แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - watamon

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1

โรความดันโลหิตสูง (Hypertension)

  • โรคความคันโลหิตสูง เป็นอย่างไร ความดันเลือดสูง ความดันเลือดเป็นแรงดันเลือด ที่เกิดขึ้นจากหัวใจ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย การวัดความดันโลหิตสามารถทำโดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือหลากหลายประเภท แม้กระนั้นประเภทที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป อย่างเช่น เครื่องตวงความดันโลหิตมาตรฐานจำพวกปรอท เครื่องตวงความดันโลหิตดิจิตอลชนิดอัตโนมัติ ค่าของความดันโลหิตมีหน่วยเป็น มิลลิเมตรปรอท จะมี ๒ ค่า ๑ ความดันตัวบน (ซีสโตลิก) เป็นแรงดันเลือด ขณะหัวใจห้องด้านล่างซ้ายบีบตัว  ๒ ความดันตัวล่าง (ไดแอสโตลิก) เป็นแรงดันเลือดขณะหัวใจห้องด้านล่างซ้ายคลายตัว  ระดับความดันโลหิตที่ถือว่าสูงนั้น จะมีค่าความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท

    โดยเหตุนั้นโรคความดันเลือดสูง ก็เลยหมายความว่าโรคหรือภาวะที่แรงดันเลือดในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐานขึ้นอยู่กับกรรมวิธีการวัด โดยถ้าวัดที่สถานพยาบาล ค่าความดันเลือดตัวบนสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 140 มม. ปรอท(มม.ปรอท, MMhg) และก็/หรือความดันเลือดตัวล่างสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 90 มิลลิเมตรปรอท อย่างน้อย 2 ครั้ง แต่ถ้าเกิดเป็นการวัดความดันเองที่บ้านค่าความดันโลหิตตัวบนสูงขึ้นยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 135 มิลลิเมตรปรอทและ/หรือความดันโลหิตตัวล่างสูงกว่าหรือพอๆกับ 85 มม.ปรอทเป็นต้น ดังตารางที่ 1




     


    SBP


    DBP




    Office or clinic
    24-hour
    Day
    Night
    Home


    140
    125-130
    130-135
    120
    130-135


    90
    80
    85
    70
    85




    หมายเหตุ SBP=systolic blood pressure, DBP=diastolic blood pressure
    ปี 2556ชาวไทยมีอาการป่วยเป็นโรคความดันเลือดเกือบ 11 ล้านคน เสียชีวิต 5,165 คน แล้วก็พบเจ็บป่วยราย ใหม่เพิ่มเกือบจะ 1 แสนคน จำนวนร้อยละ 50 ไม่รู้ตัวเนื่องจากไม่เคยตรวจสุขภาพ ในกรุ๊ปที่เจ็บป่วยแล้วพบว่ามีเพียงแต่ 1 ใน 4 ที่ควบคุมความดันได้ ที่เหลือยังมีพฤติกรรมน่าห่วงองค์การอนามัยโลกแถลงการณ์ว่า โรคความดันเลือดสูงเป็น 1 ในปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้พลเมืองอายุสั้น ทั่วโลกมีผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 1,000 ล้านคน เสียชีวิตปี ละเกือบจะ 8 ล้านคน เฉลี่ยประมาณนาทีละ 15 คน โดย 1 ใน 3 พบในวัย คนแก่รวมทั้งคาดว่า ในปีพ.ศ.2568 ราษฎรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกจะป่วยด้วยโรคนี้เพิ่ม 1,560 ล้านคน

  • สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง ความดันเลือดสูงแบ่งประเภทและชนิดตามสาเหตุการเกิด แบ่งได้ 2 จำพวก เป็น
  • ความดันโลหิตสูงชนิดไม่เคยทราบต้นเหตุ (primary or essential hypertension) พบได้ราวๆร้อยละ95 ของจำนวนคนแก่โรคความดันเลือดสูงทั้งปวงส่วนมากพบในคนที่แก่ 60 ปีขึ้นไปรวมทั้งพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ปัจจุบันนี้ยังไม่รู้จักสาเหตุที่กระจ่างแต่ว่าอย่างไร ตามคณะกรรมการร่วมแห่งชาติด้านการประเมินและรักษาโรคความดันโลหิตสูง ของสหรัฐฯ พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวโยงรวมทั้งส่งเสริมให้กำเนิดโรคความดันโลหิตสูง อาทิเช่น พันธุกรรมความอ้วน การมีไขมันในเลือดสูงการกินอาหารที่มีรสเค็มจัดแจงไม่ออกกำลังกาย การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์การสูบยาสูบความตึงเครียดอายุรวมทั้งมีประวัติครอบครัวเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจและก็เส้นโลหิตซึ่งความดันโลหิตสูงประเภทไม่เคยรู้ต้นเหตุนี้คือปัญหาสำคัญที่จำต้องให้การวินิจฉัยรักษาแล้วก็ควบคุมโรคให้ได้อย่างมีคุณภาพ
  • ความดันเลือดสูงจำพวกรู้ต้นเหตุ(secondary hypertension) ได้น้อยราวร้อยละ5-10 จำนวนมากมีสาเหตุเกิดขึ้นจากการมีพยาธิภาวะของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายโดยจะส่งผลนำมาซึ่งการก่อให้เกิดแรงดันเลือดสูงส่วนมาก อาจเกิดพยาธิภาวะที่ไตต่อมหมวกไตโรคหรือความแตกต่างจากปกติของระบบประสาทความผิดแปลกของฮอร์โมนโรคของต่อมไร้ท่อร่วมโรคครรภ์เป็นพิษการเจ็บของหัวยา แล้วก็สารเคมีเป็นต้น ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อได้รับการดูแลและรักษาที่ต้นเหตุระดับความดันเลือดจะน้อยลงปกติรวมทั้งสามารถรักษาให้หายได้


ฉะนั้นก็เลยสรุปได้ว่า โรคความดันเลือดสูงจำนวนมากจะไม่มีปัจจัย การควบคุมระดับความดันเลือดได้ดี จะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อน และการเสียชีวิตจากโรคระบบหัวใจ และก็เส้นเลือดลงได้

  • อาการโรคความดันเลือดสูง ความสำคัญของโรคความดันโลหิตสูงคือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และที่เป็นโรคเรื้อรังที่ร้ายแรง (ถ้าไม่สามารถที่จะควบคุมโรคได้) แต่ว่ามักไม่มีอาการ หมอบางท่านจึงเรียกโรคความดันโลหิตสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของอาการจากโรคความดันโลหิตสูง เป็นอาการจากผลกระทบ เช่น จากโรคหัวใจ และก็จากโรคเส้นโลหิตในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ดังเช่น อาการจากโรคเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นต้นเหตุ ตัวอย่างเช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง


อาการรวมทั้งอาการแสดงที่พบได้ทั่วไป ผู้ป่วยที่มีความดันเลือดสูงเล็กน้อยหรือปานกลางไม่เจออาการแสดงชี้เฉพาะที่แสดงว่ามีภาวการณ์ความดันเลือดสูงส่วนมาก การวินิจฉัยมักพบได้จากการที่ผู้ป่วยมาตรวจตามนัดหมายหรือพบมากร่วมกับที่มาของอาการอื่นซึ่งไม่ใช่ความดันโลหิตสูง สำหรับคนไข้ที่มีระดับความดันเลือดสูงมากหรือสูงในระดับร้ายแรงแล้วก็เป็นมานานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ยังไม่เคยได้รับการรักษาหรือรักษาแม้กระนั้นไม่สม่ำเสมอหรือเปล่าได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมพบมากมีลักษณะอาการ ดังต่อไปนี้

  • ปวดศีรษะพบได้บ่อยในคนป่วยที่หรูหราความดันโลหิตสูงร้ายแรง โดยลักษณะของอาการปวดศีรษะมักปวด ที่รอบๆกำดันโดยเฉพาะเวลาตื่นนอนในตอนเช้าต่อมาอาการจะค่อยๆดีขึ้นจนหายไปเองภายในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็อาจเจอมีลักษณะอาการคลื่นไส้อาเจียนตาฝ้ามัวด้วยโดยพบว่าอาการปวดหัวเกิด จากมีการเพิ่มแรงกดดันในกะโหลกศีรษะมากมายในตอนระยะเวลาหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้วเพราะว่าในเวลากลางคืนขณะกำลังหลับศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองจะลดการกระตุ้น จึงทำให้มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ส่งผลทำให้เส้นโลหิตทั่ว ร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองขยายขนาดมากเพิ่มขึ้นจึงเพิ่มแรงกดดันในกะโหลกศีรษะ
  • เวียนหัว (dizziness) เจอเกิดร่วมกับลักษณะของการปวดศีรษะ
  • เลือดกา เดาไหล(epistaxis)
  • เหนื่อยหอบขณะทา งานหรืออาการหอบนอนราบไม่ได้แสดงถึงการมีภาวการณ์หัวใจห้องด้านล่างซ้ายล้มเหลว
  • อาการอื่นๆที่อาจพบร่วมอย่างเช่นอาการเจ็บหน้าอกสมาคมกับภาวการณ์กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากการมีเส้นเลือดหัวใจตีบหรือจากการมีกล้ามเนื้อหัวใจหนามากจากภาวการณ์ความดันโลหิตสูงที่เป็นมานานๆ


ด้วยเหตุนั้นถ้าหากมีสภาวะความดันเลือดสูงอยู่เป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆก็เลยอาจมีผลต่ออวัยวะที่สำคัญต่างๆของร่างกายทำให้เกิดความเสื่อมถอยสภาพถูกทำลายแล้วก็บางทีอาจเกิดภาวะสอดแทรกตามมาได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง ในผู้เจ็บป่วยโรคความดันเลือดสูงบางรายบางทีอาจไม่เจอมีลักษณะอาการหรืออาการแสดงใดๆรวมทั้งบางรายบางทีอาจ เจออาการแสดงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะต่างๆได้ดังต่อไปนี้

  • สมองความดัน โลหิตสูงจะทา ให้ผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองมีลักษณะดกตัวรวมทั้งแข็งด้านในหลอดเลือดตีบแคบรูของเส้นโลหิตแดงแคบลงทา ให้การไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงสมองลดลงรวมทั้งขาดเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้เกิดสภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วครั้งชั่วคราวคนเจ็บที่มีภาวการณ์ความดันเลือดสูงจึงได้โอกาสกำเนิดโรคเส้นโลหิตสมอง (stroke) ได้มากกว่า บุคคลปกติ


นอกเหนือจากนั้นยังเป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนที่ฝาผนังเซลล์สมองทา ให้เซลล์สมองบวมผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการไม่ดีเหมือนปกติของระบบประสาทการรับทราบความทรงจำลดน้อยลงและบางทีอาจรุนแรงเสียชีวิตได้ ซึ่งเป็นสาเหตุการตายถึงจำนวนร้อยละ50 และก็มีผลทำให้คนที่มีชีวิตรอดเกิดความพิการตามมา

  • หัวใจ ระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรังจะส่งผลทา ให้ฝาผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจครึ้มตัวขึ้นจำนวนเลือดเลี้ยงหัวใจลดลงหัวใจห้องข้างล่างซ้ายทำงานมากมาขึ้น จำเป็นต้องบีบตัวเพิ่มขึ้นเพื่อต่อต้านแรงกดดันเลือดในเส้นโลหิตแดงที่เพิ่มขึ้นด้วยเหตุดังกล่าว ในระยะเริ่มต้นกล้ามเนื้อหัวใจจะปรับพฤติกรรมจากสภาวะความดันโลหิตสูงโดยหัวใจบีบตัวมากขึ้น เพื่อสามารถต้านทานกับแรงต้านทานที่มากยิ่งขึ้นรวมทั้งมีการขยายตัวทำให้เพิ่มความครึ้มของผนังหัวใจห้องข้างล่างซ้ายส่งผลให้เกิดสภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายโต (left ventricular hypertrophy) แม้ยังไม่ได้รับการดูแลรักษาและเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถขยายตัวได้อีก จะทำให้การทำงานของหัวใจไม่มี
ประสิทธิภาพเกิดภาวะหัวใจวายกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวรวมทั้งเสียชีวิตได้

  • ไต ระดับความดันโลหิตเรื้อรังมีผลส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงไตดกตัวรวมทั้งแข็งขึ้น เส้นโลหิตตีบแคบลงทำให้หลอดเลือดแดงเสื่อมจากการไหลเวียนของจำนวนเลือดไปเลี้ยงไตน้อยลงสมรรถนะการกรองของเสียต่ำลงแล้วก็ทา ให้มีการคั่งของเสียไตสลายตัว รวมทั้งเสียหน้าที่เกิดภาวะไตวายและได้โอกาสเสียชีวิตได้ มีการศึกษาพบว่าผู้เจ็บป่วยโรคความดันเลือดสูงประมาณจำนวนร้อยละ10 มักเสียชีวิตด้วยภาวะไตวาย
  • ตา คนป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงร้ายแรงและเรื้อรังจะก่อให้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฝาผนังเส้นโลหิตที่ตาดกตัวขึ้นมีแรงดัน ในเส้นเลือดสูงมากขึ้นมีการเปลี่ยนของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตาตีบลงเส้นเลือดฝอยตีบแคบอย่างเร็วมีการหดเกร็งเฉพาะที่อาจมีเลือดออกที่จอตาทำให้มีการบวมของจอภาพนัตย์ตา หรือหน้าจอประสาทตาบวม (papilledema) ทำให้การมองเห็นลดน้อยลงมีจุดบอดบางจุดที่ลานสายตา (scotomata) ตามัวแล้วก็มีโอกาสตาบอดได้
  • หลอดเลือดภายในร่างกาย ความดันโลหิตสูงจากแรงต้านทานเส้นเลือดส่วนปลายมากขึ้นผนังหลอดเลือดครึ้มตัวจากเซลล์กล้ามเนื้อเรียบถูกกระตุ้น ให้ก้าวหน้ามากขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีไขมัน ไปเกาะฝาผนังเส้นเลือดทำให้เส้นโลหิตแดงแข็ง (artherosclerosis) มีการเปลี่ยนของฝาผนังเส้นเลือดหนารวมทั้งตีบแคบการไหลเวียนของโลหิตไป เลี้ยงสมองหัวใจไตรวมทั้งตาลดลงทา ให้เกิดภาวะสอดแทรกของอวัยวะดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นตามมาไดแก้โรคหัวใจแล้วก็
เส้นโลหิตโรคเส้นเลือดสมองแล้วก็ไตวายฯลฯ

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้มีการเกิดโรคความดันเลือด ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง เช่น กรรมพันธุ์ ช่องทางมีความดันเลือดสูง จะสูงขึ้นเมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ โรคเบาหวาน เนื่องจากนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอักเสบ ตีบแคบของหลอดเลือดต่างๆแล้วก็เส้นโลหิตไต โรคอ้วน รวมทั้งน้ำหนักตัวเกิน เนื่องจากว่าเป็นสาเหตุสำคัญของเบาหวาน แล้วก็โรคเส้นเลือดต่างๆตีบจากสภาวะไขมันเกาะฝาผนังหลอดเลือด โรคไตเรื้อรัง ด้วยเหตุว่าจะส่งผลถึงการผลิตเอ็นไซม์รวมทั้งฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิตดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว โรคนอนหลับแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea) ดูดบุหรี่ เนื่องจากพิษในควันบุหรี่นำไปสู่การอักเสบ แคบของเส้นโลหิตต่าง และเส้นโลหิตไต รวมทั้งหลอดเลือดหัวใจ การติดสุรา ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดถึงกลไกว่าเพราะเหตุใดดื่มสุราแล้วจึงเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดความดันเลือดสูง แม้กระนั้นการเรียนรู้ต่างๆให้ผลตรงกันว่า คนที่ติดเหล้า จะส่งผลให้หัวใจเต้นแรงกว่าธรรมดา และก็ได้โอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึงประมาณ 50%ของผู้ติดสุราทั้งผอง กินอาหารเค็มเป็นประจำ ตลอด ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว ขาดการบริหารร่างกาย เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคเบาหวาน ผลกระทบจากยาบางชนิด ตัวอย่างเช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์
  • กระบวนการรักษาโรคความดันเลือดสูง การวินิจฉัยโรคความดันเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูงวินิจฉัยจากการที่มีความดันโลหิตสูงตลอดระยะเวลา ซึ่งตรวจพบต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งควรห่างกัน 1 เดือน อย่างไรก็แล้วแต่หากตรวจเจอว่าความดันโลหิตสูงมาก (ความดันตัวบนสูงขึ้นมากยิ่งกว่า 180 mmHg หรือ ความดันตัวล่างสูงกว่า 110 mmHg) หรือมีความผิดธรรมดาของรูปแบบการทำงานของอวัยวะจากผลของ   ความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ก็นับว่าวิเคราะห์เป็นโรคความดันเลือดสูง และก็ต้องรีบได้รับการดูแลรักษา หมอวินิจฉัยโรค   ความดันเลือดสูงได้จาก ประวัติอาการ เรื่องราวเจ็บป่วยอีกทั้งในอดีตและก็เดี๋ยวนี้ ประวัติการรับประทาน/ใช้ยา การวัดความดันโลหิต (ควรวัดที่บ้านร่วมด้วยถ้าเกิดมีเครื่องมือ เนื่องจากครั้งคราวค่าที่วัดพอดีโรงพยาบาลสูงกว่าค่าที่วัดถึงที่เหมาะบ้าน) เมื่อวิเคราะห์ว่าเป็นความดันโลหิตสูง ควรจะตรวจร่างกาย และส่งไปทำการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อหาปัจจัย หรือปัจจัยเสี่ยง นอกเหนือจากนี้ จำเป็นที่จะต้องตรวจค้นผลพวงของความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะต่างๆยกตัวอย่างเช่น หัวใจ ตา และก็ไต ดังเช่น ตรวจเลือดมองค่าน้ำตาลรวมทั้งไขมันในเลือด ดูลักษณะการทำงานของไต และก็ค่าเกลือแร่ภายในร่างกาย ตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจดูรูปแบบการทำงานของหัวใจ รวมทั้งเอกซเรย์ปอด ทั้งนี้การตรวจเพิ่มต่างๆจะขึ้นอยู่กับอาการคนไข้ และก็ดุลยพินิจของหมอแค่นั้น
สมาคมความดันเลือดสูงที่ประเทศไทย ได้แบ่งระดับความรุนแรงของความดันโลหิตสูง ดังต่อไปนี้




ระดับความรุนแรง


ความดันโลหิตตัวบน


ความดันโลหิตตัวล่าง




ความดันโลหิตปกติ
ระยะก่อนความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2


น้อยกว่า 120 และ
120 – 139/หรือ
140 – 159/หรือ
มากกว่า 160/หรือ


น้อยกว่า 80
80 – 89
90 – 99
มากกว่า 100




หมายเหตุ : หน่วยวัดความดันโลหิตเป็น มิลลิเมตรปรอท
ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรจะควบคุมระดับความดันเลือดให้ต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทแล้วก็ใน ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงควรควบคุมระดับความดันโลหิตให้น้อยกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท แล้วก็ลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำหรับในการเกิดโรคหัวใจแล้วก็เส้นโลหิตปกป้องความพิกลพิการและลดการเกิดสภาวะแทรกซ้อมต่ออวัยวะเป้าหมายที่สำคัญของร่างกายยกตัวอย่างเช่นสมองหัวใจไตและก็ตารวมทั้งอวัยวะสำคัญอื่นๆซึ่งสำหรับการรักษาและก็ควบคุมระดับความดันโลหิตให้เข้าขั้นธรรมดาประกอบด้วย 2 วิธีคือการดูแลรักษาใช้ยาและการดูแลและรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือวิธีการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำรงชีวิต
การดูแลรักษาโดยวิธีการใช้ยา  (pharmacologic treatment) จุดมุ่งหมายในการลดระดับความดันโลหิตโดยการใช้ยาคือการควบคุมระดับความดันโลหิตให้ลดต่ำลงยิ่งกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท โดยลดแรงต้านของเส้นโลหิตส่วนปลายและเพิ่มปริมาณเลือดที่ออกมาจากหัวใจการเลือกใช้ยา ในคนเจ็บโรคความดันโลหิตสูงก็เลยขึ้นกับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละรายรวมทั้งควรพิเคราะห์ปัจจัยต่างๆดังเช่นความรุนแรงของระดับความดันโลหิตปัจจัยเสี่ยงต่ออวัยวะสำคัญ โรคที่มีอยู่เดิมสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงอื่นๆซึ่งยาที่ใช้เพื่อการรักษาสภาวะความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งได้เป็น 7 กรุ๊ปดังนี้
ยาขับเยี่ยว  (diuretics) เป็นกลุ่มยาที่นิยมใช้ในคนเจ็บที่มีการทำงานของไตและหัวใจผิดปกติ ยากลุ่มนี้ได้แก่ ฟูโรซีมายด์ (furosemide) สไปโรโนแลคโตน(spironolactone) เมทลาโซน (metolazone)
ยาต้านเบต้า (beta adrenergic receptor blockers) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยรวมกับเบต้าอดรีเนอร์จิกรีเซฟเตอร์  (beta adrenergic receptors) อยู่ที่ศีรษะดวงใจแล้วก็เส้นเลือดแดงเพื่อยับยั้งการตอบสนองต่อประสาทซิมพาธิว่ากล่าวกลดอัตราการเต้นของหัวใจทำให้หัวใจเต้นช้าลงแล้วก็ความดันเลือดลดลง ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ โพรพาโนลอล (propanolol)หรืออะทีโนลอล (atenolol)
ยาที่ออกฤทธิ์ปิดกั้นตัวรับแองจิโอเทนซินทู (angiotensin II receptorblockersARBs) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดโดยไม่ทำให้ระดับของเบรดดีไคนินเพิ่มขึ้นยากลุ่มนี้ อาทิเช่น แคนเดซาแทน  (candesartan), โลซาแทน (losartan) ฯลฯ
ยาต่อต้านแคลเซียม (calcium antagonists) ยากลุ่มนี้ยับยั้งการเขยื้อนเข้าของประจุแคลเซียมในเซลล์ทำให้กล้ามฝาผนังหลอดเลือดคลายตัวอาจส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ดังเช่นว่า ยาเวอราปาไม่วล์   (verapamil) หรือเนฟเฟดิปีนป่าย (nifedipine)
ยาต้านทานอัลฟาวันอดรีเนอร์จิก (alpha I-adrenergic blockers) ยามีฤทธิ์ต่อต้านโพสไซแนปติเตียนกอัลฟาวันรีเซฟเตอร์ (postsynaptic alpha 1-receptors) รวมทั้งออกฤทธิ์ขยายเส้นโลหิตส่วนปลายทำให้เส้นโลหิตขยายตัว ยาในกลุ่มนี้ตัวอย่างเช่น พราโซซีน prazosin) หรือดอกซาโซซีน (doxazosin)
ยาที่ยั้งไม่ให้มีการสร้างแองจิโอเทนสินทู (angiotensin II convertingenzyme ACE inhibitors)ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยการยังยั้งแองจิโอเทนสินสำหรับเพื่อการแปลงแองจิโอเทนสินวันเป็นแองจิโอเทนสินทูซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ยาในกลุ่มนี้ได้แก่อีท้องนาลาพริล (enalapril)
ยาขยายเส้นเลือด (vasodilators) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกล้ามเรียบที่อยู่บริเวณเส้นโลหิตแดงทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและก็ยาต้านทางในฝาผนังหลอดเลือดส่วนปลาย ยาในกลุ่มนี้อาทิเช่นไฮดราลาซีน (hydralazine), ไฮโดรคลอไรด์ (hydrochloride), ลาเบลทาลอล (labetalol)
การดูแลรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิต (lifestylemodification)  เป็นการกระทำสุขภาพที่จะต้องปฏิบัติบ่อยๆเป็นประจำเพื่อลดความดันโลหิต และคุ้มครองปกป้องภาวะแทรกซ้อนกับอวัยวะสำคัญคนไข้โรคความดันเลือดสูงทุกราย ควรจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำเนินชีวิตพร้อมกันไปกับการดูแลและรักษาด้วยยา คนป่วยควรจะมีการกระทำผลักดันสุขภาพที่แข็งแรง ดังต่อไปนี้ การควบคุมของกินและก็ควบคุมน้ำหนักตัว  การจำกัดอาหารที่มีเกลือโซเดียม  การบริหารร่างกาย การงดดูดบุหรี่ การลดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์  การจัดการกับความเคร่งเครียด

  • การติดต่อของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่เกิดจาก สภาวะแรงดันเลือดในเส้นโลหิตสูงกว่าค่ามาตรฐาน ฉะนั้นโรคความดันโลหิตสูงก็เลยเป็นโรคที่ไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คน
  • การกระทำตนเมื่อเป็นโรคความดันเลือดสูง เปลี่ยนพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค
  • การลดหุ่นในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน องค์การอนามัยโลกชี้แนะว่าในตอนแรกควรลดน้ำหนัก ขั้นต่ำ 5 กิโลกรัม ในคนไข้ความดันเลือดสูง ที่มีน้ำหนักเกิน
  • การลดจำนวนโซเดียม (เกลือ) ในของกิน ลดโซเดียมในอาหาร เหลือวันละ 0.5 – 2.3 กรัม หรือ เกลือโซเดียมคลอไรด์ 1.2 – 5.8 กรัม
  • ลดจำนวนแอลกอฮอล์ หรือจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่กำเนิด 20 – 30 กรัมต่อวันในผู้ชาย หรือ 10 – 20 กรัม ในเพศหญิง


จากการเล่าเรียนอาหารสำหรับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงพวกเราชอบได้ยินชื่อ DASH (Dietary Approaches to stop Hypertension) เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ รวมทั้งสินค้านมไขมันต่ำ ร่วมกับการลดปริมาณไขมัน รวมทั้งไขมันอิ่มตัวในอาหาร
ตารางแสดงตัวอย่างของกิน DASH diet/ต่อวัน ได้พลังงาน 2100 กิโลแคลอรี่




หมวดอาหาร


ตัวอย่างอาหารในแต่ละส่วน




ผัก


ผักดิบประมาณ 1 ถ้วยตวง
ผักสุกประมาณ ½ ถ้วยตวง




ผลไม้


มะม่วง ½ ผล ส้ม 1 ลูก เงาะ 6 ผล กล้วยน้ำว้า 1 ผล แตงโม 10 ชิ้น
ฝรั่ง 1 ผลเล็ก มังคุด 1 ผลเล็ก




นม

  • นมพร่องมันเนย
  • นมครบส่วน




 
1 กล่อง (240 ซีซี)
1 กล่อง (240 ซีซี)




ไขมัน
ปลาและสัตว์ปีก


น้ำมัน 5 ซีซี เนย/มาการีน 5 กรัม
ปริมาณ 30 กรัม (ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)




แป้ง,ข้าว,ธัญพืช


ขนมปัง 1 แผ่น ข้าวสวย 1 ทัพพี




 
 
บริหารร่างกาย การบริหารร่างกายสำหรับคนที่มีความดันเลือดสูง ควรจะบริหารร่างกายแบบแอโรบิค (แบบใช้ออกสิเจน)หมายถึงการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่งของกล้ามมัดใหญ่ๆซึ่งเป็นการใช้ออกซิเจนสำหรับในการให้พลังงาน จะได้ประโยชน์ต่อระบบหัวใจแบะเส้นเลือด เช่น เดิน วิ่ง ว่าย ปั่นรถจักรยาน ฯลฯ ซึ่งการออกกกำลังกายควรปฏิบัติวันแล้ววันเล่า ขั้นต่ำวันละ 30 นาที ถ้าเกิดว่าไม่มีข้อกำหนด
                บริหารผ่อนคลายความเคลียด การจัดการเครียดน้อยลงในชีวิตประจำวัน ตามหลักเหตุผลและก็หลักจิตวิทยามีอยู่ 2 แนวทาง
-              อุตสาหะหลีกเลี่ยงเรื่องหรือสภาพที่จะกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความเคร่งเครียดมากมาย
-              ควบคุมปฏิกิริยาของตนเอง ต่อสิ่งที่รู้สึกทำให้พวกเราเครียด
กินยาและรับการดูแลและรักษาตลอด กินยาตามหมอสั่งสม่ำเสมอไม่ขาดยา แล้วก็เจอหมอตามนัดหมายทุกครั้ง ไม่สมควรหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนยาด้วยตัวเอง สำหรับคนเจ็บที่ทานยาขับปัสสาวะ ควรรับประทานส้มหรือกล้วยบ่อยๆ เพื่อทดแทนโปแตสเซียมที่สูญเสียไปในเยี่ยวรีบเจอหมอข้างใน 1 วัน หรือ ฉุกเฉิน มีลักษณะอาการดังต่อไปนี้  ปวดหัวมากมาย อ่อนล้าอย่างมากกว่าธรรมดามาก เท้าบวม (อาการโรคหัวใจล้มเหลว) เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลม (อาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งต้องพบแพทย์รีบด่วน) แขน โคนขาแรง พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว คลื่นไส้ อาเจียน (อาการจากโรคเส้นเลือดสมอง ซึ่งต้องพบหมอรีบด่วน)

  • การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคความดันเลือดสูง สิ่งจำเป็นที่สุดที่จะคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคความดันเลือดสูง เป็นการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประเด็นการกิน การบริหารร่างกายโดย


-              ควรจะควบคุมน้ำหนัก
-              กินอาหารที่มีสาระ ครบอีกทั้ง 5 หมู่ ในปริมาณที่สมควร เพิ่มผักผลไม้ในมื้อของกินประเภทไม่หวานมากให้มากมายๆ
-              ออกกำลังกาย โดยออกเป็นเวลายาวนานกว่า 30 นาที และออกเกือบทุกวัน
-              ลดปริมาณเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์
-              พักให้พอเพียง
-              รักษาสุขภาพจิต รวมทั้งอารมณ์
-              ตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งรวมทั้งตรวจวัดความดันเลือด เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี จากนั้นตรวจสุขภาพบ่อยครั้งตามแพทย์ แล้วก็พยาบาลเสนอแนะ
-              ลดอาหารเค็ม หรือโซเดียมคลอไรด์ น้อยกว่า 6 กรัม ต่อวัน) ทานอาหารจำพวกผัก รวมทั้งผลไม้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
คำแนะนำสำหรับการลดการบริโภคเกลือแล้วก็โซเดียม :-
เลือกซื้อผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์ที่สดใหม่แทนวิธีการสำหรับเลือกซื้ออาหารกระป๋อง ผักดองและอาหารสำเร็จรูป
แม้จำเป็นต้องเลือกซื้ออาหารบรรจุกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปควรอ่านฉลากของกินทุกครั้ง แล้วก็เลือกสินค้าที่มีจำนวนโซเดียมต่ำหรือน้อย (สำหรับพลเมืองทั่วๆไปควรบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา หรือน้อยกว่า 6 กรัมต่อวัน) ล้างผักและก็เนื้อสัตว์ที่ใช้เตรียมอาหารให้สะอาด เพื่อชะล้างเกลือออก ลดการใช้เกลือและก็เครื่องปรุงรส หันมาใช้เครื่องเทศรวมทั้งสมุนไพรที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ ดังเช่น หัวหอม กระเทียม ขิง พริกไทย มะนาว ผงกระหยี แทนไม่วางภาชนะหรือขวดใส่เกลือและก็เครื่องปรุงรสต่างๆอาทิเช่น ซอส  ซีอิ๊วขาวและน้ำปลาไว้บนโต๊ะอาหารทุกมื้อชิมอาหารก่อนรับประทาน ฝึกฝนการกินอาหารที่มีรสชาติพอเหมาะ ไม่เค็มจัดหรือหวานจัด ทำอาหาร

2

ขายกระชายดำสุดยอดสมุนไพรไทย
ขายส่งกระชายดำ ถิ่นกำเนินจะอยู่บริเวณในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และก็ สามารถเจอกระชายดำ ที่มีจำนวนไม่น้อยนั้นจะในรอบๆประเทศมาเล รวมทั้งเกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว อินโดคำพูดน และก็ไทยซึ่งจะมี อยู่ครึ้มแนนมากรวมทั้งยังมีการกระจายจำพวกของ ขายกระชายดำไปทั่วในเอเชียเขตร้อน อย่างเช่นจีนตอนใต้ ประเทศอินเดีย รวมทั้งประเทศพม่า
สำหรับเมืองไทยกระชายดำ ได้เป็นสมุนไพร ที่นิยมใช้กันมากไม่น้อยเลยทีเดียวก็เลยได้เริ่มปลูกขายกระชายดำ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเลื่อยๆใน จังหวัดต่างๆตัวอย่างเช่น เลย ตาก จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดอื่นๆของภาคเหนือ
ขายกระชายดำ นั้นเป็นประโยชน์รวมทั้งคุณประโยชน์ เยอะมากรวมทั้งยังช่วยรักษาโรคต่างๆได้หลายประเภท
คุณประโยชน์แล้วก็ผลดีทั้งหมดทั้งปวงของ{การขายกระชายดำ
สมุนไพรกระชายดำ มักใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอความแก่ลง คนรุ่นก่อนมีความเชื่อว่าเมื่อนำ กระชายดำ ไปปลุกเสกจะมีคุณทางคงกระพัน
คนสมัยก่อนจะใช้กระชายดำ ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยเพิ่มความสามารถทางเพศ แก้กามตายเส้นด้าย(เสื่อมสมรรถนะทางเพศ) โดยการใช้ เหง้าหรือท่อนหัวของ กระชายดำ ผสมกับสมุนไพรอื่นๆเอามาดอกสุราเพื่อใช้เป็นยาชูกำลัง
รับผลิตกระชายดำกระชายดำสามารถบำรุงธาตุในร่างกายเจริญ ช่วยกระตุ้นระบบประสาท บำรุงประสาท ทำให้ร่างกายสดชื่น
ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ในตอนค่ำ ทำให้นอนสะบาย
ช่วยทำนุบำรุงหัวใจ ช่วยจยายหลอดเลือดหัวใจ แก้โรคหัวใจ ช่วยบำรุงรักษาเลือด (บำรุงเลือด)
ส่วนประกอบสำคัญ
 

ผงกระชายดำ
ขายกระชายดำ ขายส่งกระชายดำ จำหน่ายกระชายดำ
แคปซูลกระชายดำ รับผลิตกระชายดำ
กระชายดำ เป็นยาอายุวัฒนะที่ได้รับความนิยมกว้างใหญ่
ทั้งยังลูกค้าแล้วก็ในวงการแพทย์แผนไทย ได้มีสาระดังนี้
บำรุงหัวใจ ชูกำลัง ขยายหลอดเลือดในหัวใจ แก้ปวดมวลท้อง ขับปัสวะ ลดอาการปวดเมื่อยล้า เพิ่มฮอร์โมนให้แก่ผู้ชาย
เพิ่มสมรรถภาพทางเพศให้แก่ท่านชายได้อย่างดีเยี่ยม
เหมาะสำหรับผู้ชายที่อยากได้ต้องการกลับมาเป็นหนุ่มอีกที
ขายส่งกระชายดำ มีคุณประโยชน์ บำรุงร่างกาย ชูกำลัง
แก้จุกเสียด แก้ปวดท้อง ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว
ในเพศชาย กระชายดำช่วยทำนุบำรุงฮอร์โมนเพศ เพิ่มความสามารถ
ทางเพศ ช่วยทำให้อวัยวะแข็งนานขึ้น และในผู้หญิง
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษาอาการมดลูกพิการ มดลูกหย่อน
ปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศ นอกเหนือจากนั้นกระชายดำยังช่วยกระตุ้น
ระบบประสาท ช่วยให้นอนหลับเจริญขึ้น แก้โรคบิด ขับฉี่
และก็ช่วยรักษาอาการขัดเบา ช่วยขับพิษในร่างกาย และยังช่วย
รักษาโรคเกี่ยวกับช่องท้อง เนื่องจากมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียในไส้ได้
แคปซูลกระชายดำช่วยทำให้อวัยวะเพศชายแข็งได้ง่ายและก็บ่อยมากขึ้น มีช่วงเวลาสำหรับในการแข็งนาขึ้น แล้วก็สำหรับคนที่มิได้มีปัญหาดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วก็สามารถกินเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงขึ้นได้
นอกเหนือจากที่จะแคปซูลกระชายดำชูกำลังของ เพศชายแล้ว กระชายดำยังช่วยบำรุงรักษาโหลิตสตรี(บำรุงเลือดสตรี)
ช่วยแก้อาการตกขาวของเพศหญิง
ช่วยขับระดู ช่วยให้ระดูที่มาผิดปกติ กลับมาปกติ
ช่วยแก้โรคมดลูกพิการ มดลูกย่อนยานได้ โดยการนำเหง้าหรือหัวของ สมุนไพรกระชายดำ มาตำและสผมกับเหล้าขาว แล้วเอามาดื่ม
ช่วยขับพิษในร่างกาย
แก้อาการมือเท้าเย็น
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษา อาการเหน็บชา
ช่วยรักษาอาการปวดตามข้อ
ช่วยรักษาโรคเก๊า
สมุนไพรอื่นๆ
เจียวกู่หลานคุณประโยชน์แพทย์แผนจีนใช้ส่วนเหนือดินหรือใบเป็นยาแก้อักเสบแก้ไอ ขับเสมหะแก้หลอดลมอักเสบประเภทเรื้อรัง แพทย์แผนไทยใช้ส่วนที่เป็นก้านตากแห้งบดละเอียดด้วยเหมือนกันแก้เมื่อยล้า แก้แผลอักเสบ ช่วยให้ไม่อ่อนเพลียง่าย แคปซูลกระชายดำเจียวกู่หลาน ในเจียวกู่หลานมีสารจีแพนโนไซด์ (Gypenoside) ที่ออกฤทธิ์คล้ายกับจินเซนโนไซด์ พบได้ในโสม จึงทำให้มีคุณประโยชน์ในตำราเรียนยาแผนโบราณ คือ ช่วยบำรุงร่างกาย ชูกำลัง ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ รวมทั้งใช้ขับเสลด แก้ไอ แก้อักเสบ ทุเลาลักษณะของการปวดกระดูก ส่วนเจียวกู่หลานในการขายส่งกระชายดำหมอแผนปัจจุบันมีคุณประโยชน์ ลดไขมันและคลอเรสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงสำหรับเพื่อการกำเนิดโรคหัวใจ ปรับความสมดุลของระบบเลือด ลดระดับความดันโลหิต ควบคุมน้ำตาลในเลือด ปกป้องเบาหวาน ต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องความเสื่อมของเซลล์ต่างๆภายในร่างกายรับผลิตกระชายดำ[/url]อีกทั้งยังเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ปกป้องรักษาตับ ปกป้องโรคความจำไม่ดี ต้านทานเซลล์ของมะเร็ง ป้องกันการเกิดสภาวะอุดตันของเส้นโลหิตในสมองได้ขายส่งกระชายดำ
สรรพคุณชาเชียว

  • ชาเขียว มีส่วนสำหรับเพื่อการรักษาโรคปวดศีรษะไปจนกระทั่งโรคเศร้าใจได้อย่างดีเยี่ยม โดยประเทศจีนได้มีการใช้ชาเขียวสำหรับเพื่อการรักษาโรคต่างๆมาเป็นเวลามากยิ่งกว่า 4,000 ปีมาแล้ว
  • มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยสำหรับเพื่อการขับสารพิษ และก็ช่วยขับเหงื่อในร่างกาย
  • ช่วยแก้อาการเมามาย ทั้งยังยังทำให้สร่างเมาได้เป็นอย่างดีรับผลิตกระชายดำ
  • มีส่วนช่วยสำหรับการนำไปสู่การเจริญของกิน มีส่วนช่วยสำหรับการเพิ่มแบคทีเรียประเภทดีในไส้ ก็เลยมีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการล้างสารพิษและช่วยกำจัดพิษในลำไส้ได้
  • ช่วยคุ้มครองการเกิดลิ่มเลือดในร่างกาย
  • แคปซูลกระชายดำป้องกันตับจากพิษต่างๆรวมถึงโรคชนิดอื่นๆซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับตับได้
  • มีฤทธิ์สำหรับในการต้านทานอาการอักเสบ ต่อต้านจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งเชื้อไวรัส และช่วยต้านเชื้อ Botulinus และก็เชื่อ Staphylococcus
  • มีส่วนช่วยในการขับฉี่ และช่วยคุ้มครองปกป้องนิ่วในถุงน้ำดีและก็ในไต
  • ช่วยสำหรับในการห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลได้ช้าลง
  • มีส่วนช่วยสำหรับในการคุ้มครองปกป้องโรคข้ออักเสบรูมาติก ซึ่งเป็นโรคที่มีลักษณะอาการอักเสบบวมแดง มีผลทำให้ปวดเมื่อตามกล้ามและข้อต่อ โดยอาการลักษณะนี้ชอบกำเนิดกับวัยกลางคนขายส่งกระชายดำ
  • ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟเผา แล้วก็ช่วยทุเลาอาการผื่นผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย ใช้เป็นยากันยุง และแก้ผิวร้อนแห้งได้เป็นอย่างดี
  • มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการนำมาซึ่งการคลายอารมณ์อารมณ์ ช่วยระบายความร้อนที่เกิดกับศีรษะและก็เบ้าตา ก็เลยทำให้ตาสว่าง ไม่ง่วงงุน แถมยังทำให้หายใจสดชื่นได้อีกด้วยรับผลิตกระชายดำ
  • ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย และก็ท้องบิดได้อย่างดีเยี่ยม
  • มีส่วนช่วยสำหรับการแก้อาการกระหายน้ำ ช่วยสำหรับในการระบายความร้อนให้ออกจากปอด แถมยังช่วยขับเสมหะได้อีกด้วย


Tags : ขายส่งกระชายดำ,รับผลิตกระชายดำ

3

สมุนไพรตะขบควาย
ตะขบควาย Flacourtia jangomas (Lour.) Raeusch.
บางถิ่นเรียก ตะขบควาย (ภาคกลาง) กือลุก (มลายู-จังหวัดปัตตานี) ครบ (ปัตตานี) มะเกว๋นควาย(ภาคเหนือ)
  ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก ผลัดใบ สูง 5-10(-14) ม. ต้นอ่อนมีหนาม เมื่อแก่เกลี้ยง เปลือกสีน้ำตาลอ่อนถึงสีทองแดง หรือ สีเหลืองอมชมพู ล่อนออกเป็นแผ่นบางๆตามกิ่งอ่อนมีจุดสีขาวๆจำนวนไม่น้อยเป็นช่องที่มีไว้สำหรับระบายอากาศ ใบ คนเดียว ออกเวียนสลับ รูปไข่ค่อนข้างแคบ ถึงรูปไข่ปนขอบขนาน กว้าง 3-4 ซม. ยาว 7-10 ซม. ปลายใบเรียวยาว ที่ปลายสุดทื่อ โคนใบกลม หรือ แหลม ขอบใบจักตื้นๆเนื้อใบออกจะบาง ใบอ่อนออกสีชมพู หรือ สีน้ำตาลอ่อน ด้านล่างสีอ่อนกว่า เกลี้ยง ด้านบนเป็นเงา ก้านใบยาว 6-8 มิลลิเมตร มีขน หรือ ขนบางครั้งอาจจะหลุดร่วงไปเมื่อแก่ ดอก มีกลิ่นหอมหวนเหมือนน้ำผึ้ง ออกเป็นช่อตามง่ามใบ สมุนไพส แต่ละช่อมีดอกจำนวนน้อย เป็นดอกแยกเพศ  ดอกเพศผู้ ช่อยาว 1.5-3 ซม. ก้านดอกเล็ก ยาว 0.5-1 ซม. กลีบดอก 4(-5) กลีบ รูปไข่ ปลายมน ยาวราว 7 มิลลิเมตร สีออกเขียว มีขนทั้งสองด้าน ขอบกลีบมีขนหนาแน่น ฐานดอกมีเนื้อ ขอบเรียบหรือจักบางส่วน สีขาว หรือ เหลือง เกสรเพศผู้มีเยอะๆ ถ้าหากเกสรสะอาด ดอกเพศเมีย ช่อยาว 1-1.5 เซนติเมตร กลีบเหมือนดอกเพศผู้ รังไข่รูปคนโฑ ข้างในมี 4-6 ช่อง มีไข่ช่องละ 2 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียมีเท่ากับจำนวนช่อง แต่ละก้านปลายแยกเป็นสองแฉกแล้วก็ม้วน ผล ค่อนข้ากลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2.5 ซม. มีก้านเกสรเพศเมียติดอยู่กับปลายผล สีแดงอมน้ำตาลอ่อน หรือ ม่วง เมื่อแก่เป็นสีดำ เนื้อสีเหลืองอมเขียว มีเม็ด 4-5 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: คาดการณ์ว่ามีบ้านเกิดเมืองนอนจากประเทศอินเดีย มีปลูกตามสวนทั่วๆไป
คุณประโยชน์ : ราก เปลือกรากตำพอกแผล รวมทั้งผิวหนังอักเสบ ต้น น้ำสุกเปลือกกินเป็นยาแก้อาการเปลี่ยนไปจากปกติของท่อน้ำดี บำรุงธาตุ และก็บำรุงร่างกาย ใบ น้ำต้มใบเป็นยาฝาดสมานแก้ท้องเดิน ขับเหงื่อ ขับประจำเดือนและให้สตรีกินหลังการคลอดลูก นอกจากนั้นให้สีเขียวขี้ม้า ใช้ย้อมผ้าไหมก้าวหน้า ผล รับประทานแก้อาการไม่ปกติของท่อน้ำดี แต่ถ้าเกิดรับประทานมากๆอาจจะส่งผลให้แท้งลูกได้เช่นเดียวกับน้ำสุกใบ

4

สมุนไพรรักทะเล
รักทะเล Scaevola taccada (Gaertn.) Roxb.
บางถิ่นเรียกว่า รักทะเล (ชุมพร) บงบ๊ง (มลายู-ภูเก็ต) บ่งบง (ภาคใต้) โหรา (ตราด)  ไม้พุ่ม หรือ ไม้ต้น ขนาดเล็ก ใบ เดี่ยว ออกเวียนสลับ มีใบหนาแน่นตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับ หรือ รูปช้อน กว้าง 5-10 ซม. ยาว 12-15 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย โคนใบสอบเรียว ปลายใบกลม ขอบใบเรียบ หยักเล็กน้อย หรือ หยักลึก ดอก ออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามง่ามใบ ยาว 2-4 ซม. มีดอกจำนวนน้อย ก้านช่อยาว 0.5-1 ซม. ใบประดับมีขนาดเล็กรูปสามเหลี่ยมค่อนข้างยาว ดอกยาวประมาณ 2 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอดเล็ก ๆ ยาว 2-5 มม. ปลายแยกเป็นแฉกรูปยาวแคบ 5 แฉก หลอดกลีบเลี้ยงเชื่อมกับรังไข่ กลีบดอก 5 กลีบเชื่อมกันเป็นหลอด สีขาว หรือ เหลืองอ่อน มีลายเส้นสีม่วงอ่อน สมุนไพร ด้านบนของหลอดดอกมีรอยผ่าลึก ทำให้กลีบดอกทั้ง 5 เบี้ยวลงไปอยู่ทางด้านล่าง ภายในหลอดมีขนหนาแน่น ขอบกลีบเป็นเส้นฝอย ๆ เกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านเกสรไม่ติดกัน รังไข่ 1 อัน ภายในมี 1-2 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ 1 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียรูปทรงกระบอก โคนก้านมีขน ปลายเกสรมีเยื่อรูปถ้วยคลุมอยู่ขอบเยื่อคลุมมีขน ผล รูปกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 ซม. เกลี้ยง เมื่อสุกสีขาวนวล เปลือกชั้นในที่หุ้มเมล็ดค่อนข้างแข็ง ภายในมี 1-2 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามชายฝั่งทะเลที่เป็นทราย หรือ หิน ยกเว้นตามป่าชายเลน
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มราก กินแก้พิษ จากการกินปูหรือปลาที่มีพิษ ใบ ใช้สูบได้เหมือนใบยาสูบ  น้ำต้มใบ กินเป็นยาช่วยย่อย ตำพอกแก้ปวดบวมและแก้ปวดศีรษะ

Tags : สมุนไพร

5

สมุนไพรแขม
แขม Saccharum arundinaceum Retz.
บางถิ่นเรียก แขม (ทั่วๆไป) ตะโป (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) แตร๊ง (เขมร-สุรินทร์) ปง (ภาคเหนือ)
ไม้ล้มลุก ประเภทหญ้า ขึ้นเป็นกอขนาดใหญ่ ลำต้นสูงได้ถึง 3 ม. กว่า เส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 2.5 ซม. ใบ รูปยาว ปลายเรียว กว้าง 2.5-5 ซม. ยาวราว 1.5 ม. ขอบใบหยาบ เส้นกลางใบสีขาว กาบใบยาวถึง 40 ซม. ผิวเรียบ สะอาด ลิ้นใบขอบเป็นเยื่อตื้นๆขอบเป็นขนแข็ง สะอาด ดอก ออกเป็นช่อใหญ่ ยาว 0.3-1 ม. แตกกิ่งก้านสาขามาก ไม่มีขน หรือตามกิ่งเล็กๆอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีขนวาวเหมือนเส้นไหม ช่อดอกย่อย (spikelet) มีขนยาวสีขาวเป็นเงาปกคลุมช่อดอกย่อยออกเป็นคู่ ช่อหนึ่งมีก้าน อีกช่อหนึ่งไม่มีก้าน กาบช่อดอกย่อยยาวพอๆกับช่อดอกย่อย กาบดอกสั้นกว่า บาง [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] เกสรเพศผู้มี 3 อัน รังไข่สะอาด ก้านเกสรเพศเมียมี 2 เส้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นขน โผล่ข้างๆ สีม่วงแดง

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามริมฝั่งน้ำทั่วๆไป
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มกินเป็นยาเย็น ขับปัสสาวะ รวมทั้งแก้โรคผิวหนังบางประเภท ต้น ต้มน้ำดื่มเอ็งฝี หนอง

6

สมุนไพรตังหน
ตังหน Calophyllum tetrapterum Miq. Var. tetrapterum Stevens ตังหน (ภาคใต้)
ไม้ต้น สูง 10-30 มัธยม ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นกลม หรือ รูปเจดีย์ต่ำๆกิ่งอ่อน สีน้ำตาลผสมเทา ลำต้นเปลาตรง เปลือกหนา สีน้ำตาลปนเทา เรียบ หรือ แตกเป็นร่องลึก เป็นสะเก็ดใหญ่ๆน้ำยางสีเหลืองใส ข้น กิ่งมักจะเป็นสี่เหลี่ยม แบนน้อย ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปรีถึงรูปไข่กลับ กว้าง 1.6-5.2 ซม. ยาว 3.7-13.5 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบของใบออกจะหนากว่าส่วนอื่น รวมทั้งมีสีจาง เส้นใบตรง ขนาน และถี่ชิดกันมากมาย ก้านใบยาว 8-15 มม. ข้างบนเป็นร่อง [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอก สีขาว ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ ช่อหนึ่งๆมีราว 5-9 ดอก ใบประดับประดาหล่นง่าย ก้านดอกยาว 0.5-2 ซม. หมดจด มีกลีบรวม 4 หรือ 8 กลีบ กลีบรวมคู่นอกรูปไข่ถึงรูปรีกว้าง กว้าง 2-4 มม. ยาว 2.5-5 มิลลิเมตร รอบๆด้านนอกใกล้ปลายกลีบ มักมีผิวเป็นตุ่มๆหรือ มีขนบางส่วน กลีบรวมที่อยู่ภายในรูปรีถึงรูปรางน้ำ กว้าง 1.5-3.5 มม. ยาว 3.5-8.5 มม. เกสรเพศผู้มีหลายชิ้น ผล รูปรีถึงกลม กว้าง 5-12 มม. ยาว 6.5-16 มิลลิเมตร ปลายผลแหลมหรือกลม เมื่อแห้งจะออกสีเทา หรือน้ำตาลอ่อน ผลอ่อนผิวเหี่ยวย่น ผลเมื่อแก่ผิวเรียบและก็กลีบรวมจะหลุดตกไป ผิวผลเมื่อแห้งจะบางเปราะ มีเมล็ดเดียว

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดงดิบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และก็ภาคใต้ของเมืองไทย ความสูง 200-600 มัธยม
สรรพคุณ : แพทย์พื้นเมืองบางที่ใช้ ใบรวมทั้งเปลือกต้ม ผสมกับตัวยาอันอื่นรับประทานแก้ไข้จับสั่น

Tags : สมุนไพร

7

มังคุด
มังคุด Garcinia mangostana L. มังคุด (ทั่วไป)
       ต้นไม้ สูง 10-20 ม. ทรงพุ่มไม้เป็นรูปเจดีย์ มีน้ำยางสีเหลือง ใบ ผู้เดียว ออกตรงกันข้าม รูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม หรือ เป็นติ่ง โคนใบมนหรือแหลม ขอบของใบเรียบ เนื้อใบหนา สีเขียวเข้มวาว เส้นใบไม่น้อยเลยทีเดียว ก้านใบอ้วน ยาว 18-20 มิลลิเมตร สมุนไพร ดอก ออกโดดเดี่ยวๆหรือเป็นคู่ตามปลายกิ่ง ดอกเมื่อบานกว้างราว 5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ครึ้ม งอเป็นกระพุ้งติดทนจนเป็นแผล กลีบมี 4 กลีบ สีออกเหลือง ขอบกลีบสีชมพู เกสรเพศผู้มีจำนวนไม่น้อย ก้านเกสรเล็ก โคนก้านแบน หรืออาจจะเชื่อมชิดกันเล็กน้อย อับเรณูไข่ปนขอบขนาน มี 2 พู รังไข่รูปไข่ ผิวเรียบ มี 5-8 ช่อง เกสรเพศเมีย ไม่มีก้าน ผล กลม เปลือกสีม่วง ครึ้ม มียางเหลือง ที่ปลายผลมียอดเกสรเพศเมียติดอยู่ แยกเป็น 4-7 แฉก ที่ขั้วผลมีกลีบเลี้ยง 4 กลีบติดอยู่ ด้านในมีเนื้อสีขาว 4-7 กลีบ รสหวาน เมล็ดมีเพียงแต่ 0-3 เมล็ด จำนวนมากเม็ดลีบ

นิเวศน์วิทยา
: ปลูกกันมากมายทางภาคใต้ แล้วก็ภาคตะวันออกเฉียงใต้ เป็นไม้ที่โตช้า ส่วนถิ่นกำเนิดนั้นยังไม่เคยรู้กระจ่าง
คุณประโยชน์ : ต้น ทุกส่วนของต้นเป็นยาฝาดสมานโดยเฉพาะอย่างยิ่งผล ยางจากต้นเป็นยาถ่ายอย่างรุนแรง น้ำสุกจากเปลือกต้นและใบเป็นยาฝาดสมานอมบ้วนปากแก้แผลในปากรวมทั้งลดไข้ ผล เป็นผลไม้เรืองร้อนที่มีรสชาติดีเยี่ยมที่สุด เปลือกผล เปลือกผลแห้งใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสีย แก้บิด ทางเท้าฉี่อักเสบเรื้อรัง ลดไข้  น้ำสุกเปลือกผล ใช้เป็นยากลั้วคอ รักษาแผลในปากและก็ชำระล้างแผล มีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้เกิดหนองแล้วก็ต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง รวมทั้งลดการอักเสบ ได้มีการปรับปรุงยาในรูปครีมผสมสารบริสุทธิ์ ที่แยกได้จากเปลือกผล เพื่อใช้รักษาแผลที่เป็นหนอง แล้วก็สิวซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการตำหนิดเชื้อ ตลอดจนใช้ลดร่องรอยด่างดำบนบริเวณใบหน้าด้วย

8

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรพะวาใบใหญ่[/url][/size][/b]
พะวาใบใหญ่ Garcinia vilersiana Pierre
บางถิ่นเรียกว่า พะวาใบใหญ่ (ชลบุรี เมืองจันท์) ไข่ตะไข้ ตะบอก (เมืองจันท์) จำพูด (ภาคกึ่งกลาง) ปราโฮด (เขมร-สุรินทร์) ปะหูด (ตะวันออกเฉียงเหนือ มะบอก (ภาคกึ่งกลาง ภาคใต้) ส้มปอง ส้มม่วง (เมืองจันท์)
ไม้ต้น สูง 12-15 มัธยม เปลือกสีออกดำ ค่อนข้างจะหยาบ มีน้ำยางสีเหลือง ใบ ลำพัง ออกตรงกันข้าม รูปขอบขนาน หรือ ขอบขนานปนรี กว้าง 6-12 เซนติเมตร ยาว 15-37 ซม. โคนใบมน หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือ เป็นคลื่น ม้วนลงบางส่วน เนื้อใบหนาเหมือนแผ่นหนัง ข้างบนเป็นเงา เส้นใบเรียงไม่บ่อยนักกันแล้วก็เห็นไม่ชัด ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. มีรอยย่นตามทางขวาง ดอก ดอกเพศผู้ หรือดอกบริบูรณ์เพศออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ สมุนไพร  แกนช่อเป็นเกล็ดและก็มีขนละเอียด ก้านดอกย่อยเป็นสี่เหลี่ยม ยาว 1-1.5 ซม. มีขน กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 มม. งอเป็นกระพุ้ง ขอบมีขน กลีบดอกไม้มี 4 กลีบ ค่อนข้างจะกลม หนา กว้าง 6-7 มม. ยาว 8-5 มิลลิเมตร งอเป็นกระพุ้ง ดอกเพศผู้ เกสรเพศเมียไม่มีก้าน ยอดเกสรเพศเมียมี 6 พู ผล กลม กว้างราวๆ 3 ซม. ยาวราว 4 ซม. สุกสีเหลือง นุ่ม มี 3-5 เมล็ด
นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นใกล้ลำห้วย เจอทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และก็ภาคใต้
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้น ตำผสมแอลกอฮอล์ลงไปนิดหน่อย เป็นยาพอกแก้เคล็ดขัดยอด และก็แผลอักเสบเรื้อรัง

Tags : สมุนไพร

9

สมุนไพรโพกริ่ง
โพกริ่ง Hernandia nymphaeifolia (Presl) Kubitzki
บางถิ่นเรียกว่า โพกริ่งโกงพะเหม่า (สุราษฎร์) โปง (กระบี่)
      ไม้ต้น สูง 10-20 ม.เปลือกสีเทาวาว ไม่มีหูใบ ใบ ลำพัง ออกเวียนสลับ รูปไข่กว้าง 9-28 ซม. ยาว 12-33 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบกลม ตัด หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบ ขนหมดจด ด้านบนวาว เส้นใบมี 5-9 เส้น ก้านใบยาว 6-20 ซม. ชิดกับแผ่นใบแบบใบบัว แม้กระนั้นค่อนข้างจะมาทางโคนใบ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color] ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบใกล้ยอด หรือ ที่ยอด ช่อดอกยาว (รวมก้านดอก) 20-30 ซม. ขนละเอียดปกคลุม มีใบเสริมแต่งและใบตกแต่งย่อยติดทน มีทั้งยังดอกเพศผู้แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่ในช่อเดียวกัน ดอกจะติดเป็นกลุ่มๆละ 3 ดอก ดอกเพศภรรยาอยู่ตรงกลาง มีดอกเพศผู้อยู่ขนาบข้าง ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ มีขนละเอียดปกคลุมข้างนอก สีออกเขียวหรือออกน้ำตาล กลีบดอกมี 4 กลีบ สีขาว เกสรเพศผู้เป็นหมัน 4 อัน รูปกลม สีเหลืองอมส้ม รังไข่มีช่องเดียว ก้านเกสรเพศเมียยาวโดยประมาณ 3 มม. สีชมพู ก้านดอกสั้น มีฐานรองรับเป็นรูปถ้วย หรือ รูประฆัง เมื่อดอกได้รับการผสมฐานนี้จะโตขึ้น ดอกเพศผู้ กลีบเลี้ยงมี 3 กลีบ กลีบดอก 3 กลีบ ลักษณะก็จะคล้ายดอกเพศภรรยา แม้กระนั้นเล็กมากยิ่งกว่าน้อย เกสรเพศผู้มี 3 อัน อยู่ตรงกันข้ามกับกลีบเลี้ยง ก้านเกสรเพศผู้มีต่อม 2 ต่อมติดอยู่กับโคน อับเรณูมี 2 ช่อง ผล กลม หรือ รี กว้างราว 20 มิลลิเมตร ยาวราวๆ 25 มิลลิเมตร มีใบประดับประดาสีเขียวใสติดอยู่ เมื่อแก่จะแตกที่ปลาย เมล็ด ค่อนข้างจะกลม มีเนื้อเหมือนฟองน้ำห่อหุ้มอยู่

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นตามหาดทราย เจอทางภาคใต้ของไทย
สรรพคุณ : ราก ใช้เคี้ยวรับประทานแก้พิษบางชนิด ดังเช่นว่า พิษจากการกินปู หรือ ปลาที่เป็นพิษ ต้น ยางที่ใช้เป็นยาถูผิวหนังเพื่อกำจัดขน น้ำสุกเปลือกกินเป็นยาถ่าย ใบ ใบอ่อนรับประทานเป็นยาถ่าย เม็ด กินเป็นยาถ่าย แม้กระนั้นน้ำมันที่สกัดได้จากเม็ดเป็นพิษ

Tags : สมุนไพร

10

สมุนไพรต้นหญ้านกเค้า
ต้นหญ้านกเค้า Leucas aspera (Willd.) Link
บางถิ่นเรียกว่า ต้นหญ้านกเค้า (เชียงใหม่) ผักหัวโต ต้นหญ้าหัวโต (จังหวัดราชบุรี)
      ไม้ล้มลุก อายุปีเดียว สูง 30-60 ซม. แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นและก็กิ่งเป็นสี่เหลี่ยม มีขนยาวตั้ง ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปใบหอกแกมรูปแถบ หรือรูปใบหอกแคบ กว้าง 0.8-1 เซนติเมตร ยาว 4-6 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบของใบจะห่างๆมีขนครึ้มนแน่นทั้งสองด้าน ตามเส้นกิ้งก้าน สมุนไพร ใบด้านล่างมีขนยาวขึ้นอยู่กับห่างๆก้านใบ 0.5-1 เซนติเมตร มีขน ดอก ออกเป็นกระจุกที่ยอด หรือที่ปลายกิ่ง หนาแน่นมาก ลักษณะเป็นหัวกลมๆเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2.5 ซม. ริ้วตกแต่งรูปใบหอกแคบ ยาว 8-10 มม. ขอบมีขน กลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเป็นหลอด ยาว 8-10 มม. มีขน มีสันตามแนวยาว 10 สัน มีแฉกแหลมตรง 10 แฉก แฉกที่อยู่ข้างหลังยาวที่สุด กลีบยาว 15-16 มิลลิเมตร โคนกลีบเชื่อมชิดกันเป็นหลอด มีวงแหวนอยู่รอบๆกึ่งกลางกลีบ ปลายกลีบแยกเป็นปาก ปากบนยาว 2 มิลลิเมตร งอเป็นกระพุ้ง มีขนคล้ายกำมะหยี่ปกคลุมหนาแน่น ปากล่างยาว 6 มม. มี 3 หยัก หยักกึ่งกลางใหญ่ หยักข้าง 2 หยัก เล็กมาก มีขนสั้นกระจาย เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็น 2 คู่ คู่บนก้านเกสรสั้นกว่าคู่ล่าง เกสรทั้งผองอยู่ในกระพุ้งปากบนของกลีบดอกไม้ ผล แข็ง เล็ก รูปไข่ยาว 2.5 มม. ผิวเป็นตุ่มเล็กๆหรือ ออกจะเรียบ สีดำ

นิเวศน์วิทยา
: เป็นวัชพืชขึ้นดังที่รกร้าง ถูกใจขึ้นตามดินปนทรายที่ค่อนข้างจะแล้ง
สรรพคุณ : ต้น ยาชงดื่มเพื่อลดไข้แล้วก็ใช้ฆ่าแมลงบางประเภท  ใช้ภายนอกเป็นยาพอก หรือใช้น้ำจากต้น ทาแผล และก็โรคผิวหนังบางชนิด ใบ น้ำยางใช้แก้รังแค กำจัดเหา และก็แก้ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ดอก ยาชงใช้เป็นยาแก้ไอหวัดแล้วก็ลดไข้

Tags : สมุนไพร

11

สมุนไพรสาบแร้งสาบกา
สาบอีแร้งสาบกา Pogostemon auricularius (L.) Hassk.
ชื่อพ้อง Dysophylla auricularia (L.) Blume สาบนกแร้งสาบกา (สุราษฎร์)
ไม้ล้มลุก อายุปีเดียว สูง 30-70 เซนติเมตร ลำต้นคนเดียวตั้งชัน หรือ แตกกิ่งห่างๆมีขนเล็กน้อย ใบ ผู้เดียว ออกตรงข้าม รูปไข่แคบ หรือ รูปไข่ กว้าง 2-3 ซม. ยาว 4-6 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หรือ กลม ขอบของใบจะแบบฟันเลื่อยไม่บ่อยนักกัน เฉพาะขอบบริเวณโคนใบเรียบมีขนทั้งยังด้านบน แล้วก็ด้านล่าง เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 2-8 มิลลิเมตร มีขน สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อที่ยอดลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกยาว 4-7 ซม. ดอกขนาดเล็ก เป็นจำนวนมากอัดกันแน่นรอบแกนดอกตลอดช่อ มีขน ใบแต่งแต้มมีขนาดเล็ก รูปรีแคบ ตามขอบมีขนยาว กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันคล้ายรูประฆัง ยาว 1.2-1.5 มม. มีต่อมเป็นจุดๆปลายหยักแหลม 5 หยัก ขนาดเกือบจะเท่ากันเมื่อดอกเจริญวัยไปเป็นผล กลีบดอกไม้เชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็ก ตรงปลายหลอดแยกเป็นแฉกมนๆ4 แฉก มีขน เกสรเพศผู้มี 4 อัน ก้านเกสรมีขน ผล รูปรี เล็ก ผิวเป็นลายร่างแหถี่ๆ

นิเวศน์วิทยา
: เป็นวัชพืชขึ้นทั่วไป
คุณประโยชน์ : ต้น ตำผสมกับน้ำมะนาว เป็นยาพอกท้องเด็ก แก้เจ็บท้อง ท้องร่วง ขับพยาธิ ไตอักเสบ แก้ผื่นคัน น้ำต้มต้นใช้ทาถูกนวดแก้ปวด rheumatismแล้วก็ใช้ด้านนอกเป็นยาล้างแผล

14

สมุนไพรคำฝอย
ชื่อประจำถิ่นอื่น  ดอกคำฝอย (ภาคเหนือ) คำยอง (จังหวัดลำปาง) คำ (ทั่วๆไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Carthamus tinctorius L.
ชื่อตระกูล  COMPOSITAE
ชื่อสามัญ False saffron , Safflower , Saffron thistle.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) มีอายุราว 1 ปี สูงประมาณ 1-1.5 เมตร ลักษณะลำต้นเป็นสัน ผิวเนียน
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะใบรูปหอกแกมขอบขนาน ก้านใบสั้น ปลายใบแหลม ขอบใบมีหนามหยักเป็นซี่ฟัน กว้าง 2-4 ซม. ยาวราว 3-15 ซม. เส้นกิ้งก้านใบมองเห็นชัดเจน
ดอก เป็นกระจุกที่ปลายลำต้น ก้านดอกใหญ่ ผิวเนียน กลีบดอกไม้ช่วงแรกเหลือง ปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงเมื่อแห้ง
ผล ผลแห้ง ลักษณะเป็นรูปไข่กลับเบี้ยว ยาวราวๆ 5-8 ซม. มีสีขาวราวกับงวง ตรงปลายตัดมีสันอยู่ 4 สัน แล้วก็มีรยางค์ยาว 5 เซนติเมตร แล้วก็มีเกล็ดด้วย

นิเวศวิทยา
มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย สำหรับประเทศไทยได้เอามาปลูกเอาไว้ภายในภาคเหนือ
การปลูกแล้วก็แพร่พันธุ์
เจริญเติบโตได้ดิบได้ดีในดินที่ร่วนซุย  ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ รส รวมทั้งสรรพคคุณ
ดอก รสหวานร้อน ใช้เป็นยาระบาย ขับเหงื่อ ยับยั้งประสาท บำรุงเลือด ขับรอบเดือน รักษาอาการบวม แก้ไข้ข้างหลังคลอดลูก รักษาแผลพุพอง ยับยั้งอาการปวดในสตรีที่มีรอบเดือนมาไม่ดีเหมือนปกติ เป็นยาบำรุงสำหรับเป็นอัมพาต ใช้ลดน้ำหนักและไขมันในเส้นเลือดเกสร  รสหวานร้อน บำรุงเลือดแล้วก็น้ำเหลืองให้ปกติ แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
สมุนไพร เม็ด รสหวานร้อน เป็นยาระบาย ขับเยี่ยว ลดการอักเสบข้างหลังการคลอดลูก น้ำมันเม็ดคำฝอย รักษาลักษณะของการปวดเมื่อยล้าในโรคไขข้ออักเสบ รักษาแผล ทาปก้อัมพาต  ดอกแก่ รสหวานร้อน ใช้แต่งสีของกินให้มีสีเหลืองส้มในอาหารโดยสาร carthamin ในกลีบดอก และใช้ย้อมผ้าได้
วิธีใช้และก็ปริมาณที่ใช้

  • ขับเมนส์ บำรุงหัวใจ โดยใช้ดอกแห้ง 5 กรัม ชงเป็นน้ำชาดื่มก่อนกินอาหาร เช้าตรู่-เย็น บ่อยๆทุกวี่ทุกวัน
  • ลดไขมันในเลือด แล้วก็แก้เมื่อย โดยใช้น้ำมันจากเมล็ดใช้ปรุงเป็นของกิน และก็ทาแก้เมื่อย ไขข้ออักเสบ แล้วก็อัมพาต เป็นประจำ
ข้อควรจะทราบ
น้ำมันที่่ใช้ในการปรุงอาหารและก็ทานวด ควรจะเป็นน้ำมันที่่สกัดโดยไม่ใช้ความร้อน
ส่วนน้ำมันที่สกัดโดยใช้ความร้อน จะใช้ฉาบหนังไม้ให้เปียกน้ำ และใช้ผสมสีทาบ้านเรือน
สารสกัดจากดอกคำฝอยโดยใช้แอลกอฮอล์ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งยับยั้งเชื้อไวรัสได้

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ กุ้ง
« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2017, 11:21:08 AM »

กุ้ง
กุ้งเป็นชื่อเรียกสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย ชั้นเคดาโพดา (order Decapoda) มีหลายวงศ์ สัตว์เหล่านี้หายใจด้วยเหงือก ลำตัวยาว แบน หรือ กลม แบ่งเป็นปล้องๆเปลือกที่ห่อท่อนหัวและอกหุ้มลงมาถึงอกข้อที่ ๘ ส่วนมากกรีมีลักษณะแบนข้าง ก้ามที่ขาอยู่ที่ท่อนหัวรวมทั้งอก มี ๑๐ ขา พบได้ทั้งในน้ำจืด เช่น กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามเกลี้ยง รวมทั้งในน้ำเค็ม ได้แก่ กุ้งจุฬาดำ
กุ้งในประเทศไทย
กุ้งที่เจอในประเทศไทยมีมากจำพวก แต่ที่มีขนาดใหญ่และบริโภคกันทั่วไป ดังเช่น
๑.กุ้งก้ามกราม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium rosenbergii (de Man)
จัดอยู่ในวงศ์Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า giant freshwater prawn หรือ giant prawn กุ้งใหญ่ กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามคราม ก็เรียก เพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียซึ่งเรียกกันว่า กุ้งก้ามกราม
กุ้งจำพวกนี้เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาว ๑๕-๒๕ ซม. ลำตัวสีครามเข้มและจางสลับกันเป็นลายพาดขวางลำตัว ขาคู่ที่ ๒ เป็นขาก้ามขนาดใหญ่ สีน้ำเงินหรือสีฟ้าอมเหลือง ใช้ป้องกันตัว รวมทั้งกอดรัดตัวเมียในขณะผสมพันธุ์ ส่วนปลายของกรีเรียวงอน ฟันกรีด้านล่างมี ๘-๑๕  ซี่ มีกระเพาะอยู่ตรงกลางทางข้างบนใต้เปลือกหัว  ลำไส้ทอดตามสันหลังไปถึงหาง หัวใจอยู่ต่อจากส่วนท้ายของกระเพาะอาหารไปถึงส่วนท้ายของเปลือกหัว มีตับทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย  เรียก มันกุ้ง อยู่ทางส่วนหน้าบริเวณข้างๆของท่อนหัว  ตับมีไขมันประกอบอยู่มากลเป็นส่วนที่นิยมกินกันในหมู่คนไทย ตัวเมียที่พร้อมจะสืบพันธุ์ได้จะมีรังไข่สุกในบริเวณใจกลางของเปลือกหัว มีสีส้มหรือสีเหลือง พิจารณาได้ง่ายชาวบ้านเรียก แก้วกุ้ง กุ้งก้ามกรามรับประทานอีกทั้งสัตว์และก็พืชเป็นอาหาร ส่วนใหญ่เป็นหนอนน้ำต่างๆ รากพืช  ซากพืช  หาอาหารโดยการสูดดมและสัมผัส  แม้ไม่ได้กินอาหารจะกินกันเอง  กุ้งประเภทนี้ทำมาหากินตลอดทั้งวัน  แต่ว่าจะรวดเร็วมากกลางคืน  เหมือนเคยอาศัยอยู่ในแม่น้ำ  คลอง  หนอง  บ่อน้ำ ที่มีทา น้ำติดต่อกับสมุทร  ผสมพันธุ์แล้วก็ตกไข่รอบๆน้ำกร่อยปากแม่น้ำเมื่อตัวอ่อนโตพอก็จะว่ายกลับไปยังบริเวณแหล่งน้ำจืดชืด
๒. กุ้งก้ามเกลี้ยง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium sintangensis ( de Man )
จัดอยุ่ในวงศ์ Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า  Sunda  river prawn
กุ้งแม่น้ำขาแดง ก็เรียก กุ้งจำพวกนี้เป็นกุ้งน้ำจืด ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาวราว ๙ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลหรือสีฟ้าปนเขียว เปลือกหัวเรียบ กรีเรียวงอน  ฟันกรีด้านบนมี ๙-๑๓ ซี่ ด้านล่างมี ๒-๖ ซี่ ขาคู่ที่ ๒ มีขนาดใหญ่กว่า  โดยมีความยาวใกล้เคียงกับลำตัว และมีปื้นสีน้ำตาลกระจายอยู่เป็นหย่อมๆขอบภายในของโคนข้อที่ ๗ ของขาคู่นี้ทีตุ่ม ๒-๓ ตุ่ม ส่วนตัวผู้ที่โตเต็มวัยมีขนนุ่มคล้ายผ้ากำมะหยี่สีส้มปนแดง ปกคลุมรอบๆรอยต่อระหว่างปล้องต่างๆของขาคู่ที่ ๓, ๔ แล้วก็ ๕ เหมือนปกติอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง และก็แหล่งน้ำจืดชืดที่มีทางน้ำติดต่อกับสมุทร  ผสมพันธุ์แล้วก็วางไข่บริเวณน้ำกร่อยปากแม่น้ำ
๓.  กุ้งว่าวกุลาดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus monodon Fabricius
จัดอยู่ในวงศ์ Penaeidae
มีชื่อสามัญว่า tiger prawn  jumbo หรือ grass prawn
กุ้งจุฬาหรือ กุ้งแขกดำก็เรียก กุ้งชนิดนี้เป็นกุ้งทะเลขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายห่งยาวราว ๓๐ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลปนเขียวรวมทั้งมีแถบสีแก่กับสีจางพิงขวางตลอดลำตัว เปลือกหัวสะอาด ไม่มีขน  ฟันกรีด้านบนมี๗-๘  ซี่ ข้างล่างมี ๓ ซี่  ช่องข้างกรีทั้งคู่ด้านแคบและก็ยาวไม่ถึงฟันกรีซี่ท้ายที่สุด  เป็นกุ้งที่ตัวโต มักอยู่ภายในเขตพื้นที่ที่กระเป๋านทรายคละเคล้าโคลน  กินทั้งยังพืชรวมทั้งสัตว์เล็กๆในน้ำเป็นอาหาร  เมื่อโตเต็มที่จะย้ายถิ่นจากริมฝั่งไปยังทะเลลึก  ๒๐-๓๐ เมตร เพื่อผสมพันธุ์แล้วก็ตกไข่  ตัวอ่อนที่โตพอก็จะย้ายถิ่นมาหารับประทานยังชายฝั่ง
ผลดีทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “มันกุ้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในตำรับยาแผนโบราณหลายขนาน ตัวอย่างเช่น ยาขนานหนึ่งในหนังสือเรียนยาศิลาจารึกวัดราชโอรสาราม ให้ยาแก้โรคฝีดาษอันกำเนิดในเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ และก็เดือน ๑ เข้า “น้ำมันหัวกุ้ง” เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ขนานหนึ่งเอาน้ำลูกตำลึง น้ำมันงา น้ำมันหัวกุ้ง น้ำมันรากถั่วภูเขา เอาเท่าเทียมกัน พ่นฝีเพื่อเสลด  ให้ยอดขึ้นหนองสวยดีนัก

หน้า: [1] 2 3 ... 10