แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 12
1

มะม่วงหาว มะนาวโห่
ชื่อสมุนไพร  มะม่วงหาวมะนาวโห่
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ , มะนาวไม่รู้โห่ , หนามแดง (ภาคกลาง) , หนามขี้แฮด (เชียงใหม่) , มะนาวโห่ (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์    Carissa carandas L.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Carissa congesta Wight.
ชื่อสามัญ  Karanda, Carunda , Christ’s thorn , Bengal Currants.
วงศ์  APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด
มะม่วงหาว มะนาวโห่ คือผลไม้ในกลุ่มเบอร์ปรี่ประเภทหนึ่งที่มั่นใจว่าบ้านเกิดเมืองนอนอยู่แถบ Himalayas แต่ว่า นักพฤกษศาสตร์บางท่านกล่าวว่ามีบ้านเกิดเมืองนอนแถบ Java มะนาวโห่มีการกระจายตัวตั้งแต่เนปาลไปจนถึงอัฟกานิสถาน และเจอได้ในหลายๆพื้นที่ในประเทศ อินเดีย มีการกระจายตัวในเขตอบอุ่นของประเทศ อินเดีย และศรีลังกา โดยธรรมชาติเจริญเติบโตในพื้นที่ ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 300 ถึง 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล รวมไปถึง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ศรีลังกา พม่า จีน และไทย
ส่วนในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ส่วนในตอนนี้ออกจะหามากินได้ยาก เหตุเพราะเป็นพันธุ์พืชมีหนาม ใครอีกหลายๆคนไม่ทราบคุณประโยชน์ก็เลยฟันทิ้งกันไปมาก เว้นเสียแต่ผู้ที่รู้เท่านั้นที่นำมาปลูกไว้ สำหรับคนสมัยก่อนแล้วผลไม้จำพวกนี้นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง ด้วยเหตุว่าเป็นมีฤทธิ์เป็นยาสมุนไพรซึ่งมีคุณประโยชน์ที่นานัปการ
ลักษณะทั่วไป มะม่วงหาว มะนาวโห่ มีลักษณะเป็นไม้พุ่มคอยเลื้อย หรือไม้ใหญ่ขนาดเล็ก เป็น ไม้ไม่ผลัดใบ มีสีเขียวตลอดปี มีลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์ เป็น
ลำต้น : สูง 2-3 เมตร แต่ว่าอาจสูงถึง 5 เมตร มียาง ขาวเปลือกมีสีเทาอ่อน
กิ่ง: มีกิ่งเยอะๆกิ่งมี ลักษณะแข็ง รวมทั้งกระจายไปทั่วต้น การแตกกิ่งจะแตก ออกเป็น 2 กิ่งตรงคู่กัน มีหนามทั้งยังแบบหนามผู้เดียว หรือ เป็นคู่ อาจยาวได้ถึง 5 ซม. หนามจะพบบริเวณ มุมใบ หรือตามข้อของกิ่ง กิ่งกิ่งก้านสาขามักจะมีหนามที่แข็ง และก็คม
ใบ: เป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปขอบขนานหรือ รูปไข่ ไม่มีหูใบ กว้าง 1.5-4 เซนติเมตร ยาว 3-7 เซนติเมตร ปลายมน หรือเว้าบุ๋ม มีก้านในโดดเดี่ยว เส้นใบ เป็นแบบร่างแห ผิวใบเรียบ วาว มีสีเขียวเข้ม หรือ สีเขียวอมเทา
ช่อดอก: ออกเป็นช่อตามซอกใบ มีลักษณะเรียงเป็นแบบช่อเชิงหลั่นเป็นกระจุกกันอยู่ใบประดับตรง
ดอก: ดอกมีกลิ่นหอมยวนใจ (เหมือนดอกมะลิ) ขนาด ยาว ราว 3.5-5.5 เซนติเมตร กลีบดอกสีขาว หรือ สีชมพู รวมกันเป็นช่อ 2-3 ดอก ไม่มีใบประดับย่อย มีก้านดอกย่อย เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกสมมาตรตามรัศมี มีกลับดอก 5 กลีบ กลีบเลี้ยงมีขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นขน โคนเชื่อมเป็นหลอด ยาว 16-21.5 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก มีขนสั้นขนาด เล็ก วงกลีบ: กลีบดอกไม้เชื่อมกัน 5 กลีบเป็นวง เป็น รูปใบหอก สีขาว มีขนสั้นขนาดเล็กนุ่ม หลอดมีลักษณะ ยาว แล้วก็ขยายตรงฐานรองดอก มีขนสั้นนุ่มยกตัวอย่างเช่น เดียวกัน
เกสรตัวผู้: มีละอองเกสรตัวผู้เยอะมากๆปลายยอดเกสรตัวผู้มีรยางค์ อับเรณูติดอยู่ตรงฐาน มีลักษณะหันเข้า อับเรณูแตกทางยาว
เกสรตัวเมีย: มี 1 อัน รังไข่มีลักษณะกลมรี มีวงเกสรตัวเมีย 2 วง เชื่อมกันอยู่ รังไข่เป็นsyncarpous มีหลาย locule placenta อยู่ที่แกนกลาง (axis) ของรังไข่ มี carpel และ locule 2 อัน ยอดเกสรตัวเมียมีลักษณะเป็นเส้นใย ปลายแยกเป็น 2 แฉก
ผล: ผลไม้ที่มีเนื้อสด (fleshy fruit) มี pericarp เป็นเนื้อนุ่มรับประทานได้ ผลเป็นแบบdrupe (ผลไม้ ที่มีเม็ดแข็ง) ลักษณะรูปไข่ ขนาดกว้าง 12-17 มม. ยาว 15-23 มิลลิเมตร ผลเป็นผลคนเดียวออก รวมกันเป็นช่อ ผลอ่อนจะมีสีชมพูอ่อนๆและเบาๆเข้มขึ้นเป็นสีแดง จนกระทั่งสุกจึงแปลงเป็นสีดำมีรสชาติ เปรี้ยว
เม็ด: เมื่อผลสุกจะมี 2-4 เมล็ด เม็ดมี ลักษณะแบน รูปไข่ เอนโดสเปิร์มเป็นแบบเนื้อ (fleshy endosperm) มีลักษณะเว้า
การขยายพันธุ์
โดยธรรมดาแล้ว มะม่วงหาว มะนาวโห่ นิยมเพาะพันธุ์ด้วยเม็ด เม็ด มะม่วงหาว มะนาวโห่เป็นเมล็ดที่มีอายุการรักษาสั้น โดยเหตุนี้เมื่อ แยกเมล็ดออกจากผลแล้วจึงควรเพาะเมล็ดในทันที (Patel, 2013) การเพาะเม็ดนิยมเพาะในโรงเรือนช่วง เดือน สิงหาคม-กันยายน หรือนำมาเพาะใส่เข้าไปในถุงพลาสติกเพาะชำ รดน้ำให้เปียก วางไว้ภายในที่แดดร่มๆซึ่งจะใช้เวลาเพาะประมาณ 6 เดือน แล้วนำมาปลูกเอาไว้ภายในแปลง
หรือเมื่อต้น กล้าอายุได้ 1 ปี สำหรับวิธีการตอน กิ่งและการชำ ในมะม่วงหาว มะนาวโห่ควรจะเริ่มทำ ในช่วงมรสุมรากจะออกหลังตอนราวๆ 3 เดือน โดยการเลือกตอนในกิ่งที่ ไม่อ่อนหรือไม่แก่เดินไป อายุกิ่งไม่เกิน 1 ปี มีเส้นผ่าน ศูนย์กลางกิ่งไม่เกิน0.5 เซนติเมตรมะม่วงหาว มะนาวโห่จัดเป็นพืชที่ทนภาวะแล้งได้ดิบได้ดีจะรุ่งเรือง เติบโตเจริญในเขตร้อนเขตอบอุ่น สามารถเจริญเติบโต ได้ดีในดินปนทราย แถบแนวเขาหินปูน แล้วก็ดินที่ย่อยสลาย หรือดินภูเขา โดยสามารถเจริญวัยได้ในดินแทบทุก จำพวก ตั้งแต่ดินเค็ม ไปจนกระทั่งดินเปรี้ยว พืชชนิดนี้จะ เติบโตเจริญในพื้นที่ริมตลิ่ง หรือพื้นที่ที่ไม่มีการใช้ ประโยชน์ และก็ยังเป็นพืชที่ปรารถนาน้ำน้อยมาก การให้ น้ำมีความจำเป็นเฉพาะตอนหลังย้ายปลูก หรือข้างหลังให้ ปุ๋ยเท่านั้น
องค์ประกอบทางเคมี
ในผลของมะม่วงหาว มะนาวโห่ มีสาร anthocyanin สารประกอบฟีนอลิก และ triterpenoid acid แล้วก็สารพวกพวกโปรตีน ยกตัวอย่างเช่น alanine, glycine, glutamine แล้วก็ยังพบคาร์โบไฮเดรต ฟลาโวนอยด์ ในลำต้นและก็รากเป็นพวกลิกแนน ใบเป็นพวกตรีเทอร์ปีนป่ายส์, สเตียรอยด์ยิ่งไปกว่านี้การเล่าเรียนพื้นฐานพบว่า สารสกัดของมะม่วงไม่รู้จักหาว มะนาวไม่เคยทราบโห่ยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพอื่นๆยกตัวอย่างเช่น สารโฟลีฟีนอลิก (polyphenolic) ฟลาโวนอยด์(flavonoid) ฟลาวาโนน (flavanone) วิตามิน ซีอัลคาลอยด์(alkaloid) ซาโปนิน (saponin) และก็ แทนนิน (tannins)
ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของมะม่วงหาว มะนาวโห่ บอกว่าผลมะม่วงหาวมะนาวโห่สุก 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 75 แคลอรี่ มีไขมัน 2-5 กรัม น้ำตาล 7-12 กรัม และก็วิตามินซี 9-11 มิลลิกรัม
ผลดี/คุณประโยชน์
มะม่วงหาว มะนาวโห่มีผลแบบมีเนื้อหลายเม็ด (berry) นิยมประยุกต์ใช้บริโภคสดหรือนำมาใช้สำหรับการทำกับข้าวดองในอินเดีย มีการบริโภค ภายในประเทศรวมทั้งส่งออกเมืองนอก มะม่วงหาว มะนาวโห่เป็น ผลไม้ที่จัดเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยที่กินก่อนที่จะกินอาหารจาน หลักได้เป็นอย่างดี โดยส่วนใหญ่แล้วผลมักจะนำไปดองก่อนจะสุก ส่วนผลดิบมักจะใช้เป็นเครื่องดื่มคลาย้อน ประยุกต์ใช้ทำเยลลี่ แยม น้ำผลไม้ น้ำเชื่อม ทาร์ต และก็ของเคียง น้ำยางสีขาวในผลสุกใช้ใน อุตสาหกรรมแทนนินและก็สีผสมอาหาร ในผลสุกจะมี สารเหมือนยางเหนียวแต่เมื่อปรุงโดยการผ่านความร้อน แล้วทิ้งไว้ให้เย็นจะได้น้ำผลไม้ที่มีสีแดงเข้มใส นำไปใช้เป็นเครื่องดื่มดับร้อนได้ ผลสุกของมะม่วงหาว มะนาวโห่จะมี เพ็กว่ากล่าวนจำนวนมาก ผลสุกจำพวกที่มีรสหวานสามารถ กินได้ทันที แต่ว่าชนิดที่มีรสเปรี้ยวจะต้องกวนด้วย น้ำตาลจำนวนหลายชิ้นก่อนจึงจะกินได้ ในบาง ประเทศปรุงมะม่วงหาวมะนาวโห่ร่วมกับพริกเขียวเพื่อเป็นอาหาร ที่รับประทานคู่กับแผ่นโรตี นอกเหนือจากนี้ยังมีการน้ำเอามาทำเป็นซอสเปรี้ยวใช้สำหรับรับประทานคู่กับปลารวมทั้งเนื้อวัวอีกด้วย
ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของมะม่วงหาว มะนาวโห่ตามตำรายาไทย
ระบุว่า แก่น บำรุงไขมัน เหมาะกับคนผอมบาง บำรุงธาตุแก้เมื่อยล้า ใบสด ต้มน้ำดื่มแก้ท้องร่วง แก้ปวดหู ไข แก้เจ็บปากและคอ รากสดต้มน้ำกิน ขับพยาธิ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ตำอย่างละเอียดผสมกับสุรา ทาหรือพอกรักษารอยแผลแก้คัน เปลือกลำต้น ทุเลาลักษณะของโรคผิวหนัง แก้บิด ขับน้ำเหลืองเสีย แก้ท้องร่วงแก้กามโรค ทำยาอมรักษาแผลในปาก แก้ปวดฟัน พอกดับพิษ ผล ผลดิบ มีรสขมแล้วก็เปรี้ยว ใช้เป็นยาสมาน แผล ดับกระหายคลายร้อน ใช้เป็นอาหารเรียกน้ำย่อย ที่รับประทานก่อนที่จะกินอาหารจานหลัก แก้อาการท้องผูก ลดไข้ ละลายเสลดและมีคุณประโยชน์สำหรับผู้มีอาการ อยากกินน้ำ ไม่อยากอาหาร ท้องเดิน อาการไข้ขึ้นสมอง และก็ อาการคลื่นไส้เป็นเลือด ผลสุก มีรสหวานและมี คุณประโยชน์เย็น ใช้คือผลไม้เรียกน้ำย่อย บรรเทาอาการ ลักปิดลักเปิด รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อผู้มีอาการอ้วกมีเสลด ภาวการณ์เบื่อข้าว แผลไหม้ โรคหิด อาการคัน แล้วก็อาการอื่นๆจากโรคผิวหนังยิ่งกว่านั้นยังบรรเทา ภาวการณ์โลหิตจาง รวมทั้งช่วยทำลายพิษ และก็ในหนังสือเรียนหมอพื้น บ้านพูดว่าผลสุกสามารถเร้าอารมณ์ทางเพศของ หญิง แล้วก็ฆ่าพยาธิในลำไส้ได้ ผลสุกมีคุณสมบัติใน การฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และเชื้อราได้ น้ำคั้นจากผลใช้ล้าง แผลเพื่อป้องกันการได้รับเชื้อ รวมทั้งบรรเทาอาการคันที่ ผิวหนัง รวมทั้งยังสามารถทุเลาอาการวิกลจริตได้อีก ด้วย เม็ด แก้กลากเกลื้อน แก้เนื้อหนังชาในโรคเรื้อน แก้โรคผิวหนัง แก้ตาปลา แก้เนื้องอก บำรุงไขข้อ บำรุงกระดูก บำรุงเอ็น ชูกำลัง บำรุงผิวหนัง น้ำยาง ทำลายตาปลา กัดทำลายพื้นที่ด้านเป็นปุ่มโต แก้เลือดออกตามไรฟัน รักษาหูด รักษาขี้กลาก แผลเนื้องอก โรคเท้าช้าง ยอดอ่อน รักษาริดสีดวงทวาร
ส่วนในการค้นคว้าด้านการแพทย์แผนปัจจุบันมีผลการศึกษากล่าวว่า สารออกฤทธิ์ในมะม่วงหาว มะนาวโห่สามารถต้านทานอนุมูลอิสระ สามารถปกป้องการเกิดเบาหวาน (antidiabetic) และก็ปกป้องการเกิดโรคมะเร็งได้ (anticancer)
ต้นแบบ/ขนาดวิธีการใช้
รากสด ต้มกับน้ำใช้ดื่มเพิ่มความต้องการของกิน เพิ่มหลักการทำงานของกระเพาะอาหาร เพิ่มการหลั่งกรด แก้ท้องร่วง ขับพยาธิ ใบต้มกับน้ำดื่ม ใช้ลดไข้ แก้ท้องร่วง แก้แผลอักเสบที่ปาก ผลสุดใช้รับประทานสดหรือทำเป็นน้ำผลไม้ดื่ม แก้ลักปิดลักเปิด แก้โลหิตจาง ช่วยเจริญอาหารแก้เลือดไหลตามไรฟัน แก้ท้องเสีย แก่นไม้มะม่วงหาว มะนาวโห่ใช้ต้มกับน้ำใช้ดื่ม ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีบ น้ำยางใช้ทากัดตาปลา รวมทั้งเนื้อที่ด้านแข็ง รักษาหูด กลากเกลื้อนการศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา ฤทธิ์สำหรับในการต้านทานอนุมูลอิสระ พบว่าในผลสุกที่มีสีม่วงจะมีฤทธิ์ในการต้านทาน อนุมูลอิสระสูงขึ้นมากยิ่งกว่าผลดิบ (ผลสีชมพู) และก็ผลครึ่งหนึ่งสุก (ผลสีแดง) และก็ยังพบว่ามีปริมาณสารประกอบฟีนอลิก ทั้งสิ้นและปริมาณแอนโทไซยานินทั้งผองในผลสุก สูงขึ้นมากยิ่งกว่าผลดิบแล้วก็ผลกึ่งสุกด้วยอย่างเดียวกัน และยังพบว่าในรากมีสารที่สามารถต่อต้าน อนุมูลอิสระได้ โดยมีปริมาณฟีนอลิกทั้งหมดทั้งปวง ตั้งแต่ 1.79-4.35 GAE มก./ก. ของแบบอย่างแห้งจำนวนฟลา โวนอยด์ทั้งปวงระหว่าง 1.91-3.76 CE มก./กรัม ของ แบบอย่างแห้ง มีฤทธิ์สำหรับการต่อต้านอนุมูลอิสระแบบ DPPH และก็เปอร์เซ็นต์การหยุดยั้งปฏิกิริยาperoxidation ของ linoleic acid ระหว่าง 12.53-84.82% และก็ 41.0- 89.21% เป็นลำดับฤทธิ์สำหรับการต้านทานโรคมะเร็ง การศึกษาถึง ผลของสารสกัดมะม่วงหาว มะนาวโห่ที่ส่งผลต่อเซลล์ของโรคมะเร็งรังไข่ เซลล์ของมะเร็ง Caov-3 และเซลล์ของมะเร็งปอด โดยการทำการสกัดจาก 3 ส่วนประกอบ เป็น ใบ ผลดิบ รวมทั้งผลสุก พบว่าสาร สกัดจากใบมะม่วงหาว มะนาวโห่ด้วย chloroform สามารถต้าน กิจกรรมของเซลล์ของมะเร็ง Caov-3 ได้เป็นอย่างดี ในขณะ ที่สารสกัดจากผลดิบมะม่วงหาว มะนาวโห่ด้วย hexane สามารถ ต่อต้านกิจกรรมของเซลล์ของโรคมะเร็งปอดได้ นอกนั้นยังมีการศึกษาและทำการค้นพบสารตัวใหม่ที่มี อยู่ในใบของมะม่วงหาว มะนาวโห่ชื่อสาร carandinol ซึ่งเป็นสารในกรุ๊ปของ triterpene ซึ่งเมื่อเอามาประเมินความเป็น พิษต่อเซลล์(cytotoxicity) การสร้างภูมิคุ้มกัน (immunomodulatory) สารต้านทานไกลเคชั่น (antiglycation) ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ แล้วก็ความ สามารถในการยับยั้งลักษณะการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี ในสภาพ ไม่มีเชื้อโรค พบว่า สารจำพวกนี้สามารถก่อความเป็นพิษ กับเซลล์ของโรคมะเร็งทุกประเภทที่ทำการทดลอง อีกทั้ง HeLa, PC-3 และก็ 3T3 โดยจะมีความเป็นพิษกับเซลล์ของมะเร็งคอมดลูก (HeLa) มากที่สุด ซึ่งการศึกษาชิ้นนี้เป็นการ ศึกษาแรกที่ทำการแยกสารกรุ๊ป isohopane triterpene จากใบมะม่วงหาว มะนาวโห่
ฤทธิ์สำหรับการต่อต้านอาการอักเสบลักษณะของการปวด แล้วก็อาการไข้มีการนำสาร สกัดจากผลแห้งมากระทำการทดลองความสามารถสำหรับเพื่อการ ต้านทานอาการอักเสบในหนู พบว่า สารสกัดโดยใช้ปัญญา นอลเป็นตัวทำละลายมีความรู้และความเข้าใจในการต้านทาน อาการอักเสบในหนูได้ โดยต่ำลงได้ถึง 76.12% ก็เลย ทำให้สารสกัดนี้มีศักยภาพสำหรับการใช้เป็นองค์ประกอบ ของยาที่ใช้ต้านอาการอักเสบได้ นอกจากนี้ยังมีการเรียนรู้เพื่อนำสารสกัดจากใบ มะนาวโห่มาใช้เพื่อต้านทานอาการอักเสบและก็ลดไข้ในหนู พบว่า สารสกัดที่ให้กับหนูที่ความเข้มข้น 200 มก./ น้ำหนักตัว 1 กก. สามารถต้านอาการอักเสบจากการ บวมที่อุ้งเท้าของหนูได้มากถึง 72.10% ในส่วนของ ความสามารถสำหรับการลดอาการไข้ พบว่าที่ความเข้มข้น 100 รวมทั้ง 200 มก./น้ำหนักตัว 1 กก. สามารถลดอุณหภูมิที่เกิดขึ้นมาจากลักษณะของการมีไข้ลงได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง แล้วก็ สามารถลดอาการได้นานถึง 4 ชั่วโมงหลังจากให้สารสกัดฤทธิ์ในการต้านอาการชักจากการเรียนรู้ฤทธิ์สำหรับเพื่อการต่อต้านอาการชักที่เกิดจากการกระตุ้นสมองด้วยกระแสไฟฟ้า แล้วก็การกระตุ้นด้วยสารเคมี (pentylenetetrazole, picrotoxin, bicuculline และก็ N-methyl-dl-aspartic acid) ในหนูโดยใช้สารสกัดจาก รากที่ความเข้มข้น 100, 200 และ 400 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบว่า สารสกัดอีกทั้ง 4 ความเข้มข้นสามารถลดช่วงเวลาการ ชักในหนูได้ แม้กระนั้นเฉพาะความเข้มข้นที่ 200 และ 400 มิลลิกรัม/กก. เท่านั้นที่ปกป้องอาการชักได้ แล้วก็ที่ความเข้มข้นนี้ยังสามารถคุ้มครองอาการชักจากการกระตุ้นด้วย pentylenetetrazole รวมทั้งชะลอการเกิดอาการชักจากการกระตุ้นด้วยสาร picrotoxin รวมทั้ง N-methyl-dlaspartic acid แต่ไม่มีผลคุ้มครองอาการชักจากการกระตุ้นด้วยสาร bicuculline
ฤทธิ์สำหรับเพื่อการต้านทานโรคเบาหวาน จากการศึกษาเล่าเรียนในสารสกัดจากผลดิบ พบว่าการสกัดด้วยเมทานอลรวมทั้ง ethyl acetate ที่ความเข้มข้น400 มิลลิกรัม/กก. สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้อย่างเป็นจริงเป็นจังถึง 48 รวมทั้ง 64.5% เป็นลำดับเมื่อเทียบกับ ยาต้านโรคเบาหวานแผนปัจจุบัน
ฤทธิ์สำหรับในการคุ้มครองป้องกันความเป็นพิษต่อ ตับ สารสกัดด้วยเอทานอล จากรากมีฤทธิ์ในการ คุ้มครองป้องกันความเป็นพิษต่อตับที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาพารา เซตตามอลได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการที่ สารสกัดนี้ไปยั้งกิจกรรมทางชีววิทยาของสารพิษที่ เกิดขึ้นกับตับ
นอกนั้นงานศึกษาเรียนรู้วิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของมะม่วงหาว มะนาวโห่ ที่บอกว่ามีฤทธิ์ทำให้หัวใจบีบตัวลดลง กระตุ้นมดลูกทำให้หัวเต้นชา บำรุงหัวใจ ลดระดับความดันเลือด เป็นต้น
การศึกษาทางพิษวิทยา
ในตอนนี้ยังไม่เจอรายงานการเล่าเรียนพิษวิทยาของส่วนผล แต่ส่วนรากแสดงความเป็นพิษเมื่อให้สารสกัดเอทานอลของรากต้นมะม่วงหาว มะนาวโห่โดยฉีดเข้าเส้นเลือดดำ ฉีดเข้าท้อง แล้วก็ให้ทางปากของแมวในขนาด 5 - 150 มก./กก. พบว่าส่งผลทำให้สัตว์ทดลองอ้วก อ้วก เซื่องซึม น้ำมูกไหล ท้องเดิน หายใจหอบและก็เร็ว (tachypnea) ชัก และก็ตายในที่สุด การให้ทางเส้นเลือดดำจะกำเนิดอาการอ้วก คลื่นไส้เร็วที่สุด คือใช้เวลา 3 - 5 นาที หลังจากให้สาร ส่วนการให้ทางท้อง และทางปากใช้เวลา 10 - 20 รวมทั้ง 40 - 60 นาที ตามลำดับ แมวที่ได้รับสารสกัดทางเส้นเลือดดำทุกตัวตายภายในเวลา 1 - 2 ชั่วโมงภายหลังให้สาร เมื่อผ่าอวัยวะภายในพบว่าตับไม่ดีเหมือนปกติ มีการบวมของเซลล์ตับ (liver congestion) มีจุดเลือด (petechial hemorrhages) ที่ปอดและผนังลำไส้เล็ก
ข้อเสนอแนะ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง
ในการศึกษาทางเภสัชวิทยา แล้วก็พิษวิทยา ของมะม่วงหาวมะนาวโห่ในขณะนี้ล้วนเป็นการศึกษาเล่าเรียนในสัตว์ทดลอง และก็ผลของการทดลองแต่ยังไม่ปรากฏผลการศึกษาเรียนรู้ที่ในคน ก็เลยทำให้ไม่อาจเจาะจงความสามารถแล้วก็ความปลอดภัยในการใช้รักษาโรคได้อย่างแน่ชัด โดยการใช้ในแบบที่ไม่เหมาะสมหรือใช้ในปริมาณมากเกินความจำเป็นบางทีอาจเสี่ยงทำให้เป็นอันตรายได้ ด้วยเหตุนั้นก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆจากมะม่วงหาวมะนาวโห่ให้ก็เลยขอคำแนะนำหมอก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีปัญหาสุขภาพหรือมีโรคประจำตัว
เอกสารอ้างอิง

  • สกุลกานต์ สิมลา.มะนาวโห่ : พืชในวรรณคดีไทยที่มากด้วยประโยชน์ .วารสารแก่นเกษตร .ปีที่ 44 ฉบับที่3 .กรกฎาคม – กันยายน .2559.หน้า 557-566.
  • มะนาวไม่รู้โห่...ไม้ประดับกินได้.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ธงชัย พุ่มพวง.ประพันธ์ ชานนท์.พิมพ์ใจ ทรงประโคน. กัลยาณี วรรณศรี. ดำรงเกียรติ มาลา และ พรประภา รัตนแดง 2556.มะม่วงหาว มะนาวโห่ ผลไม้ในวรรณคดีไทยที่มากมายด้วยคุณค่าและราคาดี.นิตยสารเกษตรโฟกัส.2(20):24-39.https://www.disthai.com/
  • ณัฏฐินี อนันตโชค.มะนาวไม่รู้โห่.จุลสารข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ปีที่29.ฉบับที่ 1.ตุลาคม.2554.หน้า2-6
  • ณนัฐอร บัวฉุน.ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสารประกอบฟีนอลิกของเมล็ดและเนื้อมะม่วงไม่รู้โห่.วานสารวิจัยและพัฒนะ วไลขอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์.ปีที่ 13 ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2561.หน้า 53-63
  • มะม่วงหาวมะนาวโห่.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • สกุลกานต์ สิมลา.สุรศักดิ์ บุญแต่ง และพัชรี สิริตระกูลศักดิ์.(2556).การประเมินปริมาณสารพฤษเคมีบางประการและกิจกรรมของสารต้านอนุมูลอิสระใน Carissa carandas L. แก่นเกษตร 41 ฉบับพิเศษ:602-606.
  • มะม่วงหาว มะนาวโห่.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Itankar, P.R., S.J. Lokhande1, P.R. Verma, S.K. Arora, R.A. Sahu, and A.T. Patil. 2011. Antidiabetic potential of unripe Carissa carandas Linn. fruit extract. J. Ethnopharmacol. 135: 430-433.
  • Philippine Medicinal Plants. 2012. Caranda. Available: http://goo.gl/kBShxE. Accessed Aug. 6, 2014.
  • Begum, S., S.A. Syed, B.S. Siddiqui, S.A. Sattar, and M.I. Choudhary. 2013. Carandinol: First isohopane triterpene from the leaves of Carissa carandas L. and its cytotoxicity against cancer cell lines. Phytochem Lett. 6: 91-95
  • หนามแดง.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Hati, M., B.K. Jena, S. Kar, and A.K. Nayak. 2014. Evaluation of anti-inflammatory and anti-pyretic activity of Carissa carandas L. leaf extract in rats. J. Pharm Chem Bio Sci. 1(1): 18-25.
  • Gupta, P., I. Bhatnagar, S-K. Kim, A. K. Verma, and A. Sharma. 2014. In-vitro cancer cell cytotoxicity and alpha amylase inhibition effect of seven tropical fruit residues. Asian Pac J Trop Biomed. 4(2), S665-S671.
  • Kumar, S., P. Gupta, and V. Gupta K.L. 2013. A critical review on Karamarda (Carissa carandas Linn.). Int J Pharm Bio Arch. 4(4): 637 -642.
  • Kubola, J., S. Siriamornpun, and N. Meeso. 2011. Phytochemicals, vitamin C and sugar content of Thai wild fruits. Food Chemistry. 126, 972-981.
  • Sulaiman, S.F., W.S. Teng, O.K. Leong, S.R. Yusof, and T.S.T. Muhammad. (n.d.). Anticancer study of Carissa carandas extracts. Available: http://goo.gl/ W2WjSG. Accessed May 16, 2014
  • Aslam, F., N. Rasool, M. Riaz, M. Zubair, K. Rizwan, M. Abbas, T.H. Bukhari, and I.H. Bukhari. 2011. Antioxidant, haemolytic activities and GC-MS profiling of Carissa carandas roots. Int J Phytomedicine. 3: 567-578
  • Patel, S. 2013. Food, pharmaceutical and industrial potential of Carissa genus: an overview. Rev Environ Science Biotech. 12(3): 201-208


คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : มะม่วงหาว มะนาวโน่หาว

2
อื่นๆ / เสาวรส สรรพคุณเเละประโยชน์
« เมื่อ: ธันวาคม 05, 2018, 04:16:17 PM »


เสาวรส
ชื่อสมุนไพร  เสาวรส
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น  สุคนธรส (ภาคกลาง) , กะทกรกฝรั่ง กะทกรกสีดา , กะทกรกยักษ์ (ทั่วไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์            Passiflora edulis Sims. (พันธุ์สีม่วง)
Passiflora edulis f. flavicarpa O. Deg. (พันธุ์สีเหลือง)
ชื่อสามัญ  Passion fruit  , Yellow granadilla , Jamaica honey-suckle
วงศ์      Passifloraceae
ถิ่นกำเนิด 

เสาวรส มีบ้านเกิดในทวีปอเมริกาใต้ในประเทศบราซิลขว้างรากวัย และก็อาร์เจนตินา แล้วมีการกระจัดกระจายประเภทโดยการนำเสาวรสไปปลูกเพื่อประโยชน์ทางด้านการค้าในหลายประเทศทั้งโลก ยกตัวอย่างเช่น ประเทศอินเดีย นิวซีแลนด์ อินโดนีเซียเปอร์โตริโก สาธารณรัฐโดมินิกัน ประเทศสหรัฐอเมริกาออสเตรเลีย อิสราเอล คอสตาริกา แอฟริกาใต้โปรตุเกสรวมทั้งประเทศแถบสมุทรแคริบเบียนและแอฟริกาทิศตะวันออก
สำหรับในประเทศไทย เสาวรสถูกนำเข้ามาทดลองปลูกครั้งแรกในภาคเหนือ โดยประมาณปี พุทธศักราช 2498 ปัจจุบันนี้ พบปลูกมากมายในภาคเหนือ และภาคตะวันออก ในแถบจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดระยอง รวมทั้งจังหวัดชลบุรี
 
ลักษณะทั่วไป
 
เสาวรสจัดเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ ส่วนโคนเป็นไม้เนื้อแข็ง อายุหลายปี สามารถเลื้อยได้ไกลถึง 12 เมตร มีมือเกาะ ใบคนเดียว รูปคล้ายโล่ หรือรูปไข่ ออกเรียงสลับกัน ขอบของใบมักเว้าลึกเป็น 3 พูปลายใบแหลม หรือเรียวแหลม โคนใบกลม หรือรูปหัวใจเว้าตื้น เนื้อใบค่อนข้างเหนียว ขอบของใบจะฟันเลื่อย มีเส้นใบ 3 เส้น ออกจากโคนใบก้านใบยาว 4-4.5 ซม. ที่ปลายก้านมีต่อม หูใบรูปหอก ขอบเรียบ หรือจักฟันเลื่อย
ดอกเสาวรสจัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศ สามารถผสมเกสรด้วยตนเองก้าวหน้า ตัวดอกแทงออกเป็นดอกเดี่ยว ดอกแทงออกรอบๆซอกใบตามเถา มีกลีบเลี้ยง ข้างนอกกลีบเลี้ยงมีสีเขียว ด้านในมีสีขาว รวมทั้งกลีบดอกไม้สีครีมอมม่วง 5 กลีบ กลีบดอกเรียงสลับเป็น 2 ชั้นถัดมาด้านในมีฝอยเป็นเส้นล้อมเป็นวงกลมเยอะๆ โคนฝอยมีสีม่วง ปลายฝอยมีสีขาวกึ่งกลางดอกมีเกสรตัวผู้ 5 อัน ส่วนเกสรตัวเมียมีปลายแยกเป็น 3 แฉก เมื่อบานจะส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ
ผลเสาวรสออกได้ผลสำเร็จลำพังผลมีทรงกลมหรือรูปไข่ และก็อวบน้ำ ขนาดผลราวๆ 5-7 เซนติเมตร มีน้ำหนักผลโดยประมาณ 35-115 กรัม ขึ้นกับขนาดผล ส่วนสีเปลือกแตกต่างตามสายพันธุ์ อาทิเช่น พันธุ์สีม่วงจะมีเปลือกสีม่วงเข้ม ส่วนประเภทสีเหลืองจะมีเปลือกสีเหลืองสด เปลือกผลทุกพันธุ์ค่อนข้างจะดก แล้วก็ วาว ด้านในผลมีเม็ดมากไม่น้อยเลยทีเดียว
ส่วนประเภทที่พบในประเทศไทยและก็นิยมนำมาปลูกกันมากมาย มี 3 จำพวก
1. ประเภทผลสีม่วง ( Passiflora edulis) จำพวกผลสีม่วงในธรรมชาติพบได้มากในที่สูงราว 1,000-2,000 เหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งมีอากาศออกจะหนาวเย็นตลอดระยะเวลา ทำให้ผลมีขนาดเล็ก เมื่อผลสุกจะมีสีม่วงเข้มผิวเป็นเงา น้ำจาก ประเภทผลสีม่วง มีรสชาติดีกว่าจำพวกผลสีเหลือง มีกรดต่ำสีงามและก็หวาน ก็เลยเหมาะสำหรับรับประทาน ผลสดจุดบกพร่องของจำพวกนี้คือ ค่อนจะอ่อนแอต่อโรค
2. จำพวกผลสีเหลือง (Passiflora edulis, var flaicarpa) ชนิดผลสีเหลือง ตามธรรมชาติเจอขึ้นตามพื้นที่สูงในแถบประเทศชายฝั่งทะเลที่มีความสูงตั้งแต่ 800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ผลมีลักษณะเด่น คือ ผลมีขนาดใหญ่เมื่อผลสุกจะมีสีเหลืองขมิ้น ผิววาว น้ำคั้นของจำพวกนี้ มีกรดมาก ซึ่งมีpH ต่ำลงมากยิ่งกว่า 3 เหมาะสำหรับส่งเข้าโรงงานเพื่อดัดแปลงมากยิ่งกว่าการ กินผลสด ข้อดีของจำพวกนี้เป็น ให้ผลดกและก็มีความต้านทานโรคแล้วก็แมลงสูงกว่าประเภทผลสีม่วง
3. จำพวกลูกผสม เป็นประเภทที่เกิดจากการผสมระหว่างประเภทผลสีม่วงกับพันธุ์สีเหลือง เพื่อเลือกสรรต้นชนิดใหม่ ที่รวมลักษณะผลที่เด่นของแต่ละประเภทไว้ ทำให้มีลักษณะผลใหญ่ ได้ผลดก มีรกหุ้มห่อ เม็ดมากมายเปลือกบาง ต้านทานโรค และมีช่วงสำหรับการให้ผลที่ช้านาน พันธุ์นี้จะให้ทั้งยังผลที่มีสีม่วงและผลสีเหลือง สามารถเก็บผลิตผลได้ตลอดทั้งปี
 
การขยายพันธุ์
 
เสาวรส สามารถเจริญวัยได้ดีในลักษณะของอากาศของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเขตอากาศเย็นทางภาคเหนือ หรือเขตอากาศร้อนชื้นทางภาคกึ่งกลางรวมทั้ง ภาคทิศตะวันออก ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย การรักษาไม่ยุ่งยาก แม้กระนั้นให้ผลผลิตต่อไร่สูง
ส่วนการขยายพันธุ์เสาวรสสามารถเพาะพันธุ์ได้จากต้นกล้าที่เพาะเม็ด รวมทั้งต้นกล้าที่ได้จากการปักชำหรือการตอนเถา แต่ว่าส่วนมากนิยมนำมาปลูกจากเม็ดเยอะที่สุด โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้
การเตรียมเมล็ด เมล็ดที่ใช้เพาะกล้า ควรจะเลือกจากผลเสาวรสที่ส่งผลขนาดใหญ่ ผลมีความสมบูรณ์ เปลือกผลวาววาว ไม่มีรอยกัดแทะของแมลง โดยนำเม็ดมาใส่ผ้าขาวบางแล้วนำไปขยี้ให้น้ำ รวมทั้งเยื่อหุ้มห่อเม็ดหลุดออกจากเม็ด จากนั้นนำเมล็ดมาล้างทำความสะอาด ก่อนจะนำเมล็ดมาตากผึ่งแดดให้แห้ง นาน 5-7 วัน เก็บพักไว้ในที่ร่มนาน 1-2 เดือน ค่อยนำมาเพาะ หลังจากพักเมล็ดไว้ 1-2 เดือนแล้ว ก่อนเพาะให้นำเมล็ดมาแช่น้ำไว้ 1 คืน การเพาะเม็ดอาจเพาะในถุงเพาะชำได้โดยตรง หรือหยอดเพาะในกระบะเพาะก่อน แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยแยกลงเพาะต่อในถุงเพาะชำได้
การเตรียมแปลงปลูก การปลูกเสาวรสในแปลงใหญ่จำนวนหลายต้นจำต้องจัดเตรียมแปลงก่อน โดยการไถกระพรวนดิน 1-2 รอบ พร้อมกำจัดวัชพืชออกให้หมด แล้วหลังจากนั้น ขุดหลุมปลูกขนาดราว 30 เซนติเมตร โดยให้ลึกราว 30 ซม. ระยะห่างระหว่างแถว รวมทั้งระยะห่างระหว่างต้นหรือหลุม ราวๆ 2-3 เมตร ต่อจากนั้น ปลดปล่อยหลุมผึ่งแดดไว้ 3-5 วัน
ขั้นตอนการปลูก ก่อนปลูก ให้โรยก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมัก 3-5 กำมือ รวมทั้งปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ราว 1 หยิบมือ ก่อนคลุกหน้าดินลงผสม ก่อนฉีกถุงดำออก แล้วนำต้นกล้าเสาวรสลงปลูกลงในหลุม พร้อมกลบดินให้แน่นพอประมาณ แล้วหลังจากนั้น นำไม้ไผ่มาปักข้างหลุม เพื่อให้ลำต้นอิงเติบโตสักระยะ
กระบวนการทำค้าง เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากว่าเสาวรสเป็นไม้เถาเลื้อย จำเป็นจะต้องเกาะเลื้อยตามวัสดุต่างๆการเตรียมค้าง ควรจัดเตรียมหลังการขุดหลุมปลูกเสร็จหรือทำร่วมกับการขุดหลุมปลูก หรืออาจทำข้างหลังการปลูก แต่ว่าระมัดระวังไม่ให้ต้นจำพวกมีอันตรายระหว่างที่ทำค้าง
การเตรียมค้างทำได้โดยการใช้เสาคอนกรีตหรือเสาไม้มาฝังใกล้กับต้นเสาวรสตามแนวยาวของแถว ต่อจากนั้น ใช้ลวดขึงโยงแต่ละเสาตามแนวยาว แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยขึงโยงตัดตามแนวขวางให้เป็นตารางสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดประมาณ 50×50 ซม.
 
องค์ประกอบทางเคมี
 
ในน้ำเสาวรสพบสาระสำคัญ ตัวอย่างเช่น Carotenoid (คาโรทีนอยด์) Pectin methyhesterase (โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี เพคทนเมทิลเอสเตอเรส) Catalase (ค้างทาเลส) Leucine (ลิวซีน) Valine (วาลีน) Tyrosine (โทโรซีน) Prline (โพรลีน) Threonine (ทรีโอนีน) Glycine (ไกลซีน) Aspertic acid (กรดแอสพาร์ทิก) Arginine (อาร์จินีน) Lysine (ไลซีน) Alkalod (อัลคาลอยด์) ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของเสาวร
ผลดี/สรรพคุณ
เม็ดพร้อมเยื่อห่อเมล็ดเอามาคั้นหรือปั่นเป็นน้ำผลไม้ดื่ม ให้รสเปรี้ยวจัด หรือปั่นผสมกับผลไม้อื่นที่มีรสหวาน เพื่อเพิ่มความหวาน อาทิเช่น ประเทศทางแถบอเมริกาใต้นิยมนำเยื่อห่อหุ้มเมล็ด และเปลือกมาปั่นผสมกับน้ำตาล ได้เครื่องดื่มที่เรียกว่า refresco หรือใช้ผสมกับน้ำผลไม้จำพวกอื่น ดังเช่นว่า น้ำผลแอปเปิ้ล น้ำส้ม น้ำสัปปะรด น้ำพีช ฯลฯ โดยอัตราการผสมน้ำเสาวรสประมาณ 5 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมสดชื่นรวมทั้งรสชาติที่ดี ซึ่งเป็นที่นำยมกันอปิ้งแพร่หลายในต่างประเทศ เพราะนอกจากทำให้เครื่องดื่มมีกลิ่นหอมหวนแล้วก็รสที่ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังมีคุณค่าทางของกินสูง รวมทั้งน้ำเสาวรสยังสามารถนำไปใช้แต่งกลิ่นแล้วก็รสของไอศกรีม ขนมเค้ก เยลลี่ เชอร์เบท พาย ลูกกวาดเหล้าองุ่น ฯลฯ
แล้วก็เยื่อห่อหุ้มเม็ดยังดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆเป็นต้นว่า เสาวรสผง แยมเสาวรส แล้วก็เยลลี่เสาวรส ส่วนเปลือกเสาวรสมีคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนสามารถนำมาตากแห้งหรือใช้สดเป็นอาหารเลี้ยงวัว ควาย แกะแพะ และหมู ได้
นอกจากนั้นยังมีการนำเสาวรสเอามาสกัดสารสำหรับเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง โดยยิ่งไปกว่านั้นครีมบำรุงผิว เนื่องจากว่าประกอบด้วยสารที่สามารถสะท้อนรังสียูวีได้ และก็ในงานศึกษาวิจัยได้เจาะจงไว้ว่า เสาวรสอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แร่ธาตุ วิตามินรวมทั้งเส้นใย เวลาที่เสาวรส 100 กรัม ให้พลังงานเพียงแต่ 51-60แคลอรีเพียงแค่นั้น และเสาวรส100 กรัม ให้วิตามินซีถึง 30 มิลลิกรัม การกินเสาวรสเป็นประจำแล้วจะห่างไกลจากหวัด และยังช่วยทำให้มีภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรง
เสาวรสดีต่อการขับถ่าย เพราะมีไฟเบอร์สูง จึงสามารถช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลภายในร่างกายได้ ทั้งยังยังช่วยขับสารพิษในลำไส้ ปกป้องโรคมะเร็งไส้อีกด้วย
เสาวรสบำรุงสายตาได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะอุดมไปด้วยวิตามินเอ และยังมีสารฟลาโวนอยด์อย่างเบต้าแคโรทีนและก็คยึดโทแซนทินเบต้า(cryptoxanthin-ß) ซึ่งสารเหล่านี้มีคุณลักษณะของสารต้านอนุมูลอิสระ พร้อมกันไปกับวิตามินเอที่ช่วยบำรุงรักษาสายตาได้อย่างดีเยี่ยม
ส่วนสรรพคุณตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ยอด สามารถรับประทานเป็นผักสด แต่จะมีรสขมบางส่วนบางทีอาจนำมาจิ้มน้ำพริกหรือนำไปแกงยอดเสาวรสก็ได้ เนื้อไม้ ใช้เป็นยาควบคุมธาตุ ถอนพิษ แล้วก็ใช้รักษารอยแผล ราก แก้ไข้ รักษาผื่นคัน แล้วก็รักษาโรคกามโรค โดยนำรากไปต้มน้ำใบ เอามาตำแล้วคั้นมัวแต่น้ำ รับประทานเป็นยาถ่ายพยาธิได้ ดอกขับเสมหะ แก้ไอ ผลแก่ ใช้คั้นเอาน้ำกินเป็นน้ำผลไม้ช่วยลดไขมันในเลือดเป็นยาระบาย แล้วก็ยังมีคุณประโยชน์ ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ลดความดับเลือด รวมทั้งโรคกระเพาะเยี่ยวอักเสบ
แบบ / ขนาดการใช้
ปกติแล้ว ชอบนำเสาวรสสุกมาทำเป็นน้ำผลไม้หรือใช้รับประทานสดๆก็สามารถได้ประโยชน์จากสารออกฤทธิ์ต่างๆของเสาวรสแล้วส่วนในคัดค้านการนำมาใช้เป็นสมุนไพรก็มีการมาใช้ ดังเช่นว่า นำรากเสาวรสไปต้มแล้วใช้ดื่มช่วยแก้ไข้ รักษาตามโรค แก้ผื่นคัน หรือนำใบมาต้มกับน้ำใช้กินสามารถใช้เป็นยาถ่ายพยาธิได้ หรือจะใช้เนื้อในของผลสุกมาทำเป็นน้ำผลไม้ดื่ม จะช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตและช่วยทำให้ระบายได้ ฯลฯ
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
 
สำหรับในการทดสอบฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระในหลอดทดสอบ (in vitro) พบว่า สารสกัดเอทานอล 80% จากเนื้อหุ้มเมล็ดของเสาวรสอีกทั้งจำพวกผลสีม่วงและผลสีเหลืองมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดลองด้วยแนวทาง 2,2-azino-bis (3-ethylbenzthiazoline-6-sulphonic acid) decolorization assay (ABTS assay), H2O2 scavenging assay รวมทั้ง 2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl radical scavenging capacity assay (DPPH assay) จากผลการศึกษาวิจัยดังที่กล่าวมาแล้วทำให้เห็นว่า น้ำเสาวรสมีคุณค่าทางโภชนาการแล้วก็มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องสำหรับคนรักสุขภาพ ใยอาหารส่วนที่ไม่ละลายน้ำ (insoluble fiber-rich fraction) จากเมล็ดเสาวรสมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด เมื่อทดลองผสมลงในอาหารที่มีไขมันสูง (hypercholesterolemic diet) จำนวน 5% แล้วใช้เลี้ยงหนู แฮมสเตอร์นาน 30 วันพบว่า ไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลในเลือดและในตับหนูต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งพบว่ามีไขมันในน้ำดีและในอุจจาระที่ถ่ายออกมาเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับกรุ๊ปควบคุม แล้วก็สำหรับการป้อน น้ำคั้นเสาวรสชนิดเปลือกสีเหลืองให้แก่หนูแรทขนาด 1,000 มก./กิโลกรัม วันละ 2 ครั้ง นานติดต่อกัน 28 วัน มีผลลดค่าไขมันและก็ LDL (low-density lipoprotein) ใน เลือดและเพิ่มค่า HDL (high-density lipoprotein) นอกเหนือจากนี้ยังมีผลลดค่า thiobarbituric acid reactive substance (TBARS) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึง การเกิดปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชันของไขมัน (lipid peroxidation) ชี้ให้เห็นว่าเม็ดเสาวรสรวมทั้งน้ำจากส่วนเยื่อห่อหุ้มเมล็ดมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด และก็ต้านการเกิดอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นมาจากปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชันของไขมันได้ นอกจากนี้การป้อนส่วนเนื้อหุ้มเมล็ดของเสาวรสชนิดเปลือกสีเหลืองให้แก่หนูแรทที่มีความดันโลหิตสูง ขนาดวันละ 5 – 8 กรัม/กก. นานต่อเนื่องกัน 5 วัน ส่งผลทำให้ค่าความดันเลือดขณะหัวใจบีบตัวลดลง และพบว่าระดับglutathione ในเยื่อไตสูงขึ้น และสามารถยั้งการเกิดสาร TBARS เห็นผลการทดสอบดังที่กล่าวถึงแล้วแสดงให้เห็นว่าส่วนเนื้อหุ้มเมล็ดของเสาวรสมีฤทธิ์ลดความดันเลือดและฤทธิ์ต้านทานการเกิดอนุมูลอิสระ
 
การเรียนทางสถานพยาบาล
การศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์

 
ต้านทานอนุมูลอิสระของน้ำคั้นเสาวรสในกรุ๊ปอาสาสมัครคนวัยชรา (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ที่มีร่างกายแข็งแรงและไม่มีภาวะของโรครุนแรงปริมาณ 60 คน ทั้งสิ้นศชายและก็หญิง โดยให้อาสาสมัครดื่ม น้ำคั้นเสาวรสทั้งจากประเภทผลสีม่วงแล้วก็ผลสีเหลืองวันละ 1 แก้ว (ประมาณ 125 มิลลิลิตร) ภายหลังกิน อาหารมื้อเที่ยง นานติดต่อกัน 4 อาทิตย์เก็บเนื้อเก็บตัวอย่างเลือดของอาสาสมัครอีกทั้งตอนก่อนและข้างหลังดื่มน้ำคั้น เสาวรส เพื่อตรวจวัดค่าทางชีวเคมีในเลือดรวมทั้งเทียบผลของการเปลี่ยน ผลจากการศึกษาพบว่า การกินน้ำคั้นเสาวรสทั้งยังประเภทผลสีม่วงและสีเหลืองมีผลทำให้จำนวนวิตามินเอรวมทั้งวิตามินอีภายในร่างกาย เพิ่มสูงขึ้น และมีผลเพิ่มการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวพันกับวิธีการต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ อย่างเช่น superoxide dismutase (SOD) รวมทั้ง catalase นอกจากนั้นยังส่งผลยั้งการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวเนื่อง ในขั้นตอนอักเสบเป็น interleukin-6 (IL-6) และ tumor necrosing factor-α (TNF-α) อีกด้วย
ส่วนการศึกษาเล่าเรียนทางคลินิกอีกชิ้นหนึ่งระบุว่าการทดลองโดยให้อาสาสมัคร 9 คน(ทั้งยังชายรวมทั้งหญิง) ที่มีอายุระหว่าง 20-35 ปี กินแคปซูลสารสกัดน้ำหรือชา (เข้มข้น 10%) จากส่วนใบเสาวรส วันละ 4 แคปซูลก่อนอน ติดต่อกันเป็นเวลานาน 1 สัปดาห์ พบว่าไม่แตกต่างอย่างเป็นจริงเป็นจังระหว่างอาสาสมัครกรุ๊ปที่ระบบประทานแคปซูลเสาวรสแล้วก็กลุ่มที่ได้รับยาหลอกในเรื่องผลของการนอน แต่พบว่าอาสาสมัครกรุ๊ปที่ระบบประทานแคปซูลเสาวรสบางรายมีค่าโปรตีนแล้วก็โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวโยงกับแนวทางการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ไตและตับเพิ่มสูงขึ้นดังเช่น bilirubin, uric acid, creatinine phosphokinase และ glutamic-oxaloacetic transaminase
 
ข้อเสนอแนะ / สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง
 
1. การรับประทานเสาวรสอาจทำให้เป็นผลใกล้กัน ยกตัวอย่างเช่น หน้ามืดหัว รู้สึกงงงัน กล้ามทำงานแตกต่างจากปกติ ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงไป เส้นโลหิตอักเสบ บางรายพบกล่าวว่ามีอาการอาเจียน คลื่นไส้ ง่วงซึม หัวใจเต้นเร็วหรือเต้นผิดปกติ
2. จากการทดสอบในหลอดทดสอบ (in vitro) น้ำคั้นเสาวรสมีฤทธิ์ยับยั้ง โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีCYP450 จำพวกCYP3A4 เมื่อทดสอบบนเซลล์human liver microsomes ฉะนั้นควรต้องระแวดระวัง การดื่มน้ำคั้นเสาวรสร่วมกับกลุ่มแผนปัจจุบันที่จำเป็นต้องอาศัยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีดังกล่าวมาแล้วข้างต้นในกรรมวิธีเผาผลาญยา
3. หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานเสาวรสเนื่องจากว่าสารเคมีบางตัวในเสาวรสอาจทำให้มดลูกหดตัว
4. คนที่เข้ารับการผ่าตัดควรจะหยุดรับประทานเสาวรสขั้นต่ำ 2 อาทิตย์ ด้วยเหตุว่าเสาวรสอาจมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางซึ่งอาจไประงับฤทธิ์ยาสลบหรือยาตัวอื่นต่อสมองในตอนผ่าตัดรวมทั้งภายหลังจากผ่าตัดได้
 

เอกสารอ้างอิง

  • ศุภวัชร สิงห์ทอง, เสนีย์ เครือเนตร, ศุภพงษ์ อาวรณ์. ผลของน้ำเสาวรสต่อการต้านอนุมูลอิสระและต้าน การอักเสบในผู้สูงอายุและในหลอดทดลอง. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2557. Report No. RDG5420047.
  • การใช้สมุนไพร.กระดานถาม-ตอบ สำนักงานข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดล.ธิดารัตน์ จันทร์ดอน.ผลไม้โครงการหลวงกับงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • "Passion Fruit: Background, Nutrition, Preparation". Exotic Fruit for Health. 25 August สืบค้นเมื่อ 18 September 2011.
  • เสาวรส/กะทกรกฝรั่ง สรรพคุณและการปลูกเสาวรส.พืชเกษตรดอทคอมพิชานันท์ ลีแก้ว . เสาวรส ผลไม้สำหรับผู้รักสุขภาพ. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.https://www.disthai.com/
  • เสาวรส.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.Mallhi TH, Sarriff A, Adnan AS, Khan YH, Qadir MI, Hamzah AA, et al. Effect of fruit/vegetable-drug interactions on CYP450, OATP and p-glycoprotein: A systematic review. Trop J Pharm Res. 2015;14(10):1927-35.
  • de Souza Mda S, Barbalho SM, Damasceno DC, Rudge MV, de Campos KE, Madi AC, et al. Effects of Passiflora edulis (yellow passion) on serum lipids and oxidative stress status of Wistar rats. J Med Food. 2012;15(1):78-82.
  • Patel SS. Morphology and pharmacology of Passiflora edulis: a review. J Herb Med Toxicol. 2009;3(1):1-6
  • Konta EM, Almeida MR, do Amaral CL, Darin JD, de Rosso VV, Mercadante AZ. Evaluation of the antihypertensive properties of yellow passion fruit pulp (Passiflora edulis Sims f. flavicarpa Deg.) in spontaneously hypertensive rats. Phytother Res. 2014;28(1):28-32.
  • Chau CF, Huang YL. Effects of the insoluble fiber derived from Passiflora edulis seed on plasma and hepatic lipids and fecal output. Mol Nutr Food Res. 2005;49(8):786-90
  • Tala Y, Anavia S, Reismana M, Samachb A, Tirosha O, Aron M, et al. The neuroprotective properties of a novel variety of passion fruit. Journal of Functional Foods 2016;23:359- 69.
  • Hidaka M, Fujita K, Ogikubo T, Yamasaki K, Iwakiri T, Okumura M, et al. Potent inhibition by star fruit of human cytochrome P450 3A (CYP3A) activity. Drug Metab Dispos. 2004;32(6):581-3



3


โด่ไม่รู้ล้ม
ชื่อสมุนไพร  โด่ไม่รู้ล้ม
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น หญ้าไก่นกคุ้ม , หญ้าสามสิบสองหาบ , หญ้าไฟนกคุ้ม , หนาดผา (ภาคเหนือ) , ขี้ไฟนกคุ่ม (เลย) , หญ้าปราบ (ภาคใต้) , หนาดมีแคลน (สุราษฎร์ธานี) , เคยโป๊ , ตะชีโกวะ (กะเหรี่ยง) , ก้อมทะ (ลั๊วะ) , จ่อเก๋ (ม้ง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Elephantopus scaber Linn.
ชื่อสามัญ   Prickly-Leaved Elephant’s Foot
วงศ์    ASTERACEAE

ถิ่นกำเนิด
โด่ไม่รู้ล้ม เป็นพืชที่ถูกเรียกชื่อตามลักษณะของลำต้นที่เมื่อถูกดูถูกดูหมิ่นหรือถูกทับก็จะแบนราบลงไปกับพื้นดิน แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงแค่สักครู่ ลำต้นก็จะกลับมาตั้งโด่เหมือนเดิมก็เลยเป็นสาเหตุของชื่อ โด่ไม่รู้ล้ม ซึ่งพืชนี้ข้อมูลบ้านเกิดเมืองนอนที่แท้จริงยังไม่กระจ่างแม้กระนั้นจัดเป็นพืชในเขตร้อนที่พบได้ในประเทศเขตร้อนทั่วทั้งโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ รวมทั้งมักพบตามป่าดงดิบ ป่าสนเขา ป่าเต็งรัง และก็ป่าโปร่งที่มีภาวะของดินเป็นดินร่วนซุยผสมทราย
ลักษณะทั่วไป โด่ไม่รู้ล้ม จัดเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสั้น กลม ชี้ตรง สูง 10-30 เซนติเมตร ตามผิวลำต้น มีขนสีขาวตรงละเอียดห่าง สาก ใบเป็นใบผู้เดียวอยู่รอบๆเหนือเหง้าชิดกันเป็นวงกลม เรียงสลับชิดกันอยู่เป็นกระจุก คล้ายดอกกุหลาบซ้อนที่โคนต้น ลักษณะของใบเป็นรูปหอกหัวกลับ แผ่นใบกว้างโดยประมาณ 3-5 ซม.แล้วก็ยาวโดยประมาณ 8-20 ซม. ขอบใบหยักหรือเป็นจะเหมือนฟันเลื่อยห่างๆมีเส้นกิ่งก้านสาขาของใบประมาณ 12-15 คู่ ส่วนของใบที่ค่อนไปทางปลายจะผายกว้าง แล้วสอบเป็นแหลมทื่อๆส่วนโคนใบจะสอบแคบจนถึงก้านใบ มีเนื้อใบหนาสาก ผิวใบจะมีขนสากเล็กๆขนตรงห่างมีสีขาว และก็มีขนต่อมห่างอยู่ทั้งสองด้าน โดยท้องใบจะมีขนมากกว่าข้างหลังใบ แผ่นใบมักแผ่ราบไปกับพื้นดิน ก้านใบยาวประมาณ 0.5-2 ซม. หรือเปล่ามีก้านใบ ดอกช่อแทงออกจากกึ่งกลางต้น ช่อดอกรูปขอบขนาน มี 4 ดอกย่อย ยาว 8-10 มม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 มิลลิเมตร ดอกย่อยขนาดเล็กดอกรูปหลอดสีม่วง หลอดกลีบดอกไม้ยาว 3-3.5 มม. เกลี้ยง ปลายกลีบดอกไม้ยาว 1.5-2 มม. ไม่มีขน เกสรเพศผู้สีเหลือง มีอับเรณูยาว 2.2-2.3 มม. ปลายแหลม ฐานเป็นติ่งแหลม ก้านยกอับเรณูยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร เกสรเพศเมียมีก้านเกสรยาว 7-8 มม. ยอดเกสรยาว 0.5-0.6 มิลลิเมตร มีขนที่ปลายยอดรวมทั้งสิ้นสุดที่รอยแยก แต่ละช่อย่อยมาอยู่รวมกันเป็นช่อกระจุกกลมที่ปลายก้านดอก บริเวณโคนกลุ่มดอกมีใบประดับแข็งสามเหลี่ยม แนบอยู่ 3 ใบ ยาว 1-2 ซม. กว้าง 0.5-1.5 ซม. ขอบใบเรียบปลายเรียวแหลม ที่ผิวใบทั้งสองด้านมีขนตรงสีขาว ออกที่ปลายยอดแบบช่อแยกแขนง ก้านช่อดอกมีความยาวได้ถึง 8 เซนติเมตรและก็มีขนสาดๆอยู่ทั่วๆไป ส่วนฐานรองดอกจะแบนและสะอาด มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5-0.7 มม. วงใบตกแต่งเป็นรูปขอบขนาน มี 2 ชั้น สูงราว 7-10 มิลลิเมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 2-3 มม. ใบประดับเหมือนรูปหอก ผิวภายนอกมีขนตรง ส่วนขอบของใบมีขนชุดครุย ชั้นนอกเป็นรูปใบหอกยาวราว 4-6 มม.และก็กว้างโดยประมาณ 0.5-1.5 มิลลิเมตร ปลายแหลม ส่วนชั้นที่ 2 เป็นรูปขอบขนานกว้างโดยประมาณ 1-2 มิลลิเมตรรวมทั้งยาวโดยประมาณ 8-10 มิลลิเมตร ปลายแหลม สีขาว เป็นเส้นตรงแข็ง มี 5 เส้น เรียง 1 ชั้น ยาวโดยประมาณ 5-6 มม.ส่วนผลสำเร็จแห้งและไม่แตก ลักษณะของผลเล็กแล้วก็เรียว เป็นรูปกรวยแคบ ผิวข้างนอกผลมีขนหนาแน่น ยาวประมาณ 2.5-3 มม.รวมทั้งกว้างราว 0.4-0.5 มิลลิเมตร ผลไม่มีสัน
การขยายพันธุ์ โด่ไม่รู้ล้มเป็นไม้ล้มลุกที่ทนแล้งเจริญ สามารถแพร่พันธุ์ได้หลายวิธี ตัวอย่างเช่น การเพาะเมล็ดหรือการแยกต้นแยกหัว ที่สามารถปลูกไว้ในแปลงหรือปลูกใส่กระถางได้โดยการปลูกโด่ไม่รู้ล้มนั้นก็อย่างกับการปลูกพืชธรรมดา เป็น ตระเตรียมหลุมและก็รองตูดหลุมใส่ต้นชนิดลงไปกลบดินแล้วรดน้ำพอเพียงชุ่มแต่สภาพดินที่ปลูกควรเป็นดินร่วมผสมทราย และก็ควรปลูกกลางแจ้ง เหตุเพราะโด่ไม่รู|ไม่รู้เรื่อง|ไม่เคยรู้|ไม่เคยทราบ|ไม่ทราบ|ไม่รู้จัก}ล้มเป็นพืชที่ถูกใจแดดและก็ทนแล้งได้ดี
ส่วนประกอบทางเคมี
ในส่วนต่างๆของโด่ไม่รู้ล้มพบสารกลุ่ม elephantopins แล้วก็ deoxyelephanpin Crepiside E, cynaropicrin deacyl; cyanaropicrin-3-β-D-glucopyranoside deacyl; dotriacontan-1-ol; elephantopin, 11-13-dihydro-deoxy; elephantopin, 11-13-dihydro; elephantopin deoxy; elephantopin, iso-deoxy; friedelanol, epi; friedelinol, epi; lupeol; stigmasterol; stigmasterol 3-O- β-D-glucoside; triacontan-1-ol; zaluzanin C, gluco; scabertopin


ประโยชน์/คุณประโยชน์

แบบเรียนยาไทย ทั้งต้น มีรสกร่อยฝาดให้เป็นยาขับเยี่ยว แก้ไข้ แก้ไข้จับสั่น ขับน้ำเหลืองเสีย แก้บิด แก้ท้องเดิน แก้ไอ แก้วัณโรค บำรุงหัวใจ ขับเหงื่อ ขับประจำเดือนขับพยาธิตัวกลม แก้ฉี่ทุพพลภาพ บำรุงความกำหนัด แก้กระษัยขับไส้เดือน แก้กามโรค แก้บวมน้ำ แก้นิ่ว แก้ไข้หวัด แก้เจ็บคอ แก้ตาแดง แก้โรคตับเหลือง แก้เลือดกำเดาออกง่าย แก้ฝี แก้แผลมีหนอง แก้แผลงู แก้แมลงเป็นพิษกัดต่อย แก้อักเสบ แก้แผลในกระเพาะ แก้แผลเปื่อยในปาก แก้เหน็บชา ราก รสกร่อยขม ขับฉี่ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้หวัด แก้ไอเรื้อรังแก้ท้องเสีย แก้บิด ขับพยาธิ ขับระดู บีบมดลูก ต้มเอาน้ำอมแก้ปวดฟัน แก้ฝี แผลมีหนอง บวมอักเสบทั้งหลาย เป็นยาคุมสำหรับหญิงที่คลอดลูกใหม่ เป็นยาบำรุง เป็นยาขับไส้เดือน รักษาโรคชาย ต้มดื่มแก้คลื่นไส้ ใบ รสกร่อยขม รักษาบาดแผล แก้โรคผิวหนัง แก้ไข้ ขับปัสสาวะ แก้อ่อนล้า รักษากามโรค รักษาโรคบุรุษ เป็นยาคุมกำเนิดสำหรับหญิงที่คลอดบุตรใหม่ เป็นยาบำรุง เป็นยาขับไส้เดือน แก้ไอ นำมาซึ่งการก่อให้เกิดความกำหนัด รากและก็ใบ รสกร่อยขื่นขับฉี่ แก้ท้องเสีย แก้โรคแผลในกระเพาะอาหารแก้บิด แก้กามโรคในสตรี ไม่กำหนดส่วนที่ใช้ บำรุงกำลัง ชูกำลัง ตัดกษัย บำรุงกษัยไม่ให้เกิด แก้เยี่ยวทุพพลภาพ บำรุงความกำหนัด ขับปัสสาวะ แก้ไข้จับสั่น แก้ไอ แก้ไข้ ขับพยาธิไส้เดือน แก้กามโรค แก้โรคหลอดลมอักเสบ แก้ปวดบวม แก้ตับอักเสบ แก้บิด รักษาตัวบวม รักษาไตอักเสบ
ตำรายาท้องถิ่น ใช้ รากต้มน้ำดื่ม แก้ไอ บำรุงกำลัง บำรุงสมรรถนะทางเพศ ร้อนใน อยากกินน้ำ แก้ไข้ ราก ต้มน้ำกินหรือดองเหล้าดื่ม กับยากำลังเสือโคร่ง ม้ากระทืบโรงบำรุงร่างกายแก้เมื่อย ราก ลำต้น ใบ รวมทั้งผล ต้มน้ำ แก้โรคกระเพาะของกิน แก้ไอ
 
ตำราหมอแผนจีน
 
โด่ไม่รู้ล้มกล่าวไว้ว่า ” ทั้งต้น มีรสขมเผ็ด ฤทธิ์เย็น เข้าเส้นลมหายใจ ปอด ตับแล้วก็ม้าม สรรพคุณ แก้เจ็บคอ รักษาทอนซิลอักเสบ แก้บวมน้ำภายในร่างกาย โรคกำเดาห้ามเลือด นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ขับปัสสาวะ ฝีด้านในรวมทั้งด้านนอก ใช้ด้านนอกแก้โรคผิวหนัง แก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย
ส่วนในทางหมอแผนปัจจุบัน ระบุว่า โด่ไม่รู้ล้มบางทีอาจช่วยเรื่องบำรุงร่างกาย แก้อาการอ่อนเพลีย ช่วยทำให้มีกำลัง แล้วก็มีฤทธิ์ในการช่วยถอนพิษไข้แก้อาการตัวร้อน แก้ไอ แก้อ้วก แก้ท้องเสีย โดยแนวทางกินที่ยอดเยี่ยมเป็นการนำมาต้นน้ำดื่ม และก็ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงสำหรับเพื่อการกำเนิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยมีรายงานศึกษาว่าที่เอทานอลที่สกัดได้จากโด่ไม่รู้ล้มมีค่าความเข้มข้นซึ่งสามารถช่วยลดการเสี่ยงสำหรับในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกนั้นทางด้านการแพทย์ยังนำโด่ไม่รู้ล้มไปสกัดเพื่อรักษาอาการอักเสบจากการติดเชื่อชนิดต่างๆได้แก่ไส้อักเสบ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ และยั้งเชื้อโรครวมทั้งเชื้อแบคทีเรีย ช่วยรักษาอาการที่เกี่ยวกับระบบปัสสาวะดังเช่นว่าช่วยสำหรับการขับฉี่ แก้อาการขัดเบาซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นของทางเดินฉี่อักเสบ ช่วยลดการเกิดนิ่ว รวมทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยทำนุบำรุงกำหนัดเพิ่มความต้องการทางเพศอีกทั้งในผู้หญิงและเพศชาย ช่วยฟื้นฟูรวมทั้งบำรุงสมรรถภาพ ช่วยลดสภาวะอวัยวะสืบพันธุ์แข็งช้า อ่อนตัวเร็ว และหลั่งเร็วในเพศชาย ทำให้โด่ไม่รู้ล้มจึงเป็น 1 ในสมุนไพรที่นิยมนำไปสกัดเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ให้คุณประโยชน์สำหรับในการเสริมสร้างสมรรถนะทางเพศ
ต้นแบบ / ขนาดวิธีใช้
• แก้เลือดกำเดา ใช้ต้นสด 30-60 กรัม (หรือต้นแห้ง หนัก 10-15 กรัม) ต้มกับเนื้อหมูพอควร กินติดต่อกันเป็นเวลานาน 4-5 วัน
• แก้ดีซ่าน ใช้ต้นสด 120-240 กรัม ต้มกับเนื้อหมูพอประมาณ รับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน 4-5 วัน
• แก้โรคท้องมาน ใช้ต้นสด 60 กรัม ต้มเอาน้ำกิน รุ่งเช้า-เย็น หรือตุ๋นกับเนื้อหมูกิน
• แก้ขัดค่อย ใช้ต้นสด15-30 กรัม ต้มเอาน้ำ
• แก้นิ่ว ใช้ต้นสด 90 กรัม ต้มกับเนื้อหมู 120 กรัม เพิ่มน้ำใส่เกลือบางส่วน ต้มเคี่ยว กรองมัวแต่น้ำ แบ่งไว้ดื่ม 4 ครั้ง
• แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้เจ็บคอ ใช้ต้นแห้ง 6 กรัม แช่ในน้ำร้อน 300 ซีซี(ราวขวดแม่โขง) นาน 30 นาที รินเอาน้ำหรือจะบดเป็นผงปั้นเม็ดไว้กินก็ได้
• แก้ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ใช้ต้นสด 30 กรัม ต้มเอาน้ำกิน
• แก้ฝีบวมหรือฝีเป็นหนอง ใช้ต้นสด ตำผสมเกลือนิดหน่อย ละลายน้ำส้มสายยกพอข้นๆพอก
• แก้ฝีฝักบัว ใช้ต้นสด 25 กรัม ใส่น้ำ 1 ขวด และก็สุรา 1 ขวด ต้มดื่มและใช้ต้นสดต้มกับน้ำ เอาน้ำล้างหัวฝีที่แตก
รักษาโรคผิวหนังต่างๆแล้วก็ใช้ทาแผล โดยใช้ใบสด 2 กำมือ มาเคี่ยวกับน้ำมันที่ทำจากมะพร้าวแล้วก็ใช้ทาบริเวณที่เป็น หรือใช้รากรวมทั้งใบ (สดหรือแห้งก็ได้) 2 กำมือ ต้มดื่มแก้ท้องร่วง แก้กระเพาะเป็นแผล ช่วยขับฉี่ หรือใช้อาบในสตรีหลังคลอด ส่วนรากใช้ตำผสมพริกไทย แก้อาการปวดฟัน หรือใช้รากต้มกับน้ำแล้วใช้อบแก้ปวดฟันก็ได้เช่นกัน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา สารสกัดต่างๆของโด่ไม่รู้ล้มมีฤทธิ์ลดไข้ ลดการอักเสบ ลดระดับความดันโลหิต และก็มีความเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งเชื้อไวรัส ต่อต้านความเป็นพิษต่อตับ ลดไข้ ลดการอักเสบ ลดระดับความดันเลือดรวมทั้งยั้งการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็กกระตุ้นมดลูก ยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase, glutamate-oxaloacetate-transaminase รวมทั้ง glutamate-pyruvate-transaminase มีการศึกษาเล่าเรียนผลของโด่ไม่รู้ล้มในหนูเพศผู้ต่อความกำหนัด ประสิทธิภาพน้ำอสุจิ ของลับเสริม ขนาดและก็กล้ามเนื้อลึงค์ และรูปร่างเพศลูก พบว่าสมุนไพรโด่ไม่รู้ล้ม มีฤทธิ์กระตุ้นกำหนัดรวมทั้งทำให้ระดับ testosterone สูงมากขึ้นในหนูแรท แต่ว่าในขนาดสูงกลับทำให้ระดับ testosterone และเชื้อน้ำเชื้อลดน้อยลง เพิ่มการเกิด libido เปลี่ยนแปลงค่า osmolality และก็จำนวนอสุจิของน้ำเชื้อ ลดเปอร์เซ็นต์น้ำอสุจิเคลื่อนไหว เพิ่มน้ำหนักของลับเสริม และเพิ่มขนาดสเกลเพศลูก (เพศเมีย/เพศผู้)
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
จากการเรียนพบว่าน้ำต้มโด่ไม่รู้ล้ม หรือสารสกัด 50% เอทานอลจากพืชทั้งยังต้น ไม่มีพิษ เมื่อให้หนูถีบจักรกินแม้ว่าจะให้ในขนาดมากถึง 6.0 กรัม/กิโลกรัม และก็พบว่าขนาดของสารสกัดทั้งสองชนิดที่ทำให้หนูถีบจักรตายจำนวนร้อยละ 50 มีค่ามากยิ่งกว่า 2 กรัม/กิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้อง
สารสกัดรากและใบที่หมักกับเหล้าโรง 40 ดีกรี เมื่อเอามาป้อนหนูทดลองในขนาดความเข้มข้น 2,000 มิลลิกรัมต่อโล เพียงแต่ครั้งเดียว แล้วเก็บผลในวันที่ 14 ผลของการทดลองพบว่าหนูไม่มีการแสดงอาการผิดปกติ ส่วนการทดสอบความเป็นพิษแบบระยะสั้น พบว่าไม่ได้มีความแตกต่างอย่างมีความนัยสําคัญของน้ำหนักตัว น้ำหนักตับ ไต ม้ามหัวใจ adrenal cortex รวมทั้งอัณฑะ รวมทั้งระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี BUN creatinine AST แล้วก็ ALT ของหนูทุกกลุ่ม
 
ข้อเสนอ / ข้อควรคำนึง
 
1. สตรีตั้งท้องไม่สมควรทานอาหารเสริมหรือยาแผนโบราณที่มีส่วนประกอบจากโด่ไม่รู้ล้ม
2. คนที่มีอาการฉี่มากมายไม่ปกติไม่ควรใช้โด่ไม่รู้ล้มเพราะเหตุว่ามีสรรพคุณสำหรับในการขับเยี่ยว ซึ่งอาจจะส่งผลให้อาการรุนแรงขึ้น
3. คนที่มีภาวะหยางพร่อง (กลัวหนาว , แขนขาเย็น , ไม่อยากดื่มน้ำ , ถ่ายเหลว , ตัวซีด , อยากนอนหงาวหาว นอน) ไม่สมควรใช้โด่ไม่รู้ล้ม
 
เอกสารอ้างอิง

  • ไพบูลย์ แพงเงิน.สมุนไพรรู้ใช้ไกลโรค (สมุนไพรคู่บ้าน 2).กรุงเทพฯ:มติชน.2556.272 หน้า.
  • ผศ.ดร.วีณา นุกูลการ. โด่ไม่รู้ล้ม.สมุนไพรกับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.https://www.disthai.com/
  • โด่ไม่รู้ล้ม.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีโด่ไม่รู้ล้ม.กลุ่มยาแก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ.สรรพคุณสมุนไพร.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี
  • โด่ไม่รู้ล้ม.สารานุกรมสมุนไพร เล่ม 1 สมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ104.ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.



Tags : โด่ไม่รู้ล้ม

4
อื่นๆ / สมุนไพร ดาวอินคา
« เมื่อ: ธันวาคม 03, 2018, 08:44:44 AM »

ดาวอินคา
ชื่อสมุนไพร ดาวอินคา
ชื่ออื่นๆ ถั่วดาวอินคา
ชื่อวิทยาศาสตร์  Plukenetia volubilis.
ชื่อสามัญ  sacha inchi, sacha  mani , Inca peanut.
วงศ์  Euphorbiaceae
ถิ่นกำเนิด
ดาวอินคาติดอยู่ เป็นพืชตระกูล Euphorbiaceae เหมือนกับ ยางพารา สบู่ดำ หรือมันสำปะหลัง นับเป็นพืชเฉพาะถิ่นประเภทหนึ่ง มีถิ่นกําเนิดจากบริเวณลุ่มแม่น้ําอเมชอน ในประเทศประเทศเปรู ทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งมนุษย์รู้จักประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ตั้งแต่สมัยอินติดอยู่ หรือในตอนปี ค.ศ. 1438-1533 และสืบทอดมากันมาสู่คนพื้นเมืองมาจนกระทั่งตอนนี้ ซึ่งมีการนำดาวอินค้างมาใช้ประโยชน์นานัปการ ทั้งนี้ จากแหล่งเกิด และเรื่องราวที่ชาวอินคานำมาใช้ประโยชน์ เมืองไทยก็เลยเรียกพืชประเภทนี้ว่า ถั่วดาวอินค้าง ในขณะนี้ก็มีการเพาะปลูกดาวอินค้างในแถบทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และก็มีการนำดาวอินติดอยู่มาดัดแปลง ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันดาวอินคาที่ได้จากการสกัด ถั่วดาวอินค้างอบเกลือ หรือถั่วดาวอินค้างคั่ว
 สำหรับในประเทศไทยได้มีบริษัทเอกชนนำดาวอินคาเข้ามาช่วยเหลือการปลูกหนแรก เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มที่จังหวัดหนองคายเพราะเหตุว่ามีความเห็นว่ามีที่ตั้งภูมิศาสตร์เส้นทางการติดต่อสื่อสารที่สมควร รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงไปสู่กลุ่มประเทศอินโดจีนได้กระทั่งมีการปลูกอย่างล้นหลามในหลายพื้นที่ในปัจจุบัน
ลักษณะทั่วไป
ดาวอินคาจัดเป็นไม้เลื้อยเพราะมีลำต้นเป็นไม้เลื้อยที่แก่นาน 10-50 ปี ลำต้นแตกกิ่งเป็นเถาเลื้อยได้ยาวมากว่า 2 เมตร เถาอ่อนมีสีเขียว เถาแก่หรือโคนเถามีสีน้ำตาล แก่นเถาแข็ง และก็เหนียว
 ใบของถั่วดาวอินค้างเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบเป็นใบคนเดียว เรียงสลับเยื้องกันตามความยาวของเถา ใบมีรูปหัวใจ โคนใบกว้าง และเว้ากึ่งกลางเป็นฐานหัวใจ ส่วนปลายใบแหลม แผ่นใบมีสีเขียวสด รวมทั้งมีร่องตื้นๆตามเส้นแขนงใบ ส่วนขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย มีก้านใบยาวโดยประมาณ 2-4 เซนติเมตร ส่วนแผ่นใบกว้างราวๆ 8-10 ซม. ยาวราวๆ 12-18 ซม.
 ดอกเป็นช่อตามซอกใบบนเถา แต่ละช่อมีดอกขนาดเล็กเยอะแยะ ดอกมีลักษณะทรงกลม สีเขียวอมเหลือง เป็นดอกชนิดแยกเพส แต่รวมอยู่ในช่อดอก และก็ต้นเดียวกัน โดยดอกเพสเมียจะอยู่บริเวณโคนช่อดอก 2-4 ดอก ส่วนดอกเพศผู้มีหลายชิ้นต่อจากดอกเพศภรรยามาจนกระทั่งปลายช่อดอก ทั้งนี้ ถั่วดาวอินคาจะติดดอกทีแรกเมื่ออายุโดยประมาณ 5 เดือน ข้างหลังเมล็ดแตกออกและผลจะแก่ที่พร้อมเก็บได้ประมาณอีก 3-4 เดือน หลังมีดอกผลเรียกเป็นฝัก มีลักษณะเป็นแคปซูลที่แบ่งได้เป็นพูๆหรือแฉก 4-7 พูขนาดฝักกว้าง 3-5 เซนติเมตร เปลือกผลอ่อนมีสีเขียวสด แล้วก็มีประสีขาวกระจายทั่ว แล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อสุก และก็แก่จนกระทั่งแห้งกลายเป็นสีน้ำตาล พร้อมทั้งเปลือกปริแตกจนกระทั่งเห็นเมล็ดข้างใน
 เมล็ดดาวอินติดอยู่ใน 1 ผลหรือฝัก จะมีปริมาณเมล็ดตามพูหรือแฉก อาทิเช่น ฝักมี 5 พู ก็จะมี 5 เมล็ด แม้มี 7 พู ก็จะมี 7 เม็ด โดยเม็ดจะแทรกอยู่ในแต่ละพูในแนวตั้งเมล็ดมีรูปทรงกลม รวมทั้งแบน ขอบเมล็ดบางแหลมตรงกลางเมล็ดนูนเด่น ขนาดเม็ดกว้าง 1.5-2.0 เซนติเมตร ยาว1.8-2.2 เซนติเมตร น้ำหนักเมล็ดเฉลี่ย 1.5 กรัม/เมล็ด เปลือกเมล็ดเป็นแผ่นบาง มีสีน้ำตาลอมดำ ต่อมาจากเปลือกเป็นเนื้อเมล็ดที่มีสีขาว เนื้อเมล็ดเมื่อคั่วสุกจะกรอบ และมีรสมันอร่อย มีน้ำมันปริมาณมาก
 การขยายพันธุ์ ดาวอินติดอยู่สามารเติบโตก้าวหน้าในสภาพอากาศอุ่น ที่อุณหภูมิ 10-36 องศาเซลเซียสที่มีความสูงตั้งแต่100-2000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งสามารถปลุกได้ทั่วทุกภาคของเมืองไทย
 สำหรับในการเพาะพันธุ์สามารถเพาะพันธุ์โดยเม็ด โดยการนำเมล็ดที่แก่แล้วมาเพาะในถุงดำ เมื่อต้นสูงราว 30 เซนติเมตร จึงย้ายปลูกหรือหยอดเม็ดในหลุมปลูกเลยก็ได้ ระยะปลูก 2 x 3 ถึง 2 x 4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ 200 – 300 ต้น เป็นพืชที่เกลียดชังน้ำนองเฉอะแฉะในพื้นที่ต่ำควรชูร่อง ทำค้างสำหรับให้ต้นเลื้อยพัน โดยใช้วัสดุในพื้นที่ ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้มักใช้ท่อพีวีซีเป็นเสาหลักแล้วใช้สายโทรศัพท์เก่าขึงระหว่างเสาเป็นค้างสำหรับให้ยอดเลื้อยพัน ส่วนปุ๋ยที่ใช้จะต้องเป็นปุ๋ยธรรมชาติ โดยธรรมดาดาวอินติดอยู่สามารถได้ผลผลิต 600 – 800 กิโลกรัมต่อไร่และได้ผลผลิตยาวนาน 15 – 50 ปี อย่างยิ่งจริงๆ
 และน้ำมัน (35-60%) โดยมีกรดไขมันจำพวก omega-3 อย่างเช่นlinolenic acid ราวๆ 45-53% (12.8–16.0 g/100 g seed) , omega-6 ได้แก่ linoleic acid ประมาณ 34-39% (12.4–14.1 g/100 g seed) และ omega-9 โดยประมาณ 6-10% ของไขมันทั้งผอง อัตราส่วนของ omega-6 /omega-3 อยู่ในตอน 0.83–1.09 นอกเหนือจากนั้นมี phytosterols อาทิเช่น beta-sitosterol และstigmasterol สารที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันอย่างเช่น วิตามินอีในรูป tocopherols สารกลุ่มฟีโนลิก และก็แคโรทีนอยด์ รวมถึงกรดอะไม่โยหลากหลายประเภทดังเช่นว่า สิสเตอีน (cysteine) ไทโรซีน (tyrosine) ทรีโอนีน (threonine) และก็ทริปโตเฟน (tryptophan)
 ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของเมล็ดดาวอินติดอยู่ (คั่วเกลือปริมาณ 100 กรัม) พลังงาน 607 กิโลแคลอรี โปรตีน 32.14 กรัม ไขมันทั้งสิ้น 46.43 กรัม คาร์โบไฮเดรต 17.86 กรัม น้ำตาล 3.57 กรัมแคลเซียม 143 มก. ธาตุเหล็ก 4.59 มิลลิกรัม โซเดียม 643 มิลลิกรัม
 ผลดี/คุณประโยชน์ เมล็ดดาวอินติดอยู่สามารถใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของกินเล่น อย่างเช่น ถั่วคั่วเกลือ ถั่วทอด หรือ เอามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของกิน อาทิ ซอส ซีอิ้วเต้าเจี้ยว รวมถึงดัดแปลงเป็นแป้ง ดาวอินคาสำหรับใช้เตรียมอาหารแล้วก็ทำขนมหวาน ในขณะนี้นิยมนำเมล็ดดาวอินคานำมาสกัดน้ำมัน ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ในหลายด้าน ตัวอย่างเช่น ใช้เป็นน้ำมันกินเพื่อเป็นอาหารเสริมให้แก่ร่างกาย โดยมักผลิตในรูปบรรจุขวดหรือบรรจุแคปซูลพร้อมรับประทาน ใช้เป็นน้ำมันทอดหรือเข้าครัว ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง เช่น โฟมสำหรับล้างหน้า สบู่ น้ำหอม รวมทั้งครีมที่มีไว้ดูแลผิว น้ำมันที่สกัดได้ใช้สำหรับทานวดแก้ปวดเมื่อย รวมทั้งใช้ทาผมให้ดกดำ และจัดทรงง่าย
 ส่วน
คุณประโยชน์ของดาวอินคา มีดังนี้
สารสำคัญที่เจอในเมล็ดดาวอินคา อาทิเช่นกรดไขมันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง omega-3 แล้วก็ phytosterols นั้นมีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในเลือดนอกจากนั้นสารต้านทานขบวนการออกซิเดชัน เช่น tocopherols สารกรุ๊ปฟีโนลิก และแคโรทีนอยด์ สามารถต้านอนุมูลอิสระแล้วก็คุ้มครองป้องกันการออกซิเดชันของไขมัน จึงสามารถช่วย ลดไขมันในเลือด รวมทั้งคุ้มครองป้องกันโรคหัวใจและเส้นโลหิตได้ รวมทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 ในดาวอินคายังมีสรรพคุณช่วยทำให้ร่างกายซึมซับแคลเซียมมาบำรุตระหนี่เมนส์กได้ดิบได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยรักษาความแข็งแรงของเยื่อหุ้มเซลล์ ลดการอักเสบของเส้นเลือด แล้วก็ลดความเสี่ยงโรคไขข้อได้อีกด้วย ทั้งยังในดาวอินคายังอุดมไปด้วยวิตามินอี แล้วก็วิตามินเอที่ช่วยบำรุงรักษาสุขภาพผิวแล้วก็ผมช่วยคุ้มครองปกป้องสารต้านอนุมูลอิสระอันเป็นต้นเหตุของการอักเสบ ช่วยลดริ้วรอย และก็ช่วยทำนุบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น
 นอกเหนือจากนั้นยังช่วยปกป้องโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (cardiovascular disease) ต่อต้าน rheumatiod arthritis โรคมะเร็ง และก็ป้องกันเชื้อไวรัส โทโคฟีรอคอยล (tocopherols) ไฟโตสเตอรอล (phytosterol) สารโทวัวฟีคอยลรวมทั้งฟลาโวนอยด์จากถั่วดาวอินติดอยู่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคมะเร็ง สารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds) และสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ในส่วนของเปลือกแล้วก็เมล็ดเจอกรดไขมันอิ่มตัวที่มีคุณลักษณะ anti-antherogenic, anti-thrombogenic และ hypercholesterolemic effect รวมทั้งยังช่วย ช่วยคุ้มครองการแข็งตัวของเลือด คุ้มครองโรคความดันเลือดสูง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และก็ปกป้องโรคเบาหวาน กระตุ้นความจำช่วยส่งเสริมวิวัฒนาการของสมองปกป้องโรคสมองเสื่อม ควบคุมความดันในดวงตา รวมทั้งเส้นโลหิต
 แบบอย่าง/ขนาดวิธีการใช้ ในตอนนี้ยังไม่มีการกำหนดแบบอย่าง / ขนาดการใช้หรือขนาดรับประทานดาวอินติดอยู่อย่างแน่ชัด โดยบางงานวิจัยกล่าวว่า เม็ดดาวอินคากินมิได้ เพราะมีสารกลุ่มที่ยั้งกานดำเนินงานของเอ็นไซม์ทริปซิน (trypsin inhibitor) แต่ว่าสามารถเอามาหีบเอาน้ำมันมาใช้กินเพื่อให้ได้ประโยชน์จากน้ำมันดาวอินคาแล้วก็บางการวิจัยบอกว่าเม็ดดาวอินคาสามารถกินได้เมื่อทำให้สุกแล้ว แต่ว่าอย่างไรก็ตามถ้าเกิดอยากได้กินเพื่อคุ้มครองป้องกันและเยียวยารักษาโรคควรหารือแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก็จะเป็นเรื่องดีที่สุด
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ที่ผ่านมามีงานวิจัยทางคลินิกที่ศึกษาเล่าเรียนถึงผลของน้ำมันดาวอินติดอยู่ ว่ามีคุณสมบัติที่สามารถน้ามาใช้แทนโอเมก้า-3 ที่มีอยู่ในน้้ามันปลาได้ไหม โดยมีงานศึกษาวิจัยที่ศึกษาผลของน้ำมันจากดาวอินติดอยู่ต่อการลดระดับไขมันในเลือด ทดลองในคนเจ็บที่มีปัญหาคลอเรสเตอรอลในเลือดสูง โดยให้กินน้ำมันที่สกัดจากดาวอินคา 5 หรือ10 มล.เป็นระยะเวลา 4 เดือน พบว่าอีกทั้ง 2 กลุ่มมีผลคลอ-เรสเตอรอคอยลทั้งผองและไขมันที่ไม่จ้าเป็นในเลือดต่ำลง รวมทั้งเพิ่มระดับไขมันเอชดีแอล บ่งบอกถึงถึงว่ากรดไขมันโอเมก้า-3 ที่อยู่ในดาวอินค้างออกฤทธิ์ละม้ายกับกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่สกัดออกมาได้จากน้ำมันปลา
การศึกษาทางพิษวิทยา
สำหรับความปลอดภัยสำหรับการรับประทานน้ำมันดาวอินติดอยู่ ได้มีการวิจัย ให้ผู้เข้าร่วมการทดลองอายุระหว่าง 25-55 ปีจ้านวน 30 คน เป็นเพศผู้ 13 คน และเพศหญิง 17 คน กินน้ำมันดาวอินคา วันละ 10-15 มล. โดยเปรียบเทียบกับน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันปริมาณเสมอกัน รุ่งเช้า เป็นระยะเวลา 4 เดือน พบว่าผลกระทบที่พบเป็นหลักในกลุ่มที่รับประทานน้ำมันดาวอินคา อาทิเช่นอาการอาเจียน เรอ ส่วนอาการอื่นๆที่เจอบ้าง ดังเช่น ร้อนวูบวาบ ปวดศีรษะ ปวดท้อง ท้องผูก ส่วนผลข้างเคียงที่พบเป็นหลักในกรุ๊ปที่รับประทานน้ำมันเม็ดดอกทานตะวัน ตัวอย่างเช่นอาเจียนท้องขึ้น ส่วนอาการอื่นๆที่เจอบ้าง เช่น เจ็บท้อง ในส่วนของค่า รูปแบบการทำงานของตับดังเช่น AST (Aspartate transaminase), ALT (Alanine Aminotransferase), GGT (Gammaglutamyl transferase), Alkaline Phosphatase, Total Bilirubin, Albumin, Total protein ค่าการท้างานของไต ได้แก่ Creatinine ค่าการอักเสบ ยกตัวอย่างเช่น CRP รวมทั้งค่ากรดยูริค(Uric acid) ทั้งผองนี้ไม่พบว่ามีความผิดธรรมดา ข้อเสนอแนะ / ข้อควรพิจารณา
 1. เพราะว่ายังไม่มีการกำหนดขนาดการใช้ดาวอินคาอย่างแน่ชัด โดยเหตุนั้นสำหรับเพื่อการใช้ป้องกันหรือบำบัดรักษาโรค ควรขอคำแนะนำหมอหรือผู้เชี่ยวชาญ
 2. ไม่ควรใช้ติดต่อกันในปริมาณมากลเป็นเวลานานเพราะเหตุว่าบางทีอาจมีผลต่อระบบต่างๆภายในร่างกาย
 3. ในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดัดแปลงของดาวอินค้าง ควรเลือดสินค้าที่ได้มาตรฐานและได้รับการยืนยันจากองค์การของกินรวมทั้งยา
เอกสารอ้างอิง

  • มารู้จักถั่วดาวอินคา กันเถอะ??.. จดหมายข่าว วิทย์-แพทย์ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยพะเยา.ปีที่5.ฉบับที่ 2.เมษายน-มิถุนายน 2557
  • Gonzales GF , Gonzales C. A randomized, double-blind placebo-controlled study on acceptability, safety and efficacy of oral administration of sacha inchi oil (Plukenetia volubilis L.) in adult human subjects. Food Chem Toxicol. 2014;65:168-76.https://www.disthai.com/
  • อุดมวิทย์ ไวทยากร,กัญญรัตน์ จำปาทอง,เถลิงศักดิ์ วีระวุฒิ.ดาวอินคา พืชมหัศจรรย์ สุดยอดโภชนาการ.จดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่การวิจัยและพัฒนาการเกษตร.กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • Souza, A.H.P., Gohara, A.K., Rodrigues, A.C., Souza, N.E., Visentainer, J.V. & Matsushita, M. (2013). Sacha inchi as potential source of essential fatty acids and tocopherols: multivariate study of nut and shell. Acta Scientiarum, 35, 757-763.
  • รัชนก ภูวพัฒน์.การศึกษาการเปรียบเทียบความสามารในการผลิตสารทุติยภูมิจากใบอ่อนใบเพสลาดและใบแก่ของถั่วดาวอินคาเพ่อรองรับการผลินใบชาเพื่อชุมน ของจังหวัดนราธิวาส.วารสารมหาวิทยาลัยพระธิวาสราชนครินทร์.ปีที่ 8.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2559
  • เปลือกถั่วดาวอินคา.กระดานถาม-ตอบ สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • ธนกฤต ศิลปะธรากุล.ประสิทธิผล ของอาหารเสริมจากน้ำมันถั่วดาวอินคาในรูปรับประทาน ต่อการทำงานของสมองด้านสติปัญญา.สรุปการประชุมวิชาการและเสนอผลงานวิจัยระดับชาติครั้งที่ 3 ก้าวสู่ทศวรรษที่2:บูรณาการวิจัยใช้องค์ความรู้สู่ความยั่งยืน 17 มิถุนายน 2559 ณ.วิทยาลัยนครราชสีมา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา.หน้า 14-21
  • Maurer, N.E., Sakoda, B.H., Chagman, G.P. & Saona, L.E.R. (2012). Characterization and authentication of a nevel vegetable source of omega-3 fatty acid, sacha inchi (Plukenetia volubilis L.) oil. Food Chemistry, 134, 1173-1180.
  • ถั่วดาวอินคา สรรพคุณ และการปลูกถั่วดาวอินคา.พืชเกษตรดอทคอม
  • Chirnos, R., Zuloeta, G., Pedreschi, R., Mignolet, E., Larondelle, Y. & Campos, D. (2013). Sacha inchi (Plukenetia volubilis): A seed source of polyunsaturated fatty acids, tocopherols, phytosterols, phenolic compounds and antioxidant capacity. Food Chemistry, 141, 1732-1739.
  • Hanssen, H.P. & Hubsch, M.S. (2011). Sacha Inchi (Plukenetia volubilis L.) nut oil and its therapeutic and nutritional uses. Nuts & Seeds in health and disease prevention, 991-994.
  • Van Welzen,P.C. and K. Chayamarit. Euphorbiaceae. pp. 509 – 512. In Santisuk, T and K. Larsen (eds.) Flora of Thailand. Volume Eight. Part Two. The Forest Herbarium. National Park, Wildlife and Plant Conservation Department, Bangkok.


คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : คาวอินคา

5
อื่นๆ / บุก ลักษณะของยี่เข่งต้นยี่เข่ง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2018, 07:33:12 AM »

บุก รูปแบบของยี่เข่งต้นยี่เข่ง ฯลฯไม้ขนาดเล็กหรือไม้พุ่มขนาดใหญ่ สูงราวๆ 3-7 เมตร ขนาดของพุ่มไม้จะกว้างประมาณ 2-4 เมตร มีเปลือกลำต้นเรียบ สีน้ำตาลเป็นมัน มีสะเก็ดขาวลอกเป็นแผ่นerg ส่วนของผลยี่เข่rthtyjujyklio;งมีลักษณะสำเร็จแห้งแตuiliuluiio;op' เปลือกแข็iul รูปถ้วย มีบุกเมล็ดop'op'io;เยอะมากๆยี่เข่งต้นยี่เข่งuilใบยี่เข่ง ใบเป็นใบลำพังสีเขียว uilลักษณะใบคล้ายรูปไopข่' โคนใบจะtyjtyjtyopมน ปลopายใบแหล'op'ม ขอบของใบจะเรียบ ผิวใบจะมีขนสาiliuol;io;กมือนิดหน่oi;io;อย โดยขนio;าดความกว้างของใบประมoi;าณ 0.5-uil1.5 นิ้ว รวมทั้งrehtrยาวราว 1-3 นิ้วคุณประโyukuyยชน์ซึ่งมาจากยี่เข่งดอกยี่เข่ง จะมีดอกเป็นช่อๆที่ปyukลายกิ่ง yukส่วนล่างของดอกจะมีลักษณะเป็นเส้นกลมเiulล็กๆส่วนบนจะบานแผ่ออกเป็นกลีบกลมขอบหยิกๆมีjytjรอยย่นยับ มีกลีบโดยประมาณ 6 กลีบ มีเกสรyukyukกลาง|กึ่งกลาง}ดอกปลายเป็นตุ้มuilสีเหลืองuilสด เมื่อดอiliulบานสุดกำลังuiจะกว้างประมาณ 1.5 นิ้ว ส่วนสีของดอกก็uilสีขาว สีiuม่วง สีชมพู สีชมพูเข้มuillคล้ายสีบาluiนเย็น รวมทั้งสีแดงiส่วนมากแล้วพวกเราจะเห็นดอกยี่เข่งในช่วงสิงหาคluiมถึงเดือนตุuiลาคมuiยี่เข่งuilดงuiดอกยี่เข่งยี่เข่งขาวควาiluมiluilไม่เหมือนระหว่างต้นยี่เข่งกับต้นตะแบก บางบุคคuลอuilulfryukyukาจจะงงงัuiluนได้น่iulาฟังดอกuiluilของuilทั้งสองต้นนี้จะมีลักษณะที่คuilล้ายกันมาก แม้จะแยกiulให้ออกจะต้องพิจารณาบุกลักษณะของyukyลำต้นiu ซึ่งต้yukนยี่เข่งจะแตlกกิ่งก้าuiนขึ้นไปเป็นพุ่มไukyuม้อยู่ด้านบนของต้น รวมทั้งต้นจะไม่สูงมากสักเท่าไรนัก kyuส่วนต้นตะแบกนั้นจyukะเป็นuykyukyuม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ลำต้นจะเป็นลำyukผู้เดียว ตั้งตรง มีขนาดใหญ่ แล้วก็มีขนาดแขนงที่เล็กกว่า !คุณประโยชน์kyukของยี่เข่งเปลือกtyนยี่เข่งใช้เป็นยาลดไข้ได้ (เปลือกต้น)ช่วยปรับให้{เลือดไหลเวียน|โลหิตไหลเวียนyukได้kyuสะดวกขึ้น (ราก)ช่yukวยแก้อาการปวดฟัน ด้วยการใช้รากยี่เข่งผสมกัtykuykบเนื้อหมูต้uiมกับkjtyjน้ำกิน (ราก)เปลือกต้นยี่เข่งมีฤทธิ์เป็yukyukนยากระตุ้นกระเพkyyukาะอาหาร ส่วนต้นและก็ใบจะมีฤทธิ์สำหรับการgerยั้ง (เปลืyukอกต้นjytk)ช่วยแก้บิด tyweจะใช้ใบหรือรากยี่เข่งก็ได้เอามาต้มกับน้ำดื่ม (ใบyuk, ราก)ช่วยแก้โรคหนองใน ด้วyukยกาyukyuรใช้ดอกแห้งyuk 3-10 กรัม หรือจะใช้ดอกสด 15-30 กรัมต้มกับน้ำใช้ชะล้kyukางkyukyuk (ดอกยี่เข่ง)ช่วยแก้อyukรตgerกเลือดข้างหลังคลอดบุตyukร ด้วยการใช้ดอกยี่เข่yuktyufjงสดต้มกับน้ำดื่มทั้kyukงกาก (ดอกยี่เข่ง)บุกช่วยแก้ผื่นผื่นคัน ด้วยการใช้ใบสดเอามาyukyuukต้มกับน้ำแล้วใช้ชำระล้าง หรือถ้าไม่อย่างนั้นก็อาจจะนำมาตำแล้วพอกรอบๆที่เป็นก็ได้yuk (ใบ)ช่วยรักษาบาดแผลสด ด้วyukยการกางใบที่ตากแห้งแล้วเอามาบดเป็นผง แล้วเอามาโรยรอบๆkyuรอยแผล (ใบ)ช่วยรักษาแผลฝี แผลหนองที่หนังหัว กลากเกลื้อน ด้วยการใช้ดอกหรือรากแห้ง 3-10 กรัม หรือจะดอกสดหรือรากสดราวๆ 15-30 กรัมก็ได้ เอามาkyบดผสมกับน้ำส้มสายชูแล้วทาบริเวณที่เป็น หรือdjจะนำไปต้มกับน้ำใช้ล้างหรือกินก็ได้บุก (ดอกยี่เข่kyuง, ราก)พวกเรานิยมปลูกต้นยี่เข่งไyukว้เป็นไม้ประดับในtytyjบ้ukานหรือในสวน หรือจะปลูกเป็นแถวรั้วเขตข้างทาง เนื่องจากให้ดอกสีชมพูสีสันสดใส อึด ทนแล้ง และก็ดูแลง่าย (ต้นยี่เข่ง)

Tags : บุก

6

พลูคาว ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ไม้เถาล้มลุก (HC) หัวใต้ดินลักษณะกลม บางครั้งเป็นพูหรือยาว เปลือกบางมีสีฟางหรือเทา เนื้อในหัวมีสีขาวหรือสีเหลือjงอ่อนอมเขียว เป็นพิษ ลำrrtต้นเหนือดินhrtyukuilioสีเขียวลักษณ;op;op'jtyะกลมมีหนามop'op'เล็กๆjytกyruikiuระจัtyjดกระจาswthytjยไปทั่วพลูคาวแล้วก็lkuiluilergrtjมีขนนุ่มๆปกคลุtyjม เลื้อยไปtyตามพื้นดินหรือต้นไม้tyjอื่น มีกิ่งไม้ออกตรงเถาใบ เป็นใบประกอบ ผลิใบเรียงสลั;io;io;บกัน ผิวใบio;io;io;สากมือ มีขนนุ่มๆปกคลุม ใบกว้าง 3-5 ซมio;i.o; {และ|และก็|แล้วก็|รtyjtyjawhtyerthjtyytjjyhtetyวมทั้งkjytukยาวราว 8-10 ซio;iooi;มgerger. มีjใบย่อย 3 ใบ ใบย่อjyukกึ่งกyukyuลางมีtyลัjกkyukษณtyะเป็นรีรูปรี หรือytjytrjkytyjukyukใบรีรูปขอบขนาน ปjtyลjtytyjytjายใบเป็นติ่งแหลtyjม ขอบของใบพลูคาวewuilgrrthrthtyjtyjytjtyjเป็นขนชุดครุย erคนใบแหลมเป็นgรูปลิ่ม เส้นใบเรียงตามยาว 3-5j เส้น ใtyjtyบย่อย 2 ข้าง มีลักษณะเtyป็นyukjใบรูปไข่luuiกลับหรือรูtyjปiluilวuilใจเบี้ยว ปลายใบเป็นtyjติ่งแuiluilหลม ขอบใบเรียบโคนใบมน ใบกลมสั้นกว่าใบกึ่งกลาง ก้านใบกึ่งกลางลักefgerwษณะกลมรวมทั้งมีขkyutyjtyjน ก้านใบแก่มีหนามหัวyikด้าuilหลังโป่งนิดiuluilหน่อยรสแล้วก็คุณประโยtyjtyชน์ในตำราเรียนยาราก รสฝาดคัน บดให้yukรyukkอบคอบtyjtyjผสlมyukกับน้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะพร้าว ใบยาสูบ ใบลำโพงหรือพyukริก ใช้rehtyjทาพอกแผล เพื่อฆ่าหนtyjอนในแผลสัตว์เลี้ยงวlioใต้ดิน รสเบื่อเมา เjyuป็นพิษมjtyากมาย ถ้าเกิดหั่นเป็tyชิ้นบางๆแล้วแช่ทิ้งไtyjใergtrhrนทางน้ำkuiluyไหล 2-3 วัน ล้างให้สะอาดแล้วtyjtทำให้สุกรับประทานได้ liolน้ำต้มหัวดื่มแก้น้ำเหลืองเสีย ขับปัสสาวะ แก้ปวดตามข้อพลูคาว ฝีมะtyjนี้ยังปรุงเป็นยารับประทานแก้เjป็นเถาเป็นดาน เtyjtyป็นก้อนในท้อง yukถ้าเกิดใช้yukข้างนอกโyukดยการหุงเป็นน้ำมันใส่แผลกลัดฝีกลัดหนอง หรือนำไปฝryhjtyนกันเหrthrthล้าytโรงyukทาแก้ต้นไม้เป็นพิษทั้งสิ้นที่ทำให้ioมีอาการแตกบวม ยกตัวอย่างเช่น ตำแย ก้านการัง qweferyukyukyukตังช้าง หมามุ่ย จะสามารถบำบัดอาการได้ในทันที tykjมีดอกyukเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเล็กสีเขียghrthว ดอกเพศผู้และดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน โดยดอกเพศผู้ดอกพลูคาวตั้งมีใบตกแต่งติดอgerยู่ที่ฐานลักษณะซึ่งคล้ายถุง ปลายแหลม ดอกเพศเมียเป็นช่อชั้นเดี่ยวโดดเดี่ยerวๆดอกชี้ลงgerดินผล รูปคล้ายน้ำเต้าคอชะลูดหรือคล้ายลูกมะเฟือง แต่ละพูมี 1 เม็ด ผิวเนียนสีน้ำผึ้ง มีปีก เมื่อแก่แตกได้เgergerองเม็ด ลักษณะกลมแบน มีปีกบางใสรอบเม็ด

Tags : พูลคาว

7

มะรุม แกงจืด หรือสูตรแกงจืด เป็นเมนูอาหารไทยที่รู้จักตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะแกงจืดผักกาดขาว แกงจืดวุ้นเส้น แกงจืดปลาหมึกยัดไส้ แล้วก็แกงจืดเต้าหู้หมูสับ แหมyukyukykuง|คิดถึง|ระลึกrtjhtyjyukถึง|dfkลึกถึง}uilio;op;'op'sน้ำซุปร้อนๆเวลาใดน้ำrthrtjyลายหกluiuilน้ำลายไหลมะรุมทุkjyukyukกทีสินะ uilสำหรับมื้อเย็นนี้ถ้าykคนใดต้องการทำเมนูแiluilกงuilจืด กระปุกดอทคอมขอนำเสนอ 9 สูตรแกงจืด ดังเช่น แกงจืดiluuilเต้าหู้สอuyilดuilใส่ไส้เนื้อปลาuil แกงจืด uilyulฟักมะนio;io;dfrkyuklาวดอง แกงจืio;ดyuมy;uiluilะระยัดไส้uiluสับ แกงจืtkuluiดแตงร้าiluiยัดไส้ แกงจืดไข่ม้วนlหมูสับ|หมูบด}o;io;วุ้นเส้น อูย… ท้องร้อง ขอตัวทำกับข้าวก่อนนะคะ แกงจืด1. แกงจืดเต้าหู้สอดไส้เนื้อปลาขอเช็ดน้ำลายก่อนนะคะ เพียงแค่ภาพแกงจืดเต้าหู้ใส่ไส้เนื้อปลาก็ทำเอาไม่เป็นอันทำหน้าที่การuilงานกันเลย ปัจจุบันนี้เนื้อปลากินใdfkyห้ulสมใจuluyอยาuyulyilกก็มาเขียนสูตรจากคุณบ่งบ๊ง สมาชิกเว็บykพันทิปดอทคอม สูตรนี้เป็นแกงluiจืดสไตtkล์สิงคโปร์ ลักษณะเukyด่นก็คือ จับเต้าหู้สอดไส้เนื้อปลาแต่งรส ทั้งนี้บางทีอาจเพิ่มแตงร้าน หรือมะระยัดไส้ไปได้ด้วยนะคะ มื้อนี้สงสัยytjต้อง|จะต้อง|จำต้อง|จำเป็นต้อง}ytkjyukรับประทานข้uykาluilวสองจานแน่ๆเลยค่ะ {วิธีทำ|วิธีการทำ|แนวทางการทำ|กระบวนการทำ|jtyjtykuliuiขั้นตอนการtyแกsjงจืดเต้าหู้fyyukอดไส้เนื้อปลา 1. หั่นแบ่งเต้yukkหู้ขาวเป็น 4 ชิ้น แล้วผ่าครึ่งเพื่yukอให้มะรุมสอดไส้เข้าไปได้ หลังจากนั้นjytหั่นต้นหอมและผัluiเป็นท่อน พักไว้  2.liโขลกสามเพื่อน กระเทียม พริกไทย รวมทั้งรากผักชีให้ถี่ถ้วนแล้วเอามามะรุมyuคลุกyukyuกัkyukบเนื้อปลา jyu3.นำเนื้อปลาที่ปรุงรสยัดไส้jtyไปในเต้yukหู้ และแตงร้าน หรือมะระ (ที่สิงคโปร์เขาทำสามแบบ ไส้แตงกวาluil ไส้มะdะ รวมทั้งhtyjtyไส้เต้าหู้)   4. นำหม้อใส่น้ำลงไป ตั้งไฟให้เดือkjtyด ใส่ผงซุปkuไก่ลงไปyuk (บางทีอาจใส่เห็ดหอมหั่นลงไปต้มด้วย เพื่อให้ได้กลิ่น) 5. เมื่อน้ำเดือดจัด ใส่เต้าหู้และkyuluiก็แตงกวาyยัดไส้ลงไuillป ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวมะรุม หากkuiเต้าหู้และfก็แตงร้านลอยขึ้นมาแสดงว่าสุyuกดีแล้ว  6kuilui. ก่อนปิดไฟให้แบ่งใส่ต้นหอมแล้วluilผักชีนิดหน่อยลงไป ใส่แครอทเพื่อเพิ่มuilสีสัน 7. ก่อนเสิร์ฟ โรยต้นหอม ผักชี และพริกไทย ใส่กระเทียมเจียวลงไปuil

8

มะกรุด รายการอาหารถั่วดำเป็นของหวานที่พวกเราเคยชินกันดี เนื่องจากว่าถั่วดำทำอะไรก็อร่อย ไม่ว่าจะเป็นขนมไทยโบราณๆอย่างข้าวเหนียวเปียกถั่วuilดำ ถั่วมุดuliน้ำกะทิ หรือข้ามทt;io;yjtkyukuluioioวีปไปอีกนิดเป็นบราวนี่ถั่วดำ มะกรุดเห็นได้ชัดว่าถั่ว;l;i;io;i;ดำเป็นธั'op'ญพืชuilในกาyรio;ต่อต้านโรคมะเร็ง itykuoทว่าก่;io;อนจะไfjปดูประโuiยช์จากถั่วดำ;io; พวกเราต้องการมะกรุดโชว์คุณปluiระโยuiชน์ทางขอluilงกินของถั่วดำในปริมาณ 100 กรัม โดย'op'io;poอ้างอิงจากuiluilอมูลกองโภช'opนาการ ก'opรมอนาluop'lมัย io;ตามนี้ก่อนเลio;ย1. ปรับสมดุลรiouiluiะบบทางเดินอาหาร แล้วก็น้ำตาลใ;io;ioนเลือuiดจากที่เห็นว่าถั่วดำเป็นแหล่งโปรตีน เส้นใยอาหาร และก็ธาตุต่างๆที่ดีหลายชนิด ถั่วดำก็เลยมีคุณประโยชน์ช่วยทำให้สมดุลopให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดิบได้ดี และยังช่วยสร้างสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ให้เพิ่มหรือน้อยลงอย่างเร็วด้วย. เป็นของกินต่อต้านมะเร็งรังไข่  ด้วยคุณประโยชน์ของถั่วดำที่ช่วยบำรุงรักษาสุขภาพม้าม ขับความชุ่มชื้นภายในร่างกาย บำรุงพลังศูนย์op'กลาง ซึ่งจะช่วยให้op'ระบบopการทำงา'opopนของ|หลักการทำopงาน'opของ|แน'op'วทางการทำงานของ|รูปแบบการทำงานของ|ลักษณะกาio;io;รทำงานของ}ร่างกาย โดยยิ่งไปกว่านั้น'op'ระบบภูมิต้opานทาน'opล์ร้ายได้ทางหนึ่ง   อีกด้วย'opคุณประโย'po'opชน์ช่วยปรับฮอร์โมนภายในร่างกาย ถั่วดำก็เลยมีส่วนช่วยลดการเสี่ยงโรคมะเร็งรังไข่ อันมีเหตุที่เกิดจากความไม่ดีเหมือนปกติของ;ฮอร์โมน;io;ในร่างกายได้นั่นเอง  ดังoi;เราก็มีสูตรเมนูซุปถั่วดำ รับประทา'opนเพื่อต้าน'opทานโรคมะเร็งรังไข่มาฝากด้วย ตามนี้เลยค่ะมะกรุด  ในio;ioถั่วดำยังมีสาhtrtรเซio;แม้กระนั้นสามาeger;ioรjtyjถเจอได้ในถั่วดำ ซึ่งเซ;io;เลเนียมตัtykวนี้จะสามารถช่วยสำหรับปรับสมดุลyjtเอนไซม์|โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเyulคมี}ในตับ แล้วก็ช่วยดีท็อกซ์พิษop'ในตับที่'opอาจจะก่;ioอให้กำเioนิดเซลล์ของมะเร็งได้ 'op'{ดังนั้น|เพราะฉะนั้น|ฉะนั้น'opตั;ioบได้นั่นเอง5. ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมจากการเรียนพบp'ว่า ถั่วดำมีโฟเลตค่อนข้างจะสูง ซึ่งจะช่วยคุ้มคร'op'opองopป้องกันเซลล์ในระดับมะกรุด DNA รวมทั้งช่วยซ่อมบำop'oop'opอเยื่อในส่วนที่ผุพัง เป็นปราการคุ้op'ครองป้องกันไม่ให้เopซลล์กลายพันธุ์เป็น'มะopเร็งได้ 'opโดยเฉ'พาะอย่างยิ่งกับโรคมะเร็งเต้านมจ้ะ

9
อื่นๆ / ไพร ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2018, 06:25:18 AM »

ไพร ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์ : ต้นแก้วเป็นไม้พุ่มถึงไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มไม้ เปลือกสีน้ำตาลผสมเหลืองอ่อน ใบออกเป็นคู่และก็เป็นใบรวมแบบขนนก ใบย่อยมีรูปไข่ หรือรูปไข่ที่ค่อนข้างจะยาว ใบมีกลิ่นหอมสดชื่น ไพรเมื่อส่องมองyluoerasgrกับiopแสงไฟจะมองเห็นรอยต่อมน้ำมันบนใบ ใบมีสีเขียวเข้uilมuilและก็เป็นเงา ก้านดอi;กสีเ;io;ขียวkykอ่อน ykiulดอกสีข'opาวi'op'oppมีกลิ่นหอมสดชื่น ออกเป็นช่อดอก ผลสีหมากงามม'oากมาย uilขนrhtrjuykาp'ดเท่าผลdtuiluiljytyมะแว้งมหึมาๆรูปไข่รี ปลายผลkjyukuyiluilทู่ สีส้มอมแดง ด้านในมี 1-io;oip';2 เม็ด ผลสุกรับประทานได้op'opแก้วเป็นพันธุ์พืชที่ปลู;io;ioกง่าย ตอนหรืulอหั;iluioกชำได้ มีขึ้นกระจายtyตามป่าดงดิบทั่วไป และตามบ้านเรือนrthชsrhjtyjyuitliky;ioอ;ioบปลูกเป็นรั้วเioป็นไม้ประ;ioดับluuบางคนจึงนิยมtrjhtyนำดอกแก้วไปมอบให้พระ ใบของดอกแก้วเองก็มองukuiวาวทั้งคู่ด้านตัดกับสีของใบที่เข้มๆแล้วยิ่po';ไพรงาม เมื่อต้นแก้วส่งผuiluล ผลของต้นแก้tluiiykวoi;จะเป็นรูปทรงรี หรือทรงluiluคo;oi;ล้ายไข่ ที่เปuiluilลือกของ;io;oi;ผลแก้วจะมีต่อมไขมันiluilแลเห็นได้uiกระจ่างแจ้งค่ะ ผลอ่อนจtykjyukyukะมีสีเขียว พอio;พอเพี;ioยงสุกเพิ่มขึ้นioiuluiluiเรื่อยๆก็จะกลop'ยเป็นสีส้มอuiมแดง ต้นแก้ว[p[ นั้น มีluiสugilluilรรพคุณเป็luylนยาได้เกือบอีuiกทั้งต้น ไม่ว่าจะเio;io;ป็น “ก้านรวมทั้oiงop'ใบ” ที่เรา;สาoi;มารถเก็บได้ตuilอด;ioทั้งปี จะเก็บส'pilดuๆข;iองก้านรวมทั้งใบของต้นแก้วนั้น จะอuilอกเผ็ดไพรปนขมไปสัyukyuklกนิด หากมีopลักษณะล้างเอาดินออกให้หมด จนถึงสะอาดนะคะ ค่อยเอามาหั่uuillนเป็นแผ่นๆi;แล้วหลังจากนั้;นก็ตากแดดไว้จนถึง'oห้งและจากนั้นก็เก็kyuบขึ้นukyukyuไว้ใช้ค่ulะ รากต้นiluแก้วนั้น ก็มีรสเผ็ดuilผสมขมราวกับใบuiluแล้วก็ก้าuilน แต่มีคุณประ'op'o'โยชน์ช่วยลดอากา'opรปวดเอว, ทุเลาอาการคันแล้วก็ลดอาการอักเสบจากแมลงกัดต่อยได้ และก็ถ้าเรานำ “รากไพรรวมทั้งใบ” มาผสมกันก็จะได้ยาอีกขนานหนึ่ง เป็นประโยชน์ในการอาหาร, ลดอาการไขข้ออักเสบ, liบรรเทาอาการuiไอ {และ|และก็|แล้วก็|รuilสงสัยตัวเองจะมีoi;พยาop'ธิมาแบ่งแยกพื้นที่ร่างกายเข้าแล้วหล่ะก็ ให้นำแต่ว่า “ใบ” ต้นแก้วมาต้มดื่ม ซึ่งจะช่วยขับพยาธิตัวตืด แก้อาการท้องร่วง หรือ ท้องบิดได้ค่ะ ส่วนที่เป็น “ผลสุก” ของต้นแก้วนั้น พวuil;io;กเราก็เอามากินเป็นของกินได้
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ไพล

10
อื่นๆ / ขายส่งตรีผลา ผักชี สรรพคุณ
« เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2018, 12:08:49 AM »

ขายส่งตรีผลา ผักชี คุณประโยชน์มีอะไรบ้างคุณประโยช์จากผักชีที่อยากให้รู้กันอย่างแจ่มแจ้ง ตรีผลาราคาถูกเราใช้ข้tyงนอกให้เอาtrjjhสุกผักชีมาชะล้าง uiหรือนำผักชีต้มมาตำtyjแล้yukวก็พอกให้ทั่ว หรืilอถ้าเกิดจljะใช้เมล็ดผัyกชีแก้ปวดopฟัน รักษาแjtyผjลในปาก ให้นำเม็ดผักชีต้kyklน้ำ แล้วเอาน้ำผักชีมาบ้วนปาoiกl;เสมอๆทั้งนี้พวกเราสามารถกินผักชีเพื่uijtyอบำรุงสุขrftาพในขนio;ioาดที่ใช้kuyทำครัวตามเดิมขายส่งตรีผลาเเคปซูลได้อีกlhrthjfทั้งเด็กรวมทั้งlก็|แล้uilวก็|jytรวมทั้ง}ต้นของผักชีประกอบไปด้วยjtyสykyารกลุ่มที่มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระที่ดี อันเช่น สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonyukuoids) ตรีผลาราคาถูกสาร{กลุ่ม|กjtyรุ๊ปuแลคโตน (lactones) สารกลุ่มฟีโนลิก สารกukรุ๊ปแทนนิio;น และก็สารกลุ่io;มแyคโรทีนอยด์ ขายส่งตรีผลาเเคปซูลยิ่งกว่านั้นยังพบว่าใบผักชีรวมทั้งต้นtyขายส่งตรีผลาเเคปซูลผักชีอุดuiluioมไปด้วยวิตามินรวมทั้งเกลือแร่ด้วยนะคะ ทั้งนี้ มีtjการวิจัยioลายฉบับที่พบว่า ส่วนใบและลำต้นผักชีมีฤio;ทธิ์ต้านทาio;ตรีผลาราคาถูก;อนุมูลอิสiระสูง มีคุณประโยชน์ต้านอาการชักรวมทั้งขายส่งตรีผลาเเคปซูลต้านทานการเช็ดกทำลาoi;ยของเซลล์สมอง ตรีผลาราคาถูกต่อต้านแio;o;บคทีเรีย เชื้อรา รวiuทั้งมีฤทธิ์yuว;oยสำหรับการย่อยในระบบทางเดินอาหาร

Tags : ตรีผลาราคาถูก,ขายส่งตรีผลาเเคปซูล

11
อื่นๆ / ตะไคร้ ถิ่นกำเนิด และการแพร่
« เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2018, 06:46:45 PM »

ตะไคร้ ถิ่นกำเนิด รวมทั้งการแพร่ขยายยี่หุบมีถิ่นเกิดเริ่มแรกมาจากประเทศจีนตอนใต้ โดยพบไyukด้ทั่วไปตะไคร้ที่สุดในเมืองก[p'p[[วางตุ้ง และเมืองกวางซี uiluเพราะเหตุว่าเป็นเขตที่มีอากาศเย็;oi;น และค่ijytkyukuuyiuiolluอนyukข้างชื้น สมควรต่อulululการเติบโต|กาuiio;lรเจริญเio;ติบโต}ได้เป็lulนio;อio;ย่าjyukjytงดีลักษio;ณะทางyuศาkสตร์ลำต้นio;ยี่หุyukบio; จัดเป็yuนไม้พุ่มขาดกลางk สูงประมาณ 2-4 เมtyตร ลำegerhrthesfergต้นแตกกิ่งหลักtrjhytปานกลาง แตกyukกิ่งกิ้งก้านมากมาย และใบดก มีขนาดio;ใหญ่ ทำuiluilให้ดูเป็นทรงพุ่มไม้ทึบ เtyjปลือtyjกลำต้นมีสีน้ำตykyukาล กิ่งอ่อนมีสีเขียวdejyyukukuky แก่นลำต้นเป็นไuilม้เนื้ออ่อน เปราuilะหักง่ายใบยี่หุio;ioบเป็นพืชใบเdekyukyukyukลี้ยงคู่ ออกเป็นjtyใบลำพัuyytjtyงๆเรียงluilเวียนสtyjลับกันบนกิ่aeguilutyjilง มีก้านrehttyjtkjykyuใบสั้น 1-1.5ykyuk เซนติyukเมตร;io; ใบมีลั;ioกgrehrณะเป็นqewfรูปหอykuyu กว้างโดยประมาณ 2-8 ซม. ยาวประมjtyาณ 8-25 ซมyuk. โคนใบสอrdบแคบ ปลายใบแyukหลม แผ่นyukใบ แล้วก็ขtyอบของใkio;uyukบtykเรียบ ใบอ่อนมีสีyukkyเขียวสด ใบแyukก่มีสีเขียวเข้ม รวมทั้งเป็นเงา แผ่นเรือใบแข็ง แล้วก็ค่อนข้างuykจะกรอบ แผ่นใบมีเส้นyukกลาง|กึ่งกลาง}ใบกtyjระจ่างแจ้ง แผ่นใบข้างล่างมีเส้นใบต่อกันเป็นร่างแหดอกยี่หุบมีดอio;oiกตะไคร้เป็นดอกโดดเดี่ยว แทงออกบริเวณปลายuiluilยอด แขวนตัวดiulอกลงด้าuiluiนล่าง ดอกประกอบด้วยก้านดอกสั้น 1-2 ซม. แล้วก็มีลักษณะเป็นข้อปล้อง โดยประมาณ 4 ข้อ ตัวดอกมีกลีบเลี้ยงสีเขีtyยวเข้ม tjyขณะดอกตูมจะมีuilกษณะเป็นทรงกรวย ถูกหุ้มด้yukyukyuio;kยกลีบเลี้ยงสีเขียว ปริมาณ 3 กลีบ เมื่อดอกukบkuาน กลีบเลี้ยง และก็กลีluiบจะแผ่กางออluilก ขkuilนาดกว้างโดยประมาณ 4-6 เซนติเมตร กลีบเลี้ytkyuยงมีรูปหอก ขอบกลีบ และก็ปลายluilกลีบโค้งเข้าพบyuuilkuilกลางกลีบกuilลีบ แบ่งได้ 2-3 ชั้น แต่ละชั้นมีกลีบ จำนวน 3 กลีบ รวมเป็น 6-9 กลีบ กลีiuบชั้นในจะเล็ulกมากยิ่งกว่าuililกลีบชั้นนอก แต่ละกลีบมีรูปหอก แผ่นกลีบ และขอบกลีบเรียบ มีสีขาว และโค้งเข้ากลางกลีบ แผ่นกluilลีบดอกไม้ค่อนข้างจะหนาตะไคร้ กว้างโดยประมาณ 1.5-3 ซม. ยาวuilราวๆ 3-5 เซนติเมตร ดังนี้ เมื่อดอกบานสุดกำลัง กลีบดjtyอกไม้จะร่luiวงuilหลุดง่าย jtyเหลือเพียงผลขนาดเuilล็กที่yukพัฒนuilปรับปรุงข้างหลังการผสมเกสร ต่อมาตรluilงกลางดอกจะเuilนเกสรตัวผู้uiอuilยู่ฐานรอบนอก มีลัluilกษณะเป็นตุ่uilมkyuน แล้วก็ตะไคร้เกสรตัวเมียที่อยู่ตรงกลาง มีลักษณะilเuuilป็นก้านยาuilว luiทั้งนี้ ยี่หุบจะมีดอกuilมาuilกมายในช่วงuk.ค.-เดือนมิถุนายน โดยดอกจะเริ่มบานเมื่อตะวัuiluiนใกล้ตrsjhtyกดิน รวมทั้งบานนานuulilราวๆ 2 วัน ก่uilอนกulลีบจะตกลงดิน uiluiคงเหลือlแต่เกuilสรไว้ และไม่uilค่อยติดผลให้ประสบพบเห็นหลายครั้งนัก

12

พริกไทย ใบของต้นขลู่มีลักษณะเป็นใบคนเดียว ก้านใบสั้น ใบติดตามข้อสลับกัน ลักษณะใบเป็นรูปไข่หัวกลับ มีขอบของใบหยัก และมีขนาดกว้าง 1-5 เซนติเมตร ยาว 2-9 ซiotrม.(1) ใบขลู่สดมีรสหวานแลrjytkyilukะมีความฝาด (astrijyyukjyukyngentio;io;io;io;)พริกไทย น้อย คนท้องถิ่นนิยมio;io;i;ลวกใบขทางรับปjtyjtyjระทานกับน้ำพyukริuilกแล้วก็ใช้ประกliอบอาหารop'ประจำopoถิ่นไukyukyด้แก่ยำแล้วก็แกงคั่ว(4) ใบtyjtkyขลู่สด 100 กรัม มีคุop'ณค่าทางโภชนาการดั'o'งนี้o5) โปรตีน 1.8 กรัม ไขมัio;ioน 0.5 กรัม ใยอาyukหารแบบลyukะลายน้ำ 0.5 กรัม ใยอาหารแyukบบไyuละลายน้ำ 0.9 กรัม คาร์u;ioi;oโio;น}เบต้าio-แคโรทีนที่เจอในใบ;ioขทางสด 100 กรัมเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงเคียงเท่ากันกับจำนวนแhrtคลเtyยมที่ได้จากkyulกjkuilารดื่มน้ำoio;io;iนม 1 แi;ก้ว (8 ออนซ์)(6) iและก็ปริมาณเบต้า-แคโรทีนที่ได้ที่เกิดจากการกินเนื้อฟักทองสุก 100 กรัม(7) เป็นลำดับ เบต้า-แคโรทีนเป็io;รงควัตถุสีเหลืองที่i;พบในพืชรวtyjykuu;i;oมทั้งมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระที่ดี luilอย่างjykyuไรuiก็ดีใio;บของต้นขทาio;งที่ขึ้นตามธรรมชาติในป่าชายเลนอาจมีจำนวนโoi'po'opyk'opซเดียมสูง''มากเนื่องมาจากต้นขลู่ได้รับเกuilลือpo'โซเดียมคลอไรด์ (NahrtjytjCl) p'op'ที่มาจาiulกความเค็yo'uyukwefyukykมของดิน(8) ด้วยเหตุนี้คนที่{ป่วop'ย|iuluopiไม่คuilวรกินใบขลู่ในปริมาณมาก หมอแผนโบyใช้ใบขทางop'สดพอกรักษาแผลที่เกิดขึ้นจากอาการเนื้อตาย (gangreous ulcer)(9)'op หรือนำใบขทuiางมาชงชาuilหรือต้o'มเพื่op'อใช้รักษาอาการนิ่วในไต (ยาขับเยี่gยว) อาการอักเสบ อาการปวดหลัง รวมทั้ง อาการตกขาว(9,10) ในประเทศอินโดนีเซียtyjมีรายงานถึงการกินน้ำต้มใบขลู่เพื่อช่erghวยทำให้ปรับyukyuiluiio;op'opเจริญอาหารแล'opะช่วยการย่อยของอาหารยิ่งไปop'กว่านี้uยังมีรายงานuilการyukใช้น้ำสุกใบขทางเป็นยาต้านทานจุลชีพtyj ยาแก้ท้องเดิน แล้วก็ยาบรรเทาอาการไอ รวมถึงมีการใ'opช้เป็นส่วนผสมในสินค้าเพื่อการดูแลผิวช่วยทำให้ปรับผิวนุ่ม(11) ใบขลู่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพกลุ่มที่สำคัญเป็นกลุ่มฟีโนลิกและก็ฟลาโวนอยด์ ใบขลู่ 100 กรัมมีกรดคลอโรจีนิก 20 มิลลิกรัม กรดคาเฟอิก 8.65 มิลลิกรัม แyuku;io;ละเคอร์ซิyuว่าyukกล่าวน 5.21 มก.(11)พริกไทย ผลจากการศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยของ Andarwulan และก็แผนกในปีพ.ศ. 2553 ได้ทำให้เห็นว่าyukจาjtyjtyกใบขลู่มีฤทธิ์ที่ดีสำหรับเพื่อการต้านอนุมูลอิyukสระและสามารถยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นของลิปิดเจริญ'p[มากมาย ซึ่งนอกจากนั้นแyuล้io;ได้มีรายงานทyukางเภสัชyukวิทยาหลายฉบับรับรองฤทธิ์ทางชีวภาพของใบขทาio;io;ง สรุปสาระสำคัญโดยย่อได้ดังนี้ สารสกัดจtyากใบขทางด้jtyวยกjtyjiารแช่ในเอทานอลเข้มykข้น 70% ตรงเวลา 2loi;io วัน พบว่าyuk yukมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ พริกไทยและpo'p[jtyjtyลดการปวดในjtytyสัตว์ทดลอง(12) ซึ่งฤทธิ์ต้านทานการอักเสบได้รัykuบการยืนยันซ้ำจากผop'ลการศึกษาเรียนรู้แjtyjลyukะค้นคว้าtyjtyรวมทั้งการyukวิจัยการใช้สารสกัjtyดใบขลู่เฉพาะส่วนซึ่yukงสามารถละลายได้อีกทั้งในเอyukทานอลแล้วก็เอธิลอะซิเตต(13)yukyuk สำหรับสารสกัดจากใบขลู่พริกไทยด้วยการแช่yukในเมทานอลเข้มyukข้น 80% ตรงเวลาyuk 7-14 วัน พบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านโรควัณโรค(14)

13

ดาวเรือง การปลูกผักแพวผักแพวเป็นพืชที่ชอบดินที่มีความชื้นสูงheh สามารถปลูก รวมทั้งขยายพันธุ์ด้วยการปักชำลำต้น การขยายเหง้า แล้วก็การหว่านเมล็ด แม้กระนั้นที่นิยม'op'จyjะใช้แนวทา'opงปักชำต้น ดาวเรืองหรือ แยกเหง้าปrthjลูกegการเตรียมดิน แลentymopหลังบ้านหรือพื้นที่ว่างที่ค่อนข้io;io;างเปียกชื้น การเตรียมดินด้วยการลูopกพรวนดิน และกำจัดวัชพืชออกให้หมด ต่อไป ค่อยนำลำต้loi;นที่เด็ดได้จา'opกกอหioรือขุดเหง้ามาลงปลูก ระยะห่างลำต้น 5-10 ซม. ถ้าหากเป็ykulio;ylkulนเหง้าจะใช้เหง้า 3-5 ต้น ปลูกsehop'ytjtลงแปลง ระยะห่างของเหง้าราว'op 10-15ดาวเรือง ซม.ในการปลูกด้วยop'opชำลำต้น เกษตรกรจะใช้io;เคล็ดวิธีรีบให้แ'op'รากก่อน op'ล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยนำลงปลูกลงดิน โดยใช้วิธีนำกอผักแพวio;ที่ตัดจากแปaoi;gลงมาแช่น้ำ โดยyukช่ในน้ำให้ท่วมลำต้นโดยประมาณ 2-3 ข้ดาวเรืองอ ซึ่งแช่'op'ไว้ประมาณ 3 วัน tkyลำต้นจะเริ่มแตกรากสีขาวอrthtyjกบริเวณข้อ หลังจากนั้น นำปลูกลงดินได้กาdfhbfrjyukรรักylul;o;ษาผักแพวไม่ยุงยากyulyilมาก เพียงจะต้องรอรดio;ioน้ำให้ชุ่มเสมอเท่านั้น และบางทีอาจใส่ปุ๋ยคอกหรื'อปุ๋ยเคมีร่วมด้วย ปุ๋ยเค'opมีที่op'ใช้จะย้ำเรื่'op'pองio;;การบำรุงใ'opบ รวมทั้งedahrtลำต้น โดยใช้สูตร 'po24-8-'8 io;หรือใช้ปุ๋ยยูเรียารเก็บผักแพวผักแพวที่ปลูกใหม่จะเริ่มเอ็งเหง้าที่'opป็นลำต้นใหม่ข้างหลังปลูกราวๆ 1 เดือน รวมทั้งสามารถเริ่มเก็บยอ'opดได้ประมาณเดือนที่ 3 ซึ่งการเก็บpoยอดบางทีอาจใช้มีดตัดหรือใช้มือเด็ด ความย'opาวที่เด็ดโดยประมาณ 15-2'po0 เซนติเมตร โดยให้'opเหลือลำต้นไว้jytruilkสำหรับแตกเหง้าใหม่ใบใบผักแพวเป็นuilใบโดดเดี่ยว'po' แตกออกบริเวณข้อของลำต้'opนดาวเรือง โยมีกาบที่ต่อกับก้านใบห่อเหio;นือบริเวณข้อ ก้านใบมีหูใpo'opบทั้งยัง 2 ข้'poาง และpoก็สั้นประมาณpo' 0.5-1 เซนติเมตร ใบมีลักษณะเรียวยาว โคนใบแคบ กึ่งกลางใบกว้าง และปลายใบแหลม ใบยาวราว 7-10 ซม. กว้างสุดรอบๆกลางใบประมาณ 1.5-2.5 ซม. แopละก็หลังจากนั้นจึงopนชัดเจน opและก็มีเส้นใบแตกย่อ'opยเรียงเยื้องกันออกด้านข้างดอกดอกผักแพวออกเป็นช่อรอบๆส่วนยอดของลำต้น ดอกมีขนาดเล็ก ดอกตูมมีสีม่วงแดง ดอกหลังบานใหม่ๆจะมีสีขาวอมม่วง ดอกบานเต็มกำลังจะมีสีขาว

14

ขายพลูคาว มะแว้งเครือ รสรวมทั้งคุณประโยชน์ัาีyedddddkmในหนังสือเรียนยา ผล รสเจ็บร้าวเปรี้ยว ผลสดโขลกผสมเกลือนิดหน่อย อมหรือจิi;i;บแก้ไอ แก้เจ็บคอ ขับเสมหะจำหน่ายพลูคาว ผลแห้ง ปรุltlงเป็นยาแก้ไอ ykบปัสสาวะ เจริญอาหาร ly;ykแก้เบykาหวาน ราก รสระทtl98uมใจเปรี้ยว แก้ไข้ykสันนิtlบาykต แก้น้ำลายเหนีuliuli;oยyk แก้i;ไอ กัดและก็ขัi;บเสลดi; ขับi;ykฉี่ ขับลม แก้เi;ลือดออกทวารหนัก i;วารเบา ต้น รสขมekyฝาดเปรี้yl;u;yยว แก้ท้อykงขึ้นท้องเฟ้ykอในหญิงlio;iมีท้องมะแว้งมี 2 ประเภท เป็นมะแว้งที่เป็นพุ่oi;io;i;rlkมไม้หรืi;อเป็นต้นๆulioliเรียกว่า “มะแว้งต้น” ส่วนต้นเป็นเถาเtlอยพิงพันกับต้นไtlol;ม้อื่นเรียกว่า “มะแว้งเครือyk” หรือ “มะแว้งเถาเครือi;” มีหนามตลอดต้น เก็บยาก แต่i;i;มะykแว้งเนี่ย ใบจะขายพลูคาวราวกับ;i;มะio;เขือ ดอกก็เสมือนมะเขือ ลูกมะแว้งทีแรกๆก็จะเขียวๆแtrไปจykะเป็นสีแดง ปลูกได้i;ไม่ยาก ใl7lห้ปุ๋ยขี้วัว ครั้งเดียว กินได้ตลอดi;ปีชื่อykวิทยาศาสykตร์ : Solanum trilobatum L.ตระกูล : Solanaceaeชื่ออื่น : มะแว้งเถา (จ.กรุงเทพฯ ) ดวงเดืluykluอนว้งเควีย (ตาi;ก)ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ไ;;op;orม้เถาเลื้อยพาดi;พัulนกับต้นไม้อื่น yukลำต้นกi;ลม สีเขียวเป็นเงาจำหน่ายพลูคาว มีหนามแหลมตามแขนงขายพลูคาว ใบ เป็นใบโดดy7kluเดี่ยว ออกเรียงสลับ สีเขียวเป็นมั;i;น แผ่นใบข้างi;างมีหtli;;นามตามเส้นใบ ดอก ออกเป็นช่อตามkyukซอกใบที่ปลายกิ่ง ดluuอกสีม่วง

Tags : ขายพลูคาว

15
อื่นๆ / งาดำ มีอีกทั้งของกิน
« เมื่อ: ตุลาคม 31, 2018, 05:48:22 AM »

งาดำ มีอีกทั้งอาหารที่ชาวต่างชาติรู้จักกันดีอยู่แล้ว ไปจนกระทั่งอาหารทั่วๆไปเว้นเสียแต่คำว่า 'สวัสดี' ที่ehgrkชาวไทยงาดำนิยjtyjyjใช้ในการ|ใช้สำtyjหรั'p'p[บการ|ใช้สำwgrehgtrjหรับเพื่อtyjyukiulการ|ใช้ในลัษณะของการ|tyjtyjใช้luilo;เพื่อการ|ใช้เiuluiluiluiพื่อสำหรับกาethrthร|ใช้เพื่อสำหรับในกesagrthาร|ใrjyuktyjtyyช้สำหรับในการ}กล่าวkyukyulทักเวลาเจอหน้ากันแล้ว ยังมีอีuukyukayl;oiu;ก 1 คำที่ในสายตาของชาrjykuykhjวต่าytjงประเทศคิดว่า uางโอกาสuilใช้แทนกันด้วยซ้ำ เป็นคำว่าiul 'กินอะไรมาหรือยัyuktyjtง' แปuilลว่iuliulาคนประเทศไทยให้ความสำคัญuilกับการiuyliluเป็yukนลำดับต้uykyukนๆซึ่งในปergrtjระเทศไทยมีร้านอาhrthjyหารให้เลือกเยอะแยะ แม้กระนั้นจะมีวิyukธีอย่างไuilรล่ะ ที่จะรู้ได้ว่iulาร้านไหนขyukองกินอร่yukอtuyukluilยl/ไม่อร่อย CNN รutiะบุว่าtlutil อย่าวินิจฉัยrfkyutyluiจากเมนู uiluilการตกแต่งร้านค้าl หรือราคา แม้liuระuyukilนั้นให้yukiuluiวิuilนิuio;uilจyuฉัยจากจำนวนyukคนที่อtrjyukyuยู่ในร้านค้าและก็kyukความ;oยาวi;oขอi;งแถวห;io;io;น้าkyio;ร้านต่างหากแล้วก็เoi;พื่อเoi;ป็นการร่วoi;มฉลyukองให้กับyukkjyulkuiliuของกินไทยที่เป็นที่รู้จักrhtdhดัtykyงไป;ioiooi;ทั่วทั้งโลก;oi ทาง CdkjyukNN ก็เลยไio;ด้ehกระทำเrthก็บรวบรวม 40 เมนูอาหารไทย ที่สามารถพูดได้ว่า.. liulถ้าเoi;ดมิได้กิoiรับiulประทานจำเป็นต้องเสียดาย โดyukย;มีทั้งยังyukอาหารuilที่ชiuาวต่างชาติuilรู้จักกันดีอยู่แล้iuliulว ไปจนoi;oi;tyjกระทั่งอาหารio;ทั่วไyio;ukป มาดูกันดีกว่าyuค่ะหมักซี่โoi;ครงหมูด้วยซekyอสหอยนางtyรม ซีอิ๊วขาว เกลือ ผงแoiต่งรส แล้วก็น้ำตาล คลุiulกเคล้าให้เข้ากันyukใyukส่พริกไทยรวมทั้tkรากผักชีบด หมักทิ้tjtyงเอาไykuว้จนกระuilทั่งเครื่องปรุงซึมขาดทุนซี่io;โครงหมูตั้งกระท'poะ ใส่น้ำมั'poนให้ท่วม คopอยให้น้ำมันเดือดแล้วนำuykกระเทียมลงไปทอด ทอดจyuyulนเหrtjutyลืองกรykอบ แล้วตักขึ้นมาพักtykjไว้นำกระดูกซี่tyjโครo;งงาดำหมูที่io;หมักไว้ลงไปทอด ทอดใkyสุก หากชyuio;iokอบแห้งๆก็ทอ;oiดให้uilนlาน;oiขึ้นโดยใช้ไฟอ่อนถึงปoiานกลาง เluiสร็luilจแuilละก็นำขึ้นใส่จาน โ;oi;รยoi;ด้วยกระเทียมเจีoiu;ย;oiวตีไข่ไoiก่ใส่oi;ลงไปใuiluilนจานชามผofgluiสม io;และก็ตามด้วยหมูบก oi;แครอทหั่นเ;ต๋า พริกแดง แล้วก็ต้นห;oอมซอก;oiซอยปรุงรสงาดำด้วยkuykเครื่yองปรุงที่ซองบะuilหมี่กึ่งสำเร็uilจรูปให้มาuilเลือกuiป็นรสต้มยำบuilะหมี่ครึ่งหนึ่งงาดำสำเร็;จรูปที่ลวกมาแล้วใส่ลoi;งไปตีกับไข่ คลุกเคล้าuluilให้uiluilเข้ากันตั้งกระทะใส่น้ำมัluilนให้ร้อน เทไข่ใsgrehgtrhrtส่ลงไปทอดให้สุกทั้งสอiliuงtyjykuyuด้hานเสร็จแล้วใส่klyulkuจานเสิร์ฟในทันที

หน้า: [1] 2 3 ... 12