มแจ้งว่า ต้นแบบการอุปการะไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เป็นออทิสติก แม้กระนั้นหากเลี้ยงอย่างเหมาะสมก็จะสามารถช่วยให้เด็กปรับปรุงได้มาก
           แม้กระนั้นในขณะนี้นักวิจัย/นักวิทยาศาสตร์ พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านกรรมพันธุ์สูงมากมาย มีความเชื่อมโยงกับโครโมโซมหลายตำแหน่ง ดังเช่นว่า ตำแหน่งที่ 15q 11-13, 7q แล้วก็ 16p เป็นต้น รวมทั้งจากการศึกษาเล่าเรียนในฝาแฝด พบว่าคู่แฝดเหมือน ซึ่งมีรหัสพันธุกรรมเช่นเดียวกัน มีโอกาสเป็นออทิสติกทั้งคู่สูงยิ่งกว่าแฝดไม่เหมือนอย่างเห็นได้ชัด
                และการเล่าเรียนทางด้านกายตอนและสารสื่อประสาทในสมองของผู้ป่วยออทิสติก จากอีกทั้งทางรูปรังสี สัญญาณคลื่นสมอง สารเคมีในสมองรวมทั้งชิ้นเนื้อ พบความไม่ปกติหลายสิ่งหลายอย่างในคนไข้ออทิสติกแต่ยังไม่พบรูปแบบที่จำเพาะ ในทางกายตอนพบว่าสมองของคนเจ็บออทิสติกมีขนาดใหญ่กว่าของคนทั่วๆไป และก็นิดหน่อยของสมองมีขนาดผิดปกติ ตำแหน่งที่มีรายงานเจอความไม่ดีเหมือนปกติของเนื้อสมอง ได้แก่ brain stem, cerebellum, limbic system แล้วก็ บางตำแหน่งของ cerebral cortex
                นอกเหนือจากนี้การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ในคนป่วยออทิสติก พบความแตกต่างจากปกติปริมาณร้อยละ 10-83 เป็นความผิดปกติของคลื่นกระแสไฟฟ้าสมองแบบไม่เจาะจง  (non-specific abnormalities) อุบัติการณ์ของโรคลมชักในเด็กออทิสติกสูงขึ้นยิ่งกว่าของคนทั่วๆไปเป็น พบปริมาณร้อยละ 5-38 นอกเหนือจากนั้นยังมีการเรียนเกี่ยวกับสารสื่อประสาทหลายอย่างโดยยิ่งไปกว่านั้น  serotonin ที่ศึกษาค้นพบว่าสูงมากขึ้นในคนเจ็บบางราย แม้กระนั้นก็ยังไม่ได้บทสรุปที่แน่ชัดถึงความเกี่ยวเนื่องของความเปลี่ยนไปจากปกติกลุ่มนี้กับการเกิดออทิสติก
                ในขณะนี้สรุปได้ว่า ต้นสายปลายเหตุจำนวนมากของออทิสติกมีเหตุที่เกิดจากพันธุกรรมแบบหลายต้นเหตุ (multifactorial inheritance) ซึ่งมียีนที่เกี่ยวโยงหลายตำแหน่งและมีภูเขามิไวรับ (susceptibility) ต่อการเกิดโรคที่มีสาเหตุเนื่องมาจากการสัมผัสสภาพแวดล้อมต่างๆ
ลักษณะโรคออทิสติก การที่จะทราบว่าเด็กคนไหนกันเป็นหรือเปล่าเป็นออทิสติกนั้น  เริ่มต้นจะพินิจได้จากการกระทำในวัยเด็ก    ซึ่งสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ขวบปีแรก       บิดามารดาอาจจะมองเห็นตั้งแต่ความเกี่ยวข้องด้านสังคมกับคนอื่นๆ  ด้านการสื่อความหมาย    มีความประพฤติที่ทำอะไรซ้ำๆ    การกระทำจะเริ่มแสดงกระจ่างแจ้งมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเด็กอายุราวๆ 2 ขวบครึ่ง หรือ 30  เดือน  โดยมีลักษณะปรากฏเด่นชัดในเรื่องความช้าด้านการพูดแล้วก็การใช้ภาษา      ด้านความเกี่ยวข้องกับสังคมพิจารณาได้จากการที่เด็กจะไม่มองตา  ไม่แสดงออกทางสีหน้าและอิริยาบถเสมือนไม่สนใจ  จะผูกสัมพันธ์หรือเล่นกับใครกันแน่  และไม่สามารถแสดงออกทางอารมณ์ให้สมควรได้เมื่ออยู่ในสังคม   สามารถแยกเป็นด้าน อย่างเช่น

  • ความผิดพลาดสำหรับการมีความสัมพันธ์ด้านสังคม (impairment in social interaction) ความผิดพลาดสำหรับการมีปฏิสัมพันธ์ทางด้านสังคมเป็นอาการสำคัญของออทิสติก ซึ่งมีระดับความรุนแรงที่นาๆประการ ถึงแม้ว่าเด็กออทิสติกสามารถสร้างความผูกพันโดยเพียรพยายามที่จะอยู่ใกล้ผู้อุปการะ แต่ว่าสิ่งที่ต่างจากเด็กทั่วๆไปคือ การขาดความรู้สึกแล้วก็ความพอใจร่วมกับคนอื่นๆ  (attention-sharing behaviours) ไม่อาจจะเข้าใจหรือรับรู้ว่าผื่อนกำลังคิดหรือรู้สึกเช่นไร ฯลฯ


ถึงแม้เด็กออทิสติกที่หรูหราสติปัญญาปกติ ก็ยังมีความผิดพลาดในด้านการเข้าสังคม อย่างเช่น ไม่รู้วิธีการเริ่มหรือจบทบสนทนา พ่อแม่บางบุคคลบางทีอาจสังเกตเห็นความไม่ดีเหมือนปกติในด้านสังคมตั้งแต่ในขวบปีแรก และก็เมื่อเด็กไปสู่วัยศึกษา อาการจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น เนื่องจากเหตุการณ์ทางด้านสังคมที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ เด็กจะไม่สามารถเข้าใจหรือรับทราบว่าผู้อื่นกำลังคิดหรือรู้สึกเช่นไรกับเพื่อนฝูงได้ยาก มักถูกเด็กอื่นคิดว่าแปลกหรือเป็นตัวตลกขบขัน

  • ความบกพร่องสำหรับเพื่อการติดต่อ (impairment in communication) เด็กออทิสติกจำนวนมากมีปัญหาพูดช้า ซึ่งเป็นอาการนำสำคัญที่ทำให้ผู้ดูแลพาเด็กมาเจอหมอ การใช้ภาษาของเด็กออทิสติกมักเป็นในรูปแบบของการท่องจำซ้ำๆและไม่สื่อความหมาย อาจมีการพูดซ้ำคำท้ายประโยค ใช้คำสรรพนามไม่ถูกต้องพูดจาวกไปวนมาอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือใช้น้ำเสียงจังหวะเพลงการพูดที่ไม่ปกติ


เด็กออทิสติดบางบุคคลเริ่มพูดคำแรกเมื่ออายุ 2-3 ปี การใช้ภาษาในระยะแรกจะเป็นการพูดทวนสิ่งที่ได้ยิน ส่วนในเด็กที่หรูหราสติปัญญาปกติหรือใกล้เคียงธรรมดาจะมีความเจริญทางภาษาที่ออกจะดี แล้วก็สามารถใช้ประโยคในการติดต่อได้เมื่ออายุโดยประมาณ 5 ปี เมื่อถึงวัยเรียนความผิดพลาดด้านภาษายังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการพูดคุยกันโต้ตอบ บางทีอาจพูดจาวกวน บอกเฉพาะในเรื่องที่ตนพึงพอใจ รวมทั้งมีปัญหาที่ภาษาที่เป็นนามธรรม หรือพูดไม่ถูกกาลเทศะ

  • การกระทำและความสนใจแบบเฉพาะเจาะจงซ้ำเดิมเพียงแต่ไม่กี่จำพวก (restricted, repetitive and stereotypic behaviors and interests) ความประพฤติปฏิบัติบ่อยๆเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัด ก็เลยช่วยในการวินิจฉัยโรคได้ดี พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นความประพฤติทางกายแล้วก็การเคลื่อนไหวที่จำกัดอยู่กับความพึงพอใจในกิจกรรมหรือสิ่งของไม่กี่จำพวก เช่น การสะบัดมือ หมุนข้อเท้า โยกหัว หมุนวัตถุ เปิดปิดไฟ กดชักโครก และก็เมื่อมีความระทึกใจหรือมีภาวะบีบคั้น การเคลื่อนไหวบ่อยๆพบมากได้มากขึ้น เด็กออทิสติกบางคนพึงพอใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่คนอื่นๆมองข้าม


เด็กออทิสติกแบบ  high functioning ที่เป็นเด็กโตมีความสนใจบางเรื่องอย่างจำกัดกี่ โดยสิ่งที่พึงพอใจนั้นอาจเป็นเรื่องที่เด็กทั่วๆไปสนใจ แต่ว่าเด็กกลุ่มนี้มีความหมกมุ่นกับประเด็นนั้นอย่างมาก ดังเช่น จำรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งนั้นได้ และก็คุยเกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่เสมอ ในเด็กกลุ่มนี้เมื่อโตขึ้นสิ่งที่พึงพอใจอาจเป็นความรู้ด้านวิชาการบางสาขา เป็นต้นว่า คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆซึ่งวิชาความรู้พวกนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเมื่อยู่ในโรงเรียน จึงช่วยทำให้เด็กออทิสติกร่วมสังคมในสถานที่เรียนก้าวหน้าขึ้น
ยิ่งไปกว่านี้เด็กออทิสติกอาจจะดื้อมากมายแล้วก็มีสมาธิสั้นต่อสิ่งที่ไม่ได้พอใจเป็นพิเศษ กระทั่งครั้งคราวได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นเด็กซนสมาธิสั้น (Attention deficit and hyperactivity disorder หรือ ADHD) โดยเฉพาะเมื่อลักษณะของออทิสติกไม่ชัดแจ้ง ในเด็กที่มีวิวัฒนาการช้าเป็นอย่างมากอาจพบความประพฤติรังแกตนเอง เช่น โขกหัวหรือกัดตนเอง ฯลฯ
ในด้านสติปัญญา เด็กออทิสติกบางคนมีความรู้ความเข้าใจพิเศษในด้านความจำหรือคำนวณโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุ๊ป high functioning บางทีอาจสามารถจำตัวอักษรและนับเลขได้ตั้งแต่อายุ 2-3 ปี เด็กบางกลุ่มสามารถอ่อนหนังสือได้ก่อนอายุ 5 ปี (hyperlexia)
กรรมวิธีการรักษาโรคออทิสติก สำหรับในการตรวจวิเคราะห์ว่าเด็กเป็นออทิสติกหรือไม่  ไม่มีเครื่องตวงที่เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์   แต่อาจมีการตรวจประกอบกิจการวินิจฉัยจากการกระทำ
                โดยกฏเกณฑ์การวิเคราะห์โรคออทิสติกตามระบบ Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM) เริ่มมีตั้งแต่ว่า DSM-III (พุทธศักราช 2523) และได้ถูกปรับกลายเป็น DSM-IIIR (พ.ศ. 2530) ในขณะนี้ใช้กฏเกณฑ์การวิเคราะห์ตาม DSM-IV (พ.ศ. 2537) โดยคำว่า pervasive developmental disorder (PDD) หมายความว่าความแปลกในด้านความก้าวหน้าหลายด้าน ซึ่งแบ่งการวินิจฉัย PDD เป็น 5 จำพวก อย่างเช่น autistic disorder, Rett’s disorder, childhood disintegrative disorder, Asperger’s disorder แล้วก็pervasive developmental disorder not otherwise specified (PDD-NOS ในขณะนี้ได้รวมออทิสติกเป็นกลุ่มโรคที่มีความมากมายหลากหลายของลักษณะทางคลินิก (autistic spectrum disorder ASD) แล้วก็มีคำที่เรียกกรุ๊ปออทิสติกที่มีความบกพร่องน้อยกว่า  high-functioning autism

     โดยหมอจะดูอาการพื้นฐานว่ามีปัญหาด้านวิวัฒนาการหรือไม่ ซึ่งลักษณะของเด็กที่มีวิวัฒนาการช้าจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
โรคออทิสติก (Autistic disorder/Autism)  สามารถวินิจฉัยได้โดยการสังเกตการกระทำ ซึ่ง มีอาการครบ 6 ข้อ โดยมีอาการจากข้อ (1) อย่างน้อย 2 ข้อ รวมทั้งมีลักษณะ จากข้อ (2) แล้วก็ข้อ (3) อย่างต่ำข้อละ 2 อาการ ดังนี้


  • ความผิดปกติของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างน้อย 2 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารทางสังคมกับบุคคลอื่น เช่น การสบตา การแสดงอารมณ์ความรู้สึกทางสีหน้า และภาษาท่าทางอื่นๆ เพื่อการสื่อสาร
  • ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลให้เหมาะสมตามวัย
  • ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจ และความสนุก สนานร่วมกับผู้อื่น
  • ขาดทักษะการสื่อสารทางสังคมและทางอารมณ์กับบุคคลอื่น
  • ความผิดปกติด้านการสื่อสารอย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • มีความล่าช้าหรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาพูด
  • ในรายที่สามารถพูดได้แล้วแต่ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นบทสนทนาหรือโต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม
  • พูดซ้ำๆ หรือมีรูปแบบจำกัดในการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารหรือส่งเสียงไม่เป็นภาษา (ภาษาต่างดาว) อย่างไม่เหมาะสม
  • ไม่สามารถเล่นสมมุติหรือเล่นลอกตามจินตนาการได้เหมาะสมกับระดับพัฒนา การ
  • มีพฤติกรรม ความสนใจ และกิจกรรมที่ซ้ำๆ และจำกัด อย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • มีความสนใจที่ซ้ำๆ อย่างผิดปกติ
  • มีกิจวัตรประจำวันหรือกฎเกณฑ์ที่ต้องทำโดยไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ถึงแม้นว่ากิจวัตรหรือกฎเกณฑ์นั้นจะไม่มีประโยชน์
  • มีการเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ เช่น สะบัดมือ เล่นมือ หมุนตัว
  • สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ
  • พบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ด้านดังต่อไปนี้ (โดยอาการเกิดก่อนอายุ 3 ขวบ)
  • ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
  • การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย
  • การเล่นสมมติหรือการเล่นตามจินตนาการ
  • ความผิดปกติที่พบไม่เข้าเกณฑ์วินิจฉัยของความผิดปกติจากโรคอื่นๆ เช่น กลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome)
การรักษา แม้ว่าในปัจจุบันนี้ยังไม่มียาหรือวิธีการรักษาออทิสติกให้หายขาดได้ แต่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าการได้รับการรักษาก่อนอายุ 3 ปี  (early intervention) โดยการกระตุ้นพัฒนาการปรับพฤติกรรมฝึกพูดและให้การศึกษาที่เหมาะสม ช่วยให้เด็กมีอาการดีขึ้น แต่ไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุดหรือเหมาะสมสำหรับเด็กทุกคนดังนั้นจึงต้องเลือดและปรับการรักษาให้เหมาะสมในแต่ละราย  และการรักษาออทิสติกให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานเท่าไหร่ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด เพราะการรักษาให้ประสบผลสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันไปของผู้ป่วย เช่น ความรุนแรงของโรค ความผิดปกติซ้ำซ้อนที่เกิดกับเด็ก อาการเจ็บป่วยทางกายของเด็ก อายุที่เด็กเริ่มเข้ารับการรักษา รูปแบบการเลี้ยงดู  หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เป็นต้น นอกจากนี้ แพทย์ต้องเฝ้าระวังอาการของเด็กร่วมด้วย เนื่องจากเด็กอาจมีความผิดปกติด้านพฤติกรรมเพิ่มขึ้นมาระหว่างรับการรักษา แพทย์จึงต้องปรับวิธีการรักษาให้เหมาะสมตลอดช่วงอายุของเด็กอยู่เสมอ
อีกทั้งการดูแลรักษาออทิสติก จำเป็นต้องอาศัยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพ (Multidisciplinary Team Approach) ซึ่งประกอบด้วย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น (Child and Adolescent Psychiatrist) นักจิตวิทยา (Psychologist) พยาบาลจิตเวชเด็ก (Child Psychiatric Nurse) นักเวชศาสตร์การสื่อความหมาย (Speech Therapist) นักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapist) ครูการศึกษาพิเศษ (Special Educator) นักสังคมสงเคราะห์ (Social Worker) ฯลฯ
แต่หัวใจสำคัญของการดูแลรักษาไม่ได้อยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่อยู่ที่ครอบครัวด้วยว่าจะสามารถนำวิธีการบำบัดรักษาต่างๆ ที่ได้รับ มาประยุกต์ใช้ที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องหรือไม่
โดยวิธีการรักษาที่เหมาะสมคือ บูรณาการ การรักษาด้านต่างๆเข้าด้วยกันตามความจำเป็นของเด็กแต่ละคน วิธีการรักษา ได้แก่

  • การปรับพฤติกรรมและฝึกทักษะทางสังคม เพื่อเพิ่มพฤติกรรมที่เหมาะสมและลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การลดพฤติกรรมซ้ำๆ การลดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ซึ่งแนวคิดพื้น ฐานของพฤติกรรมบำบัดคือ ถ้าผลที่ตามมาหลังเกิดพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ชอบก็จะทำให้พฤติกรรมเพิ่มขึ้น แต่ถ้าผลที่เกิดขึ้นหลังพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ไม่ชอบก็จะทำให้พฤติกรรมลดลง โดยมีเทคนิคการปรับพฤติกรรมที่หลากหลาย เช่น การให้รางวัลหรือคำชมเมื่อมีพฤติกรรมที่เหมาะสม การเพิกเฉยเมื่อเด็กงอแง หรือการเบี่ยงเบนความสนใจเด็กไปยังสิ่งอื่นที่เด็กชอบในขณะที่เด็กงอ แง เป็นต้น
  • การฝึกพูด เป็นการรักษาที่สำคัญโดยเฉพาะในรายที่มีพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อความหมายล่าช้า การฝึกการสื่อสารได้เร็วเท่าไหร่จะทำให้เด็กเรียนรู้จากการใช้ภาษาได้เร็วเท่า นั้น และช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดจากการไม่สามารถสื่อสารความต้องการได้
  • การส่งเสริมพัฒนาการ ส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นที่ล่าช้าควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร สังคม และการปรับพฤติกรรม
  • การศึกษาพิเศษ มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาทักษะสังคม การสื่อสาร และพัฒนาการด้านอื่นๆ ควรจัดบริการการศึกษาที่มีระบบชัดเจน ไม่มีสิ่งเร้าที่มากเกินไป และมีครูการศึกษาพิเศษดูแลโดยควรวางแผนการศึกษาร่วมกันระหว่างผู้ปกครองและโรงเรียน ควรจัดกิจกรรมและการเรียนการสอนช่วงหยุดเรียนภาคฤดูร้อนเพื่อให้เด็กมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเด็กสามารถพัฒนาความสามารถด้านการช่วยเหลือตัวเอง ภาษา สังคม และจัดการกับปัญหาพฤติกรรมที่รบกวนได้แล้ว สามารถเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติได้เพื่อพัฒนาความ สามารถทางสังคมต่อไป โดยมีการจัดแผนการสอนเฉพาะบุคคล (Individual Educational Plan; IEP) และนำกระบวนการส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมไปประยุกต์ใช้ร่วมกับการศึกษาด้วย

    หากมีข้อจำกัดด้านพัฒนาการ หรือปัญหาพฤติกรรม ก็จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนพิ เศษเฉพาะเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ชั้นเรียนปกติต่อไป
    นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยยา เป็นการรักษาเพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและช่วยให้ฝึกเด็กได้ง่ายขึ้นแต่ควรคำนึงเสมอว่า การรักษาด้วยยานี้ ไม่ได้เป็นการรักษาอาการหลักของโรค
    บรรดายาชนิดต่างๆ ที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการบางอย่างของโรคออทิสติกนั้น ส่วนใหญ่เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบสมอง เช่น ยากระตุ้นประสาทส่วนกลาง ยาต้านอาการซึมเศร้า ยาต้านลมชัก เป็นต้น ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นการสั่งจ่ายให้กับผู้ป่วยโดยที่ยังไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ให้รักษาโรคนี้ได้
    ปัจจุบันมียาเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา แห่งสหรัฐอเมริกาให้ใช้ในผู้ป่วยออทิสติกได้คือ ยา risperidone (มีชื่อทางการค้าว่า Risperdal®) ซึ่งได้รับอนุมัติให้ใช้บรรเทาอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว ก้าวร้าว หรือการทำร้ายตนเอง ของผู้ป่วยโรคออทิสติกที่มีอายุระหว่าง 5-16 ปี
    ยาชนิดนี้เป็นยารักษาโรคจิตเภทมา 10 กว่าปีแล้ว และพบผลข้างเคียงได้บ้าง ตัวอย่างผลข้างเคียงที่พบได้แก่ ง่วงนอน ท้องผูก อ่อนเพลีย เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เจริญอาหารและน้ำหนักเพิ่ม น้ำลายไหล ปากแห้ง มือสั่น ซึม เป็นต้น
    นอกจากนี้ บางคนอาจพบมีน้ำนมไหลออกมาจากเต้านม ขี้โมโหมากขึ้น หัวใจเต้นผิดปกติ และกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติได้ โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักเพิ่มนี้พบได้บ่อย ทำให้เด็กเจริญอาหาร กินเก่ง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เด็กส่วนใหญ่เมื่อได้ใช้ยานี้แล้วมักจะช่วยให้นอนง่าย นอนเร็วขึ้น หลับตลอดทั้งคืน สมาธิและอารมณ์ดีขึ้น
    ขนาดยาที่ใช้ เด็กที่มีน้ำหนักตัว 15-19 กิโลกรัม ควรเริ่มต้นด้วยขนาดยาวันละ 0.25 มิลลิกรัม และถ้าน้ำหนักตัวตั้งแต่ 20 กิโลกรัมขึ้นไป ควรใช้ยาวันละ 0.50 มิลลิกรัม โดยให้ใช้วันละ 1 ครั้ง ตอนเย็นหรือก่อนนอน และอาจเพิ่มขนาดยานี้ได้ทุกๆ 2 สัปดาห์ครั้งละ 0.25-0.50 มิลลิกรัม จนกว่าจะได้ผลดีที่สุด ซึ่งขนาดยาที่ได้ผลดี จะอยู่ระหว่าง 0.5-3.0 มิลลิกรัม/วัน
    ประเทศไทยมีทั้งชนิดเม็ด ขนาดเม็ดละ 1 และ 2 มิลลิกรัม/เม็ด และมีชนิดน้ำ ขนาด 30 มิลลิลิตร (โดยมีความเข้มข้นของ 1 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร)
    ภาวะแทรกซ้อนของโรคออทิสติก

  • ปัญญาอ่อน เด็กกลุ่มโรคออทิสติก 70% มีสภาวะปัญญาอ่อนร่วมด้วยเว้นเสียแต่ โรค Asperger’s disorder จะหรูหราปฏิภาณปกติ
  • ชัก เด็กกลุ่มโรคออทิสติก มีโอกาสชักสูงขึ้นมากยิ่งกว่าสามัญชนทั่วไป และก็พบว่าการชักสโมสรกับ IQ ต่ำ โดย 25% ของเด็กกรุ๊ปที่มี IQ ต่ำจะพบอาการชัก แต่พบอาการชักในกลุ่มมี IQ ธรรมดาเพียงแต่ 5% จำนวนมากอาการชักมักเริ่มในวัยรุ่น โดยช่วงอายุที่ได้โอกาสชักสูงที่สุดคือ 10 -14 ปี
  • ความประพฤติปฏิบัตินิสัยเสียแล้วก็พฤติกรรมรังแกตัวเอง พบได้บ่อย มีเหตุมาจากการไม่สามารถสื่อสารความปรารถนาได้ รวมทั้งงานประจำวันที่ปฏิบัติบ่อยๆไม่สามารถทำเป็นตามปกติ พบปัญหานี้หลายครั้งขึ้นในช่วงวัยรุ่น ส่วนพฤติกรรมรังควานตัวเองมักพบในโรคกลุ่มที่มี IQ ต่ำ
  • ความประพฤติซน/อยู่ไม่นิ่ง/ใจร้อน/ขาดสมาธิ พบบ่อย มีผลเสียต่อปัญ หาการเรียน และก็วิธีการทำกิจกรรมอื่นๆ
  • ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการนอน เจอปัญหาที่เกิดขึ้นกับการนอนได้หลายครั้งในเด็กกลุ่มโรคออทิสติกโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหานอนยาก นอนน้อย และนอนไม่เป็นเวลา
  • ปัญหาการกิน รับประทานยาก/เลือกกิน หรือทานอาหารเพียงแต่บางชนิด หรือกินสิ่งที่ไม่ใช่ของกิน
  • เนื้องอก ทูเบอรัส สเคลอโรซิส (Tuberous Sclerosis) โรคที่เกี่ยวข้องกับความแตกต่างจากปกติทางพันธุกรรม ถือเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้น้อย โดยทูเบอรัส สเคลอโรสิสก่อให้เกิดก้อนเนื้อนิ่มๆผลิออกขึ้นมาที่อวัยวะแล้วก็สมองของเด็ก แม้ว่าจะไม่มีมูลเหตุกระจ่างว่าเนื้องอกเกี่ยวเนื่องกับอาการออทิสติกยังไง แต่จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention) รายงานว่าเด็กออทิสติกมีอัตราการเป็นทูเบอรัส สเคลอโรซิสสูง


การติดต่อของโรคออทิสติก โรคออทิสติกเป็นโรคที่ยังไม่เคยรู้สาเหตุการเกิดโรคที่แจ้งชัดแน่นอนแม้กระนั้นมีผลการวิจัยจำนวนหลายชิ้นกล่าวว่า เกี่ยวโยงกับต้นเหตุด้านกรรมพันธุ์ แล้วก็ข้อผิดพลาดเปกติของสมอง ซึ่งโรคออทิสติกนี้ มิได้ถูกกล่าวว่าเป็นโรคติดต่อ เพราะเหตุว่าไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
แนวทางการดูแลช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยออทิสติก เนื่องจากว่าโรคออทิสติกพบได้บ่อยมากมายในเด็ก ดังนั้นก็เลยต้ออาศัยการดูแลและรักษาแบบบูรณาการโดยใช้แนวทางบำบัดรักษาหลายๆวิธี แล้วก็ใช้บุคคลผู้คนจำนวน

3
การบูร (Camphor)
การบูรคืออะไร การบูรเป็นชื่อของต้นไม้ ที่มีผลึกแทรกอยู่สะกดรอยแตกของเนื้อไม้และก็ยังสามารถนำลำต้น,ราก,ใบ มากมายลั่นหรือสกัดจนได้ผลึกดังที่กล่าวถึงแล้วอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งก่อนนั้น คำว่า “การบูร” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “Karapur” หรือ “กรปูร” ซึ่งแปลว่า “หินปูน” เนื่องจากโบราณรู้เรื่องว่าผนึกนี้เป็นพวกหินปูนที่มีกลิ่นหอมสดชื่น ต่อมาชื่อนี้สติไม่ดีเป็น “กรบูร” และก็เป็น “การบูร” ในตอนนี้ (นักเขียนเข้าใจว่า ชื่อการบูรนี้คงจะถูกเรียกจากผลึกที่ได้แล้วหลังจากนั้นก็ให้นำมาตั้งชื่อต้นไม้ที่ให้ผลึก) ส่วนรูปแบบของผลึกการบูรนั้น มีลักษณะเป็นผลึกหรือเกล็ดกลมๆเล็กๆมันวาว สีขาวแห้ง มีกลิ่นหอมเย็นฉุน  ชอบจับกันเป็นก้อนร่วนๆแตกง่าย  ถ้าเกิดทิ้งเอาไว้ในอากาศ  จะระเหิดไปหมด มีรสร้อนปร่าเมา
สูตรทางเคมีและสูตรองค์ประกอบ ผลึกการบูรมีชื่อสามัญว่า Camphor, Gum camphor, Formosan camphor, Laurel camphor เป็นสารประกอบกลุ่มเทอร์พีนที่พบได้จากต้นการบูรมีความไวไฟ มีชื่อตาม IUPAC ว่า 1,7,7-trimethylbicyclo 2.2.1heptan-2-one และก็มีชื่ออื่นๆดังเช่น 2-bornanone, 2-camphanone bornan-2-one, Formosa  มีสูตรเคมี C10H16O มีน้ำหนักโมเลกุล 152.23 ความหนาแน่น 0.990 มีจุดหลอมเหลวที่ 179.75 องศาเซลเซียส (452.9 K) จุดหลอมเหลว 204 องศาเซลเซียส (477K) สามารถละลายน้ำได้ รวมทั้งมีสูตรโครงสร้างดังต่อไปนี้
มูลเหตุ ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผลึกการบูรได้มาจากการระเหิดของยางจากเนื้อไม้ของต้นการบูรและผู้กระทำลั้นหรือสกัด ลำต้น ราก ใบ ต้น การบูร ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาพฤกษศาสตร์ของต้นการบูรคือ สมุนไพรการบูร มีชื่อเขตแดนอื่นๆว่า การะบูน การบูร (ภาคกึ่งกลาง), อบเชยญวน (ไทย), ประพรมเส็ง (งู), เจียโล่ (จีนแต้จิ๋ว), จางมู่ จางหน่าว (จีนแมนดาริน) เป็นต้น ชื่อวิทยาศาสตร์  Cinnamomum camphora (L.) J. Presl.ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์Camphora camphora (L.) H.Karst., Camphora hahnemannii Lukman., Camphora hippocratei Lukman., Camphora officinarum Nees, Camphora vera Raf., Camphorina camphora (L.) Farw., Cinnamomum camphoriferum St.-Lag., Cinnamomum camphoroides Hayata, Cinnamomum nominale (Hats. & Hayata) Hayata, Cinnamomum officinarum Nees ex Steud., Laurus camphora L., Persea camphora (L.) Spreng.  ชื่อตระกูล Lauraceae
การบูร เป็นพรรณไม้พื้นบ้านของประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น และก็ไต้หวัน และมีการกระจัดกระจายจำพวกไปในแถบ   เมดิเตอร์เรเนียน อินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย อียิปต์ แอฟริกาใต้ จาไมกา บราซิล สหรัฐอเมริกา และประเทศไทย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นทรงพุ่มไม้กว้างและก็ทึบ มีความสูงของต้นได้ถึง 30 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 1.5 เมตร เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาล ผิวหยาบคาย ส่วนเปลือกกิ่งเป็นสีเขียวหรือเป็นสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นและก็กิ่งเรียบไม่มีขน ส่วนแก่นไม้เป็นสีน้ำตาลปนแดง เมื่อเอามากลั่นแล้วจะได้ “การบูร” ทุกส่วนของต้นการบูรจะมีกลิ่นหอมสดชื่น โดยยิ่งไปกว่านั้นที่ส่วนที่ของรากรวมทั้งโคนต้น เพาะพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด และกรรมวิธีปักชำ
ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีแกมรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 เซนติเมตร ยาว 5.5-15 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบค่อนข้างเหนียว ข้างบนสีเขียวเข้ม วาว ข้างล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมหวนคล้ายกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบประมาณ 3-8 มิลลิเมตร แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม และตามเส้นกึ่งกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 ซม. ไม่มีขน ตาใบมีเกล็ดซ้อนเหลื่อมล้ำหุ้มอยู่ เกล็ดชั้นนอกเล็กมากยิ่งกว่าเกล็ดชั้นในตามลำดับ
ดอกช่อแบบแยกกิ้งก้านออกตามเป็นกลุ่มบริเวณง่ามใบ ดอกเล็กสีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกสั้นมากมาย กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ รูปรี ปลายมน ด้านนอกเกลี้ยง ข้างในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วง วงละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 แล้วก็วงที่ 2 หันหน้าเข้าข้างใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 หันหน้าออกภายนอก ก้านเกสรค่อนข้างใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน  ต่อมรูปไข่กว้างและก็มีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถว แถวละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิดทั้ง 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อัน อยู่ภายในสุด รูปร่างเหมือนหัวลูกศร มีขนแต่ไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 1 มม. ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ใบแต่งแต้มเรียวยาว ตกง่าย มีขนอ่อนนุ่มผลรูปไข่ หรือกลม สำเร็จมีเนื้อ ยาว 6-10 มิลลิเมตร สีเขียวเข้ม เมื่อสุกกลายเป็นสีดำ มีฐานดอกซึ่งเจริญวัยขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผลมีเมล็ด 1 เม็ด มีดอกราวมิถานายนถึงเดือนกรกฎาคมซึ่งการบูรจากธรรมชาตินั้น เป็นผลึกที่แทรกอยู่ในแก่นไม้ของต้นการบูร ที่เกิดอยู่ทั่วไปทั้งยังต้น ชอบอยู่สะกดรอยแตกของเนื้อไม้ มีสูงที่สุดในแก่นของราก รองลงมาที่แก่นของต้น ส่วนที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมีการบูรมากกว่าส่วนที่อยู่สูงมากขึ้นมา ในใบและก็ยอดอ่อนมีการบูรอยู่น้อย รวมทั้งจะมีน้อชูว่าใบแก่  ส่วนการผลิตการบูร จะใช้วิธีการกลั่นด้วยไอน้ำ (ซึ่งอาจไม่สามารถที่จะกลั่นการบูรได้เองข้างในครอบครัว เพราะต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่เฉพาะ) โดยนำส่วนต่างๆของลำต้นแล้วก็รากการบูรที่มีอายุเกิน 40 ปี มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปกลั่น เมื่อกลั่นจนได้น้ำมันหอมระเหย การบูรจะกลายเป็นผลึกเป็นก้อนสีขาวๆแยกออกมาจากน้ำมันหอมระเหย ต่อจากนั้นก็เลยกรองแยกเอาผลึกการบูร (อาจเอามาทำให้บริสุทธิ์โดยการระเหิด) การบูรที่ได้นี้เรียกว่า refined camphor หรือ resublimed camphor แต่ในประเทศอเมริกา จะใช้ใบและก็ยอดอ่อนของต้นที่แก่ 5 ปีขึ้นไปแทน แม้ว่าจะให้ปริมาณการบูรน้อยกว่า แต่ว่าสามารถตัดใบและก็ยอดอ่อนมากลั่นได้ทุกๆสองเดือน ในตอนนี้การบูรเกือบจะทั้งหมดได้จากกรรมวิธีครึ่งหนึ่งสังเคราะห์จากสารขึ้นต้นหมายถึงแอลฟา-ไพนีน (alpha-pinene) ที่ได้จากน้ำมันสน
ผลดี/คุณประโยชน์
ตำรายาไทย: “การบูร”  มีรสร้อนปร่าเมา ใช้ทาถูนวดแก้ปวด แก้เคล็ดลับบวม ปวดเมื่อย พลิก แก้กระตุก แก้ปวดข้อ แก้ปวดเส้นประสาท แก้รอยผิวหนังแตก แก้พิษแมลงต่อย แล้วก็โรคผิวหนังเรื้อรัง เป็นยาระงับเชื้ออย่างอ่อน ขับเหงื่อ ขับเสลด ขับเยี่ยว แก้ไข้หวัด และขับลม บำรุงธาตุ บำรุงกำหนัด ยากระตุ้นหัวใจ บำรุงหัวใจ ใช้เป็นส่วนประกอบในยาหอมต่างๆยกตัวอย่างเช่น ยาหอมเทพจิตร ยิ่งกว่านั้นยังคงใช้แก้อาการชักบางชนิด ใช้การบูร 1-2 เกรน แก้ปวดขัดตามเส้นประสาท ข้อบวมเป็นพิษ แก้เคล็ดบวม เส้นสะดุ้ง กระตุก ปวดเมื่อยแพลง แก้ปวดท้อง ท้องเสีย ขับน้ำเหลือง แก้เลือดลม บำรุงกำหนัด ขับเหงื่อ ขับเสมะหะ บำรุงธาตุ แก้โรคตา กระจัดกระจายลม ขับผายลม เอามาผสมเป็นขี้ผึ้ง เป็นยาร้อน ใช้ทาแก้เพื่อทำลายพิษอักเสบเรื้อรัง ปวดยอกตามกล้าม สะบักจม ทรวงอก เจ็บปวดรวดร้าวตามเอ็น โรคปวดผิวหนัง รอยผิวแตกในฤดูหนาว แก้พิษสัตว์กัดต่อย วางในห้องหรือตู้ที่มีไว้สำหรับเก็บเสื้อผ้าไล่ยุงรวมทั้งแมลง
          บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปรากฏการใช้การบูร ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ ในยารักษาหลายกรุ๊ปอาการ ได้แก่  “ยาธาตุบรรจบ” มีสรรพคุณของตำรับ ใช้บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ แล้วก็อาการอุจจาระธาตุทุพพลภาพ ท้องเดินที่ไม่ติดโรค ฯลฯ, ตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์ของตำรับสำหรับในการทุเลาอาการปวดตามเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา ตำรับ "ยาประสะไพล" มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณของตำรับสำหรับการรักษาประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือมาน้อยกว่าปกติ บรรเทาอาการปวดเมนส์  และขับน้ำคาวปลาในหญิงข้างหลังคลอดลูก
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันพบว่าการบูรดูดซับทางผิวหนังก้าวหน้า และรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสกับผิวหนังเช่นเดียวกับเมนทอล มีฤทธิ์เป็นยาชารวมทั้งต้านจุลอินทรีย์อย่างอ่อนๆใช้ทาเฉพาะที่แก้เคล็ดบวม ปวดเมื่อย พลิก แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย และก็โรคผิวหนัง นอกนั้นยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทศูนย์กลาง นอกเหนือจากนี้ยังมีการนำการบูรมาใช้ประโยชน์อื่นๆอีกอย่างเช่น

  • ช่วยแก้รอยผิวหนังแตกในฤดูหนาว
  • การบูรเมื่อเอามาวางในห้องหรือตู้ใส่เสื้อผ้าจะสามารถช่วยไล่ยุงและแมลง และยังเอามาผสมเป็นตัวดับกลิ่นอับในรองเท้าได้อีกด้วย
  • แขนงและก็ใบสามารถประยุกต์ใช้แต่งกลิ่นอาหารรวมทั้งของหวานได้ ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเนื้อสัตว์ ไส้กรอก เบคอน ข้าวบุหรี่ไก่ ลูกกวาด แยม เยลลี่ เครื่องดื่มโคคาวัวลา เหล้า หรือใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องพะโล้ เครื่องแกงแกงมัสมั่น ผงกะหรี่ คุกกี้ ขนมเค้ก อื่นๆอีกมากมาย ใช้แต่งกลิ่นยารวมทั้งใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารประเภทผักดอง ซอส ฯลฯ
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา

  • รากของต้นการบูรมีน้ำมันหอมระเหย 3% ซึ่งประกอบไปด้วย azulene, cadinene, camphene, camphor, carvacrol, cineol, citronellol, citronellic acid, fenochen, limonene, phellandene, pinene, piperiton, piperonylic acid, safrole และก็ terpineol ส่วนใบของต้นการบูรพบ camphor รวมทั้ง camperol
  • แก่นไม้ของต้นการบูรเมื่อนำมากลั่นด้วยละอองน้ำ จะได้เรื่องบูรและก็น้ำมันหอมระเหยรวมกันประมาณ 1% ซึ่งมี acetaldehyde, betelphenol, caryophyllen, cineole, eugenol, limonene, linalool, orthodene, p-cymol, และก็ salvene
  • ราก กิ่ง แล้วก็ใบ เจอน้ำมันระเหยโดยเฉลี่ยโดยประมาณ 3-6% โดยในน้ำมันระเหยจะมีสารการบูรอยู่ราว 10-50% และก็พบว่าต้นการบูรยิ่งแก่มากแค่ไหน จะพบว่ามีสารการบูรมากมายตามไปด้วย โดยพบสาร ต่างๆตัวอย่างเช่น Azulene, Bisabolone, Cadinene, Camphorene, Carvacrol, Safrol ฯลฯ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ เล่าเรียนฤทธิ์ต้านทานการอักเสบในหลอดทดสอบของการบูร โดยนำสารสกัดหยาบคายจากใบการบูร สกัดด้วย 80% methanol แล้วนำสารสกัดที่ได้ มาผ่านการแยกโดยใช้  hexane และก็ ethyl acetate (EtOAc) จากการทดลองพบว่าสารสกัด hexane และก็ EtOAc ขนาด 100 μg/ml ของการบูร สามารถยับยั้งการผลิตสารที่เกี่ยวพันกับการอักเสบอย่างเช่น  interleukin (IL)-1b, IL-6 และก็ tumor necrosis factor (TNF-α) จากเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 cells ของหนู ซึ่งถูกกระตุ้นโดย  lipopolysaccharide (LPS) ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้ในช่วง 20-70% แล้วก็สามารถยับยั้งการสร้าง nitric oxide (NO) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ ได้ 65% สารสกัดหยาบคายด้วย 80% methanol  และส่วนสกัดย่อย hexane และก็ ethyl acetate สามารถยั้งการสร้าง prostaglandin E2 (PGE2) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในกระบวนการอักเสบ ในเซลล์ macrophages ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS หรือ IFN-gamma ได้ 70% และก็สารสกัด hexane  และก็ ethyl acetate ในขนาด 100 μg/ml สามารถยั้งการกระตุ้น β1-integrins (CD29) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยับยั้งไม่ให้เกิดการรวมกลุ่มของโมเลกุล แล้วก็เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่จะมารวมตัวกันบริเวณที่เกิดการอักเสบ โดยสามารถยั้งได้ 70-80% ด้วยเหตุนี้ก็เลยสรุปได้ว่าสารสกัดจากใบการบูรมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยเกี่ยวโยงกับการหยุดยั้ง cytokine, NO รวมทั้ง PGE2
  • ฤทธิ์ยั้งเชื้อแบคทีเรีย การเรียนฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Staphylococcus aureus (เป็นเชื้อที่ก่อโรคระบบทางเดินอาหาร แผล ฝีหนอง แล้วก็อีกหลายระบบในร่างกาย) ของสาร camphor ที่สกัดได้จากต้นการบูร และเป็นองค์ประกอบหลักของ essential oil จากต้นการบูร ทดลองด้วยวิธี agar disk diffusion ประเมินผลด้วยการประเมินค่า inhibition zone พบว่า camphor ในขนาดความเข้มข้น 2% สามารถยั้งการก้าวหน้าของเชื้อ S. aureus ได้ แต่ว่าไม่มีผลยั้งเชื้อ E.coli


การศึกษาทางพิษวิทยา การทดลองความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นการบูรด้วยเอธานอล-น้ำ เข้าช่องท้องหนูถีบจักรพบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งเดียวมากกว่า 1 กรัม/กก. เมื่อป้นส่วนที่เป็นไขมันให้สุนัขในขนาด 5 ซีซี/กก. ไม่พบพิษ
มีแถลงการณ์ว่าการกินการบูร ขนาด 3.5 กรัม ทำให้เสียชีวิตได้ รวมทั้งหากรับประทานเกินทีละ 2 กรัม จะทำให้สลบ และก็เป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ไต แล้วก็สมอง อาการแสดงเมื่อได้รับพิษเป็นอ้วก อาเจียน ปวดศีรษะ เวียนหัวศีรษะ กล้ามสั่น กระตุก มีการชัก สมองดำเนินงานผิดพลาด เกิดภาวะงงงัน ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับขนาดที่ได้รับ ธรรมดาแล้วร่างกายมีการกำจัดการบูรเมื่อรับประทานเข้าไป ผ่านการเมทาบอลิซึมที่ตับ โดยการบูรจะถูกเปลี่ยนเป็นสารกรุ๊ปแอลกอฮอล์ โดยการเติมออกสิเจนในโมเลกุล กำเนิดเป็นสาร campherolแล้วจะจับตัวกับ glucuronic acid ในตับ เกิดเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ และถูกขับออกทางเยี่ยว แต่ถ้าได้รับในจำนวนสูงเกินความจำเป็น ก็จะเกิดการตกค้างจนถึงก่อให้เกิดอันตรายต่อตับ และไตได้
         การสูดดมการบูร ที่มีความเข้มข้นกลางอากาศมากกว่า 2 ppm (2 ส่วนในล้านส่วน หรือ 2 mg/m3) จะทำให้กำเนิดอาการบางส่วนถึงปานกลาง ตัวอย่างเช่น การระคายเคืองต่อจมูก ตา รวมทั้งลำคอ ขนาดที่ทำให้เกิดพิษร้ายแรงต่อชีวิต และก็สุขภาพเป็น 200 mg/m3ความเป็นพิษของการบูรที่เกิดขึ้นจากการรับประทาน เป็นต้นว่า อ้วก คลื่นไส้ ปวดท้อง ปวดหัว ชัก สลบ หรืออาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตจากภาวการณ์ระบบการหายใจล้มเหลว โดยขนาดของการบูรที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการพิษที่ร้ายแรง (ชัก สลบ) ในผู้ใหญ่ คือ 34 mg/kg
        ยิ่งไปกว่านี้ยังมีรายงานว่า การกินน้ำมันการบูรในขนาด 3-5 mL ที่มีความเข้มข้น  20% หรือมากยิ่งกว่า 30 mg/Kg จะมีผลให้เสียชีวิตได้ มีรายงาน case report  กำหนดไว้ว่า มีเด็กสาวอายุ 3 ปีครึ่ง ทานการบูรเข้าไป โดยไม่รู้จักขนาดที่กิน  ปรากฏว่ามีอาการชักแบบกล้ามเนื้อเกร็งตลอดตัวโดยไม่มีการกระตุก (generalised tonic seizures) นาน 20-30 นาที ก่อนที่จะมาถึงโรงพยาบาล  ผลของการตรวจทางห้องทดลองพบว่า ระดับน้ำตาล ระดับ electrolytes แล้วก็ระดับแคลเซียม มีค่าปกติ การตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography (EEG) พบว่ามีค่าปกติ แล้วก็มีอาการคลื่นไส้ 1 ครั้ง เมื่อมาถึงโรงหมอ พบสารสีขาว แล้วก็มีกลิ่นการบูรร้ายแรงจากการอ้วก
ขนาด/จำนวนที่ควรที่จะใช้ สำหรับในการรักประทานยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันชัดแจ้งว่าควรจะบริโภคการบูรมากแค่ไหน ที่จะไม่ทำให้เป็นอันตรายต่อสภาพร่างกายแม้กระนั้นในด้านการสูดดมมีการคำนวณว่าในสารที่ผสมการบูรเสร็จแล้ว ไม่ควรเกินกว่า 2 ppm ซึ่งมีความหมายว่า มีปริมาณของการบูร 2 มิลลิกรัมในสารละลาย 1 ลิตร เพราะฉะนั้นสำหรับเพื่อการใช้การบูรทั้ง การรับประทานแล้วก็การสูดดมความต้องระมัดระวังและก็ใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
ข้อเสนอ/ข้อควรไตร่ตรอง

  • สตรีท้อง ไม่ควรรับประทานการบูร
  • คนที่เป็นโรคท้องผูกริดสีดวงทวารฉี่แสบขัดเป็นเลือดไม่ควรกิน
  • น้ำมันการบูรที่มีสีเหลืองหรือน้ำตาลห้ามใช้ เนื่องด้วยมีความเป็นพิษสูง
  • ความเข้มข้นของกลิ่นการบูรที่มีมากอาจจะทำให้มีอันตรายต่อร่างกาย โดยยิ่งไปกว่านั้นปอดและก็ตับได้
เอกสารอ้างอิง

  • (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “การะบูน , การบูร”.   หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  หน้า 60-62.
  • Chen W, Vermaak I, Viljoen A. Camphor-A Fumigant during the Black Death and a Coveted Fragrant Wood in Ancient Egypt and Babylon-A Review. Molecules. 2013:18;5434-5454.
  • “การบูร Camphor Tree”. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).    หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  หน้า 82.
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์Drug Tips.ฉบับที่5 กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า 6-7
  • Narayan LtCS, Singh CN. Camphor poisoning—An unusual cause of seizure. Medical Journal, Armed Forces India. 2012;68:252-253.
  • การบูร.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “การบูรต้น”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  หน้า 72.
  • Gupta N, Saxena G.antimicrobial activity of constituents identified in essential oils from mentha and cinnamomum through gc-ms. International Journal of Pharma and Bio Sciences. 2010;1(4):715-720.
  • การบูร.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.Manoguerra AS, Erdman AR, Wax PM, Nelson LS, Caravati EM, Cobaugh DJ, et al. Camphor poisoning: an evidence-based practice guideline for out-of-hospital management. Clinical Toxicology. 2006;44:357-370.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์). “เกล็ดการบูร (Camphor)”. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 74.
  • การบูร.วิกิพีเดียสารานุกรม
  • Lee HJ, Hyun E-A, Yoon WJ, Kim BH, Rhee M, Kang HK, et al. In vitro anti-inflammatory and anti-oxidative effects of Cinnamomum camphora extracts. J Ethnopharmacology. 2006;103: 208–216.
  • การผลิตการบูรแบบง่าย.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • นันทวัน บุณยะประภัศร,อรนุช โชคชัยเจริญพร.การบูร.สมุนไพรไม้พื้นบ้าน.เล่ม1.พิมพ์ครั้งที่1.กรุงเทพฯ.2539.


4

สมุนไพรตาตุ่มทะเล
ตาตุ่มทะเลExcoecaria agallocha Linn.
บางถิ่นเรียก ตาตุ่มทะเล} ตาตุ่ม (กลาง); บูตอ (มลายู-ปัตตานี).
ไม้ใหญ่ ขนาดกลาง สูง 8-15 ม. เปลือกสีเทาเป็นเงา. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รี กว้าง 2-5 ซม. ยาว 3-9 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หรือ มน; ขอบของใบเรียบ หรือ หยักนิดหน่อย; ก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อยาว 3-7 เซนติเมตร; กลีบรองกลีบดอก 3 กลีบ; เกสรผู้ 3 อัน ไม่ติดกัน อับเรณูมี 2 ช่อง กลม. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] ดอกเพศเมีย ออกเป็นช่อยาว 1.5-3.5 เซนติเมตร กลีบรองกลีบดอกโคนเชื่อมชิดกัน ปลายแยกเป็น 3 แฉก; รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย. ผล รูปกลมแป้น มี 3 พู กว้างราวๆ 6 มิลลิเมตร ยาวโดยประมาณ 4 มิลลิเมตร เมล็ด ออกจะกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าชายเลน.
สรรพคุณ : ราก ตำ หรือ ฝน ผสมกับขิง เป็นยาพอก หรือ ทา แก้อาการบวมตามมือรวมทั้งเท้า ต้น ยางมีฤทธิ์กัดทำลาย นำมาซึ่งอาการอักเสบ ถ้าหากเข้าตาจะทำให้ปวดอักเสบมากมาย ถึงทำให้ตาบอดได้ แก่นเรียกว่ากระลำพัก (ตาตุ่มสมุทร) เมื่อเผาไฟจะมีกลิ่นหอมาก ใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาขับลม ฟอกเลือด ขับรอบเดือน ระบาย และขับเสมหะ ถ้าเอาไม้จำพวกนี้ไปปักเลี้ยงหอยแมลงภู่ คนที่กินหอยที่เกาะไม้นี้ จะมีผลให้ท้องเสียได้  ควันที่เกิดขึ้นมาจากการเผาต้น ใช้รมแก้โรคเรื้อน  ยางต้นต้มรวมกับน้ำมัน ใช้ทาแก้โรคเรื้อน กัดแผลอักเสบเรื้อรัง ทาถูนวดแก้ปวดตามข้อ และอัมพาต ถ้าเกิดรับประทานยางต้นในขนาดต่ำๆเป็นยาถ่าย แต่ว่าถ้าเกิดกินมากอาจจะส่งผลให้สตรีแท้งบุตรได้ ใบ เป็นพิษ น้ำสุกเปลือก รับประทานเป็นยาทำให้อ้วก เป็นยาถ่าย แก้โรคลมชัก แล้วก็เป็นยาฝาดสมาน

5

หญ้าหวาน
ชื่อสมุนไพร หญ้าหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์   Stevia rebaudiana Bertoni
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.)
ชื่อสามัญ  Stevia
สกุล    Asteraceae
บ้านเกิดเมืองนอน  หญ้าหวาน เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมายาวนานกว่า 1,500 ปี ชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้เป็นผู้ค้นพบและประยุกต์ใช้เป็นครั้งแรก มนุษย์ได้นำสารสกัดของต้นหญ้าหวานมาเป็นส่วนประกอบในชาที่ชงดื่มรวมถึงยาสมุนไพรโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศขว้างรากวัย และก็บราซิล ซึ่งชื่อเดิมของต้นหญ้าหวานที่คนท้องถิ้นขว้างรากวัยเรียก คือ kar-he-e หรือภาษาประเทศสเปน เรียกว่า yerba ducle หมายความว่า สมุนไพรหวาน เป็นสมุนไพรที่ชาวพื้นเมืองของขว้างรากวัย และก็บราซิล ใช้ผสมในของกิน หรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน และก็ใช้ชงเป็นชาดื่ม ที่เรียกว่า “ มะเตะ” มานานมากกว่า 400 ปีแล้วส่วนในแถบทวีปเอเชียพบว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้สารสกัดจากต้นหญ้าหวานอย่างล้นหลาม โดยนำไปเป็นส่วนประกอบของของกินรวมทั้งเครื่องดื่มต่างๆ  ดังเช่น ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด ฯลฯ
สำหรับในประเทศไทยหญ้าหวานเริ่มเข้าสู่เมืองไทยเมื่อปี พุทธศักราช 2518 โดยเป็นการนำมาทดลองปลูก ในภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และเชียงราย ในตอนนี้อย.ได้อนุญาตให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค หญ้าหวานจึงจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีกประเภทหนึ่ง
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น ต้นหญ้าหวาน เป็นไม้ล้มลุกอายุยาวนานหลายปี ลำต้นแตกกิ่งสาขาตั้งแต่ระดับโคนต้น ทำให้ดูเป็นทรงพุ่มไม้เตี้ย สูงโดยประมาณ 30-90 ซม. ลำต้นตั้งตรง มีลักษณะทรงกลม เปลือกลำต้นบาง สีเขียวอ่อน หุ้มห่อใกล้กับแกนลำต้น แกนเนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย
  • ใบ หญ้าหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกลำพังๆเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ตามลำต้น แล้วก็กิ่ง และเหนือซอกใบจะแตกยอดสั้นๆทั้งสองข้าง แต่ละใบมีรูปหอกกลับ กว้างราว 1-1.5 ซม. ยาว


ราว 3-4 ซม. แผ่นใบเรียบ สีเขียวสด ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย และก็งุ้มเข้ากึ่งกลางแผ่นใบ เมื่อบดหรือต้มน้ำดื่มจะมีรสหวานจัด

  • ดอก หญ้าหวานออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านดอกสั้น กลีบดอกมีปริมาณ 5 กลีบ รูปหอกหรือรูปไข่ แผ่นกลีบดอกมีสีขาว ด้านในมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาล รวมทั้งเกสรตัวเมีย 1 อัน ที่มีก้านเกสรสีขาวยาวยื่นออกมาจากกลางดอก คล้ายหนวดปลาดุก ดังนี้ ต้นหญ้าหวานจะออกดอกตลอดปี ในฤดูฝนจะออกดอกสีม่วง ส่วนฤดูอื่นๆออกดอกสีขาว
  • ผล ผล ได้ผลสำเร็จแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ข้างในมีเมล็ดลำพังจำนวนหลายชิ้น เม็ดสีดำ มีขนปุยนุ่นปกคลุม


การขยายพันธุ์  ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชที่ถูกใจอากาศที่ค่อนข้างจะเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิราว 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ถูกใจดินร่วนหรือดินร่วนคละเคล้าทรายที่ระบายน้ำก้าวหน้า และพืชชนิดนี้จะเจริญวัยได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 600-700 เมตร
                ด้วยประการฉะนี้ก็เลยมีการนำเข้ามาทดลองปลูกไว้ในประเทศไทยเมื่อปี พุทธศักราช2518 ที่แถบภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ จังหวัดลำพูน พะเยา ซึ่งปรากฏว่าให้ผลผลิตเป็นที่ถูกใจ ก็เลยมีการช่วยเหลือให้มีการปลูกมาจนถึงปัจจุบันนี้
ต้นหญ้าหวานขยายพันธุ์ได้ 2 แนวทาง เป็น

  • การเพาะกล้าจากเมล็ด มีข้อดีหมายถึงทำได้เร็วทันใจ ลำต้นแตกกิ่งมาก ได้ผลผลิตสูง แล้วก็นานหลายฤดู รวมถึงทนต่อโรค แล้วก็แมลงได้ดี แต่มีข้อเสียหมายถึงมีค่าเมล็ดพันธุ์สูง และเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้ปริมาณสารให้ความหวานต่ำลงหรือได้ผลผลิตใบลดน้อยลง
  • การปักชำกิ่ง มีจุดเด่นเป็นออมค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่มีโอกาสเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แต่มีข้อเสียเป็นใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ผลิตผลให้ต่ำลงยิ่งกว่ากล้าจากเม็ด รวมถึง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค และก็แมลง


สำหรับการเก็บเกี่ยว  การเก็บใบต้นหญ้าหวานจะเริ่มเก็บคราวแรกได้ 25-30 วัน ข้างหลังปลูก ถ้าเกิดต้นสมบูรณ์พอเพียง จะเก็บได้ตลอดเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้โดยประมาณ 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้ราวๆ 40-60 กิโล/ไร่ ซึ่งได้ผลผลิตใบสูงสุดในช่วงฤดูฝน รวมทั้งให้ผลผลิตต่ำในฤดูหนาว และฤดูแล้ง ดังนี้ ต้นหญ้าหวาน 1 รุ่นจะแก่เก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี
สำหรับหญ้าหวานสดที่เก็บเกี่ยวได้ ต้องล้างชำระล้าง แล้วก็ตากแดดให้แห้งก่อนส่งโรงงาน แบ่งได้ 2 เกรดหมายถึงเกรด Aและเกรด B แม้สภาพใบไม่สมบูรณ์ ใบมีสีเหลืองหรือซีด จะถูกคัดเลือกเป็นเกรด B แต่ว่าเกรดของใบไม่มีผลทำให้ความหวานต่างกัน
หญ้าหวานแห้ง เกรด B จะเจอโดยประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณหญ้าหวานแห้งทั้งหมด หญ้าหวานแห้งเกรด A บางทีอาจขายเป็นใบชา ในราคา 200-500 บาท/โล ส่วนเกรด B จะถูกขายในราคาราวๆ 150 บาท/โล และใช้บดเป็นผงต้นหญ้าหวานแห้ง ที่ขายในโลละ 500 บาท 5 ส่วนราคารับซื้อหญ้าหวานแห้งหน้าโรงงาน อาจมีราคาในช่วงเดียวกันหรือสูงขึ้นยิ่งกว่า (ข้อมูล ราคาปี 2555)
องค์ประกอบทางเคมี  ใบต้นหญ้าหวานแห้ง สกัดด้วยน้ำได้สารหวานราวปริมาณร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) ซึ่งมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 150 - 300 เท่า มีความคงตัวสูงอีกทั้งในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน แล้วก็ทนไฟได้ถึง 200 องศาเซลเซียส จึงไม่เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนในการประกอบอาหาร ใช้ในจำนวนน้อย ไม่มีพิษและก็ไม่เป็นอันตรายสำหรับการบริโภคซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสารสกัดจากต้นหญ้าหวานประกอบไปด้วยกรุ๊ปสารที่มีชื่อเรียกว่า ไกลโคไซด์ (Glycoside) และ อะไกลโคน (Aglycone) สารไกลโคไซด์จะประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำตาลเดกซ์โทรส (Glucose) ส่วนสารอะไกลโคนจะประกอบไปด้วยน้ำตาลที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรือบางทีอาจเรียกรวมๆว่า โพลีแซคติดอยู่ไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งกรุ๊ปน้ำตาลเหล่านี้นี่เองที่ทำให้สารสกัดของหญ้าหวานมีรสหวาน
โดยสารสำคัญต่างๆที่เจอในต้นหญ้าหวานมีหลายอย่าง เช่น
– Stevioside มักพบที่สุด 2.0-7.7%
– Rebaudioside A ถึง F เจอลำดับรองลงมา ประมาณ 0.8-2.9%
– Steviol
– Steviolbioside
– Dulcoside A
สารสติวิออลไกลโคไซด์ (รูปที่ 1) มีลักษณะเป็นผงสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่น มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน รวมทั้งทนความร้อน
คุณลักษณะทางด้านกายภาพ รวมทั้งเคมีของ stevioside
– สูตรทางเคมี : C35H60O18
– น้ำหนักโมเลกุล : 804.9
– จุดหลอมเหลว : 198 °C
รูปที่   2    Stevioside
ที่มา : อ้างถึงใน ศิวาพร (2546) และก็สาโรจน์ (2547)
ผลดี/คุณประโยชน์ 
สารสกัดที่ได้จากต้นหญ้าหวานชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากยิ่งกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาลแต่ไม่ก่อเกิดพลังงาน (แคลลอปรี่) ภายในร่างกายแต่อย่างใด ด้วยความพิเศษของหญ้าหวานนี้  ก็เลยมีสรรพคุณรวมทั้งผลดีต่างๆมากมายก่ายกอง อาทิเช่น
ลดระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยเบาหวานนั้นเสี่ยงมีภาวการณ์น้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดเซลล์ที่ผลิตอินซูลินหรือเกิดภาวะดื้ออินซูลิน นอกจากนั้น ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ ยกตัวอย่างเช่น ไม่ได้รับอินซูลินหรือยารักษาเบาหวาน รับประทานคาร์โบไฮเดรตมากเกินความจำเป็น กำเนิดความเคร่งเครียด ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการผ่าตัด หรือติดเชื้อ ซึ่งคุณค่าอีกประการหนึ่งของต้นหญ้าหวานที่บางทีอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานก็คือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปรากฏการค้นคว้าที่ศึกษาเล่าเรียนเรื่องนี้มากมายก่ายกอง งานค้นคว้าหนึ่งได้ให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 รับประทานสารสกัดต้นหญ้าหวาน 1 กรัม พร้อมเข้ารับการตรวจเลือดหลังผ่านไป 4 ชั่วโมง พบว่าคนป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง สอดคล้องกับงานค้นคว้าอีกชิ้นที่พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคนเจ็บเบาหวานประเภทที่ 2 ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญภายหลังรับประทานแป้งที่ทำจากหญ้าหวาน
นอกเหนือจากนี้ การกินต้นหญ้าหวานอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่มีสุขภาพธรรมดาด้วยเหมือนกัน งานศึกษาค้นคว้าวิจัยหนึ่งได้สุ่มให้ผู้เข้าร่วมทดลองกินซูโครส แอสปาแตม และหญ้าหวานก่อนกินอาหารมื้อกลางวันรวมทั้งมื้อเย็น เป็นเวลา 3 วัน ผลวิจัยพบว่าคนที่รับประทานหญ้าหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินหลังรับประทานอาหารน้อยลงมากยิ่งกว่าผู้ที่รับประทานซูโครสแล้วก็แอสปาแตมอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ กลุ่มที่รับประทานต้นหญ้าหวานแล้วก็แอสปาแตมก่อนมื้อของกินยังรู้สึกอิ่มและไม่รับประทานอาหารอื่นเสริมเติมจากมื้อหลัก เหมือนกับงานศึกษาเรียนรู้อีกชิ้นที่ทำให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากใบต้นหญ้าหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดสอบที่ไม่ได้ป่วยด้วยเบาหวานหรือมีภาวการณ์น้ำตาลในเลือดสูงได้
ทั้งยังมีคุณลักษณะช่วยยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในปากหลายแบบ จึงไม่ทำให้อาหารหรือเครื่องดื่มที่เก็บไว้นานมีการบูดเน่า ไม่ทำให้ฟันผุหรือเหงือกบวมอักเสบได้ง่าย จึงมีการใช้ ผสมในของกิน และก็เครื่องดื่ม รวมถึงผสมในยาสีฟันหรือยาบ้วนปาก เพื่อแต่งรส รวมทั้งช่วยคุ้มครองโรคฟันผุ
อนึ่งฤทธิ์สำหรับเพื่อการออกรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะแตกต่างจากน้ำตาลซะทีเดียว เนื่องจากสารสตีวิโอไซด์จะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายนิดหน่อย จะเลือนหายไปช้ากว่าน้ำตาลทราย ยิ่งไปกว่านี้สารดังที่กล่าวผ่านมาแล้วยังเป็นสารที่ไม่มีคุณค่าทางอาหารอะไร เนื่องจากว่ามีแคลอรีต่ำมากมายไหมมีเลย และก็จะผิดย่อยให้เกิดเป็นพลังงานกับร่างกาย แม้กระนั้นจากข้อด้อยตรงนี้นี่เองก็นับว่าเป็นลักษณะเด่นที่เหมาะสมอย่างมากสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันเลือด โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน รวมทั้งโรคหัวใจ
ในปัจจุบันมีการอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากหญ้าหวานเป็นสารทดแทนน้ำตาลในประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ อย่างเช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี แคนนาดา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และก็มีลักษณะท่าทางเยอะขึ้นหน่วยงานอาหารและยาของสหรัฐฯแล้วก็กลุ่มประเทศในยุโรปอนุญาตให้มีการใช้สารหวานจากหญ้าหวานเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2551 รวมทั้ง พ.ศ. 2554 เป็นลำดับ ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศอนุญาตให้มีการผลิต และหญ้าหวานในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พ.ศ. 2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์รวมทั้งของกินที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์) และประกาศให้สารสกัดสติวิออลไกลโคไซด์เป็นวัตถุเจือปนของกิน ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2556 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360) พุทธศักราช 2556 เรื่อง สตีวิออลไกลโคไซด์) โดยอ้างอิงข้อมูลของคณะกรรมการผู้ที่มีความชำนาญว่าด้วยวัตถุเจือปนของกินของหน่วยงานอาหารแล้วก็เกษตร และก็องค์การอนามัยโลก ที่ยูเอ็น (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ซึ่งได้ประเมินและระบุค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake, ADI) แล้ว
รูปแบบ/ขนาดการใช้  จากผลวิจัยของทีมวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปว่า สารสกัดจากหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้โดยสวัสดิภาพคือ 7,938 มก./โล(น้ำหนักตัว)/วัน ซึ่งสูงมากถ้าเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่ๆ ด้วยเหตุว่าคนส่วนใหญ่กินกันราวๆ 2-3 ก็จัดว่ามากมายเพียงพอต่อวันแล้ว ซึ่งการใช้ต้นหญ้าหวานอย่างปลอดภัยเป็นประมาณ 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย ถือเป็นปริมาณที่เหมาะสมและไม่หวานมากเกินความจำเป็น  แม้กระนั้นคณะกรรมการผู้ชำนาญของอาหารแล้วก็เกษตรแห่งยูเอ็น องค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวกับสารเจือปนในอาหาร ได้กำหนดค่าความปลอดภัย พื้นฐานไว้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน แม้กระนั้นอาจต้องระวังการใช้ในใช้ในขนาดสูงติดต่อกันโดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะโรคไตและตับ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360 พุทธศักราช2556 เรื่องสตีวิออลไกลโคไซด์) สตีวิออลไกลโคไซด์ มีความหมายว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากใบต้นหญ้าหวาน ซึ่งประกอบด้วย สตีวิโอไซด์ รีบาวดิโอไซด์ เอ รีบาวดิโอไซด์ บี รีบาวดิโอไซด์ ซี รีบาวดิโอไซด์ ดี รีบาวดิโอไซด์ วัวไซด์ เอ รูบุโซไซด์ แล้วก็ สตีวิออลไบโอไซด์ สารสกัดจากต้นหญ้าหวานที่อนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบของกินควรมีปริมาณสารในกลุ่มสตีวิออลไกลโคไซด์ รวมยอดไม่น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน หน่วยงานอาหารและก็เกษตร และองค์การอนามัยโลก แห่งองค์การสหประชาชาติ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา  ในปี คริสต์ศักราช1991 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Emily Procinska แล้วก็คณะ ได้ออกมาค้นคว้ารายงานศึกษาค้นคว้าของ John M. Pezzuto ว่าอาจมีจุดบกพร่อง โดยพิมพ์ในนิตยสาร Mutagenesis ระบุว่า ต้นหญ้าหวานไม่เป็นผลนำมาซึ่ง Mutagenic (สารก่อกลายพันธุ์) แต่อย่างใด ทั้งนี้ได้กระทำทดลองซ้ำอยู่บ่อย ต่อจากนั้นมาก็ได้มีรายงานต่างๆออกตามมาอีกเยอะแยะที่กล่าวว่าผลของ mutagenic ในสารสกัดหญ้าหวานมีผลน้อยมาก หรือบางทีอาจจะไม่เป็นผลเลย แล้วก็ต่อมาจึงได้มีการตรวจดูความเป็นพิษพบว่า การวิจัยส่วนมากระบุว่าหญ้าหวานไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานอะไรก็ตามระบุว่าต้นหญ้าหวานให้กำเนิดโรคมะเร็งอะไร  และก็ยังมีการศึกษาทางสถานพยาบาลอีกหลายๆฉบับ ซึ่งส่ววนใหญ่มีผลการเรียนระบุถึงกลไกการออกฤทธิ์ภายในร่างกายมนุษย์เป็น   กลไกการออกฤทธิ์ของต้นหญ้าหวานเป็น สารสกัดของหญ้าหวานที่เป็นไกลโคไซด์ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาลเดกซ์โทรสรวมทั้งสารอะไกลโคนซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (Polysaccharides) จะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของลิ้น ทำให้พวกเรารับรสความหวานซึ่งมีมากกว่าน้ำตาลถึง 150 เท่า แล้วก็ต่อมรับรสนิดหน่อยจะทำปฏิกิริยากับสารอะไกลโคนซึ่งทำให้รู้สึกถึงรสขมได้นิดหน่อย  และก็ระบบทางเดินอาหารของคนเราก็สามารถสลายตัวและก็แยกไกลโคไซด์ของต้นหญ้าหวานออกมาเป็นน้ำตาลกลูโคสได้อีกด้วย โดยน้ำตาลเดกซ์โทรสที่ได้นี้ส่วนมากจะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ดึงไปใช้เป็นพลังงานของตัวลำไส้เอง ก็เลยมีเดกซ์โทรสจากสารสกัดหญ้าหวานเพียงแค่ส่วนน้อยที่ถูกดูดซึมไปสู่กระแสโลหิต ส่วนสารสตีวิออลแล้วก็สารโพลีแซคคาไรด์ (Poly saccharides) เล็กน้อยจะถูกซึมซับเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งโดยมากที่เหลือจะถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ

การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา จากการเรียนความเป็นพิษในหนูหลายๆการศึกษา
โดยให้สาร สตีวิโอไซด์ ผสมในของกินในขนาดต่างๆจนกระทั่ง 5% (ขนาดมากถึง 2 g/kg น้ำหนักตัว ให้ต่อเนื่องกัน 3 เดือน จนถึง 2 ปี ไม่เจอความเป็นพิษที่ร้ายแรงต่อตับ แล้วก็ไต อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าหนูที่ได้รับ สตีวิโอไซด์ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาดมากถึง 1.5 g/kg น้ำหนักตัว ส่งผลต่อไตโดยมี blood urea nitrogen (BUN) และ creatinine ในเลือดสูงมากขึ้น แต่ว่าขนาดดังกล่าวเป็นขนาดที่สูงขึ้นยิ่งกว่าขนาดที่ใช้รับประทานในคนมากประกอบกับเป็นการให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ดังนั้นผลการศึกษาเรียนรู้ถึงความปลอดภัยของสตีวิโอไซด์ในของกิน เป็นระยะเวลานานจนถึงปัจจุบันปรากฏว่ามีทิศทางทางด้านความปลอดภัยที่ดี เมื่อต้นปี คริสต์ศักราช 2009 อเมริกาโดย USFDA ได้พิจารณาและประกาศว่า ต้นหญ้าหวานได้รับการยินยอมรับโดยปกติว่าปลอดภัย "Generally Recognized As Safe (GRAS)  ส่วนการทดสอบการกลายพันธุ์ของสารสกัดหญ้าหวาน โดย Fujita และแผนก (1979), Okumura
และก็ภาควิชา (1978) และ Tama Biochemical Co-Ltd. (1981) ทำการทดลองกับเชื้อ Salmonella typhimurium, Escherichia coli แล้วก็ Bacillus subtilis ผลของการทดสอบ พบว่า สารดังที่กล่าวผ่านมาแล้วไม่ก่อกลายพันธุ์แต่อย่างใด
ข้อแนะนำ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง
หากแม้ปัจจุบันยังไม่เจอข้อกำหนดใช้หญ้าหวานที่ชัดแจ้ง แต่ว่าข้อควรคำนึงเป็น

  • ไม่สมควรบริโภคต้นหญ้าหวานใน จำนวนที่เกินกว่าที่กำหนดในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคำยืนยันความปลอดภัยการบริโภคจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (อย)
  • เลี่ยงบริโภคหญ้าหวานในกรณีที่แพ้พืชเชื้อสายเดียวกับต้นหญ้าหวาน เป็นต้นว่า ดอกต้นเบญจมาศ ดาวเรือง เป็นต้น เหตุเพราะคนที่แพ้พืชกลุ่มนี้อาจเสี่ยงมีลักษณะอาการแพ้ต้นหญ้าหวานได้เช่นกัน
  • คนไข้เบาหวานที่รับประทานต้นหญ้าหวานควรหมั่นตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงขอคำแนะนำหมอโดยทันทีถ้าเกิดมีลักษณะเปลี่ยนไปจากปกติใดๆเพราะหญ้าหวานหรือสินค้าที่มีสารสกัดจากต้นหญ้าหวานอาจก่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเหลือเกินได้
  • สตรีมีท้อง สตรีให้นมลูก แล้วก็เด็ก ควรปรึกษาหมอก่อนการบริโภคหญ้าหวานเสมอ
  • ผู้ซื้อหญ้าหวานบางรายบางทีอาจเกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ ปวดกล้าม หรือชาตามร่างกายได้
  • ไม่บริโภคสินค้าหญ้าหวานที่หมดอายุ

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.ดร.ภก.พิสมัย กุลกาญจนาธร. หญ้าหวาน.....หวานทางเลือก....เพื่อสุขภาพ.ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • มตรี สุทธจิตต์ และคณะ, 2540, การรวบรวม การทบทวน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและการสังเคราะห์แนวความคิดที่-เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของหญ้าหวาน-และผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
  • เชาวนี สุวรรณโชติ, 2556, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน-โรงงานสกัดผงหญ้าหวาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
  • Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudiana Bertoni.Article. 2009; 16(1):49-54.
  • มัทนียา วังประภา, 2548, การผลิตสารสตีวิโอไซด์-โดยการเพาะเลี้ยงหญ้าหวาน-ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ.
  • หญ้าหวาน.วิกิพีเดีย.สารานุกรมเสรี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.th.wikipedia.org/wiki/
  • กล้าณรงค์ ศรีรอต. 2542. สารให้ความหวาน(sweeteners) : คุณสมบัติและการใช้ประโยชน์. http://www.disthai.com/
  • หญ้าหวาน(Stevia) สรรพคุณและการปลูกหญ้าหวาน.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพือเกษตรกรไทย
  • CODEX-2010: JECFA Monograph (2010) INS no. 960
  • Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J. Verbr. Lebensm. 2010; 5:225-229
  • หญ้าหวานต้านโรค พิสูจน์ได้จริงหรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • Goyal SK., Samsher And Goyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010; 61(1):1-10.
  • การใช้หญ้าหวานมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Munish P, Deepika S, Ashok T and Kdownstream. Processing of stevioside and its potential applications. Biotechnology Advances 2011; 29: 781-791.
  • Madan S, Ahmad S; Singh G.N, Kohli, Kanchan, Kumar Y, Singh R, Garg M. Stevia rebaudiana (Bert.) Bertoni-A review. Indian Journal of Natural Products and Resources 2010; 1:267-286.


6

ต้นหญ้าหนวดแมว
ชื่อสมุนไพร  ต้นหญ้าหนวดแมว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  พยับเมฆ (กรุงเทพฯ) บางรักป่า (ประจวบคีรีขันธ์), อีตู่ดง (เพชรบุรี) ต้นหญ้าหนวดเสือ
ชื่อสามัญ Kidney tea plant, Cat’s whiskers, Java tea, Hoorah grass
ชื่อวิทยาศาสตร์ Orthosiphon aristatus (Blume) Miq.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Orthosiphon grandiflorus Bold. ,Orthosiphon stamineus Benth.
ตระกูล Lamiaceae หรือ Lamiaceae
บ้านเกิดเมืองนอน  ต้นหญ้าหนวดแมวจัดเป็นพืชป่าในเขตร้อนชื้นมีถิ่นกำเนิดแถวทวีปเอเชียใต้แถบอินเดีย , บังคลาเทศ , ศรีลังกาและทางตอนใต้ของจีนแล้วมีการกระจัดกระจายจำพวกไปสู่ในประเทศเขตร้อนที่ใกล้เคียง (ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ยกตัวอย่างเช่น ประเทศพม่า ไทย ลาว เขมร มาเลเซีย ฯลฯ ในประเทศไทย มีการนำหญ้าหนวดแมวมาเป็นสมุนไพรรักษาโรคนิ่วและขับปัสสาวะมานานแล้ว จนกว่าในขณะนี้มีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับหญ้าหนวดแมวว่าสามารถรักษาโรครวมทั้งภาวะต่างๆได้มากมายหลายโรคก็เลยทำให้ความนิยมชมชอบในการใช้หญ้าหนวดแมวมากเพิ่มขึ้น
ลักษณะทั่วไป   หญ้าหนวดแมวมีลักษณะ ต้น เป็นไม้พุ่มล้มลุก ขนาดเล็ก เนื้ออ่อน สูง 30-60 ซม. มีอายุนับเป็นเวลาหลายปี ลำต้นแล้วก็กิ่งค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมเห็นได้ชัดเจน มีสีม่วงแดง แล้วก็มีขนบางส่วน แตกกิ่งก้านสาขามากมาย โคนต้นอ่อนโค้ง ปลายตั้งตรง ตามยอดอ่อนมีขนกระจาย ใบเป็นเดี่ยว ออกตรงกันข้าม สีเขียวเข้ม รูปไข่ หรือรูปสี่เหลี่ยมผ่านหลามตัด ตามเส้นใบมักมีขน กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 5-10 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยห่างๆเว้นเสียแต่ขอบที่โคนใบจะเรียบ มีขนตามเส้นใบอีกทั้งข้างบนแล้วก็ด้านล่าง เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 2-4.5 เซนติเมตร มีขน ดอก มีสีขาว หรือขาวอมม่วงอ่อน ออกเป็นช่อกระจะตั้งขึ้น ที่ปลายยอด เป็นรูปฉัตร ยาว 7-29 เซนติเมตร มีดอกย่อยราว 6 ดอก ขนาดดอก 1.5 เซนติเมตร ดอกจะบานจากด้านล่างขึ้นไปด้านบน ริ้วเสริมแต่งรูปไข่ ยาว 1-2 มิลลิเมตร ไม่มีก้าน กลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเป็นรูประฆัง งอบางส่วน ยาว 2.5-4.5 มม. เมื่อเป็นผลยาว 6.5-10 มิลลิเมตร ข้างนอกมีต่อมน้ำมันหรือเป็นปุ่มๆกลีบโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดตรงเล็ก ยาว 10-20 มม. ปลายแยกเป็นปากสองปาก ปากบนใหญ่กว่า ปากบนมีหยักตื้นๆ4 หยัก โค้งไปทางข้างหลัง ปากล่างตรง โค้งเป็นรูปช้อน เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็น 2 คู่ คู่ด้านล่างยาวกว่าคู่บนบางส่วน ก้านเกสรยาว สะอาด ไม่ชิดกัน ยื่นยาวออกมานอกกลีบเห็นได้ชัดราวกับหนวดแมว อับเรณูเป็น 2 พู ข้างบนบรรจบกัน ก้านเกสรเพศเมียเรียวเล็ก ยาว 5-6 ซม. ปลายก้านเป็นรูปตะบอง ปลายสุดมี 2 พู ผลเป็นผลแห้งไม่แตก รูปขอบขนานกว้าง แบน แข็ง สีน้ำตาลเข้ม ขนาดเล็ก ยาวราวๆ 1-2 มิลลิเมตร ผลจะรุ่งเรืองเป็น 4 ผลย่อยจากดอกหนึ่งดอก ตามผิวมีรอยย่น มีดอกแล้วก็ติดผลราวเดือนกันยายนถึงตุลาคม ชอบขึ้นที่เปียกชื้น มีแดดรำไรในป่าริมลำธาร หรือน้ำตก
การขยายพันธุ์ หญ้าหนวดแมว เป็นไม้ล้มลุกที่เติบโตได้ดิบได้ดีในดินเปียกชื้น คล้ายกับกระเพรารวมทั้งโหระพา จึงทนต่อสภาพแห้งได้น้อย ฉะนั้น การปลูกหญ้านวดแมวควรต้องเลือกสถานที่ปลูกที่ค่อนข้างจะชื้นเสมอหรือมีระบบให้น้ำอย่างทั่วถึง แต่ว่าในช่วงฤดูฝนสามารถเติบโตได้ทุกพื้นที่
                ทั้งหญ้าหนวดแมวเป็นพืชชอบดินร่วนซุย และก็มีสารอินทรีย์สูง ฉะนั้น ดินหรือแปลงปลูกควรเพิ่มสารอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยธรรมชาติ ก่อนลูกพรวนผสมกันไปจนกว่าจะเข้ากันและกำจัดวัชพืชออกให้หมด
ส่วนการปลูกต้นหญ้าหนวดแมว ปลูกได้ด้วย 2 วิธี เป็น

  • การปักชำกิ่ง ตัดกิ่งที่ยังไม่มีดอก ยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร หลังจากนั้น เด็ดกิ่งแขนง รวมทั้งใบออกด้านโคนกิ่งออก ในความยาวประมาณ 5 เซ็นติเมตร กับเด็ดยอดทิ้ง ก่อนนำมาปักชำ ซึ่งอาจปักชำในกระถางหรือปักชำลงแปลงปลูก
  • การโปรยเม็ด นำเม็ดหว่านลงแปลงที่ตระเตรียมไว้ โดยหว่านให้เม็ดมีระยะห่างกันโดยประมาณ 3-5 ซม. ก่อนให้น้ำ ให้ปุ๋ย แล้วก็ดูแลจนต้นกล้าอายุประมาณ 20-30 วัน หรือสูงราว 10-15 ซม. ก่อนแยกปลูกลงแปลงต่อไป


ต้นหญ้านวดแมว เป็นพืชที่ต้องการความชุ่มชื้นสูง ถ้าเกิดขาดน้ำนาน ลำต้นจะเฉา และตายได้เร็ว ฉะนั้น กล้าหญ้าหนวดแมวหรือต้นที่ปลูกลงในแปลงแล้ว จะต้องมีการให้น้ำขั้นต่ำ 2 วัน/ครั้ง
การเก็บเกี่ยว หญ้าหนวดแมว มีอายุเก็บเกี่ยวราวๆ 120-140 วัน หลังปลูก บางทีอาจเก็บเกี่ยวด้วยการถอนต้นหรือทยอยเด็ดเก็บกิ่งมาใช้ประโยชน์ก็ได้
องค์ประกอบทางเคมี
หญ้าหนวดแมวมีส่วนประกอบทางด้านพฤกษเคมีที่สะดุดตาคือ สารกลุ่ม phenolic compoundsตัวอย่างเช่น rosmarinic acid, 3’-hydroxy-5, 6,    7, 4’-tetramethoxyflavone, sinensetin และก็eupatorin และก็ pentacyclic triterpenoid ที่สำคัญเป็น betulinic acid2 นอกนั้นยังเจอ glucoside orthosiphonin, myoinositol, essential oil, saponin, alkaloid, phytosterol, tannin เจอสารกลุ่มฟลาโอ้อวดน ดังเช่น sinensetin, 3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxy flavones Potassium Salf ในใบ และก็Hederagenin, Beta-Sitosterol, Ursolic acid ในต้นอีกด้วย
ซึ่งสารในหญ้าหนวดแมวเหล่านี้มีรายงานฤทธิ์ทางสรีรวิทยาและเภสัชวิทยามาก ดังเช่นว่า การขับฉี่ ลดระดับกรดยูริค (hypouricemic activity) ป้องกัน ตับ ไต แล้วก็กระเพาะ ลดระดับความดันเลือด ต่อต้านสารอนุมูลอิสระหรือปฏิกิริยาออกซิเดชัน ต่อต้านการอักเสบ โรคเบาหวาน รวมทั้งจุลชีวัน ลดไขมัน (antihyper-lipidemic activity) ลดความอยากทานอาหาร (anorexic  activity)  แล้วก็ปรับสมดุลภูมิต้านทานของร่างกาย (immunomodulation)
 
 
 โครงสร้างทางเคมีของสารพฤกษเคมีในต้นหญ้าหนวดแมว (a)    rosmarinic acid, (b)  3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxyflavone, (c) eupatorin, (d) sinensetin, (e) betulinic acid
                 
     Tannin ที่มา: Wikipedia                      Myo-inositol   ที่มา: Google
คุณประโยชน์  ต้นหญ้าหนวดแมวเป็นสมุนไพรที่คนประเทศไทยได้ประยุกต์ใช้รักษาโรคมานานแล้ว โดยมีสรรพคุณตามตำราไทย คือ ใบมีรสจืดชืด ใช้เป็นยาชงแทนใบชา กินขับฉี่ ขับนิ่ว แก้โรคไต รวมทั้งกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แก้เมื่อย แล้วก็ไขข้ออักเสบ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ถุงน้ำดีอักเสบ บรรเทาอาการไอ แก้โรคหนองใน ราก ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว อีกทั้งต้น แก้โรคไต ขับปัสสาวะ รักษาโรคกษัย รักษาโรคปวดตามสันหลัง และก็บั้นเอว รักษาโรคนิ่ว แก้หนองใน รักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ ล้างสารพิษในไต
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น ส่งผลการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยระบุว่า ต้นหญ้าหนวดแมวมีสรรพคุณ

  • ความดันเลือดสูง หญ้าหนวดแมวทำให้ความดันโลหิตลดลง รวมทั้งยังสามารถลดสภาวะเส้นโลหิตหดตัวได้ด้วย ก็ยิ่งทำให้ไม่มีอันตรายในคนไข้กลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
  • การตำหนิดเชื้อระบบทางเดินเยี่ยว โรคนี้แพทย์มักชี้แนะให้คนป่วยดื่มน้ำมากมายๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเริ่มแรกถ้ากินน้ำมากๆก็สามารถที่จะช่วยให้หายได้โดยไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ การดื่มน้ำมากมายๆเสมือนเป็นการช่วยให้เชื้อโรคถูกขับออกไทยจากระบบทางเท้าปัสสาวะไปเรื่อยๆยิ่งขับออกเร็วมากเท่าใดลักษณะโรคก็จะหายเร็วมากยิ่งขึ้นเท่านั้นถ้าเกิดเชื้อสะสมอยู่ในระบบทางเดินเยี่ยวก็จะทำการกระตุ้นการหลั่งสารกลุ่ม cytokines โดยเฉพาะอย่างยิ่ง interleukin 6  ที่ให้ผลทั้งเฉพาะที่ในระบบทางเดินปัสสาวะรวมทั้งกระทบไปทั่วร่างกาย (systemic effect) เป็นก่อให้เกิดการปวด อักเสบ รวมทั้งจับไข้ได้ หญ้าหนวดแมวก็ยังสามารถช่วยลดการอักเสบ ปวด ไข้ รวมทั้งคุ้มครองมิให้เชื้อเกาะติดเยื่อระบบทางเดินเยี่ยว เชื้อก็จะหลุดออกไปกับน้ำเยี่ยวได้เร็วขึ้น
  • เบาหวาน ต้นหญ้าหนวดแมวทำให้น้ำตาลในกระแสโลหิตลดน้อยลงเพราะว่ายับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase และก็  α-amylase  แล้วก็ลดพิษจากการได้รับเดกซ์โทรสปริมาณสูง จึงสามารถนำมาใช้ในผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานได้อย่างปลอดภัยแล้วก็หนังสือเรียนยาโบราณยังบางทีอาจใช้รักษาโรคโรคเบาหวานได้ด้วย
  • นิ่ว ต้นหญ้าหนวดแมวเป็น hypourecimic agent เป็นขับกรดยูริกออกจากกระแสโลหิต ลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริกได้ อีกทั้งยังลดการบิดเจ็บในไตที่เกิดจากนิ่ว calcium oxalate ได้ด้วย
  • มะเร็ง หญ้านวดแมวเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็งหลายแบบและลดการผลิตเส้นโลหิตใหม่ไม่ให้แตกออกไปเลี้ยงก้อนเนื้อมะเร็ง ก็เลยให้ผลดีสำหรับเพื่อการร่วมรักษาโรคมะเร็งได้
  • ท่อปัสสาวะตีบแคบ หญ้าหนวดแมวถือว่าเป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์มากสำหรับเพื่อการช่วยขับฉี่ในคนเจ็บที่มีปัญหาในเรื่องท่อฉี่ตีบแคบซึ่งเจอได้ย่อยในสุภาพสตรีสูงวัย เพราะทำให้กล้ามเนื้อเรียบของท่อเยี่ยวคลายตัว
แบบ/ขนาดวิธีใช้ ตามตำรายาไทยระบุได้ว่า

  • ใช้ขับปัสสาวะ
  • ใช้กิ่งกับใบต้นหญ้าหนวดแมว ขนาดกึ่งกลาง ไม่แก่หรืออ่อนจนถึงเกินไป ล้างสะอาด เอามาผึ่งในที่ร่มให้แห้ง เอามา 4 กรัม หรือ 4 หยิบมือ ชงกับน้ำเดือด 1 ขวดน้ำปลา (750 ซีซี.) เหมือนกันชงชา ดื่มต่างน้ำทั้งวัน รับประทานนาน 1-6 เดือน
  • ใช้ต้นกับใบวันละ 1 กอบมือ (สด 90- 120 กรัม แห้ง 40- 50 กรัม ) ต้มกับน้ำกิน ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 ซีซี.) วันละ 3 ครั้ง ก่อนกินอาหาร
  • ใช้แก้นิ่ว/ขับนิ่ว ให้นำใบอ่อน (ไม่ใช่ดอก) ขอบต้นหญ้าหนวดแมว ประมาณ 2-3 ใบ (ควรเก็บช่วงที่หญ้าหนวดแมวกำลังออกดอก) มาหั่นเป็นท่อนราว 2-3 ซม. ผึ่งแดดให้แห้งแล้วนำมาชงกับน้ำร้อน (ราว 2 กรัมต่อน้ำร้อน 1 แก้ว) ปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที ใช้ดื่ม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน อ้วก ตำรายาให้ใช้ใช้ใบ แล้วก็กิ่งต้มน้ำรวมกับสารส้ม ดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนกินอาหาร


การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาของหญ้าหนวดแมวส่วนใหญ่จะมีด้านฤทธิ์การขับเยี่ยวและฤทธิ์สำหรับในการรักษานิ่ว ดังเช่น

  • มีสารฤทธิ์ขับฉี่ ทดลองป้อนทิงเจอร์ของสารสกัดจากใบด้วยเอทานอลร้อยละ 50 รวมทั้งร้อยละ 70 ให้หนูแรทพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 มีฤทธิ์ขับเยี่ยวแล้วก็ขับโซเดียมได้ดีกว่าสารสกัดด้วยเอทานอลความเข้มข้นร้อยละ 70 แต่ขับโปแตสเซียมออกได้น้อยกว่า นอกนั้นสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 ยังมีฤทธิ์ขับกรดยูริคได้ดิบได้ดีมาก รวมทั้งพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 มีจำนวนสารสำคัญ อย่างเช่น sinesetine, eupatorine, caffeic acid แล้วก็ cichoric acid สูงขึ้นมากยิ่งกว่าสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 70 แต่มีสาร rosemarinic acid น้อยกว่า
  • ฤทธิ์ในการรักษานิ่ว มีการเล่าเรียนฤทธิ์สำหรับในการรักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะส่วนบนของต้นหญ้าหนวดแมวเปรียบเทียบกับการดูแลและรักษามาตรฐานด้วยไฮโดรคลอไรไธอาไซด์ แล้วก็โซเดียมไบคาร์บอเนต พบว่าคนป่วยที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวมีการเคลื่อนตัวของนิ่วบริเวณกระดูกกระเบนเหน็บมากกว่า และช่วยลดการใช้ยารับประทานแก้ปวดได้มากกว่ากรุ๊ปที่ใช้ยามาตรฐาน แม้กระนั้นไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ป่วยที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวจะมีความดันเลือดต่ำลงเล็กน้อย ในช่วงเวลาที่กลุ่มที่ได้ยามาตรฐานจะมีความดันเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คนเจ็บที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวจะมีชีพจรในระยะแรก (วันที่ 3 ของการทดสอบ) เร็วขึ้น แต่ไม่เจอความเคลื่อนไหวของระดับโปแตสเซียมในเลือด กลุ่มที่ได้ยามาตรฐานจะมีเม็ดเลือดแดงในเยี่ยวในวันที่ 30 ของการทดลองลดน้อยลง ความเคลื่อนไหวของความถ่วงจำเพาะของฉี่ทั้งคู่กรุ๊ปไม่ได้ต่างอะไรกัน ในตอนที่เจอผลกระทบในกรุ๊ปที่ใช้ต้นหญ้าหนวดแมวน้อยกว่ากลุ่มที่ใช้ยามาตรฐาน แม้กระนั้นไม่ได้ต่างอะไรอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ ยิ่งไปกว่านี้ มีรายงานผลการรักษานิ่วในไตในคนไข้ที่ให้กินยาต้มที่เตรียมจากใบหญ้าหนวดแมวแห้ง ความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 0.5 ขนาด 300 มล. ครั้งเดียว ติดต่อกันเป็นเวลานาน 1-10 เดือน พบว่า 9 ราย มีการสนองตอบทางสถานพยาบาลที่ดี พบว่าปัสสาวะของผู้ป่วยมีแนวโน้มเป็นด่างเพิ่มขึ้น ซึ่งเสนอแนะว่าน่าจะช่วยลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริคได้

นอกนั้นยังมีการทำการค้นคว้าในต่างแดนของฤทธิ์สำหรับในการบำบัดรักษาแล้วก็รักษาลักษณะของโรคต่างๆดังนี้

  • การขับปัสสาวะ (diuresis) ปัจจุบันนี้พบว่าเนื้อเยื่อบุผิวของกระเพาะปัสสาวะ (uroepithelial tissue) ที่มีตัวรับขอบ ที่มีตัวรับของ adenosinereceptor ทั้ง A1 A2A A2B แล้วก็ A3    สาระสำคัญในหญ้าหนวดแมวมีกลไกการทำงานที่สำคัญเป็น กระตุ้น adenosine receptor ประเภท A1    receptor แต่ว่าก็ให้ฤทธิ์ที่ครอบคลุมถึง adenosine receptor อีก 3 ประเภทด้วย ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของกระเพาะปัสสาวะหดตัวแม้กระนั้นกล้ามเรียบของท่อปัสสาวะ (urethra) คลายตัวซึ่งเอื้อต่อการขับเยี่ยว จึงน่าจะเป็นกลไกที่ประยุกต์ใช้อธิบายการขับฉี่ได้
  • นิ่วในไต (urolithiasis) เป็นโรคที่ยังถือได้ว่าเป็นปัญหาอยู่มากและยังไม่รู้จักกลไกที่ชัดเจน ยาแผนโบราณใช้หญ้าหนวดแมวสำหรับเพื่อการรักษานิ่ว Gao และคณะบอกให้เห็นศักยภาพของหญ้าหนวดแมวสำหรับเพื่อการปรับปรุงแก้ไขนิ่วที่เกิดจากผลึกของ calcium oxalateในเนื้อเยื่อไตของหนูทดลอง โดยการทำให้สาร biomarker กว่า 20 ชนิดที่เปลี่ยนไปเมื่อไตบาดเจ็บจากผลึกของ calcium oxalate สามารถคืนสู่ภาวะธรรมดาได้เรื่องดำเนินการของสารในหญ้าหนวดแมวคาดว่าน่าจะผ่านหลายกลไกในลักษณะ multiple metabolicpathways โดยเฉพาะเมเกือบจะอลิซึมของพลังงานต่างๆกรดอะมิโน taurine hypotaurine purine รวมถึง citrate cycle ยิ่งกว่านั้นยังมีรายงานเพิ่มอีกว่าการขับฉี่บางทีอาจเป็นการช่วยละลายนิ่วและขับออกมากับปัสสาวะง่ายขึ้น ทั้งยังช่วยขับกรดยูริคแล้วก็คุ้มครองป้องกัน  uric acid stone formation
  • การต่อว่าดเชื้อของระบบทางเท้าปัสสาวะ (urinary tract infection, UTI) เมื่อนำต้นหญ้าหนวดแมวมาใช้ในระบบฟุตบาทเยี่ยว ผลประโยชน์ที่น่าดึงดูดเป็น นอกเหนือจากที่จะขับปัสสาวะที่ช่วยทำให้ลักษณะของการติดเชื้อดียิ่งขึ้นแล้ว ยังสามารถลดการเกาะติดของเชื้อชนิด uropathognicEscherichia coli กับเซลล์กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เชื้อถูกขับออกไปจากระบบทางเดินฉี่ได้ง่ายแล้วก็เร็วขึ้น นอกนั้นคุณลักษณะสำหรับในการต้านทานปฏิกิริยาออกซิเดชัน ที่จะลดความเครียดจากภาวการณ์ออกซิเดชัน (oxidative stress) ก็เลยลดการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาออกซิเดชันสำคัญเป็น lipid peroxidation ทำให้ลดการเกิดแผล (scar formation) ได้
  • การต้านอักเสบ (anti-inflammation) สารสกัดจากใบหญ้าหนวดแมว  (chloroform extract) มีคุณสมบัติตามอักเสบก้าวหน้า จึงมีการนำมาใช้ใน rheumatoid arthritis gout และก็โรคอันมีต้นเหตุจากการอักเสบต่างๆกลไกหนึ่งของสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวที่ลดการอักเสบเป็นยับยั้ง cytosolic phospholipaseA2a (cPLA2a) ทำให้การสลาย phospholipid ลดน้อยลงสาร eupatorin และก็ sinensetin ยั้งการแสดงออกของยีน iNOS และ COX-2 ทำให้การสังเคราะห์ nitric oxide รวมทั้ง PGE2 ต่ำลงเป็นลำดับ นอกจากสารกรุ๊ป phenolic compounds  คือ eupatorin และsinensetin แล้วสารกรุ๊ป diterpines ในหญ้าหนวดแมวก็สามารถยับยั้งการสังเคราะห์ nitric oxide ได้เหมือนกัน นอกจากนั้นยังลดการสังเคราะห์ tumornecrosis factor a อีกด้วย สันนิษฐานว่ากลไกการต้านอักเสบผ่าน transcription factor ที่ชื่อ STAT1a
  • การลดไข้ (antipyretic activity)สารสกัดจากต้นหญ้าหนวดแมวมีคุณสมบัติลดการเกิดไข้ได้โดยสารสำคัญที่ออกฤทธิ์คือ rosmarinic acid,sinensetin, eupatorin รวมทั้ง tetramethoxy-flavone ข้อดีที่นอกเหนือจากการต้านทานอักเสบรวมทั้งลดไข้แล้วยังช่วยลดของกินปวดได้อีกด้วย31 ซึ่งอาการอักเสบ ไข้และก็ปวดจะพบได้บ่อยสำหรับในการติดเชื้อโรคของระบบทางเท้าปัสสาวะ
  • สภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycaemia) การใช้หญ้าหนวดแมวในผู้ป่วยโรคเบาหวานน่าจะมีความปลอดภัยสูงด้วยเหตุว่าสารสกัดหญ้าหนวดแมว สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทดลองที่เป็นโรคเบาหวานได้ โดยยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-glucosidase เพิ่มการแสดงออกของยีนอินซูลินรวมทั้งป้องกันความเป็นพิษที่เกิดขึ้นจากการรับเดกซ์โทรสขนาดสูงๆ(high glucosetoxicity) โดยผ่านการเติมหมู่ฟอสเฟตให้กับphosphatidylino-sitol 3-kinase (PI3K)


เมื่อทำการสกัดแยกสาร sinensetin ออกมาทดลองฤทธิ์การขัดขวางเอนไซม์ a-glucosidase และก็a-amylase ก็พบว่าความสามารถของสารบริสุทธิ์sinensetin สำหรับเพื่อการยับยั้งเอนไซม์ a-glucosidase สูงขึ้นยิ่งกว่าสารสกัดหญ้าหนวดแมว (ethanolic extract) ถึง 7 เท่า ด้วยค่า IC50 พอๆกับ 0.66 และก็ 4.63 มก.ต่อมิลลิลิตร เป็นลำดับ ตอนที่สมรรถนะของsinensetin สำหรับเพื่อการยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-amylase สูงกว่าสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวถึง 32.5 เท่า ด้วยค่า IC50 เท่ากับ 1.13 และก็ 36.7 มก.ต่อมิลลิลิตรตามลำดับ จึงคาดการณ์ว่าสาร sinensetin บางทีอาจเป็นสารสำคัญชนิดหนึ่งสำหรับเพื่อการออกฤทธิ์ของต้นหญ้าหนวดแมวสำหรับการต้านเบาหวานจำพวกที่ไม่ขึ้นอยู่กับอินซูลิน (non-insulin-dependent diabetes) ได้

  • ความดันเลือดสูง (Hypertension) สารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว สามารถลดภาวะหลอดเลือดหดรัด (vasoconstriction) ด้วยการขัดขวางตัวรับ alpha 1 adrenergic และก็ angiotensin 1 จึงคงจะปลอดภัยในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง นอกเหนือจากที่จะไม่เป็นอันตรายในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงแล้วยังสามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์สำหรับในการรักษาความดันโลหิตสูงได้ด้วย คาดว่าสารสำคัญที่ออกฤทธิ์มาจากกรุ๊ป diterpenes รวมทั้ง methylripario-chromene A
  • พิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง (cytotoxicity)ต้นหญ้าหนวดแมวที่สกัดด้วยแนวทาง supercritical carbon-dioxide ได้ผลที่น่าดึงดูด สำหรับเพื่อการยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยความเข้มข้นที่ยั้งการก้าวหน้าของเซลล์ (inhibitory concemtration) ได้ 50 % คือค่า IC50 ต่ำเพียง 28 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เมื่อเรียนลงไปในระดับเซลล์ก็พบว่าทำให้เซลล์ตายในลักษณะ apoptosis ที่สามารถเห็น nuclearcondensation แล้วก็ความไม่ปกติของเยื่อไมโตคอนเดรียได้อย่างชัดเจน เมื่อกระทำสกัดสาร eupatorin มาทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหลายๆจำพวกก็ให้ค่า    IC50  ในระดับตำเป็นไมโครโมล่าร์ ด้วยการขัดขวางวงจรการแบ่งเซลล์ ระยะ G2/M phase จุดเด่นที่เหนือยาเคมีบรรเทาในขณะนี้เป็น eupatorin ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ธรรมดา
  • การต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (anti-oxidation) สารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวสามารถลดสารอนุมูลอิสระ เช่น การลดปฏิกิริยา lipid peroxidation ทำให้เยื่อเซลล์ทนและก็แข็งแรง ก็เลยลดการเกิดแผลเป็นของระบบทางเดินฉี่ได้  เว้นแต่ลดการเกิดปฏิกิริยา lipid peroxidation แล้วยังสามารถลดการเกิด hydrogen peroxide ได้อีกด้วย ทำให้เซลล์รอดพ้นจากการเสียชีวิตแบบ apoptosis ด้วยการเพิ่มการแสดงออกของยีน  Bcl-2  กับลดการแสดงออกของยีน Bax42  Ho และแผนกทดลองใช้เทคนิคultrasound-assisted extraction (UAE) มาช่วยสำหรับเพื่อการสกัดสารจากต้นหญ้าหนวดแมวทำเป็นสารสกัดที่มีฤทธิ์ต่อต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน โดยพบสารrosmarinic  acid,  kaempferol-rutinoside  และก็sinesetine อยู่ในสารสกัดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น


การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา เมื่อฉีดสารสกัดด้วยน้ำร้อนจากใบรวมทั้งลำต้นเข้าช่องท้องหนูแรทเพศผู้รวมทั้งเพศเมีย หนูเม้าส์เพศผู้แล้วก็เพศเมีย เจอความเป็นพิษปานกลาง   เมื่อป้อนสารสกัดเดียวดันนี้ให้กับหนูแรททั้งคู่เพศวันแล้ววันเล่าต่อเนื่องกัน 30 วัน ไม่เจอการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว ค่าการตรวจทางวิชาชีวเคมีในเลือด และก็พยาธิภาวะของอวัยวะสำคัญเมื่อดูด้วยตาเปล่า  และก็เมื่อศึกษาความเป็นพิษในระยะยาวนาน 6 เดือน โดยการป้อนหนูแรทด้วยยาชงด้วยน้ำร้อน ซึ่งมีความแรงเสมอกันกับ 11.25, 112.5 และก็ 225 เท่าของขนาดที่ใช้ในผู้ป่วยโรคนิ่วในท่อไต ไม่พบความไม่เหมือนของการเติบโต  การกินของกิน ลักษณะภายนอกหรือความประพฤติที่เปลี่ยนไปจากปกติ และก็ค่าการตรวจทางวิชาชีวเคมีในเลือดเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม ยกเว้นปริมาณเกร็ดเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อใช้ยาในขนาด 18 กรัม/กิโล/วัน พบว่าระดับโซเดียมในเลือดในกลุ่มทดลองทุกกรุ๊ป โปแตสเซียมในหนูเพศเมีย และคอเลสเตอรอลในหนูเพศผู้ จะมีระดับต่ำกว่ากลุ่มควบคุม   นอกจากนั้น เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดจากต้นหญ้าหนวดแมว ติดต่อกันเป็นเวลานาน 6 เดือน เปรียบกรุ๊ปควบคุม พบว่า หนูทุกกลุ่มมีการเจริญวัยและก็ทานอาหารได้ใกล้เคียงกัน ไม่เจอความเปลี่ยนไปจากปกติในระบบเลือดวิทยารวมทั้งความเปลี่ยนไปจากปกติของอวัยวะภายใน ส่วนการตรวจผลทางวิชาชีวเคมีพบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดทุกขนาดมีระดับโซเดียมต่ำกว่ากรุ๊ปควบคุม แม้กระนั้นระดับโปแตสเซียมมีลักษณะท่าทางสูงขึ้น ในหนูเพศผู้ที่ได้รับสารสกัด 0.96 กรัม/กิโล/วัน จะมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยของตับและก็ม้ามมากยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม อย่างไรก็ตามการตรวจทางจุลพยาธิภาวะไม่พบความผิดแปลกที่เซลล์ตับและก็อวัยวะอื่นๆนอกจากการโป่งพองของกรวยไตในหนูขาวที่ได้รับสารสกัด 4.8 กรัม/กก./วัน ที่มีจำนวนเพิ่มมากกว่ากลุ่มควบคุม  กล่าวโดยย่อสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวเป็นพิษน้อย  แม้กระนั้นจะต้องรอติดตามวัดระดับโซเดียมและก็โปแตสเซียมหากใช้ติดต่อกันนาน
ข้อแนะนำ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตหรือโรคหัวใจ ไม่ควรใช้สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมว เพราะว่าสมุนไพรจำพวกนี้มีสารโพแทสเซียมสูงมากมาย ถ้าหากไตแตกต่างจากปกติก็จะไม่สามารถที่จะขับโพแทสเซียมออกมาได้ กระตุ้นให้เกิดโทษต่อสถาพทางร่างกายอย่างร้ายแรง รวมทั้งยังมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะให้ออกมามากกว่าปกติ รวมทั้งเกรงว่าขนาดของโพแทสเซียมที่สูงมากมายนั้น บางครั้งอาจจะไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วเปลี่ยนไปจากปกติ จึงบางทีอาจส่งผลเสียต่อโรคหัวใจได้
  • การกางใบชองต้นหญ้าหนวดแมวไม่สมควรใช้การต้ม ให้ใช้การชง แล้วก็ควรจะใช้ใบอ่อน เพราะเหตุว่าใบแก่จะมีความเข้มข้นอาจจะทำให้มีฤทธิ์กดหัวดวงใจ
  • การเลือกต้นนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ควรที่จะทำการเลือกต้นที่ดูแข็งแรง แข็งและก็ดก ไม่อ่อนแขวนลงมา ลำต้นมองอ้วนเป็นเหลี่ยม ต้นมีสีม่วงแดงเข้ม และก็ดูได้จากใบที่มีสีเขียวเข้มเป็นมันแล้วก็ใหญ่
  • การใช้สมุนไพรหญ้าหนวดแมวเพื่อรักษานิ่วจะได้ผลดีก็เมื่อใช้กับนิ่วก้อนเล็กๆแต่ว่าจะไม่เป็นผลกับก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่
  • สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมว ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแอสไพริน ด้วยเหตุว่าต้นหญ้าหนวดแมวจะก่อให้ยาแอสไพรินไปจับกล้ามเนื้อหัวใจมากยิ่งขึ้น
  • ผลกระทบของต้นหญ้าหนวดแมว ซึ่งบางทีอาจเกิดขึ้นได้กับคนธรรมดาที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจมาก่อน โดยอาการที่บางทีอาจเจอได้เป็น ใจสั่น หายใจลำบาก โดยเหตุนี้การใช้สมุนไพรจำพวกนี้คราวแรก แม้ใช้วิธีการช

7

เกล็ดสะระแหน่ (Menthol)
เกล็ดสะระแหน่เป็นอย่างไร เมื่อพูดถึงเกล็ดสะระแหน่ผู้คนจำนวนมากอาจไม่รู้จะแต่ว่าถ้าเกิดเอ่ยถึงเมนทอล (Menthol) แล้วละก็น่าไว้วางใจว่าอาจรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ว่าโดยเรื่องจริงแล้วเกล็ดสะระแหน่ก็คือเมนทอลนั่นเอง เพียงเกล็ดสะระแหน่เป็นชื่อเรียกของไทย ส่วนเมนทอลเป็นชื่อสากลที่นาๆประเทศนิยมเรียกกัน ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ หรือเมนทอลนั้นเป็นสารชนิดหนึ่งที่เจอในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้ สะระแหน่ไทย  ไม่นท์ หรือสะระแหน่ฝรั่ง รวมทั้งสะระแหน่ประเทศญี่ปุ่นด้วย โดยเกล็ดสะระแหน่จะมีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นและก็รสหอมเย็น (มีรายงานว่าในใบสะระแหน่พบสารเมนทอลอยู่มากถึง 80-89% เลยทีเดียว) ทั้งนี้เกล็ดสะระแหน่มักถูกนำมาใช้ผลดีในด้านการปรุงแต่งกลิ่นอาหาร อาหารหวาน  อาหารกินเล่นต่างๆรวมไปถึงอุตสาหกรรมเครื่องแต่งหน้าและแวดวงผลิตยายาทาภายนอกและยาสำหรับกินด้วย
สูตรทางเคมีและก็สูตรโครงสร้าง เกล็ดสะระแหน่ (Menthol) เป็นสารชนิดแอลกอฮอล์ที่ได้จากธรรมชาติ ดังเช่นว่า น้ำมันไม่นต์ (mint oil) ที่สังเคราะห์ขึ้น เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 5-เมทิล-2-(1-เมทิลเอทิล)-ไซโคลเฮกซะนอล (5-methyl-2-(1-methylethyl)-cyclohexanol) มีสูตรเคมี C¹ºH²ºO น้ำหนักโมเลกุล 156.27 แล้วก็มีสูตรส่วนประกอบทางเคมีดังนี้
มูลเหตุ เกล็ดสะระแหน่เพียงแค่ชื่อก็สามารถบอกที่มาที่ไปของสารชนิดนี้แล้ว เนื่องจากว่าโดยธรรมชาติของการเรียกขื่อสารต่างๆของไทยนั้น มักจะเรียกตามแหล่งวัตถุดิบซึ่งสามารถสกัดได้ ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ก็เช่นกัน โดยเกล็ดสะระแหน่นั้นสกัดได้จากเปปเปอร์มินต์ (ฟวันออกกลาง ปัจจุบันเพาะปลูกกันอย่างมากมายในหลายบริเวณทั้งโลก มีลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์เป็นเป็นพืชมีลำต้นใต้ดิน เติบโตได้ถึง 30-90 เซนติเมตร (12-35 นิ้ว) ลำต้นยืดออกกว้าง ใบยาว 4-9 ซม. (1.6-3.5 นิ้ว) กว้าง 1.5-4 เซนติเมตร (0.59-1.57 นิ้ว) ใบสีเขียวเข้ม ดอกสีม่วงยาวขนาด 6-8 มม. (0.24-0.31 นิ้ว) แล้วก็สะระแหน่ (mint Spearmint) ซึ่งเป็นพืชผักประจำถิ่นของไทยประเภทหนึ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mentha cordifolia Opiz. ตระกูล : Labiatae  ชื่อสามัญ : Spearmint  Mint  Kitchen mint
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นราก แล้วก็ลำต้น สะระแหน่มีลักษณะลำต้นพร้อมเลื้อย มีเฉพาะรากฝอย ขนาดเล็ก และก็สั้น ลำต้นสูงประมาณ 15-30 ซม. ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ผิวลำต้นมีสีแดงอมม่วงจนถึงปลายยอด ลำต้นสามารถแตกเหง้าฯลฯใหม่กระทั่งขยายเป็นกอใหญ่ แล้วก็ลำต้นแตกกิ่งกิ้งก้านจำนวนไม่น้อยสะระแหน่ ลำต้นทอดเลื้อยแผ่ไปตามดิน ลำต้นเป็นเหลี่ยม สีเขียวแกมม่วงน้ำตาล แตกกิ่งก้านมาก ใบคนเดียวมีสีเขียว ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย พื้นใบขรุขระ มีกลิ่นหอมยวนใจฉุน ดอกช่อ ออกเป็นกลุ่มที่ซอกใบ ใบใบสะระแหน่ ออกเป็น ใบเดี่ยว รวมทั้งออกเป็นคู่ๆตรงข้ามกันบนกิ่ง ลำต้น ใบมีสีเขียว รูปทรงรี กว้างราว 1.5 – 3.5 เซนติเมตร และยาวโดยประมาณ 2 – 7 ซม. ผิวใบย่นเป็นลูกคลื่น ขอบของใบหยัก ปลายใบมนหรือแหลม ดอกดอกสะระแหน่ออกเป็นช่อ เหนือซอกใบบริเวณปลายยอด แต่ละช่อมีดอกจำนวนไม่น้อย ดอกมีสีชมพูอมม่วง ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 5 กลีบ และก็กลีบดอกที่เชื่อมชิดกันเป็นกรวยตื้น 4 กลีบ ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 4 อัน ส่วนเกสรตัวเมียจะไม่ค่อยเจอดอกสะระแหน่ ผล ผลสะระแหน่มีสีดำ ขนาดเล็ก มีรูปผลเป็นรูปกระสวย เปลือกผลหมดจดมัน ทั้งนี้ ผลสะระแหน่มักไม่ติดผลให้เห็นหลายครั้งนัก เนื่องจากมีดอกที่เป็นหมันเป็นส่วนมาก
น้ำมันหอมระเหย ในใบสะระแหน่ของไทย (Spearmint) มีสีเหลืองใส มีความหนาแน่นราว 0.904 ประกอบด้วยสารเคมีหลากหลายประเภท ดังเช่นว่า
– menthol 63.5 %
– p-menthone19.5 %
– pluegone 42.9-45.4 %
– isomenthone12.9 %
– piperitone12.2 %
– Menthone 15-32 %
– Menthyl acetate3-10 %
– piperitone 38.0 %
– piperitenone 33.0 %
– α-terpeneol 4.7%
– limonene
– hexenolphenylacetate
– enthyl amylcarbinal
คุณประโยชน์/สรรพคุณ
สรรพคุณของเกล็ดสะระแหน่เป็นมีฤทธิ์เย็น ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนหัว หน้ามืดลายตา คลื่นไส้อ้วก ช่วยให้ร่างกายแจ่มใสตื่นตัว ทุเลาอาการหวัด คัดจมูก แก้ไอ แก้ไข้ ลดการกระหายน้ำ ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ ขับปัสสาวะ ขับรอบเดือน นอกจากนั้นกลิ่นหอมหวนๆของมันยังช่วยผ่อนคลายแล้วก็แก้ปวดศีรษะได้ บรรเทาอาการปวดศีรษะ ช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น และมักใช้แต่งกลิ่นและก็รสยา ยกตัวอย่างเช่น ยาฉาบกระเพาะ ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่อย่างอ่อนๆลดการบวมของหลอดเลือดที่จมูก และลดอาการปวดต่างๆภายในร่างกาย สารนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้มีความรู้สึกเย็น

การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา ในการศึกษาวิจัยของเกล็ดสะระแหน่พบว่ามีการศึกษาวิจัยน้อย ซึ่งจำนวนมากเป็นรายงานการค้นคว้าวิจัยในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่เสียมากกว่ามีรายงานการศึกษาเรียนรู้วิจัย
พบว่าในใบไม่นต์ มีน้ำมันและก็สารเมนทอล (เกล็ดสะระแหน่) สูงถึง 80-89% พบว่าให้กลิ่นหอมสดชื่นเย็นลึก ช่วยให้รู้สึกชื่นบาน กระตุ้นให้เกิดความกระปรี้กระเปร่า ช่วยให้ความจำดียิ่งขึ้น  รวมทั้งรายงานการเล่าเรียนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของส่วนประกอบน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง  (Mentha piperita  L.) โดยสำหรับในการวิเคราะห์น้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง พบว่าส่วนประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่งคือ alpha-terpinene, isomenthone, trans-carveol, pipertitinone oxide และก็ beta-caryophyllene เมื่อทดสอบฤทธิ์สำหรับในการต้านเชื้อจุลินทรีย์ พบว่า มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อ  E. coli , Staphylococcus aureus  และ  Candida albicans  นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ โดยจับกับอนุมูลอิสระ DPPH และก็ยับยั้งการเกิด lipid peroxidation
การเรียนทางพิษวิทยา  เหมือนกันกับการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยทางเภสัชวิทยาของเกล็ดสะระแหน่ การค้นคว้าทางพิษวิทยาของเกล็ดสะระแหน่นี้ยังมีน้อยมาก ซึ่งนักเขียนยังไม่สามารถที่จะค้นหาแล้วก็เก็บรวบรวมข้อมูลมาได้
ขนาด/จำนวนที่ควรที่จะใช้ เกล็ดสะระแหน่สามารถเอาไปใช้ได้ทั้งเป็นยาที่ใช้ด้านนอกและยาที่ใช้สำหรับรับประทานโดยจำต้องนำไปเป็นส่วนผสมเพียงแค่นั้น ไม่ควรใช้ขณะเป็นผลึก นอกจากนั้นยังมีการนำไปผสมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆตัวอย่างเช่น ยาสีฟัน ทอฟฟี่ หมากฝรั่ง ยาดม ฯลฯ ทั้งนี้สำหรับในการใช้ ดังเช่นว่ายาสำหรับข้างนอกอายไม่เป็นที่เป็นห่วงพอๆกับการใช้เป็นยาสำหรับข้างใน (ยารับประทาน) โดยองค์การอนามัยโลกได้ระบุขนาดของเกล็ดสะระแหน่ที่สามารถ (WHO) ใช้รับประทานได้ คือ 0.2 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว แล้วก็ยังมีมีรายงานพบอาการไม่พึงประสงค์ (adverse effect) ของรับประทาน menthol ขนาด 2 มก./กก./วัน
คำแนะนำ/ข้อควรระวัง

  • หญิงมีครรภ์แล้วก็หญิงให้นมบุตร ไม่มีข้อที่ไม่อนุญาตสำหรับการใช้ของกินหรือยาที่มีส่วนผสมของไม่นต์ หรือ เมนทอลแต่ไม่ควรใช้เกินที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เจาะจงไว้
  • สารเมนทอลนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้มีความรู้สึกเย็น แต่ว่าในความเข้มข้นสูงและใช้ต่อเนื่องกัน โดยการสูดดมสารนี้ อาจจะเป็นผลให้กำเนิดอาการระคายบริเวณทางเท้าหายใจ และอาจก่อให้เกิดปอดอักเสบได้
  • เกล็ดสะระแหน่เป็นสารที่มีผลต่อระบบประสาท ด้วยเหตุผลดังกล่าวไม่สมควรใช้(สูด ยกตัวอย่างเช่น ยาดม) ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆเนื่องจากอาจทำให้เกิดการเสพติดได้
  • แม้ผิวหนังสัมผัสเกล็ดสะระแหน่ (ที่เป็นผนึก) ในปริมาณมากอาจจะก่อให้มีการระคายเคือง ผิวหนังแดง ผิวหนังไหม้ แสบรวมทั้งคันได้
เอกสารอ้างอิง

  • ฤทธิ์ทางเภสัชของน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง (Mentha piperita L.) และน้ำมันเขียว Myrtus Communis L. ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ยุวดี จอมพิทักษ์.ผักสวนครัว.กรุงเทพฯ,2545. http://www.disthai.com/
  • Galeotti Di Cesare Mannelli L, Mazzanti G, Bartolini A, Ghelardini C. Menthol: a natural analgesic compound. Neurosci Lett. 2002 Apr 12;322(3):145-8.
  • เกวลิน รัตนจรัสกุล,2555.การพัฒนาฟิล์มต้านจุลทรีย์จากคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสร่วมกับน้ำมันสะระแหน่
  • สะระแหน่ สรรพคุณ และการปลูกสะระแหน่.พืชเกษตร.คอม เว็บเพื่อเกษตรกรไทย.เปปเปอร์มินต์.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.คอลัมน์ Drug Tips จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ฉบับที่5.กรกฎาคม-กันยายน 2555 หน้า 6-7.
  • ข้อมูลเกี่ยวกับเมนทอล.กระดาน ถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


8

โรคไข้หวัด (Common cold)
โรคหวัด เป็นยังไง โรคไข้หวัด หรือไข้หวัด ในที่นี้ คือ โรคไข้หวัดปกติ (Common cold) ไม่ใช่โรคไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza หรือ Flu)   โรคไข้หวัด เป็น โรคที่มีต้นเหตุเนื่องมาจากการตำหนิดเชื้อไวรัสบริเวณฟุตบาทหายใจส่วนต้น ดังเช่น จมูก คอ ไซนัส และกล่องเสียง โดยเชื้อที่ก่อให้เกิดไข้หวัดมักเป็นเชื้อไวรัสประเภทไม่รุนแรง และสามารถหายได้ด้านใน 1-2 สัปดาห์ หวัดเป็นโรคติดโรคยอดฮิตมักพบมาก อีกทั้งในคนแก่และก็เด็ก โดยเฉพาะเด็กในปฐมวัย ซึ่งมักพบเป็นหวัดได้หลายครั้งถึงปีละ 6-8 ครั้ง ด้วยเหตุว่าเด็กมีภูมิต้านทานยับยั้งโรคต่ำลงมากยิ่งกว่าคนแก่ ก็เลยได้โอกาสเป็นหวัดได้หลายครั้งกว่าผู้ใหญ่มากมาย รวมทั้งโรคไข้หวัดยังเป็นโรคเกิดได้ตลอดปี แต่ว่าพบได้มากในฤดูฝนและหน้าหนาว โรคหวัดถือได้ว่าเป็นโรคที่เป็นแล้วสามารถหายเองได้ โดยไม่จำเป็นจำต้องใช้ยาอะไรพิเศษ ซึ่งยาที่จำเป็นมีเพียงแค่พาราเซตามอล ที่ใช้สำหรับลดไข้ แก้ปวด เฉพาะเมื่อเป็นไข้สูงหรือปวดหัว
จุดบกพร่องในปัจจุบันเป็น มีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นอย่างมากเกินไป ซึ่งไม่ได้ประโยชน์ เพราะเหตุว่ามิได้มีส่วนฆ่าเชื้อโรคเชื้อไวรัสหวัดที่เป็นสาเหตุยังอาจจะก่อให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยาง่าย แพ้ยาง่าย และทำให้ร่างกายอ่อนแอตามมาได้  ด้วยเหตุนี้ จะต้องเรียนรู้แนวทางในการดูแลไข้หวัดด้วยตัวเองรวมทั้งไม่เป็นอันตราย
สิ่งที่ทำให้เกิดหวัด ปัจจัยส่วนมากของการเป็นโรคหวัดมีสาเหตุมาจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสก่อโรค ร่วมกับสภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดน้อยลง อาทิเช่น เครียด พักไม่เพียงพอ ส่วนเชื้อที่เป็นสาเหตุ : มีสาเหตุจาก “เชื้อโรคหวัด” ที่มีอยู่มากกว่า 200 จำพวกจากกลุ่มเชื้อไวรัสปริมาณ 8 กรุ๊ปร่วมกัน โดยกรุ๊ปเชื้อไวรัสที่สำคัญ เช่น กลุ่มไวรัสไรโน (Rhinovirus) ซึ่งมีมากกว่า 100 จำพวก พบมากที่สุดประมาณ 30-50% นอกนั้นก็มีกรุ๊ปเชื้อไวรัสโคโรนา (Coronavirus) ที่พบได้ราวๆ 10-15%,รวมทั้งกรุ๊ปเชื้อไวรัสอะดีโน (Adenovirus) เป็นต้น
                ซึ่งการเกิดโรคขึ้นแต่ละครั้งจะมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสหวัดเพียงแต่ประเภทเดียว เมื่อเป็นแล้วร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสหวัดประเภทนั้น สำหรับการป่วยหวัดครั้งใหม่ก็จะเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากเชื้อไวรัสหวัดจำพวกใหม่ที่ร่างกายยังไม่เคยติดเข้ามา หมุนวนเช่นนี้ไปเรื่อยๆด้วยเหตุนี้ มนุษย์เราก็เลยเป็นไข้หวัดได้บ่อย เด็กตัวเล็กๆที่ยังไม่ค่อยได้ติดเชื้อโรคหวัดมาก่อน ก็อาจไม่สบายหวัดซ้ำจากจำเจได้ และบางทีอาจป่วยหวัดได้บ่อยถึงเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือทุกอาทิตย์
อาการโรคหวัด โดยธรรมดามักมีลักษณะไม่ร้ายแรง มีไข้ไม่สูง ปวดเนื้อปวดตัวเป็นพักๆปวดหนักศีรษะเล็กน้อย อ่อนแรงนิดหน่อย อาจมีอาการคอแห้ง แสบคอหรือเจ็บคอน้อยเอามาก่อน ต่อมาจะมีน้ำมูกไหลใสๆคัดจมูก ไอแห้งๆหรือไอมีเสมหะบางส่วน ลักษณะใสหรือขาวๆคนเจ็บโดยมาก เดินเหิน ปฏิบัติงานได้ รวมทั้งจะรับประทานอาหารได้ ในเด็กตัวเล็กๆ อาจมีไข้สูงเฉียบพลัน ตัวร้อนเป็นตอนๆเวลาไข้ขึ้นบางทีอาจซึมน้อย เวลาไข้ลง (ตัวเย็น) ก็จะวิ่งเล่นหรือหน้าตาแจ่มใสเหมือนเคย ต่อมาจะมีน้ำมูกใส ไอนิดหน่อย ในผู้ใหญ่ บางทีอาจไม่มีไข้ มีเพียงแค่ลักษณะการเจ็บคอน้อย น้ำมูกใส ไอนิดหน่อย ในเด็กแรกเกิดอาจมีอาการอ้วก หรือท้องเสีย ร่วมด้วย ลักษณะของการมีไข้มักเป็นอยู่นาน 48-96 ชั่วโมง (2-4 วันเต็มๆ) และดีขึ้นได้เอง
                อาการน้ำมูกไหลจะเป็นมากอยู่ 2-3 วัน ส่วนอาการไอ อาจไอนานเป็นสัปดาห์ หรือบางรายอาจไอนานเป็นนานแรมเดือน ภายหลังจากอาการอื่นๆหายก็ดีแล้ว
ในรายที่การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน คนป่วยจะจับไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 1 วัน หรือไอมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียวทุกครั้ง
ทั้งนี้อาการไข้หวัดรวมทั้งไข้หวัดใหญ่ จะค่อนข้างคล้ายคลึงกัน อาจงงงันได้ แต่ว่าคนไข้และก็ผู้ดูแลสามารถสังเกตความไม่เหมือนได้ตามตารางนี้




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมแพ้




ไข้


ไข้ต่ำๆหรือไม่มี


มักมีไข้สูง อาจสูงถึง 40
องศาเซลเซียส


ไม่มีไข้




ปวดหัว


ไม่ค่อยพบ


พบได้ปกติ


ไม่พบ




ปวดเมื่อย
กล้ามเนื้อ
อ่อนเพลีย


อาจมีอาการเล็กน้อย


พบได้บ่อยและอาการรุนแรง


ไม่พบ (อาจอ่อนเพลียหากพักผ่อนน้อย)




น้ำมูกไหล คัดจมูก


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




จาม


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




เจ็บคอ


พบได้บ่อย


อาจพบได้บางครั้ง


อาจพบได้บางครั้ง




ไอ


พบได้บ่อย


พบได้บ่อย และมีความรุนแรงมากกว่า


อาจพบได้บางครั้ง




เจ็บหน้าอก


อาบพบได้แต่อาการไม่รุนแรง


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ(ยกเว้นเป็นโรคหอบหืด)




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมิแพ้




สาเหตุการเกิด


เกิดจากไวรัส
(Rhinoviruses เป็นสาเหตุหลักประมาณ 30-50%)


เกิดจากไวรัส (influenza virus type A and B)


เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น อากาศเย็น/ร้อน ละอองเกสร




การดูและการรักษา


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอากาต่างๆ เช่น ยาแก้คัดจมูก หรือยาลดไข้
-มักดีขึ้นและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอบ (แต่ไม่ควรใช้ยากลุ่ม NSAIDs กรณีสงสัยไข้เลือดออกด้วย)
-หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และอาจต้องได้รับยาต้านไวรัสตลอดจนการรักษาให้ถูกต้อง


-หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ เช่นหลีกเลี่ยงฝุ่นอากาศเย็น
-ใช้ยาบรรเทาอาการเช่นยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูก
-หากรุนแรงควรพบแพทยืเพื่อพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก




การป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ไม่มีวัคซีนป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่


หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้




และก็ในระหว่างที่ป่วยด้วยหวัด ผู้ป่วยหรือผู้ดูแล (ในเด็กเล็ก) ควรจะติดตามอาการอย่างใกล้ชิด รวมทั้งควรจะรีบไปพบแพทย์โดยทันทีแม้มีลักษณะดังต่อไปนี้
คนแก่
           ไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 5 วันขึ้นไป
           กลับมาจับไข้ซ้ำภายหลังจากอาการไข้หายแล้ว
           หายใจหอบอ่อนล้า แล้วก็หายใจมีเสียงหวีด
           เจ็บคออย่างหนัก ปวดหัว หรือมีลักษณะอาการปวดรอบๆไซนัส
เด็ก
           มีไข้สูงขึ้นยิ่งกว่า 38 องศาเซลเซียส ในเด็กทารก-12 สัปดาห์
           มีลักษณะไข้สูงต่อเนื่องกันมากยิ่งกว่า 2 วัน
           อาการต่างๆของหวัดรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หรือรักษาแล้วอาการเกิดขึ้นอีก
           มีอาการปวดศรีษะ หรือไออย่างรุนแรง
           หายใจมีเสียงหวีด
           เด็กมีลักษณะอาการงอแงอย่างรุนแรง
           ง่วงหงาวหาวนอนมากผิดปกติ
           ความอยากของกินน้อยลง ไม่รับประทานอาหาร
ปัจจัยเสี่ยงที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคไข้หวัด คนที่มีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงดังนี้ มักเป็นไข้หวัดได้ง่ายยิ่งกว่าคนธรรมดา เป็นต้นว่า

  • อายุ เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี มีความเสี่ยงป่วยด้วยไข้หวัดสูง โดยยิ่งไปกว่านั้นเด็กที่จำต้องอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอรี่
  • ภูมิต้านทานอ่อนแอ คนไข้ที่มีอาการป่วยไข้เรื้อรัง หรือมีสภาวะสุขภาพที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอมีลักษณะท่าทางที่จะมีอาการป่วยเป็นหวัดได้ง่ายดายยิ่งกว่าปกติ
  • ช่วงเวลา โดยส่วนมากแล้วไม่ว่าจะเด็ก หรือผู้ใหญ่ชอบไม่สบายหวัดได้ง่ายในฤดูฝน และก็หรือฤดูหนาว
  • ดูดบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่มีลักษณะท่าทางจะป่วยเป็นหวัดได้ง่าย รวมทั้งถ้าเกิดเป็นก็จะอาการร้ายแรงกว่าปกติอีกด้วย
  • อยู่ในที่ที่ผู้คนคับคั่งยัดเยียด สถานที่ที่มีคนคับคั่ง ทำให้เสี่ยงต่อการตำหนิดเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดได้ง่าย
  • คนที่จะต้องดูแลคนเจ็บโรคไข้หวัด ซึ่งกรุ๊ปบุคคลกลุ่มนี้จะต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยอีกทั้งน้ำลาย น้ำมูก หรือละอองน้ำมูก น้ำลาย จากลมหายใจของคนเจ็บ


แนวทางการรักษาโรคหวัด โดยธรรมดาคนเจ็บ (คนแก่) สามารถวินิจฉัยโรคหวัดเองได้ จากอาการที่แสดง แม้กระนั้นแม้คนไข้ไปพบหมอ แพทย์จะวินิจฉัยโรคหวัดได้จากอาการที่แสดง เรื่องราวระบาดของโรค ฤดู รวมทั้งจากการตรวจร่างกาย เป็นต้นว่า อาการไข้ มีน้ำมูก เยื่อจมูกบวมรวมทั้งแดง คอแดงเล็กน้อย ส่วนในเด็กอาจพบทอนซิลโต แต่ไม่แดงมากมาย และไม่มีหนอง แต่ในคนไข้ที่มีอาการรุนแรง ตัวอย่างเช่น ไข้สูง แพทย์อาจมีการพิสูจน์เลือดซีบีซี (CBC) เพื่อแยกว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสหรือติดโรคแบคทีเรีย และอาจมีการตรวจสืบค้นอื่นๆเพิ่มอีกตามดุลพินิจของแพทย์ อาทิเช่น การวิเคราะห์เลือดมองค่าเกล็ดเลือดเพื่อแยกจากโรคไข้เลือดออก ฯลฯ
         เนื่องจากว่าไข้หวัดเกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส ก็เลยไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพียงแต่ให้การรักษาไปตามอาการแค่นั้น ซึ่งการปรับปรุงแก้ไขอาการที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นแพทย์จะจ่ายยาที่เป็น ยาสามัญประจำบ้านเพื่อทุเลาอาการก่อน เช่นพาราเซตามอล (paracetamol) สำหรับลดไข้ คลอเฟนนิรามีน (chlorpheniramine) สำหรับลดน้ำมูก รวมถึงจะชี้แนะให้พักให้พอเพียง กินน้ำอุ่นเพื่อละลายเสลด การดื่มน้ำมากๆและก็การเช็ดตัวจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้
       โดยทั่วไปยาที่ใช้เมื่อเป็นหวัดจะเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาตามอาการ เพราะเหตุว่าไม่มีการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัสก่อโรคโดยตรง และก็เมื่ออาการดียิ่งขึ้นรวมทั้งสามารถหยุดใช้ยาได้ ยาที่นิยมใช้ทั่วไปเมื่อเป็นหวัดมีดังนี้

  • ยาลดไข้ โดยปกติยาที่นิยมสำหรับลดไข้ คือ paracetamol สำหรับผู้ใหญ่ รับประทานยาขนาด 500 mg ต่อเม็ด ปริมาณ 1-2 เม็ด สามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ใช้ไม่เกิน 8 เม็ดต่อวัน และไม่ควรที่จะใช้ต่อเนื่องกันตรงเวลา 5 วัน เพราะว่าได้โอกาสเกิดพิษต่อตับ สำหรับเด็กต้องมีการปรับปริมาณยาตามน้ำหนักตัว ด้วยเหตุดังกล่าวควรจะซักถามข้อมูลอื่นๆจากหมอหรือเภสัชกร ยาอีกกรุ๊ปที่ได้รับความนิยมในการใช้ลดไข้ คือ ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti Inflammatory Drugs:-NSAIDs) อาทิเช่นแอสไพริน (aspirin), ibuprofen ซึ่งการใช้ยาในกลุ่มหลังนี้ได้ผลสำหรับเพื่อการลดไข้ได้อย่างเร็ว แต่มีข้อควรพิจารณาสำหรับการใช้สำหรับลดไข้ในกรณีของโรคไข้เลือดออก แต่ว่าในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี องค์กรอนามัยโลก (WHO) ชี้แนะว่าไม่ให้ใช้ยาแอสไพริน
  • ยาลดน้ำมูกแก้คัดจมูก


ในกรุ๊ปของยาลดน้ำมูกนั้น สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่ม คือยาแก้คัดจมูก ออกฤทธิ์โดยการหดเส้นเลือด ทำให้อาการคัดจมูกน้อยลง แบ่งเป็น

  • สำหรับกิน อย่างเช่น phenylephrine, pseudoephedrine (pseudoephedrine ยอมรับได้จากสถานพยาบาลเพียงแค่นั้น ไม่มีขายตามร้านค้ายา)
  • สำหรับหยดหรือพ่นรูจมูก ดังเช่นว่า oxymetazoline ซึ่งก่อนใช้จำต้องสั่งน้ำมูกออกก่อน


ยาลดน้ำมูก ออกฤทธิ์โดยการหยุดยั้งผลของฮีสตามีน (histamine) ซึ่งส่งผลทำให้การหลั่งน้ำมูกต่ำลง แต่จะสำเร็จน้อยกับอาการคัดจมูก สามารถแบ่งย่อย เป็น 2 กรุ๊ปเป็น

  • ยาลดน้ำมูกกรุ๊ปที่นำไปสู่อาการง่วงซึม เป็นต้นว่า chlorpheniramine, brompheniramine, hydroxyzine, cyproheptadine ฯลฯ ยากลุ่มนี้จะลดจำนวนสารคัดเลือกหลั่งในระบบทางเดินหายใจ เป็นต้นว่า น้ำมูก เสลด แต่ว่าจะมีผลให้กำเนิดอาการง่วงซึมได้ เนื่องมาจากมีฤทธิ์กดระบบประสาท แต่ ยาในกลุ่มนี้สามารถคุมอาการได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับยาในกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงซึม ถ้าผู้เจ็บป่วยใช้ยาในกลุ่มนี้ควรเลี่ยงการขับรถแล้วก็การทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักร และก็บางทีอาจถือเป็นโอกาสที่ดีในการพัก
  • ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ไม่ก่อให้เกิดอาการง่วงซึม ดังเช่น cetirizine, loratadine, desloratadine, fexofenadine เป็นต้น ซึ่งข้อดีของยาในกลุ่มนี้ก็คือ ไม่นำไปสู่อาการง่วงซึม หรืออาจมีอาการง่วงซึมได้บ้างน้อย เพราะฉะนั้นก็เลยนิยมใช้ยาในกลุ่มนี้ในคนไข้โรคภูมิแพ้ด้วย
  • ยาที่ช่วยบรรเทาอาการไอ ในกลุ่มของยาบรรเทาอาการไอ ก็สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่มเหมือนกัน เป็น
  • ยาสำหรับอาการไอมีเสมหะ โดยที่มาของอาการไอประเภทนี้ เหตุเพราะมีเสลดเป็นตัวกระตุ้นกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการไอ ด้วยเหตุนี้จำต้องใช้ยารักษาที่ต้นเหตุซึ่งก็คือ วิธีการทำให้เสมหะเหลวหรือขับออกได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น ยาละลายเสลด ได้แก่ acetylcysteine, carbocysteine, bromhexine, ambroxol เป็นต้น ยาขับเสลด อาทิเช่น glyceryl guaiacolate (guaifenesin) เป็นต้น ซึ่งการใช้ยาเหล่านี้อาจจะเป็นผลให้ผู้เจ็บป่วยมีลักษณะอาการไอมากขึ้นเรื่อยๆในทีแรกๆ เพื่อนำเสมหะออกจากฟุตบาทหายใจ แต่ว่าหลังจากนั้นอาการไอจะลดลงตามลำดับ
  • ยาสำหรับอาการไอที่ไม่มีเสมหะ หรือ ไอแห้ง ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนที่นำไปสู่การไอ ซึ่งการกดระบบประสาทนั้นอาจส่งผลให้ตัวผู้ป่วยง่วงซึมได้ ถ้าเกิดคนป่วยใช้ยาในกลุ่มนี้ควรต้องหลบหลีกการขับรถยนต์แล้วก็การทำงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร ยาที่ออกฤทธิ์กดการไอเป็นต้นว่า dextromethorphan, codeine, brown mixture ฯลฯ


ด้วยเหตุผลดังกล่าวก็เลยต้องหาต้นเหตุของการไอ และก็ปรับแก้ให้ถูกจุด แม้คนป่วยใช้ยาแก้ไอผิดกับที่มาของอาการไอที่เป็นอยู่ ตัวอย่างเช่น ใช้ยากดการไอในเรื่องที่การไอมีสาเหตุจากเสลด นอกเหนือจากเสลดจะขัดขวางทางเดินหายใจแล้ว ร่างกายก็ยังไม่สามารถขับเสมหะออกโดยการไอได้อีกด้วย

  • ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้เบื้องต้น (ในกรณีที่พบว่ามีการติดโรคแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น จับไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 4 ชั่วโมง
  • ยากลุ่มแพนิสิลิน (penicillins) อย่างเช่น amoxicillin ซึ่งโครงสร้างของยาตัวนี้ทนต่อกรดในทางเดินอาหาร สามารถรับประทานหลังอาหารได้
  • ยากลุ่มแมคโครไลด์ (macrolides) ตัวอย่างเช่น erythromycin, roxithromycin เนื่องจากว่าองค์ประกอบของยาในกลุ่มนี้ส่วนมากไม่ทนต่อกรดในทางเดินอาหาร จึงควรกินก่อนที่จะรับประทานอาหาร เว้นเสียแต่ erythromycin estolate และก็ erythromycin ethylsuccinate ที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไของค์ประกอบของยาแล้ว ทำให้สามารถกินหลังอาหารได้


แต่ว่าการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่บ่อยนัก และไม่ครบตามปริมาณที่ระบุ เว้นเสียแต่ผู้ป่วยจะไม่หายจากอาการที่เป็นอยู่ ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา รวมทั้งอาจไม่มียาปฏิชีวนะสำหรับรักษาอาการของผู้ป่วยในอนาคต
การติดต่อของหวัด โรคไข้หวัดเป็นโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจ โดยเชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และก็เสลดของผู้ป่วย ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสลดที่คนป่วยไอหรือจามรด ภายในระยะไม่เกิน 1 เมตร
นอกเหนือจากนั้น เชื้อหวัดยังอาจติดต่อโดยการสัมผัส พูดอีกนัยหนึ่ง เชื้อหวัดบางทีอาจติดที่มือของคนเจ็บ ข้าวของ ของใช้ เป็นต้นว่า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าสำหรับเช็ดตัว ถ้วยน้ำ จาน จานชาม ของเล่นเด็ก หนังสือ โทรศัพท์ หรือสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ เมื่อคนปกติสัมผัสถูกมือของคนไข้ สิ่งของเครื่องใช้หรือสิ่งแวดล้อมที่ด่างพร้อยเชื้อหวัด เชื้อหวัดก็จะติดมือของคนคนนั้น และเมื่อเผลอใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคนคนนั้น จนเปลี่ยนเป็นหวัดได้  ส่วนระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่ผู้ป่วยรับเชื้อเข้าไปจนตราบเท่าแสดงอาการ) : ราว 1-3 วัน โดยเฉลี่ย และมักมีอาการรุนแรงที่สุดในตอน 2-3 วันหลังเริ่มมีลักษณะอาการ

การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยหวัด คำแนะนำการปฏิบัติตัวของคนไข้มีดังนี้


  • พักผ่อนมากมายๆห้ามทุกข์ยากลำบากงานหนักหรือออกกำลังกายมากจนเกินความจำเป็น
  • สวมใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด รวมทั้งอย่าอาบน้ำเย็น
  • กินน้ำมากมายๆเพื่อช่วยลดไข้ และตอบแทนน้ำที่เสียไปเนื่องมาจากไข้สูง
  • ควรทานอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำ (ควรจะใช้น้ำอุ่น หรือน้ำก๊อกปกติ อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลาจับไข้สูง
  • ถ้าเป็นไข้สูง ให้พาราเซตามอล (คนที่แก่น้อยกว่า 18 ปี ควรหลีกเลี่ยงการใช้แอสไพริน เนื่องจากว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงได้) ควรจะให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราวเฉพาะเวลาเป็นไข้สูง หากมีไข้ต่ำๆ หรือไข้เพียงพอทนได้ ก็ไม่จำเป็นต้องรับประทาน
  • หากมีลักษณะน้ำมูกไหลมากมายจนสร้างความรำคาญ ให้ยาแก้แพ้ ยกตัวอย่างเช่น คลอร์เฟนิรามีน ใน 2-3 วันแรก เมื่อดีขึ้นกว่าเดิมแล้วควรจะหยุดยา หรือกรณีที่มีลักษณะไม่มาก ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ยานี้
  • ถ้าเกิดมีลักษณะอาการไอ จิบน้ำอุ่นมากๆหรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (น้ำผึ้ง 4 ส่วน น้ำมะนาว 1 ส่วน) หากไอมากมายลักษณะไอแห้งๆไม่มีเสมหะควรจะ ให้ยาแก้ไอ
  • หากมีอาการหอบ หรือนับการหายใจได้เร็วกว่าธรรมดา (เด็กอายุ 0-2 เดือนหายใจมากยิ่งกว่า 60 ครั้ง/นาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ขวบหายใจมากกว่า 50 ครั้ง/นาที อายุ 1-5 ขวบหายใจมากยิ่งกว่า 40 ครั้ง/นาที) หรือเป็นไข้นานเกิน 7 วัน ควรจะส่งโรงหมออย่างเร็ว อาจเป็นปอดอักเสบหรือภาวะร้ายแรงอื่นๆได้ บางทีอาจจำต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด ตรวจเสลด เป็นต้น
  • ถ้ามีลักษณะอาการเจ็บคอมาก ไข้สูงตลอดเวลา ซึม ไม่อยากอาหารมาก เมื่อยมาก ปวดหู หูอื้อ หรือสงสัยไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดนก (มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกที่เจ็บไข้หรือตายภายใน 7 วัน หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของหวัดนกภายใน 14 วัน) หรือมีไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 24 ชั่วโมง ควรจะไปพบหมอโดยด่วน


การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัด รักษาสุขอนามัยเบื้องต้น เพื่อให้มีสุขภาพด้านร่างกายแข็งแรง รับประทานอาหารมีประโยชน์ห้ากลุ่มทุกวี่ทุกวัน เพื่อให้มีสุขภาพที่เกิดขึ้นกับร่างกายแข็งแรง กินน้ำสะอาดให้ได้วันละอย่างต่ำ 6-8 แก้วเมื่อไม่มีโรคจะต้องจำกัดน้ำกิน พักให้เพียงพอบ่อยๆ ไม่ไปในที่แออัด อย่างเช่น ห้างสรรพสินค้า ในช่วงที่มีการระบาดของโรคหวัดรู้จักใช้หน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องไปในเขตที่มีคนดอกไม้ไฟลนลานหรือไปโรงหมอ  รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงไม่ควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่มีอากาศเย็น  อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับคนป่วย ถ้าหากจะต้องดูแลคนป่วยอย่างใกล้ชิด ควรสวมหน้ากากอนามัยและก็หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่  อย่าใช้สิ่งของเครื่องใช้ (ดังเช่น ผ้าที่มีไว้เช็ดหน้า ผ้าขนหนู ถ้วยน้ำ โทรศัพท์ ของเด็กเล่น เป็นต้น) ร่วมกับคนเจ็บ และควรหลบหลีกการสัมผัสมือผู้ป่วย
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคหวัด

  • ฟ้าทะลายมิจฉาชีพ สารสำคัญสำหรับในการออกฤทธิ์ คือ Andrographolide มีฤทธิ์รักษาอาการไอ เจ็บคอ คุ้มครองแล้วก็บรรเทาหวัด จากการเรียนรู้การใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาลักษณะของการมีไข้รวมทั้งเจ็บคอเปรียบเทียบกับยาลดไข้พาราเซตามอล พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาด 6 กรัมต่อวัน จะมีลักษณะอาการไข้รวมทั้งการเจ็บคอน้อยลงในวันที่ 3 ซึ่งดีมากกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายโจร 3 กรัม/วัน หรือได้รับพาราเซตามอล  ในการค้นคว้าเปรียบเทียบการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อป้องกันหวัด ซึ่งทำในฤดูหนาว โดยให้นักเรียนกินยาเม็ดฟ้าทะลายขโมยแห้ง ขนาด 200 มิลลิกรัม/วัน ภายหลัง 3 เดือนของการทดลองพบว่าอุบัติการณ์การเป็นหวัดในกรุ๊ปที่ได้ฟ้าทะลายโจรต่ำลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม โดยอัตราการเป็นหวัดในกรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายโจรพอๆกับปริมาณร้อยละ 20 ขณะที่กลุ่มควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดเท่ากับปริมาณร้อยละ 62  บางทีอาจสรุปได้ว่าฟ้าทะลายโจรให้ผลคุ้มครองของยา เท่ากับร้อยละ 33


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายขโมยแห้ง 250 มิลลิกรัม แล้วก็ 500 มิลลิกรัม
o             บรรเทาลักษณะการเจ็บคอ กินวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารแล้วก็ก่อนนอน
o             ทุเลาอาการหวัด รับประทานวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารแล้วก็ก่อนนอน

  • กระเทียม มีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อไวรัส เชื้อรา ลดอาการภูมิแพ้ มีฤทธิ์เหมือนแอสไพริน จึงทำให้ไข้ลด แล้วก็ยังคุ้มครองการเจ็บป่วยหวัดได้
  • ใบกระเพรา ใบกระเพราช่วยขับเสลด ทำให้จมูกเตียน ฆ่าเชื้อในทางเดินหายใจ
  • ชา ใบชามีสารโพลีฟีนนอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการติดเชื้อ ทำใหเยื้อบุโพรงจมูกเปียกชื้น หายใจสบาย
  • ขิง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน มีกลิ่นเฉพาะบุคคล สามารถช่วยลดอาการหวัด แก้ไอ ทำให้หายใจเตียนโล่งขึ้น ขับเหงื่อ
  • กระเจี๊ยบ อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง เจอสารแอนโธไซยานินในกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส ลดการติเชื้อ
เอกสารอ้างอิง

  • รับมือโรคหวัดอย่างไรให้เหมาะสม.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาสรีรวิทยา.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “ไข้หวัด (Common cold/Upper respiratory tract infection/URI)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 389-392.
  • ฟ้าทะลายโจร.(ฉบับประชาชน).หน่วยปริการฐานข้อมูลสมุนไพร.สำนักงานสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’s:Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill.
  • ผศ.ภก.ธีรวิชญ์ อัชฌาศัย.ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือแพ้อากาศ เป็นอะไรกันแน่? .บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • ไข้หวัด-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้หวัด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่389.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กันยายน.2554
  • Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook, 20th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.;


9

โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial virus infection)
โรคอาร์เอสวี เป็นอย่างไร โรคอาร์เอสวี หรือโรคไวรัสอาร์เอสวี หรือ โรคติดเชื้อฟุตบาทหายใจอาร์เอสวี(Respiratory syncytial virus infection ย่อว่า RSV infection) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสชื่อ Respiratory syncytial virus ซึ่งเป็นไวรัสที่นำมาซึ่งอาการต่างๆในระบบทางเดินหายใจ ทำให้ร่างกายผลิตสารคัดหลั่งไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างเช่น เสมหะ ฯลฯ เชื้อไวรัสนี้แพร่ระบาดผ่านการไอหรือจาม โดยคนเจ็บมักจะมีลักษณะอาการพื้นฐานคล้ายเป็นหวัดหมายถึงปวดศีรษะ เป็นไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล
                สำหรับการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV, Respiratory Syncytial Virus) จะพบการติดเชื้อได้ตลอดทั้งปี ซึ่งโรคนี้จัดเป็นโรคติดเชื้อโรคทางเท้าหายใจด้านล่างในเด็กเล็กที่พบได้มากที่สุดโรคหนึ่ง โดยมีการคาดคะเนว่าในเด็กอายุสองขวบทุกคนจะต้องเคยติดเชื้อประเภทนี้ขั้นต่ำ 1 ครั้ง  จริงๆแล้วไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ฟุตบาทหายใจอักเสบในผู้ป่วยทุกช่วงอายุ แม้กระนั้นมักจะพบมากในเด็กเล็ก
                ดังนี้ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus :RSV) เจอคราวแรกเมื่อปี ค.ศ 1955(พุทธศักราช2498) ในลิงชิมแปนซีที่ป่วยเป็นอาการหวัดฝูง ทำให้มีชื่อเรียกว่า Chimpanzee Coryza Agent (CCA) ก่อนจุพบว่าสามารถติดต่อไปสู่คนได้ โดยสามารถแยกเชื้อได้จากเด็กเล็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 1 ปีที่มีอาการปอดอักเสบแล้วก็เมื่อต้นปี พ.ศ. 2553 แมกกาซีนแลนเซต ประเทศอังกฤษ รายงานผลการค้นคว้าเกี่ยวกับเชื้อไวรัส RSV ว่า ทำให้เด็กเป็นปอดอักเสบ หรือปอดอักเสบ เสียชีวิตปีละ 2 แสนราย ซึ่งร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเด็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 5 ปีทั้งโลก ติดเชื้อเชื้อไวรัสดังที่กล่าวถึงมาแล้ว 33.8 ล้านคน เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเป็นสาเหตุการถึงแก่กรรมของเด็กตัวเล็กๆชั้น 1 เฉพาะในอเมริกาเด็กเสียชีวิตปีละ 2,500 กว่าคน  สำหรับประเทศไทยนั้นมีแถลงการณ์ว่าเฉพาะปี พ.ศ. 2552 มีเด็กไทยอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 5 ปี ราว 1 ใน 4 ติดไวรัสประเภทนี้ รวมกว่า 1 หมื่นราย
สาเหตุของโรคอาร์เอสวี  โรคอาร์เอสวี มีเหตุมาจากเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus  (RSV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในสกุล Pneumovirus รวมทั้งอยู่ในตระกูล Paramyxoviridae โดยเป็นเชื้อไวรัสที่พบในคน โดยพบได้มากอยู่ในโพรงหลังจมูก แล้วก็จากการเล่าเรียนพบว่าเชื้อไวรัสนี้สามารถก่อโรคได้ในสัตว์หลายหมวดหมู่ เช่น หนู แกะ ฯลฯ  โดยธรรมดาไวรัสอาร์เอสวีแบ่งเป็น 2 จำพวกย่อย(Subtype)หมายถึงประเภท เอ และประเภทบี โดยประเภทย่อย A, มักมีความร้ายแรงสูงขึ้นยิ่งกว่าประเภทย่อย B   ไวรัสอาร์เอสวี ขณะอยู่ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันปกติ เชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายสู่คนอื่นๆได้นานโดยประมาณ 1 สัปดาห์ นับตั้งแต่วันที่คนเจ็บเริ่มมีอาการ แต่ว่าหากอยู่ในมีภูมิต้านทานต้านโรคต่ำจะแพร่สู่คนอื่นได้นานถึง 4 สัปดาห์
อาการโรคอาร์เอสวี  ไวรัส RSV  ชนิดนี้มีระยะฟักตัวราว 1 – 6 ครั้งหน้าจากได้รับเชื้อ โดยส่วนมากมักไม่ค่อยแสดงอาการร้ายแรงในผู้ใหญ่ อาการที่พบในคนแก่โดยทั่วไปมักละม้ายกับลักษณะของโรคหวัดหมายถึงปวดหัว มีไข้ต่ำ เจ็บคอ ไอแบบไม่มีเสมหะ มีอาการคัดจมูก โดยอาการเหล่านี้มักหายได้เองใน 1–2 อาทิตย์  แม้กระนั้นในคนเจ็บที่มีการเสี่ยงจะมีอาการที่ร้ายแรงคือผู้เจ็บป่วยที่มีโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหัวใจหรือปอด หรือในผู้เจ็บป่วยที่มีภาวการณ์ภูมิต้านทานต่ำมักนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการร้ายแรง นอกจากนี้คนป่วยอีกกรุ๊ปที่พบการติดเชื้อโรคนี้ได้บ่อยและมีอาการร้ายแรงคือ เด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ โดยยิ่งไปกว่านั้นในเด็กอ่อนจะมีอัตราความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่างแล้วก็ทำให้โรคมีความรุนแรงสูง
ในคนป่วยที่มีลักษณะร้ายแรงอาจจะมีอาการเริ่มเหมือนกับอาการติดเชื้อโรคในทางเดินหายใจส่วนบนเป็น มีลักษณะอาการคล้ายหวัดธรรมดา แต่ว่าจากนั้น 1–2 วันอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการแสดงของการตำหนิดเชื้อในทางเดินหายใจด้านล่างดังเช่น เป็นไข้ ไอร้ายแรง หายใจลำบากโดยอาจมีอาการหายใจเร็ว หรือมีเสียงวี๊ดขณะหายใจ
ในเด็กเล็กซึ่งยังติดต่อสื่อสารมิได้ต้องบางครั้งอาจจะต้องอาศัยการสังเกตอาการ โดยในระยะแรกจะมีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล ซึมลง แล้วก็รับประทานอาหารได้น้อย จากนั้น 1–3 วัน จะมีอาการไอ จับไข้ หายใจไม่สะดวก หายใจตื้น สั้นๆเร็วๆและอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีเสียงตอนหายใจด้วย ในรายที่อาการร้ายแรงมากมายอาจมีอาการตัวเขียวหรือภาวการณ์ cyanosis เกิดเนื่องจากการขาดออกสิเจนทำให้สีผิวออกม่วงๆโดยมักจะเริ่มเห็นจากริมฝีปากหรือที่เล็บ นอกนั้นแล้วการตำหนิดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีอาจจะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆที่พบได้ทั่วไปเป็น หูชั้นกลางอักเสบ (otitis media) หรือในภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวพันกับการติดเชื้อในทางเดินหายใจข้างล่างอื่นๆเป็นต้นว่า หลอดลมอักเสบหรือปวดบวมได้

กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคอาร์เอสวี

  • ผู้ที่มีภูเขามิคุ้นกันของร่างกายต่ำมาก
  • เด็กคลอดก่อนกำหนดโดยยิ่งไปกว่านั้นรายที่อายุท้องน้อยกว่า 35 สัปดาห์
  • ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำพวกที่มีความผิดธรรมดาในการไหลเวียนเลือด ที่เรียกว่า Cyanotic heart disease
  • คนวัยชราที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • เด็กที่น้ำหนักตัวน้อยกว่า 5 กิโล


กรรมวิธีการรักษาโรคอาร์เอสวี โดยทั่วไป หมอวิเคราะห์ผู้เจ็บป่วยโรคอาร์เอสวีจากลักษณะทางคลินิก อย่างเช่น ใช้เครื่องช่วยฟัง (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงกรีดร้องในระบบทางเท้าหายใจ เสียงหลักการทำงานของปอด หรือเสียงแตกต่างจากปกติจากส่วนอื่นๆภายในร่างกาย และก็อาศัยการซักประวัติความเป็นมาคนป่วยโดยวินิจฉัยจาก อายุคนไข้ ประวัติอาการโรค การระบาดในแหล่งที่พักที่อาศัย การระบาดในสถานศึกษา ฯลฯ แม้กระนั้นในบางครั้งหากคนเจ็บมีลักษณะอาการรุนแรง แพทย์บางทีอาจต้องวิเคราะห์แยกโรคที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น หรือจากการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรีย หมอจึงจะมีการตรวจค้นหาเสริมเติม ยกตัวอย่างเช่น

  • วัดความอิ่มตัวของออกสิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) เพื่อพิจารณาระดับออกสิเจน
  • ตรวจจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว ตรวจหาไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งเจือปนอื่นๆ
  • เอกซ์เรย์อก เพื่อตรวจหาโรคปอดบวม
  • ตรวจหาเชื้อไวรัสจากสารคัดเลือกหลั่งในจมูก


ในปัจจุบันบางโรงพยาบาลอาจจะมีการตรวจยืนยันหาเชื้อด้วยแนวทาง RSV Rapid Ag-detection test ซึ่งสำเร็จการทดลองด้านในไม่กี่ชั่วโมง   เนื่องจากว่าโรค อาร์เอสวี เป็นโรคติดเชื้อโรคที่เกิดขึ้นจากไวรัสก็เลยทำให้ไม่มียารักษาอาการโดยยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเหตุนั้นการดูแลและรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ ยกตัวอย่างเช่น การให้ยาลดไข้ ยาขยายหลอดลม ฯลฯ ส่วนในรายที่เริ่มมีลักษณะรุนแรง อย่างเช่น อิดโรย หอบ มีค่าออกซิเจนในเลือดลดน้อยลง อาจมีการให้ยาพ่นขยายหลอดลม ร่วมกับการให้ออกซิเจน ในรายที่มีลักษณะอาการรุนแรงมากมาย บางทีก็อาจจะควรจะมีการใส่ท่อช่วยหายใจหรือใช้เครื่องที่ใช้สำหรับในการช่วยหายใจ นอกจากนี้บางครั้งอาจจะจะต้องมีการให้สารน้ำชดเชยเพื่อคุ้มครองปกป้องสภาวะขาดน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้ออื่นๆชอบได้รับยาฆ่าเชื้ออื่นๆที่เหมาะสมตามอาการ
การติดต่อของโรคอาร์เอสวี การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่งจากฟุตบาทหายใจได้แก่ น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ฯลฯ และก็เชื้อไวรัสจำพวกนี้สามารถทนอยู่นอกร่างกายได้หลายชั่วโมง ด้วยเหตุดังกล่าวนอกเหนือจากการได้รับเชื้อผ่านการไอจามใส่กันแล้ว ยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสข้าวของที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วนำเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปากและเยื่อบุดวงตาได้ ภายหลังการได้รับเชื้อผู้ป่วยสามารถแพร่ระบาดเชื้อได้ตั้งแต่ข้างหลังติดเชื้อโรค 2–3 วันไปจนถึง 2–3 อาทิตย์ ด้วยเหตุดังกล่าวในผู้เจ็บป่วยที่เริ่มมีลักษณะแสดงควรลดการแพร่ขยายเชื้อไปยังคนอื่นโดยการใส่ผ้าปิดปาก ส่วนคนที่จำเป็นต้องคลุกคลี่กับผู้ป่วยก็ต้องหมั่นล้างมือบ่อยๆรวมถึงใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเช่นกัน

การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรค อาร์เอสวี

  • พักให้เต็มที่ หยุดงาน หยุดโรงเรียน จนกว่าไข้จะลงปกติแล้ว 48 ชั่วโมง
  • ล้างมือเป็นประจำแล้วก็ทุกคราวก่อนที่จะรับประทานอาหารและข้างหลังเข้าส้วมภ
  • แยกของใช้ต่างๆจากคนภายในบ้าน
  • ไม่ไปในที่แออัดคับแคบ/ที่ชุมชน
  • รู้จักใช้หน้ากากอนามัย
  • รับประทานอาหารมีสาระครบทั้ง 5 กลุ่ม
  • กรณีที่พบแพทย์แล้ว ให้รับประทานยาต่างๆที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วนบริบูรณ์
  • ดื่มน้ำมากๆเพราะน้ำจะช่วยทำให้สารคัดข้างหลัง ได้แก่ เสลด หรือน้ำมูก ไม่เหนียวกระทั่งเกินความจำเป็น และไม่ไปกีดขวางการทำงานของระบบทางเดินหายใจ
  • นั่งหรือนอนในตำแหน่งที่หายใจได้สะดวก เป็นต้นว่า นั่งตัวตรง ไม่ห่อตัว ใช้หมอนที่ไม่นุ่มหรือแข็งเหลือเกิน
  • ใช้ยาหยอดจมูก เพื่อช่วยลดอาการบวมของจมูก บางทีอาจล้างจมูกด้วยน้ำเกลือรวมทั้งดูดน้ำมูกเพื่อทำให้ทางเท้าหายใจเตียนขึ้น
  • ถ้าอาการต่างๆชั่วช้าลง ให้รีบไปโรงพยาบาล ดังเช่นว่า ไข้สูงขึ้น ไอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีเสมหะเพิ่มมากขึ้น เสลดกลายเป็นสีอื่น อาทิเช่น เขียว น้ำตาล เทา


การปกป้องตนเองจากโรคอาร์เอสวี เพราะในประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนคุ้มครองปกป้องเชื้อไวรัส RSV จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสในช่วงที่แพร่ระบาดได้มาก ก็เลยควรมีการปกป้องคุ้มครองตนเองดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาด ล้างมือเสมอๆได้แก่ ก่อนมื้อของกิน หลังเข้าห้องอาบน้ำ เป็นต้น
  • ทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอ เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดาษทิชชูที่ใช้แล้ว ควรจะทิ้งลงไปในถังขยะที่ปิดมิดชิด
  • ไม่ควรใช้แก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น ควรใช้ถ้วยน้ำของตัวเอง และเลี่ยงการใช้แก้วน้ำที่คนป่วยใช้แล้ว
  • ไม่สมควรอยู่สนิทสนมกับคนป่วยที่เป็นหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษา หรือในที่ชุมชนที่มีคนหนาแน่น ในตอนระบาดของโรค
  • เมื่อจะต้องอยู่กลางอากาศที่หนาวเย็น ควรทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เป็นประจำ


สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคอาร์เอสวี เพราะเหตุว่าโรคอาร์เอสวี เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสรวมทั้งสามารถติดต่อได้ทางสารคัดหลั่งของร่างกายโดยการ ไอ จาม รดกัน ซึ่งจะเกิดการฟุ้งกระจายของละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยซึ่งถ้าหากคนที่อยู่ใกล้ชิด สูดเอาละอองนั้นไปก็จะเกิดการต่อเนื่องกันรวมถึงการสัมผัสสารคัดเลือกหลั่งต่างๆที่ปนเปื้อนในสิ่งของต่างๆของคนเจ็บด้วย ซึ่งเป็นโรคที่มีมูลเหตุ,อาการ รวมถึงการติดต่อคล้ายกับหวัดมากมาย นอกจากนั้นยังเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจแบบเดียวกันอีกด้วย ดังนั้นสมุนไพรที่จะช่วยป้องกัน/รักษาโรคอาร์เอสวีนั้น ก็เลยเป็นสมุนไพรแบบเดียวกับโรคหวัด (อ่านหัวข้อสมุนไพรที่ช่วยปกป้อง/รักษาโรคหวัดในเรื่องโรคไข้หวัด)
เอกสารอ้างอิง

  • อาจารย์ ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ไวรัสร้ายของลูกน้อย.โรคอาร์เอสวี (RSV).ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดร.นพ.นพพร อภิวัฒนากุล.ไวรัส RSV เชื้ออันตรายที่คล้ายไข้หวัด. Rama Channal. ภาควิชากุมรเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • Dawson-Caswell,M., and Muncle, JR, H. Am Fam Physician.2011;83(2):141-146
  • Mayo Foundation for Medical Education and Research. Respiratory syncytial virus (RSV). [Accessed on July 2016]
  • ไวรัสRSV-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • Krilov L.R. Respiratory Syncytial Virus Infection. [Accessed on July 2016]
  • Falsey,A. et al. NEJM.2005;352(17): 1749-1762



Tags : โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี,โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี,

10

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox , Varicella)
โรคอีสุกอีใส เป็นอย่างไร อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่ทำให้ร่างกายเกิดผื่นคัน มีตุ่มนูนขนาดเล็ก หรือตุ่มน้ำใสๆทั่วร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และก็ยังแพร่กระจายได้อย่างเร็ว เป็นโรคติดต่อที่พบได้ทั่วไปในเด็ก โดยปกติจะเจออัตราการป่วยได้สูงสุดในกลุ่มวัย 5-9 ปีรองลงมาเป็น 0-4 ปี, 10-14 ปี, 15-24 ปี และ 25-34 ปี เป็นลำดับ ส่วนในผู้ที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปบางทีอาจพบได้บ้าง
                 มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี พุทธศักราช 2552  มีคนไข้เป็นโรคอีสุกอีใสปริมาณ 89,246 รายทั่วทั้งประเทศและก็เสียชีวิต 4 ราย แล้วก็ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีรายงานผู้ตายปีละ 1-3 ราย เมื่อตรึกตรองตามกลุ่มอายุพบว่ากลุ่มวัย 5-9 ปี มีอัตราเจ็บไข้สูงสุดเท่ากับ 578.95 ต่อประชากร 100,000 คน รองลงมาเป็นกลุ่มวัยต่ำยิ่งกว่า 5 ปี, 10-14 ปีและกลุ่มอายุมากยิ่งกว่า 15 ปี โดยมีอัตราป่วยพอๆกับ 487.13, 338.45 รวมทั้ง 58.81 ตามลำดับจากข้อมูล 10 ปีย้อนหลังพบว่าจำนวนผู้เจ็บป่วยโรคอีสุกอีใสมีแนวโน้มสูงมากขึ้น รวมทั้งในปี พ.ศ. 2557-2559 มีอัตราการป่วย 129.57 ต่อแสนมวลชน 79.82 ต่อแสนพลเมือง รวมทั้ง 66.57 ต่อแสนมวลชน เป็นลำดับ
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส มีต้นเหตุจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (varicella virus) (VZV) หรือ  human herpes virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่นำมาซึ่งงูสวัด ที่แพร่ขยายได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสกับแผลของผู้ป่วยที่เป็นโรคโดยตรง หรือทางเรือลาย ไอ จาม หรือการหายใจเอาเชื้อที่ปะปนในอากาศเข้าไป โดยเชื้อนี้จะทำให้กำเนิดโรคอีสุกอีใสในคนที่พึ่งจะติดโรคเป็นครั้งแรกรวมทั้งโรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิคุ้มกันชั่วชีวิต รวมทั้งผู้ป่วยโดยมากจะไม่เป็นซ้ำอีก แม้กระนั้นเชื้ออาจซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท แล้วก็มีโอกาสเป็นงูสวัดได้ในภายหลัง
ลักษณะของโรคอีสุกอีใส เด็กจะเป็นไข้ต่ำๆอ่อนเพลียรวมทั้งไม่อยากอาหารบางส่วน ในผู้ใหญ่มักเป็นไข้สูง รวมทั้งปวดเมื่อยเรียกตัวคล้ายไข้หวัดใหญ่เอามาก่อน คนเจ็บจะมีผื่นขึ้น ซึ่งจะขึ้นพร้อมๆกันกับวันที่เริ่มจับไข้ หรือ ๑ วันหน้าจากมีไข้ เริ่มแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ถัดมาจะแปลงเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆอยู่ข้างใน และก็มีลักษณะอาการคัน ถัดมาจะกลายเป็นหนอง ต่อไป ๒-๔ วัน ก็จะเป็นสะเก็ด ผื่นแล้วก็ตุ่มจะขึ้นตามไรผมก่อน แล้วลุกลามไปตามหน้า ลำตัว รวมทั้งแผ่นข้างหลัง จะทยอยขึ้นเต็มที่ ข้างใน ๔ วัน บางรายมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากยุ่ย ลิ้นเปื่อยยุ่ย เจ็บคอ บางรายอาจไม่มีไข้ มีเพียงแค่ผื่นและก็ตุ่มขึ้น ทำให้รู้ผิดว่าเป็นเริมได้ เหตุเพราะผื่นตุ่มของโรคนี้จะค่อยๆออกระลอก (ชุด) ขึ้นไม่พร้อมกันทั่วร่างกาย ด้วยเหตุนี้จะพบว่าบางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง และบางที่เริ่มเป็นสะเก็ด ด้วยลักษณะนี้ ชาวบ้านจึงเรียกว่า อีสุกอีใส (มีอีกทั้งตุ่มสุกตุ่มใส) แต่คนเจ็บบางรายอาจนานกว่านั้นเป็น 2-3 อาทิตย์ โดยไม่เป็นแผลเป็น (นอกเหนือจากการที่จะมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จนกระทั่งกลายเป็นตุ่มหนองแล้วก็เปลี่ยนเป็นแผลเป็น)
                เนื่องด้วยโรคอีสุกอีใสยังอาจจะก่อให้เกิดภาวะเข้าแทรกขึ้นได้อีกดังเช่นว่า การต่อว่าดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง หรือติดเชื้อโรคแบคทีเรียในกระแสโลหิต ปอดอักเสบ รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
คนป่วยที่มีการเสี่ยงที่จะมีอาการร้ายแรง ยกตัวอย่างเช่น หญิงท้อง ทารกแรกเกิด ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ตัวอย่างเช่น คนไข้เอดส์ คนป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูก ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ รวมทั้งคนรับประทานยากด ภูมิคุ้มกันต่างๆ
หญิงมีท้องที่เป็นโรคนี้ในช่วง 20 อาทิตย์แรกของการท้องอาจท่าให้ทารกในท้องพิการแต่ว่า กำเนิดได้แม้กระนั้นเจอนานๆครั้ง(น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 2) ถ้าเกิดเป็นตอนที่ครรภ์มารดาอาจมีอาการร้ายแรง และก็มีภาวะแทรกซ้อน อย่างเช่น ปอดอักเสบ ร่วมด้วย แล้วก็หากแม่เป็นโรคในช่วงใกล้คลอด (5 วันก่อนคลอดจนกระทั่ง 2 วันหลังคลอด) ทารกแรกเกิดอาจรับเชื้ออีสุกอีใสรวมทั้งมีลักษณะอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
เมื่อผู้ป่วยหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไปแอบอยู่ที่ปมประสาท และก็ท่าให้เกิดโรค งูสวัดได้เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายลดลง
กรรมวิธีรักษาโรคอีสุกอีใส หมอจะวินิจฉัยโรคอีสุกอีใสจากการดูลักษณะของผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มพองบนผิวหนังเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วไปและอาการที่เกิดขึ้นอยู่กับคนป่วย อาทิเช่น มีไข้ขึ้น เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ แต่บางกรณีที่บอกไม่ได้แจ่มแจ้งว่าเป็นโรคอีสุกอีใสไหมรวมถึงในคนเจ็บที่เกิดผลข้างเคียงแทรกซ้อน หรือในกรณีจำเป็นต้องวินิจฉัยให้แจ่มแจ้ง หมอจะกระทำทดสอบน้ำเหลืองเพื่อหาระดับสารภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสอีสุกอีใส หรือตรวจค้นเชื้อจากตุ่มน้ำ เพราะว่าโรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสการดูแลรักษาจึงเป็นการรักษาแบบทะนุถนอมตามอาการ
                ซึ่งโรคนี้สามารถหายเองได้การรักษาโดยใช้ยาต้านทานไวรัสอาจท่าให้ระยะการเป็นโรคสั้นลง หากคนไข้ได้รับ ด้านใน 24 ชั่วโมงหลังผื่นขึ้น คนไข้ไม่นายสิบเป็นจำต้องได้รับยาต้านเชื้อไวรัสทุกราย แพทย์จะพิจารณาให้ในรายที่มีการเสี่ยง จะเกิดภาวะสอดแทรกรุนแรงเพียงแค่นั้น ดังเช่นว่า

  • หากพบว่าตุ่มมีการติดเชื้อแบคทีเรียสอดแทรก (กลายเป็นตุ่มหนอง ฝี แผลพุพอง) แพทย์จะให้ยายาปฏิชีวนะเพิ่มเติมอีก ถ้าเป็นเพียงแต่ไม่กี่จุดก็อาจให้ประเภททา แม้กระนั้นถ้าเกิดเป็นมากก็จะให้จำพวกกิน
  • ถ้าหากมีลักษณะอาการเข้าแทรกร้ายแรง ซึ่งเจอได้น้อยมาก ดังเช่นว่า ปอดอักเสบ (ไข้สูง หอบ) สมองอักเสบ (ไข้สูง ปวดหัวมาก อาเจียนมาก ซึม ชัก ไม่ค่อยรู้สึกตัว) ตับอักเสบ (ดีซ่าน) หรือมีสภาวะเลือดออกง่ายก็จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล
  • ในรายที่มีภาวะภูมิคุ้มกันขาดตกบกพร่อง (ได้แก่ เป็นโรคโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคภูมิคุมกันบกพร่อง กินยาสตีรอยด์อยู่นานๆเป็นต้น) หรือเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีโรคผื่นแพ้ประจำ โรคปอดเรื้อรัง สูดพ่นยาสตีรอยด์ (สำหรับผู้ที่เป็นโรคหืด) หรือรับประทานยาแอสไพรินอยู่ นอกจากให้การรักษาตามอาการแล้ว แพทย์บางทีอาจให้ยาต้านเชื้อไวรัส ที่มีชื่อว่า อะไซโคลเวียร์ (acyclovir) เพื่อฆ่าเชื้อโรคอีสุกอีใส คุ้มครองมิให้โรคแพร่กระจายร้ายแรง และช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น ควรจะให้ยานี้รักษาด้านใน 1 วัน ข้างหลังแสดงอาการจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าให้ตอนหลังๆของโรค


สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะก่อเกิดโรคอีสุกอีใส เนื่องมาจากโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่มีการติดต่อจากเชื้อไวรัสโดยการสัมผัสตุ่มหรือแผลของผู้ป่วย รวมทั้งติดต่อผ่านทางสารคัดเลือกหลั่งของคนไข้ การสัมผัสหรือการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป โดยเหตุนั้นปัจจัยเสี่ยงที่จะกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคอีสุกอีใสหมายถึงการคลุกคลีกับคนเจ็บ การสัมผัสคนไข้หรือสิ่งของเครื่องใช้ของคนเจ็บโดยไม่ได้มีการปกป้องตนเองที่ดี รวมถึงการมิได้รับวัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคอีสุกอีใสจนกระทั่งครบ ก็เป็นอีกต้นสายปลายเหตุหนึ่งที่มีความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งโรคอีสุกอีใสได้เช่นเดียวกัน
การติดต่อของโรคอีสุกอีใส โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อได้อย่างรวดเร็วมากมาย โรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัวประมาณ 10 - 224 ชั่วโมง รวมทั้งผู้ป่วยจะเริ่มกระจายเชื้อได้ในตอนประมาณ 5 วันก่อนขึ้นผื่น ไปจนกระทั่งเมื่อตุ่มน้ำแห้งแตกเป็นสะเก็ดหมดแล้ว โดยเหตุนี้ระยะแพร่เชื้อในโรคอีสุกอีใสก็เลยนานได้ถึง 7 - 10 วันหรือนานกว่านี้ในผู้ใหญ่ จึงเป็นสาเหตุให้เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้อย่างเร็ว
                ซึ่งเชื้อไวรัสจำพวกนี้จะมีอยู่ในตุ่มน้ำของผู้ที่เป็นอีสุกอีใส ในน้ำลายและเสลดของผู้ที่เป็นอีสุกอีใสสำหรับในการติดต่อสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง หรือสัมผัสถูกสิ่งของ ตัวอย่างเช่น ถ้วยน้ำ ผ้า เช็ดหน้า ผ้าที่มีไว้เพื่อเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่พักผ่อน ที่เลอะเทอะ ถูกตุ่มน้ำของผู้ที่เป็นอีสุกอีใส หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ หรือฝอยละอองจากฟุตบาทหายใจของคนป่วยเข้าไป
ดังนั้นอีสุกอีใสก็เลยเป็นโรคที่ระบาดแพร่ขยายได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่เรียน สถานที่รับเลี้ยงเด็ก หรือตามชุมชนที่อยู่ที่อาศัยทั่วๆไป สามารถเจอได้ตลอดทั้งปี แต่ว่าจะมีอุบัติการณ์เกิดสูงสุดในตอนม.ค.ถึงม.ย.

การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส

  • ถ้าหากเป็นไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆกินน้ำมากมายๆห้ามอาบน้ำเย็น นอนพักให้มากๆแล้วก็ให้ยาพาราเซตามอลบรรเทาไข้ ไม่สมควรให้ยาแอสไพรินลดไข้ เนื่องจากยานี้ อาจจะก่อให้เสี่ยงต่อโรคเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งจะมีภาวะสมองอักเสบร่วมกับตับอักเสบ จัดว่าเป็นโรคอันตรายร้ายแรงชนิดหนึ่ง
  • ถ้าเกิดมีอาการคัน ให้ทาด้วยยาแก้ผดผื่นคัน (คาลาไมน์โลชั่น) ถ้าหากคันมากให้กินยาแก้แพ้ คลอร์เฟนิรามีนทุเลา คนป่วยควรตัดเล็บให้สั้น และก็เพียรพยายามอย่าแกะหรือเกาตุ่มคัน อาจจะก่อให้มีการติดเชื้อโรคกลายเป็นตุ่มหนองและก็เป็นแผลเป็นได้
  • ถ้าหากปากยุ่ย ลิ้นยุ่ย ให้ใช้น้ำเกลือกลั้ว เพียรพยายามรับประทานอาหารที่เป็นของเหลวหรือเป็นน้ำแทนอาหารแข็ง
  • สำหรับอาหาร ไม่มีของแสลงต่อโรคนี้ ให้รับประทานอาหารได้ตามธรรมดา โดยเฉพาะบำรุงด้วยของกินพวกโปรตีน (ยกตัวอย่างเช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ) ให้มากขึ้น เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ควรจะหยุดเรียน หรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้าน เพื่อคุ้มครองไม่ให้กระจายเชื้อให้ผู้อื่น ระยะแพร่ระบาดติดต่อให้ผู้อื่นหมายถึงตั้งแต่ระยะ 24 ชั่วโมง ก่อนมีตุ่มขึ้นจนกว่า 6 วัน หลังตุ่มขึ้น
  • ควรเฝ้าพิจารณาอาการเปลี่ยนแปลงต่างๆโดยปกติอาการ จะค่อยดีขึ้นกว่าเดิมได้เองด้านใน 1-3 อาทิตย์ แต่ว่าถ้าเกิดพบว่ามีลักษณะหายใจหอบ ซึม ชัก เดินเซ ตากระตุก โรคดีซ่าน (ตาเหลือง) มีเลือดออก ปวดศีรษะมากมาย อาเจียนมาก เจ็บหน้าอก หรือตุ่มกลายเป็นหนอง ฝี หรือพุพอง ควรจะไปพบ แพทย์อย่างเร็ว
  • คนเจ็บควรจะพักและก็ดื่มน้ำมากมายๆขั้นต่ำวันละ 8 แก้ว
  • คนเจ็บควรจะแยกตัวออกไปอยู่ต่างหากจนกระทั่งพ้นระยะติดต่อ และก็แยกของใช้ของสอยส่วนตัวต่างๆได้แก่ เสื้อผ้า ถ้วยน้ำ ช้อน จาน ชาม อื่นๆอีกมากมาย เพื่อเลี่ยงการแพร่ขยายของเชื้อโรค
  • สำหรับยาเขียวที่ทำมาจากสมุนไพร (ดังเช่นว่า ยาเขียวหอม ที่บรรจุอยู่ในบัญชียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ.๒๕๕๖) ไม่ถือเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตหรือส่งผลกระทบต่อการรักษาโรคนี้ คนเจ็บสามารถใช้ร่วมกับการดูแลและรักษาปกติได้ แถมยาเขียวยังช่วยให้กินน้ำได้มากขึ้นอีกด้วย
  • รักษาสุขลักษณะเบื้องต้น (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้สุขภาพดีรวมทั้งช่วยลดโอกาสสำหรับการเป็นผลข้างๆเข้าแทรกจากการต่อว่าดเชื้อโรค
การป้องกันตัวเองจากโรคอีสุกอีใส

  • ด้วยเหตุว่าโรคสุกใสสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายโดยทางการหายใจ จึงควรแยกผู้ป่วยออกจากเด็กเล็ก หญิงมีท้อง และก็ผู้ที่ไม่เคยติดโรคมาก่อน
  • ควรจะให้คนไข้หยุดเรียนหรือหยุดงาน พักอยู่บ้านเพื่อคุ้มครองมิให้แพร่เชื้อให้ผู้อื่น
  • ไม่สัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้เจ็บป่วยโรคอีสุกอีใส ถ้าจึงควรมีการปกป้องตนเองอย่างดี ดังเช่น สวมถุงมือ ใส่หน้ากากอนามัยและควรรีบล้างมือภายหลังจากสัมผัสกับผู้ป่วย เป็นต้น
  • ปัจจุบันมีวัคซีนฉีดคุ้มครองโรคอีสุกอีใส ซึ่งราคาค่อนข้างแพง (ราวเข็มละ 800-1200 บาท) ควรจะฉีดในเด็กอายุ 12-18 เดือน ฉีดเพียงแต่ 1 เข็ม จะป้องกันโรคได้ตลอดไป ถ้าฉีดตอนโต หากอายุต่ำลงยิ่งกว่า 13 ปี ก็ฉีดเพียงแต่เข็มเดียว แม้กระนั้นหากอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ควรฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 อาทิตย์ ข้างหลังฉีดยา ควรจะหลบหลีกการใช้ยาแอสไพรินนาน 6 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อลดจังหวะเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคเรย์ซินโดรม วัคซีนประเภทนี้ห้ามฉีดในหญิงมีครรภ์ มีภาวะภูมิคุ้มกันขาดตกบกพร่อง ใช้ยาแอสไพรินอยู่ประจำ หรือใช้ยาสตีรอยด์ขนาดสูงมานาน บางทีอาจเกิดภาวะสอดแทรกรุนแรงได้ สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) หากไม่มั่นใจว่าเคยเป็นโรคนี้หรือยัง ควรจะขอคำแนะนำหมอ ตรวจทานว่ามีภูมิต้านทานต่อโรคนี้หรือยัง ถ้ายัง หมออาจเสนอแนะให้วัคซีนคุ้มครองปกป้องเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อลูกในท้องขณะตั้งท้อง และข้างหลังฉีดยาจำพวกนี้ ควรคุมกำเนิดนาน 3 เดือน ก็เลยจะสามารถตั้งท้องได้อย่างปลอดภัย
  • ในเด็กที่ไม่มีข้อบ่งห้าม สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12-15 เดือน ขึ้นไป แล้วก็ฉีดกระตุ้นอีกครั้งที่อายุ 4-6 ปีหรือบางทีอาจฉีด 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งภูมิต้านทานจะขึ้นดีกว่าการฉีด 1 เข็ม
  • จากการศึกษาในเด็กอายุ 1-12 ปี หลังได้รับวัคซีนครั้งแรก จะมีภูมิต้านทานในระดับที่ป้องกันโรคได้ร้อยละ 85แล้วก็มากขึ้นเป็นปริมาณร้อยละ 99.6 ข้างหลังได้รับวัคซีนครั้งที่ 2
  • สำหรับคนที่สัมผัสสนิทสนมกับผู้ป่วยโรคนี้ การฉีดวัคซีนบางทีอาจไม่ทันกาล หากจำเป็นหมออาจชี้แนะให้ฉีดเซรุ่ม ที่มีชื่อว่า varicella-zoster immune globulin (VZIG) เป็นการฉีดภูมิต้านทานเข้าไปโดยตรง ชอบฉีดให้กับคนที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงท้อง ผู้ที่มีภาวการณ์ภูมิต้านทานบกพร่อง คนป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว แล้วก็ทารกที่มีแม่เป็นอีสุกอีใสตอน 5 วันก่อนคลอดถึง 2 วันหน้าคลอด
  • วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ที่ใช้ในปัจจุบันทำจากเชื้ออีสุกอีใสที่มีชีวิตแล้วเอามาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ในประเทศไทยมีจำหน่าย 3 ชนิดเป็นVarilrix ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 2,000 PFU, OKAVAX ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่น้อยกว่า 1,000 PFU, และ Varicella Vaccine-GCC ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงมากยิ่งกว่า 1,400 PFU ทั้งยังปัจจุบันนี้ยังมีการผลิตวัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคอีสุกอีใสให้อยู่ในรูปวัคซีนรวม ตัวอย่างเช่น วัคซีนรวมฝึกหัด-โรคเหือด-คางทูม-อีสุกอีใส (MMRV) ซึ่งจะรวมอยู่ในเข็มเดียวกันทำให้สะดวก และไม่ต้องเจ็บตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
สมุนไพรที่ช่วยรักษา/บรรเทา ลักษณะของโรคอีสุกอีใส

  • เสลดพังพอนตัวเมีย Clinacanthus nutans (Burm.f) มีอีกชื่อหนึ่งเป็น พญายอ ซึ่งเสลดพังพอนตัวเมียไม่เหมือนกับเพศผู้ คือ ตัวเมียไม่มีหนาม ใบตัวผู้มีสีแก่กว่า ดอกตัวเมียมีสีแดง ดอกตัวผู้มีสีส้นสด กรรมวิธีการให้เด็ดใบเสลดพังพอนตัวเมียมาล้างให้สะอาด แล้วเอามาตำหรือปั่นให้ถี่ถ้วนผสมกับน้ำดินสอพอง ทาที่ตุ่มเปล่งปลั่งเสมอๆจะช่วยบรรเทาอาการคัน รวมทั้งทำให้ตุ่มแผลแห้งเร็ว ลดอาการบวมแดงของตุ่มได้
  • ผักชี Coriandrum sativum การอาบน้ำต้มผักชีจะช่วยทำให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น ซึ่งตามตำรายาแผนโบราณกล่าวว่า สรรพคุณของผักชีเป็นเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง
  • สะเดา Azadiracta indica มีการศึกษาพบว่าสารเกดูนิน (Gedunin) และ นิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบรวมทั้งเม็ดสะเดามีคุณภาพสำหรับในการออกฤทธิ์ยั้งเชื้อรา แบคทีเรียและเชื้อไวรัสสูง ด้วยเหตุนั้น ก็เลยสามารถบรรเทาลักษณะของโรคที่เกิดขึ้นมาจาก เชื้อไวรัส อย่างอีสุกอีใสได้
  • ใบมะยม Phyllanthus acidus ใช้ใบมะยมไม่อ่อนหรือแก่เกินไป 2-3 กำมือ ใส่น้ำ 2-3 ลิตร ต้มให้เดือดราวๆ 20 นาที แล้วยกลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นพอเพียงอาบได้ อาบวันละ 3 ครั้ง เช้าตรู่ ช่วงกลางวัน เย็น ข้างหลังอาบน้ำอาการจะเบาๆดีขึ้น
  • ย่านาง Tiliacora triandra เอาราก “ย่านาง” แบบสดประมาณขยุ้มมือต้มกับน้ำท่วมยาจนเดือด ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ครั้งละ 3 ส่วน 4 แก้ว ต้มดื่มเรื่อยติดต่อกัน 3-5 วัน อาการที่เป็นจะทุเลาลง
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อีสุกอีใส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่296.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม.2546
  • อีสุกอีใส เป็นได้ก็หายได้.เกร็ดความรู้สู่ประชาชน.หน่วยข้อมูลคลังยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella)”. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 404-407.
  • Kuter B, Matthews H, Shinefield H, Black S, Dennehy P, Watson B, et al. Ten year follow-up of healthychildren who received one or two injections of varicellavaccine. Pediatr Infect Dis J. 2004; 23:132-7.
  • อ.พญ.เลลานี ไพฑูรย์พงษ์.สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.โรคอีสุกอีใส.สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย.
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC)..Prevention of Varicella Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMVR 2007; 56:1-40.
  • อีสุกอีใส.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ http://www.disthai.com/
  • Heininger U, Seward JF. Varicella. Lancet. 2006; 368:1365-76.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • อ.พญ.จรัสศรี ฟี้ยาพรรณ,นางรษิกา ฤทธิ์เรืองเดช,พญ.พิชญา มณีประสพโชคและคณะ.โรคสุกใส(Chicken pox).ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สำนักระบาดวิทยา. โรคอีสุกอีใส. สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค 2552. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์. 2553; 55-6.
  • Krause PR, Klinman DM. Efficacy,immunogenicity,safety, and use of live attenuated chickenpox vaccine. J Pediatr. 1995; 127:518-25.
  • พญ.อารีย์ โอบอ้อมรัก.หนังสือเลี้ยงลูกด้วยสมุนไพร.หน้า 56.สำนักพิมพ์เอเชียบูรพา.



Tags : โรคอีสุกอีใส

11

โรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
โรคไส้ติ่งอักเสบคืออะไร  ไส้ติ่ง (Vermiform appendix) เป็นส่วนขยายของลำไส้ที่ยื่นออกมาจากกระพุ้งไส้ใหญ่ (Cecum) ไส้ติ่งมีรูปร่างเหมือนถุงยาวๆขนาดเท่านิ้วก้อย ยื่นออกมาจากลำไส้ใหญ่ อยู่ตรงรอบๆท้องน้อยข้างขวา โดยมีลักษณะเป็นถุงแคบรวมทั้งยาว มีขนาดกว้างเพียงแค่ 5-8 มม. แล้วก็มีความยาวหรือก้นถุงลึกโดยเฉลี่ย 8-10 เซนติเมตร (ในผู้ใหญ่) ด้านในมีรูติดต่อกับลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ผนังข้างในของไส้ติ่งมีเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลืองกระจายอยู่ ซึ่งเป็นเยื่อเกิดการอักเสบได้ง่าย โดยเยื่อนี้จะมีการเพิ่มปริมาณมากตอนวัยรุ่น จึงเจอไส้ติ่งอักเสบกำเนิดได้บ่อยมากในวัย รุ่น ไส้ติ่งถือเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของลำไส้ใหญ่ที่ฝ่อตัวลงและไม่ได้ทำหน้าที่ในการย่อยและซับของกิน เนื่องด้วยเป็นท่อขนาดเล็กปลายตัน เมื่อเกิดการอักเสบจึงทำให้เนื้อฝาผนังไส้ติ่งเน่าตายและก็เป็นรูทะลุในเวลาอันรวดเร็วทันใจได้
ไส้ติ่งอักเสบคือ อาการบวมรวมทั้งติดเชื้อโรคของไส้ติ่งนับเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันรวมทั้งอันตราย ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการผ่าตัดอย่างรีบ ด่วน เนื่องจากว่าถ้าหากว่าทิ้งเอาไว้นาน ไส้ติ่งที่อักเสบมักแตกกระจายเชื้อโรคสู่ช่องท้อง และบางทีอาจเป็นสา เหตุรุนแรงจนกระทั่งติดเชื้อโรคในกระแสโลหิตจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
โดยการตายส่วนมากของโรคไส้ติ่งอักเสบมีต้นเหตุมาจากสภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบแล้วก็ภาวการณ์ช็อค โรคไส้ติ่งอักเสบได้รับการอธิบายเป็นครั้งแรกโดย Reginald Fitz ในปี พ.ศ. 2429 ปัจจุบันนี้ได้รับการยินยอมรับว่าเป็นเยี่ยมในสาเหตุของอาการปวดท้องรุนแรงกะทันหันที่พบบ่อยที่สุดทั้งโลกและก็ โรคไส้ติ่งอักเสบยังเจอเป็นสาเหตุอันดับแรกๆของโรคปวดท้อง ที่จำเป็นต้องรักษาด้วยแนวทางผ่าตัดเร่งด่วน หลายครั้งที่ค้นพบว่าผู้เจ็บป่วยปลดปล่อยให้มีอาการปวดท้องนานยาวนานหลายวันแล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยมาโรงหมอ  ซึ่งมักจะพบว่าเป็นถึงขั้นไส้ติ่งแตกแล้ว ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อย เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กอายุ 2 ขวบไปจนกระทั่งคนวัยแก่ และยังรวมไปถึงหญิงท้อง แม้กระนั้นจะพบได้ทั่วไปในช่วงอายุ 10-30 ปี (เจอได้น้อยในคนวัยชรา เนื่องจากว่าไส้ติ่งตีบแฟบมีเยื่อหลงเหลือน้อย แล้วก็ในเด็กอายุต่ำลงยิ่งกว่า 3 ปี เนื่องจากโคนไส้ติ่งยังค่อนข้างจะกว้าง) ในหญิงและผู้ชายได้โอกาสเป็นโรคนี้ได้เท่าๆกัน แล้วก็มีการคาดทำนองว่าในตลอดกาลของมนุษย์จะได้โอกาสเป็นโรคนี้ประมาณ 7% ในปีๆหนึ่งจะมีคนไข้เป็นโรคนี้ประมาณ 1 ใน 1,000 คน
สาเหตุของโรคไส้ติ่งอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากมีสภาวะอุดกั้นของรูไส้ติ่ง ส่วนการอุดกันนั้นส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นการเกิดขึ้นเองโดยไม่เคยทราบต้นเหตุกระจ่างแจ้ง แต่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมีเศษอุจจาระแข็งเรียกว่า "นิ่วอุจจาระ" (fecalith) ชิ้นเล็กๆตกลงไปอุดกันอยู่ข้างในรูของไส้ติ่ง แล้วทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในรูไส้ติ่งปริมาณน้อยเกิดการเจริญแพร่พันธุ์แล้วก็รุกล้ำเข้าไปในฝาผนังไส้ติ่ง จนกระทั่งเกิดการอักเสบตามมา หากปลดปล่อยไว้เพียงแค่ไม่กี่วัน ฝาผนังไส้ติ่งก็เกิดการเน่าตายรวมทั้งแตกทะลุได้ แล้วก็ต้นเหตุที่พบได้รองลงมาเป็น มีสาเหตุจากเยื่อต่อมน้ำเหลือง (Lymphoid tissue) ที่ผนังไส้ติ่งที่ครึ้มตัวขึ้นตามการอักเสบต่างๆที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย นอกเหนือจากนี้อาจเป็นเพราะเนื่องจากสิ่งแปลกปลอม (ยกตัวอย่างเช่น เมล็ด), หนอนพยาธิ (ที่สำคัญเป็น พยาธิไส้เดือน พยาธิด้าย พยาธิตืดหมู) หรือก้อนเนื้องอก หรือครั้งคราวก็อาจเกิดขึ้นจากการตำหนิดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ที่ทำให้ต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย และต่อมน้ำเหลืองในไส้ติ่งเกิดการปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการขยายตัวขึ้นจนไปห้ามไส้ติ่ง รวมทั้งทำให้ไส้ติ่งที่อาจมีเชื้อโรคอาศัยอยู่กำเนิดอาการอักเสบท้ายที่สุด ในผู้ป่วยบางรายบางทีอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสไซโตเมกะโล (Cytomegalovirus)  ซึ่งมักจะพบได้ในผู้เจ็บป่วยโรคภูมิคุมกันบกพร่อง และบางรายอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบโดยที่หมอไม่รู้สาเหตุเลยก็ได้
อาการโรคไส้ติ่งอักเสบ อาการสำคัญของโรคไส้ติ่งอักเสบนั้นเป็น ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการปวดท้องที่มีลักษณะสม่ำเสมอและก็ปวดแรงขึ้นนานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป หากมิได้รับการดูแลและรักษาก็มักจะปวดอยู่นานยาวนานหลายวัน จนถึงผู้เจ็บป่วยทนปวดไม่ไหวจะต้องพาส่งโรงหมอ ซึ่งลักษณะของไส้ติ่งอักเสบนั้นบางทีอาจแบ่งได้เป็นสองจำพวก คือจำพวกตรงไปตรงมาแล้วก็ประเภทไม่ขวานผ่าซากดังนี้ ชนิดขวานผ่าซากแต่เดิมอาจปวดแน่นตรงลิ้นปี่เหมือนโรคกระเพาะ บางคนบางทีอาจปวดบิดเป็นช่วงรอบๆสะดือ เหมือนลักษณะของการปวดแบบท้องเดิน อาจเข้าส้วมหลายครั้ง แต่ว่าถ่ายไม่ออก (แต่ว่าบางคนอาจมีอาการถ่ายเป็นน้ำหรือ ถ่ายเหลวร่วมด้วย)ถัดมาจะมีอาการคลื่นไส้ คลื่นไส้ ไม่อยากกินอาหารร่วมด้วย อาการปวดท้องชอบไม่ดีขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าจะรับประทานยาพาราใดๆ ถัดมาอีก 3-4 ชั่วโมง อาการปวดจะย้ายมาที่ท้องน้อยข้างขวา มีลักษณะปวดเสียดตลอดเวลา และก็จะเจ็บเยอะขึ้นเรื่อยๆเมื่อมีการขยับตัว หรือเวลาเดินหรือไอจาม คนเจ็บจะนอนนิ่งๆถ้าเป็นมากคนป่วยจะนอนงอขา เอียงไปข้างหนึ่ง หรือเดินตัวงอ เพื่อให้รู้สึกสบายขึ้น  เมื่อถึงขั้นที่มีอาการอักเสบของไส้ติ่งแจ้งชัด มีแนวทางตรวจอย่างง่ายๆคือ ให้ผู้ป่วยนอนหงายแล้วก็ใช้มือกดลงลึกๆหรือใช้หมัดทุบเบาๆตรงรอบๆไส้ติ่ง (ท้องน้อยข้างขวา)ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บมากมาย (เรียกว่า อาการกดเจ็บ) คนไข้อาจมีไข้ต่ำๆ(อุณหภูมิ 37.7-38.3 องศาเซลเซียส) ส่วนประเภทไม่ตรงไปตรงมานั้นอาจจะเริ่มจากมีอาการปวดเริ่มที่พุงข้างล่างขวาตั้งแต่ต้น ท้องเสีย แล้วก็มีการดำเนินโรคที่ช้านานค่อยๆเป็น ค่อยๆไปกว่าชนิดตรงไปตรงมา ถ้าไส้ติ่งที่อักเสบสัมผัสกับกระเพาะปัสสาวะอาจจะก่อให้มีลักษณะอาการเยี่ยวบ่อยครั้ง แม้ไส้ติ่งที่อักเสบอยู่ด้านหลังลำไส้เล็กตอนปลายอาจมีอาการอ้วกรุนแรงได้ บางรายอาจรู้สึกปวดเบ่ง

ส่วนผู้ป่วยในกรุ๊ปที่เป็นเด็ก หรือสตรีท้อง อาจมีอาการบางสิ่งบางอย่างที่ต่างจากคนปกติทั่วๆไป ดังต่อไปนี้

  • ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นเด็ก เด็กที่แก่ต่ำว่า 2 ปี ลงไป จะมีลักษณะอาการที่เห็นได้ชัดคือ อ้วกมาก ท้องเฟ้อ แม้ใช้มือกดบริเวณพุงจะรู้สึกเจ็บ ส่วนเด็กที่มีอายุมากยิ่งกว่า 2 ปีขึ้นไปจะเริ่มแสดงอาการได้ ซึ่งอาการก็จะไม่ต่างจากคนทั่วๆไป
  • ในกรุ๊ปคนเจ็บที่เป็นสตรีตั้งครรภ์ เพราะเหตุว่าอวัยวะต่างๆที่ถูกดันให้สูงขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของมดลูก ไส้ติ่งของสตรีมีครรภ์จะเคลื่อนไปอยู่ที่บริเวณพุงส่วนบน ซึ่งถ้ามีลักษณะอาการไส้ติ่งอักเสบจะทำให้ปวดรอบๆหน้าท้องส่วนบนทางขวาแทน นอกนั้นอาจมีอาการปวดบีบที่ท้อง มีก๊าซในกระเพาะ หรืออาการแสบร้อนที่กลางอก บางรายอาจพบอาการท้องเสีย หรือท้องผูกควบคู่กัน


ผู้ป่วยโรคไส้ติ่งอักเสบถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาโดยการผ่าตัดด้านใน 24-36 ชั่วโมงข้างหลังมีการอักเสบ ไส้ติ่งจะขาดเลือดเปลี่ยนเป็นเนื้อเน่าและก็ตาย ท้ายที่สุดฝาผนังของไส้ติ่งที่เปื่อยจะแตกทะลุ หนองรวมทั้งสิ่งสกปรกด้านในไส้จะไหลออกมาในท้อง ทำให้กลายเป็นเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) และก็หากเชื้อแบคทีเรียขยายไปสู่กระแสเลือดก็จะเกิดการติดเชื้อในกระแสโลหิต มีอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
วิธีการรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคที่มีปัญหาสำหรับในการวินิจฉัยให้ที่ถูกค่อนข้างมากมาย ผู้เจ็บป่วยบางรายได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ แต่เมื่อผ่าตัดเข้าไปก็พบว่าไส้ติ่งไม่มีการอักเสบ คนเจ็บบางรายแม้ว่าจะไปพบหมอแต่ว่าก็ได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นโรคอื่น จวบจนกระทั่งไส้ติ่งแตกแล้วจึงได้รับการดูแลรักษาวิเคราะห์ที่ถูก เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบแทบทุกรายชอบวินิจฉัยโรคนี้ได้หลังจากการแตกของไส้ติ่งแล้ว ในเด็กเล็กแล้วก็คนไข้แก่พบว่าอาจกำเนิดปัญหารุนแรง ถ้าหากได้รับการวิเคราะห์แล้วก็รักษาโรคชักช้าด้วยเหตุว่ามีภูมิคุ้มกันต่ำ
                การวิเคราะห์โรคไส้ติ่งอักเสบ การวินิจฉัยโรคในผู้ป่วยจำนวนมากอาศัยลักษณะทางสถานพยาบาล (clinical menifestation) เป็นอาการและก็การตรวจเจอเป็นหลัก ส่วนการตรวจทางห้องปฎิบัติการแล้วก็การค้นทางรังสีวิทยา (radiologic investigation) หรือการตรวจเพิ่มเติมอีกอื่นๆมีความสำคัญน้อย มีคุณประโยชน์เฉพาะในคนไข้บางรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลไม่แน่ชัดแค่นั้นโดยมีวิธีการวิเคราะห์ดังต่อไปนี้

  • การวินิจฉัยลักษณะของไส้ติ่งอักเสบ เป็น
  • ลักษณะของการปวดท้อง เป็นอาการที่สำคัญที่สุด ทีแรกๆมักจะปวดบริเวณสะดือ หรือบอก ไม่ได้แจ่มแจ้งว่าปวดที่รอบๆใดแต่ว่าระยะถัดมาลักษณะของการปวดจะแจ่มแจ้งที่ท้องน้อยด้านขวา (right lower quadrant-RLQ)
  • อาการอื่นๆที่อาจพบร่วมด้วยเป็น


                          - คลื่นไส้ อ้วก อาการนี้เจอได้ในคนป่วยเกือบทุกราย
                          - ไข้ มักจะเกิดภายหลังจากเริ่มลักษณะของการปวดท้องแล้วระยะหนึ่ง
                          - ไม่อยากกินอาหาร
                          - ท้องเสีย พบอาการในผู้ป่วยบางราย ชอบเกิดหลังจากไส้ติ่งแตกทะลุ หรือ อธิบาย ได้จากไส้ติ่งอักเสบที่อยู่ตำแหน่งใกล้กับลำไส้ใหญ่ส่วน sigmoid หรือ rectum

  • ในเด็กที่มีไส้ติ่งแตกทะลุอาจมาด้วยอาการของไส้ตันได้
  • การตรวจร่างกาย เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับในการวินิจฉัยโรค
  • ผู้กระทำดเจ็บเฉพาะที่ (local tenderness) เกือบทั้งหมดจะมี maximal tenderness ที่ RLQ และอาจมี guarding และ rebound tenderness ด้วย ในคนไข้ไส้ติ่งแตกทะลุ tenderness และ guarding มักตรวจพบรอบๆกว้างขึ้นหรือพบทั่วรอบๆท้องน้อยข้างล่าง 2 ข้าง จากการมี pelvic peritonitis ในรายที่เป็นก้อนไส้ติ่งอักเสบ (appendiceal mass) จาก phlegmon หรือ abscess มักคลำได้ก้อนที่ RLQ
  • การตรวจทางทวารหนัก (rectal examination) ถือว่าเป็นคุณประโยชน์มาก จะพบว่ากดเจ็บที่ทางด้านขวาของ cul-de-sac แต่ไม่นิยมทำในเด็กตัวเล็กๆด้วยเหตุว่าแปลผลได้ตรากตรำ ในเด็กสาวอาจมีผลดีในการวิเคราะห์แยกโรคที่เกิดจาก twisted ovarian cyst เนื่องจากว่าบางทีอาจลูบคลำได้ก่อน ส่วนในรายที่สงสัยว่าอาจเกิดขึ้นเนื่องจาก pelvic inflammatory disease นอกเหนือจากที่จะได้เรื่องราวร่วมเพศแล้วการตรวจด้านใน (per vagina examination - PV) จะให้ผลดีมาก
  • การตรวจอื่นๆอาจได้ผลบวกในการตรวจ ยกตัวอย่างเช่น


                          - Rovsing sign
                          - Obturator sign
                          - Psoas sign

  • การตรวจทางห้องปฎิบัติการ ไม่ค่อยมีความจำเป็นเท่าไรนักในคนป่วยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการตรวจร่างกายสามารถให้การวิเคราะห์ได้อยู่แล้ว แต่ว่าจะทำเป็นเบื้องต้นเพื่อการดูแลระหว่างการดูแลและรักษาต่อไป ดังเช่น
  • complete blood count พบได้มากว่า เม็ดเลือดขาวสูงขึ้นมากยิ่งกว่าปกติและมี shift to the left
  • การตรวจปัสสาวะ ไม่ค่อยมีสาระมากสักเท่าไรนักสำหรับเพื่อการวิเคราะห์แยกโรค แม้กระนั้นช่วยแยกโรคอื่น ยกตัวอย่างเช่น มีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะบางทีอาจจำต้องนึกถึงนิ่วในท่อไต
  • การตรวจพิเศษ ในรายที่ลักษณะทางคลินิกบ่งชัดเจนว่าเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน การตรวจพิเศษเพิ่มอีกก็ไม่จำเป็น แต่ว่าในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลไม่กระจ่างนั้น การตรวจพิเศษอาจมีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการวิเคราะห์แยกโรค ได้แก่
  • การถ่ายรูปรังสีของช่องท้อง อาจพบเงาของ fecalith หรือ localized ileus ที่ RLQ
  • การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasonography) ของท้อง หรือ barium enema ไม่จำเป็นในผู้เจ็บป่วยส่วนใหญ่ แม้กระนั้นอาจช่วยในการวินิจฉัยโรคในคนไข้บางรายที่มีปัญหาสำหรับในการวินิจฉัยโรค


ไส้ติ่งอักเสบสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเท่านั้น เพราะเหตุว่าจะช่วยรักษาอาการแล้วก็ช่วยกำจัดการเสี่ยงที่จะเกิดภาวะไส้ติ่งแตก โดยการผ่าตัดที่นิยมใช้ในขณะนี้คือการผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) เพราะเป็นการผ่าตัดเล็กสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ในทันที เหมาะกับกรณีไส้ติ่งที่อักเสบยังอยู่ในระยะไม่ร้ายแรงนัก ถ้าหากรุนแรงถึงขนาดไส้ติ่งแตก ก็จะต้องใช้การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery) ซึ่งเป็นผ่าตัดแบบมาตรฐาน เพราะนอกจากจะต้องนำไส้ติ่งที่แตกออกแล้ว ยังจำเป็นต้องทำความสะอาดภายในท้อง แล้วก็ใส่ท่อเพื่อระบายหนองจากฝีที่เกิดขึ้นอีกด้วย โดยแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดรักษาดังนี้

  • ในรายที่ลักษณะทางคลินิกชี้ว่าน่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ เสนอแนะให้การรักษาด้วยการ ผ่าตัดโดยเร็ว ภายหลังจากการเตรียมคนป่วยให้พร้อมแล้วก็สมควรต่อการให้ยาสลบและการผ่าตัด
  • ในรายที่ลักษณะทางคลินิกไม่ชัดเจนว่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ แต่มีสิ่งที่ทำให้สงสัยว่าบางครั้งก็อาจจะเป็นโรคนี้ ควรจะรับตัวไว้สังเกตอาการในโรงพยาบาล เพื่อติดตามประเมินลักษณะทางสถานพยาบาลต่อเป็นช่วงๆโดยงดน้ำรวมทั้งอาหาร และไม่ให้ยาปฎิชีวนะ เมื่อลักษณะทางสถานพยาบาลระบุแจ่มกระจ่างขึ้นว่าน่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบฉับพลัน จะได้นำคนไข้ไปกระทำผ่าตัดรักษาอย่างทันทีทันควัน
  • ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลบ่งชัดว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบฉับพลัน ไม่แตกทะลุ ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะทั้งยังก่อนและก็ข้างหลังผ่าตัด แม้กระนั้นแพทย์ผู้ดูแลอาจพิเคราะห์ให้ยายาปฏิชีวนะก่อนผ่าตัดก็ได้ เมื่อผ่าตัดพบว่าไส้ติ่งอักเสบไม่แตกทะลุ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ยาต่อ
  • ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลไม่สามารถที่จะแยกได้ว่าไส้ติ่งแตกทะลุแจ้งชัด นิยมให้ยาปฏิชีวนะ โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนผ่าตัด หากผ่าตัดแล้วพบว่าไส้ติ่งไม่แตกทะลุ ไม่จำเป็นที่ต้องให้ยายาปฏิชีวนะต่อหลังผ่าตัด แม้กระนั้นหากพบว่าไส้ติ่งแตกทะลุก็ให้ยาปฏิชีวนะต่อ
  • ในรายที่การตรวจร่างกายระบุว่ามี peritonitis ซึ่งมีต้นเหตุจากการแตกของไส้ติ่งอักเสบ ในเด็กมักมีลักษณะ generalized peritonitis ส่วนผู้ใหญ่จะเป็น pelvic peritonitis ก่อนนำคนป่วยไปกระทำการผ่าตัดควรจะใช้แนวทางรักษาแบบเกื้อหนุนให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมสำหรับในการให้ยาสลบแล้วก็การผ่าตัด เป็นต้นว่าการให้ intravenous fluid ที่เหมาะสมให้พอเพียงซึ่งบางทีอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง มองว่าคนไข้มีฉี่ออกดีแล้ว ให้ยาปฎิชีวนะที่เหมาะสม ให้ยาลดไข้หรือเช็ดตัวให้อุณหภูมิร่างกายลดลงถ้าเป็นไข้สูง ถ้าหากท้องเฟ้อมากควรจะใส่ nasogastric tube ต่อ suction อาจใช้เวลาสำหรับในการตระเตรียมคนเจ็บ 3-4 ชั่วโมงก่อนนำผู้เจ็บป่วยไปผ่าตัด
  • กรณีที่ไส้ติ่งแตกทะลุระหว่างการผ่าตัด หรือไส้ติ่งไม่แตกทะลุ แม้กระนั้นร้ายแรงถึงขนาด gangrenous appendicitis ชี้แนะให้ยาปฏิชีวนะระหว่างการผ่าตัด รวมทั้งต่อเนื่อง 1-3 วันสุดแต่พยาธิสภาพ
  • ในรายที่มีอาการมานับเป็นเวลาหลายวันและก็การตรวจร่างกายพบว่ามีก้อนที่ RLQ ที่ระบุว่าน่าจะเป็น appendiceal phlegmon หรือ abscess ควรรักษาโดยวิธีจุนเจือโดยให้ยาปฎิชีวนะที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมกว้างขวาง ถ้าผู้เจ็บป่วยสนองตอบดีต่อการดูแลรักษา อย่างเช่น ลักษณะของการปวดท้องดียิ่งขึ้น ก้อนเล็กลง ให้รักษาต่อโดยแนวทางจุนเจือ และก็นำผู้เจ็บป่วยไปทำ elective appendectomy ต่อจากนั้น 6 อาทิตย์ - 3 เดือน แต่ถ้าหากการดูแลรักษาด้วยยาปฎิชีวนะดังที่กล่าวผ่านมาแล้วมิได้รับการตอบสนองที่ดีบางทีอาจจำเป็นที่จะต้องผ่าตัดเลย หากพยาธิสภาพรุนแรงมาก บางทีอาจทำเพียงแต่ระบายหนอง แต่ถ้าหากพยาธิภาวะไม่รุนแรง และสามารถตัดไส้ติ่งออกได้เลย ก็ชี้แนะให้ทำ


กลุ่มอาการที่เสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ มีลักษณะเจ็บท้องที่มีลักษณะไม่เหมือนอาการปวดโรคกระเพาะ ท้องร่วง หรือปวดเมนส์ ก็ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบได้ ควรจะรีบไปพบหมอ ถ้ามีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้

  • ปวดร้ายแรง หรือปวดติดต่อกันนานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป
  • กดหรือเคาะเจ็บตรงรอบๆที่ปวด
  • อาเจียนบ่อย รับประทานอะไรก็ออกหมด
  • มีลักษณะหน้ามืด เป็นลม ใจสั่นหวิว ใจสั่น
  • มีไข้สูง หรือหนาวสั่น
  • ใบหน้าซีดเซียวเหลือง
  • กินยาบรรเทาปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือกลับรุนแรงขึ้น
  • ผู้ป่วยที่มีลักษณะท้องผูกร่วมด้วย ถ้าหากพบว่ามีอาการปวดท้องรุนแรงกว่าธรรมดา ก็ห้ามรับประทานยาถ่าย หรือกระทำการสวนทวาร


การติดต่อของโรคไส้ติ่งอักเสบ โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการอุดตันของรูไส้ติ่ง จากสิ่งเจือปนต่างๆทำให้ไส้ติ่งเกิดการอักเสบติดเชื้อโรคและก็แตกสุดท้าย ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะกับคนป่วยแต่ละคน และไม่ได้เป็นโรคติดต่อที่แพร่ให้คนใกล้กันแต่อย่างใด
การกระทำตนเมื่อเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ  เนื่องจากโรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคเร่งด่วน ต้องไปพบแพทย์ทันที ที่ห้องฉุกเฉินของโรงหมอเพื่อทำการผ่าตัดและไม่ควรกินยาระบายหรือสวนอุจจาระ เมื่อมีลักษณะอาการท้องผูกร่วมด้วย เพราะว่าอาจจะทำให้ไส้ติ่งอักเสบนั้นแตกเร็วขึ้น

  • การกระทำตัวก่อนจะมีการผ่าตัดไส้ติ่ง คนป่วยควรปฏิบัติดังนี้


o    เมื่อมีลักษณะของไส้ติ่งอักเสบ ก่อนไปพบหมอผู้ป่วยจะต้องงดเว้นของกินแล้วก็น้ำดื่มไว้ด้วยเพื่อจัดแจงสำหรับเพื่อการผ่าตัดฉุกเฉิน
o   ในเรื่องที่มีลักษณะเจ็บท้องแต่คนป่วยยังไม่ทราบปัจจัย ห้ามรับประทานยาแก้ปวด แต่ควรจะรีบไปพบหมอเพื่อตรวจวิเคราะห์ก่อน ด้วยเหตุว่ายาพาราจะไปบังอาการปวดทำให้หมอแยกโรคได้ตรากตรำ
o  งดการใช้ครีมและเครื่องแต่งตัวทุกประเภท แล้วก็ทำร่างกายให้สะอาด อาบน้ำ สระผม ตัดเล็บ เพื่อให้หมอพินิจอาการแตกต่างจากปกติจากการขาดออกซิเจนได้

  • การกระทำตัวหลังการผ่าตัดไส้ติ่ง หลังการผ่าตัดไส้ติ่ง 24 ชั่วโมง ผู้เจ็บป่วยจะต้องกระทำการลุกจากเตียง เพื่อให้ไส้มีการเคลื่อนไหวเร็วขึ้น งดเว้นอาหารแล้วก็น้ำหลังผ่าตัดวันแรก ส่วนการดูแลแผลผ่าตัด ห้ามให้ผ้าปิดแผลเปียกน้ำ ห้ามให้แผลโดนน้ำ ห้ามเกา แล้วก็เวลาไอหรือจามให้ใช้มือพยุงแผลไว้ด้วยเพื่อคุ้มครองปกป้องแผลที่เย็บแยกออก ถ้าหากถ้าเกิดแผลยังไม่แห้งดีอย่าพึ่งอาบน้ำ แม้กระนั้นให้ใช้กระบวนการเช็ดตัวแทน ยิ่งกว่านั้นเป็นการกินยาตามที่หมอสั่งอย่างสม่ำเสมอ เน้นย้ำการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เนื่องจากจะช่วยให้แผลติดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้เป็น การขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ และก็พักผ่อนให้พอเพียง


การป้องกันตนเองจากโรคไส้ติ่งอักเสบ ในตอนนี้ยังไม่ครั้งการศึกษาค้นพบแนวทางคุ้มครองป้องกันอาการไส้ติ่งอักเสบ เนื่องด้วยไส้ติ่งอักเสบเป็นอาการฉับพลันที่ไม่อาจจะหาต้นสายปลายเหตุที่ชัดแจ้งได้ แม้กระนั้นมีข้อสังเกตว่า สามัญชนที่นิยมรับประทานอาหารพวกผักผลไม้มากมาย (ได้แก่ ชาวแอฟริกา) จะมีอัตราการเป็นไส้ติ่งอักเสบน้อยกว่ากลุ่มที่กินผักและก็กินผลไม้น้อย (ตัวอย่างเช่น คนตะวันตก) ก็เลยมีการเสนอแนะให้มานะรับประทานผลไม้และก็รับประทานผักให้มากมายๆทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งเกิดผลดีต่อการคุ้มครองป้องกันโรคท้องผูก ริดสีดวงทวาร โรคอ้วน แล้วก็ยังมั่นใจว่าอาจคุ้มครองปกป้องไส้ติ่งอักเสบ รวมทั้งโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย
ยิ่งกว่านั้นมีการเรียนที่ศึกษาค้นพบว่า ภาวะท้องผูกมีส่วนสมาคมกับการเกิดไส้ติ่งอักเสบ โดยพบว่าคนไข้ไส้ติ่งอักเสบจะมีปริมาณครั้งสำหรับการถ่ายอุจจาระต่อสัปดาห์น้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และยังพบว่า คนเจ็บโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และก็มะเร็งไส้ตรงมักจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบนำมาก่อน อีกทั้งยังมีผลการศึกษาหลายงานที่พบว่า การกินอาหารที่มีกากใยต่ำจะมีส่วนสำหรับเพื่อการนำไปสู่โรคไส้ติ่งอักเสบอีกด้วย
สมุนไพรที่ช่วยป้องงกัน/ทุเลาโรคไส้ติ่งอักเสบ เนื่องแต่การดูแลรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบต้องรักษาโดยใช้การผ่าตัดเท่านั้นแล้วก็ในขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าสมุนไพรชนิดไหนที่จะช่วยปกป้องหรือ บรรเทา/รักษา โรคไส้ติ่งอักเสบได้ รวมทั้งยังไม่มีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยชิ้นไหนที่กล่าวว่าสมุนไพรจำพวกไหนสามารถช่วยคุ้มครองป้องกันหรือ / รักษาโรคไส้ติ่งอักเสบได้
เอกสารอ้างอิง

  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)”.หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป     หน้า 525-527.
  • Fitz RH (1886). "Perforating inflammation of the vermiform appendix with special reference to its early diagnosis and treatment". Am J Med Sci(92): 321–46.(อังกฤษ)
  • ไส้ติ่งอักเสบ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.
  • Adamis D, Roma-Giannikou E, Karamolegou K (2000). "Fiber intake and childhood appendicitis". Int J Food Sci Nutr51: 153–7. (อังกฤษ)
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ไส้ติ่งอักเสบ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่301.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2547
  • SCHWARTZ, Principle of Surgery , McGRAW HILL
  • Wangensteen OH, Bowers WF (1937). "Significance of the obstructive factor in the genesis of acute appendicitis". Arch Surg34: 496–526. (อังกฤษ)
  • โรคไส้ติ่งอักเสบ(APPENDICITIS).แนวทางการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทางศัลยกรรม.ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย.


12

สรรพคุณกวาวเครือขาวอันน่าทึ่งสามารถรักษาโรคคุณได้
ขายกวาวเครือขาว สตรีที่มีปัญหา สิวฮอร์โมน สิวที่ข้างหลัง ผิวมัน ขนดก
เพศหญิงที่เสื่อมอารมณ์ทางเพศ
รับผลิตกวาวเครือขาว สามารถใช้เป็นฮอร์โมนตอบแทนในสตรีวัยหมดประจำเดือน
สาวประเภท 2 ที่อยากได้เพิ่มความเป็นผู้หญิง
แคปซูลกวาวเครือขาว ปรับสีผิวให้ขาวขึ้น ทำให้ผิวเต่งตึงลดรอยเหี่ยวย่น มีเลือดฝาด ขาวอมชมพู ผุดผ่อง ออร่า แก้ฝ้า กระ จุดด่างดำ
เนื่องด้วย กวาวเครือขาว มีสาร Oestrogenic substance ชื่อ miroestrol,3,14,17,18-B-tetrahydroxy miroestrol ซึ่งมีฤทธิ์ ราวกับฮอร์โมนผู้หญิงที่บริเวณทรวงอกของหญิงนั้น จะมีตัวรับ ( Receptor ที่เหมาะสมให้สาร Oestrogenic substance ไปจับอยู่โดยเหตุนั้นเมื่อรับประทานกวาวเครือขาวที่มีสารที่มีฤทธิ์นี้เข้าไป ก็จะไปจับกับบริเวณที่มีตัวรับพอดีขายส่งกวาวเครือขาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรี นำไปสู่ขายกวาวเครือขาว[/url][/i] การสั่งสมไขมัน และน้ำเพิ่มขึ้น ในรอบๆนั้น รวมทั้ง ทำให้กระชับได้รูป แล้วก็พบว่า การกินสม่ำเสมออย่างต่ำ 5 เดือนขึ้นไป เซลล์ไขมันและกล้ามเนื้อกินอกจะน้อยลงน้อยมาก ทั้งที่ รีเซปเตอร์บริเวณเต้านมเพศหญิงจะมีไม่เท่ากันในแต่ละบุคคล ทำให้ผลที่ได้ เร็ว ช้า มาก น้อย ต่างกัน รวมทั้ง จะเท่าที่ธรรมชาติของแต่ละคนที่สร้างได้เพียงแค่นั้นซึ่งในตอนนี้กวาวเครือขาวในแบบอย่างขายกวาวเครือขาวรับประทาน ได้จริง และต้องเป็นของแท้ แล้วก็ใหม่สดจริง บรรเทา แก้อาการหมดแรง เหน็ดเหนื่อยของร่างกาย ทำให้นอนหลับสบาย รับผลิตกวาวเครือขาวช่วยบำรุงสมอง ช่วยทำให้ความจำสำหรับผู้ที่ผอมบาง เมื่อรับประทานกวาวเครือขาวจะช่วยทำให้มองอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้น
ขายกวาวเครือขาว สามารถช่วยทุเลาอาการปวดเมื่อยล้าตามร่างกายมีส่วนช่วยลดและก็รักษาอาการ vasomotor (อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกเวลากลางคืน)สำหรับคนที่เคยมีบุตรแล้วจะช่วยให้ช่องคลอดกระชับขึ้น และช่วยลดปัญหาท้อง สะโพก ต้นขาลายได้สำหรับผู้ที่มีบุตรยาก มั่นใจว่าจะทำให้มีบุตรง่ายขึ้น
แคปซูลกวาวเครือขาว ที่มีประสิทธิภาพในทางคลีนิค สามารถใช้ทดแทนฮอร์โมนเพศหญิงในวัยหมดระดูได้ รวมทั้งมีทิศทางว่าจะใช้ประโยชน์ขายส่งกวาวเครือขาวแล้วก็รักษาอัลไซเมอร์ได้ เพราะว่าศึกษาค้นคว้าพบว่า สารสกัดจากกวาวเครือก่อให้เกิดการงอกใหม่ของเซลล์สมองได้
ขายกวาวเครือขาว ขายส่งกวาวเครือขาว
รับผลิตกวาวเครือขาว เเคปซูลกวาวเครือขาว
สมุนไพรอื่นๆ
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา ตำราเรียนยาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสมหะ และไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสมหะจุกคอ ทำให้เปียกคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบ บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเดินท้องเดิน รักษาโรคโรคท้องมาน เม็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ แล้วก็โรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน และยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายแบบเรียนยาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด รู้ผายธาตุ ทราบระบายรู้ขี้ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสลด ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย อึ ทราบถ่ายรู้ปิดเอง แก้ลมจุดเสียด อ้วก แก้สะอึก แก้หืดไอ แก้ท้องเสียเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมล้างคอแก้เจ็บคอ เมล็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร
สรรพคุณเห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ ประกอบด้วยสารที่มีผลต่อการบำบัดโรคหลายแบบ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆเป็น สารชนิดที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% และสาระเหย 5% มีประโยชน์สำคัญดังเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมทั้งวิตามินและก็แร่ ซึ่งช่วยสร้างภูเขามิต้านทานทางโรค ต้านทานโรคมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะสำหรับบำรุงร่างกายเนื่องจากว่ามีความปลอดภัยสูง โพลีแซคติดอยู่ไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยสร้างเสริมรูปแบบการทำงานของร่างกาย คือกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง ต่อต้านมะเร็ง คุ้มครองการลุกลุกลามของเซลล์ของมะเร็ง ช่วยปรับปรุงหลักการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขจัดพิษ แม้กระนั้นด้วยเหตุว่า polysaccharide มีโครงสร้างที่สลับซับซ้อนอาจจะทำให้ย่อยยากจำเป็นจะต้องกินวิตามินซีหรือของกินที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยในการซึมซับสาร polysaccharide เข้าสู่ร่างกายเยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมมากถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพดังต่อไปนี้

  • ออกสิเจนในเลือด 4. รักษาโรคมะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย 5. ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
  • สมอง บำรุงประสาท 6. กำจัดสารพิษ บำรุงตับ รักษาตับ


สามเทอร์ป่ายปีนอยด์ (Tritepenoids) มีประโยชน์ต่อสุขภาพดังนี้

  • ต้านโรคมะเร็ง 4. ลดโคเลสเตอรอล ปรับไขมันในร่างกายให้ธรรมดา
  • ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ธรรมดา 5. เสริมสร้างระบบที่ทำการย่อยอาหารให้ดีขึ้น
  • ควบคุมภูมิแพ้ 6. กระตุ้นแนวทางการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดความดันเลือด ลดไขมันในเส้นเลือดรวมทั้งคุ้มครองป้องกันการ
ตันของไขมันด้านในเส้นโลหิต
สรรพคุณ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง [/b]รสขม ฉุนเล็กน้อย ใช้ละลายเสลด, แก้เวียนหัว, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,โรคไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสเปียกแฉะเย็นมีกลิ่นแรง ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่รู้เรื่องต้นสายปลายเหตุ,ลดการตำหนิเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีคุณประโยชน์แก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลมเป็นแล้ง สามารถป้องกันผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดน้อย มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและก็ตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้อาการปวดฟัน ช่วยรักษาปากเปื่อยยุ่ย แผลเปื่อยยุ่ย ช่วยแก้อาการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของประเทศเม็กซิโก เคยใช้ดอกและก็ใบต้มน้ำกินใช้ขับลมและขับเยี่ยว  ในประเทศอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกเลือดและก็แก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำกิน แก้อาการปวดตามข้อ
คุณประโยชน์ถั่งเช่า
ถั่งเช่า คุณประโยชน์ถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศ มีฤทธิ์ชูกำลังทางเพศ ช่วยให้น้ำอสุจิแข็งแรก เนื่องจากว่าการกินถั่งเช่าจะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศมากเพิ่มขึ้น ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในอสุจิได้ โดยจากการศึกษาเล่าเรียนในผู้ชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว ปริมาณของสเปิร์มในสเปิร์มมากขึ้น 33% ทั้งยังลดจำนวนสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29% และเมื่อเรียนรู้เพิ่มอีกก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศได้ 66 – 86% ทั้งยังมีคุณสมบัติสำหรับการปกป้องรักษารวมทั้งสร้างเสริมหลักการทำงานของต่อมหมวกไต และเพิ่มโอกาสที่สเปิร์มจะปฏิสนธิได้ช่วยทำให้ปรับลักษณะการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีสรรพคุณช่วยทำให้อัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติได้ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการหัวใจขาดออกสิเจน แล้วก็เพิ่มออกซิเจนให้หัวใจได้สร้างเสริมหลักการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ช่วยปรับให้ปรุงหลักการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ปกติ  ช่วยทำให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิต้านทานเยอะขึ้นเรื่อยๆต้านมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับในการต้านทานโรคมะเร็ง ขึ้นรถคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่านับว่าเป็นสารที่มีความสำคัญสำหรับการต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง คุ้มครองป้องกันการเกิดและก็การแพร่ไปของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีสรรพคุณควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และก็ตรีกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูแนวทางการทำงานของไต สำหรับคนป่วยโรคไตเรื้อรัง การกินถั่งเช่าจะช่วยบรรเทาอาการลง และทำให้สุขภาพไตดียิ่งขึ้น ทั้งยังลดความเสื่อมโทรมของไตที่เกิดขึ้นจากสารพิษตกค้างได้เสริมสร้างการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลพวงจากพิษ และก็ป้องกันการเกิดพังทลายพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นหลักการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ลดความเลี่ยงสำหรับการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงโลหิต สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยเสริมสร้างรูปแบบการทำงานของระบบโลหิต ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกเยอะขึ้นเรื่อยๆซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแล้วก็เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำในปริมาณที่เพียงพอต่อสภาพทางด้านร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่านับว่าเป็นสมุนไพรอีกจำพวกที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการเรียนรู้พบว่าการรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
คุณประโยชน์ว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษสุนัขกัด แบบเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกจากมดลูกข้างหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ดีเหมือนปกติ , เจ็บท้องระหว่างมีเมนส์ ตกขาว ขับน้ำคร่ำ แก้ธาตุทุพพลภาพอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยเหล้า รับประทานทีละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดลูกใหม่ๆแก้ปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และก็ดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย รวมทั้งมดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในสมัยใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แม้กระนั้นก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มเสมอๆตลอดเวลา 3 เดือน หรือมากยิ่งกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะ ปกป้องโรคมะเร็งประเภทต่างๆลดอาการปวดบวมของแผล รวมทั้งต้านการอักเสบของแผล ถ้าหากเป็นแผลด้านในจะใช้การต้มน้ำกิน ถ้าเกิดเป็นแผลด้านนอกอาจใช้การต้มน้ำดื่ม ใช้บดทาแผล หรือน้ำสุกล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นกรรมวิธีสร้างเซลล์ใหม่ แล้วก็การซ่อมแซมเซลล์ที่สึกกร่อนหรือเซลล์บาดแผล ช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวแลดูผ่องใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยสำหรับการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง รวมทั้งช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

Tags : ขายส่งกวาวเครือขาว

13

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรพญารากดำ[/url][/size][/b]
พญารากดำ Diospyros variegate Kurz
พญารากดำ (จังหวัดสุโขทัย) น้ำจ้อย (ปราจีนบุรี) พลับดำ (จังหวัดกาญจนบุรี) มะเขือเถื่อน อีดำ (กำแพงเพชร).
   ไม้ต้น ขนาดกึ่งกลาง สูงถึง 20 มัธยม เปลือกสีดำ แตกเป็นสะเก็ด กิ่งอ่อนสะอาด หรือ เกือบสะอาด. ใบ เป็นใบลำพัง เรียงสลับกัน รูปขอบขนาน หรือ รูปหอกกลับ กว้าง 5-11 เซนติเมตร ยาว 15-30 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ทู่ มน หรือ ป้าน ขอบของใบเป็นคลื่นบางส่วน โคนใบแหลมทื่อๆสอบแคบ และก็บางทีมน เนื้อใบครึ้ม และสะอาดทั้งยัง 2 ด้าน เส้นใบมี 8-12 คู่ คดไปๆมาๆ ด้านบนเป็นร่อง ด้านล่างนูนเห็นแน่ชัด; ก้านใบยาว 0.5-1 เซนติเมตร เกลี้ยง. ดอก ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ดอกมักเกิดโรครา ทำให้มองเห็นเป็นกลุ่มใหญ่. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ แล้วก็ตามกิ่ง ก้านดอกยาว 2-4 มม. หมดจด กลีบรองกลีบติดกันเป็นรูปถ้วย ยาว 3-4 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 4 แฉก เมื่อยังอ่อนอยู่มีขนนุ่มทางภายนอก สมุนไพร ขนจะเบาๆหลุดตกไปเมื่อแก่ ข้างในสะอาด กลีบดอกเชื่อมชิดกันเป็นรูปแจกันทรงสูง ยาวประมาณ 10-12 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 4 แฉก กลีบและถ้วยดอกยาวเท่าๆกัน หมดจด 2 ด้าน เกสรผู้มี 14-18 อัน สะอาด รังไข่ฝ่อมีขนสาก. ดอกเพศเมีย ออกลำพังๆตามง่ามใบ ก้านดอกยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร เกลี้ยง กลีบรองกลีบดอกครึ่งด้านล่างเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ครึ่งบนแยกเป็น 4 แฉก มีขนสาก 2 ด้าน กลีบมีลักษณะเสมือนดอกเพศผู้ แม้กระนั้นใหญ่กว่า เกสรผู้ฝ่อมี 9 อัน สะอาด รังไข่รูปป้อม มีขนแน่น ภายในแบ่งเป็น 8 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย หลอดท่อรังไข่มีหลอดเดียว มีขนยาวๆแน่น. ผล กลม ปลายมน มีติ่งแหลมเล็กๆโคนมน เส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 1.5 เซนติเมตร (ผลอ่อน) ผิวแข็งมาก มีขนสีน้ำตาลปนแดงทั่วไป เมื่อแก่ขึ้นขนจะเบาๆหลุดหล่นไป; กลีบขั้วผลจะแยกกันโดยประมาณครึ่งเดียวของความยาวทั้งหมด กลีบพับกลับ ขอบกลีบเป็นคลื่นแต่ไม่จีบ มีครีบพอแลเห็นชัด ก้านผลยาวราวๆ 5 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดงดิบแล้ง รวมทั้งป่าผลัดใบผสม เหนือระดับน้ำทะเล 100-700 มัธยม ทางภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต้ และก็อาจมีทางภาคใต้ของไทย.
สรรพคุณ: ราก น้ำต้มรากกินแก้เหน็บชา โรคฟุตบาทเยี่ยว น้ำเหลืองเสีย แก้เมื่อย อ่อนล้า ทำให้เจริญอาหาร และก็แก้ร้อนใน

14

สมุนไพรหยุดพิษ
ยับยั้งพิษ Breynia glauca Craib
ชื่อพ้อง B. subterblanca Fischer
บางถิ่นเรียกว่า ระงับพิษ ดับพิษ (จังหวัดเชียงใหม่) จ้าสีเสียด (จังหวัดลำพูน) ปริก (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์).
ไม้พุ่ม สูงได้ถึง 7.5 มัธยม ไม่มีขน กิ่งอ่อนค่อนข้างจะแบน ถัดมาจะกลม. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปไข่ปนรูปหอก โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ; ปลายใบแหลม หรือ มน ปลายสุดเป็นติ่งแข็งเล็กๆกว้าง 1.5-3.0 เซนติเมตร ยาว 2.5-7.0 ซม. เนื้อใบครึ้มรวมทั้งแข็ง ด้านบนสีน้ำตาลเข้ม ข้างล่างสีขาวนวล เส้นใบเล็กมาก มี 5-6 คู่ เห็นไม่ชัดเจน ก้านใบยาว 2-3 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ และแยกเพศ. สมุนไพร ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาวราว 4 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบเชื่อมติดกันเหมือนลูกข่าง ยาว 2 มม. เกสรผู้ 3 อัน ก้านเกสรเชื่อมติดกัน. ดอกเพศภรรยา ก้านดอกสั้น กลีบรองกลีบเชื่อมติดกันเป็นปลอด ยาว 2 มม. เป็น 3 เหลี่ยม ปลายแยกเป็น 6 แฉก ท่อรังไข่ 3 อัน ตั้งชัน แต่ละอันปลายแยกเป็น 2 แฉก. ผล รูปกลม แบน กว้างราว 8 มิลลิเมตร ยาว 5 มิลลิเมตร แก่จัดสีดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นจากที่ลุ่มในป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ และที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป.
คุณประโยชน์ : แก้ไข้ กระทุ้งพิษ (ในประมวลคุณประโยชน์ยาไทยของสมาคมแพทย์แผนโบราณ ไม่ได้กล่าวว่าใช้ส่วนไหนของพืช).

Tags : สมุนไพร

15

สมุนไพรส้มเช้า
ส้มเช้าEuphorbia ligularia Roxb.
ชื่อพ้อง E. neriifolia Boiss. ส้มเช้า (กลาง)
   ไม้พุ่ม หรือ ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก สูง 5-7  ม. ไม่มีขน ข้อต่อตามกิ่งเป็นห้าเหลี่ยม ที่โคนก้านใบมีหู ใบเป็นหนาม ติดตามปลายๆกิ่ง ออกจากตุ่ม 1-2 อัน. ใบ ร่วงง่าย รูปไข่กลับ ขอบขนาน หรือ รูปไข่กลับ ปนรูปช้อน กว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 15-30 ซม. ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ หรือ เป็นคลื่น โคนใบสอบแคบ เส้นแขนงใบเห็นได้ไม่ชัด ก้านใบสั้น. ดอก ออกเป็นช่อ มีดอกย่อยรวมกันแน่นเป็นกลุ่ม ดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่บนช่อเดียวกัน โคนช่อมีกลีบรองกลีบดอกสีเหลือง มีก้านสั้นๆแตกเป็นง่าม ออกช่อจากแอ่งเดียวกัน กลุ่มช่อดอกที่อยู่ข้างๆมีก้านช่อใหญ่ และสั้นมากมาย ช่อดอกที่อยู่ตามง่าม ชอบไม่มีก้าน รวมทั้งเป็นเพศผู้ล้วน ใบเสริมแต่งออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน รูปไต เล็ก สมุนไพร ใบประดับประดารองดอกเป็นรูปครึ่งวงกลม สะอาด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ รูปกลมปนหัวใจ ขอบจะเป็นฟัน ต่อมรูปไตปนขอบขนาน อยู่ตามทางขวาง; รังไข่ผิวเรียบ แล้วก็เกลี้ยง ท่อรังไข่ติดกัน ตั้งตรง ปลายยอดหนากว่าโคน. ผล เป็นจำพวกแห้ง ไม่มีเนื้อ มี 3 พู มีผลเล็กๆค่อนข้างจะแบน 3 ผลรวมกัน.

นิเวศน์วิทยา
: เกิดตามป่าราบ และก็ป่าเบญจพรรณธรรมดา.
สรรพคุณ : สรรพคุณต่างๆคล้ายต้นสลัดไดป่า (E. antiquorum) มากมาย แม้กระนั้นยางต้นมีพิษน้อยกว่า ราก ใช้เบื่อปลา ตำเป็นยาฆ่าเชื้อโรครวมทั้งแก้พิษแมลงกัดต่อย  ต้น น้ำสุกเปลือก กินเป็นยาระบาย ใบ ใช้เบื่อปลา

หน้า: [1] 2 3 ... 9