แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 12
1
อื่นๆ / สมุนไพรหญ้าพง
« เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2019, 10:04:35 PM »

สมุนไพรต้นหญ้าดง
ต้นหญ้าดง Sorghum halepense (L.) Pers.
บางถิ่นเรียกว่า ต้นหญ้าดง หญ้าปง (ภาคเหนือ) อ้อยลา (ไชยบาดาล)
 ไม้ล้มลุก -> ชนิดต้นหญ้า อายุยาวนานหลายปี ลำต้นสูง 50-150 เซนติเมตร แตกกิ่ง มักจะมีสีนวลขาว เหง้าใต้ดินสีขาว อาบน้ำ มีกาบหุ้ม ที่ข้อมีขนเป็นปุกปุย กาบห่อข้อที่โคนมีขน
ใบ -หญ้าพง> ใบแรกที่เกิดมักจะเป็นกาบสี่เหลี่ยมรูปยาวแคบ มีขน และตลบกลับไปข้างหลัง ยาวพอกับกาบของใบที่ 2 กาบใบสะอาด มีลายตามยาว ที่รอยต่อระหว่างใบรวมทั้งกาบมีลิ้นใบยาว 2.5-3.5 มม. บางๆเว้าแหว่งไม่เรียบร้อย ใบแบน กว้าง 8-25 มม. ยาว 30-70 ซม. ขอบใบมีขนสาก ที่โคนใบด้านบนมีขนเป็นกระจุก เส้นกลางใบสีออกขาวเห็นได้ชัด
ดอก -หญ้าพง> ออกที่ยอด เป็นช่อกระจัดกระจายโปร่งๆยาว 15-50 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขาแบออก มีขนสาก ตามง่ามมีขนละเอียด ช่อดอกย่อย (spikelet) สีเขียวอ่อน หรือสีม่วง เป็นมัน ติดเป็นคู่ๆตามแกนกลาง ดอกหนึ่งเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ไร้ก้านดอก ส่วนอีกดอกหนึ่งเป็นดอกเพศผู้ มีก้านดอก ช่อดอกย่อยที่ไม่มีก้านช่อ ยาว 4.5-5.5 มม. รูปไข่ มีขนราบวาว ขณะที่ดอกบานจะมีขนยาวๆ1 เส้น ยื่นยาวออกไป 1-1.5 ซม. ร่วงง่าย ช่อดอกย่อยที่มีก้านยาว 5-7 มิลลิเมตร ปลายแหลม อับเรณูสีเหลืองทอง ยาว 2-2.5 มม. ปลายเกสรเพศเมียมีขนยาวละเอียดเป็นพูเหมือนขนนก โค้งงอ ยาว 3-3.5 มม. สีทอง หรือสีน้ำตาลแดง
เม็ด -หญ้าพง> รูปไข่อ้วน สีน้ำตาลอมแดง ยาว 2.5-2.75 มม.

นิเวศน์วิทยา
ขึ้นทั่วๆไปในป่าผลัดใบ
คุณประโยชน์
ต้น -[url=https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/16961461/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%87]หญ้าพง[/url][/url]> ใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ แต่ว่าจะต้องมีการเก็บเกี่ยวทิ้งไว้ระยะหนึ่งก่อนนำไปให้สัตว์กินมิฉะนั้นสัตว์บางทีอาจตายได้ (16, 19) เม็ด น้ำสุกรับประทานเป็นยาเย็น แล้วก็ขับปัสสาวะ

2
อื่นๆ / สมุนไพรก้านเหลือง
« เมื่อ: เมษายน 30, 2019, 02:59:57 AM »

สมุนไพรก้านเหลือง
ก้านเหลือง Gonocaryum lobbianum (Miers) Kurz
บางถิ่นเรียกว่า ก้านเหลือง คำคานหามต้น มะดีควาย (ภาคเหนือ) ดันหมี ดีหมี (ภาคใต้) ปูตูบูแว (มลายู-นราธิวาส) โปมะจูด (เขมร-เมืองจันท์) ดีควาย หีควาย (จังหวัดลำปาง)
ไม้พุ่ม หรือ ต้นไม้ -> สูง 2-7 ม. บางครั้งก็อาจจะสูงได้ถึง 15 ม. เปลือกเรียบ สีเทาหรือสีน้ำตาล แขนงเล็กเรียว มีขนตามปลายกิ่ง
ใบ -ก้านเหลือง> ผู้เดียว ออกเวียนสลับรอบลำต้น รูปขอขนานรูปรี หรือ รูปไข่กลับแกมรูปรี กว้าง 3-8 ซม. ยาว 10-16 เซนติเมตร ปลายใบเป็นติ่งมน โคนใบสอบแคบหรือกลม เส้นใบมี 4-6 คู่ ก้านใบยาว 1-1.5 เซนติเมตร สีเหลือง มีรอยย่น
ดอก -ก้านเหลือง> ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบยาว 0.3-1.5 ซม. มีดอกช่อละ 1-1.5 เซนติเมตร สีเหลือง มีรอยย่น ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบยาว 0.3-1.5 ซม. มีดอกช่อละ 1-3 ดอก มีขนกระจายราบกับผิว ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ขนาดเล็ก กลีบสีขาวอมเขียว เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เกสรเพศผู้มี 5 อัน เชื่อมชิดกับหลอดกลีบดอก เกสรเพศเมียเป็นหมัน มีขน ดอกเพศภรรยา มีกลีบเลี้ยงแล้วก็กลีบคล้ายดอกเพศผู้ แต่มีขนาดใหญ่กว่าน้อย เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 5 อัน รังไข่รูปไข่ มีขน
ผล -ก้านเหลือง> รูปขอบขนานปนรูปรี กว้าง 2-2.7 ซม. ยาว 3-4 ซม. สีเขียวสุกมีสีม่วงอมสีน้ำเงิน หรือ ค่อนข้างดำ มี 1 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
ขึ้นตามป่าดงดิบ หรือป่าผลัดใบชื้น ที่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 900 มัธยม เจอทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งภาคใต้ของไทย
คุณประโยชน์
ใบ -ก้านเหลือง> น้ำสุกกินแก้เหน็บชา

3
อื่นๆ / สมุนไพรสะระแหน่ญี่ปุ่น
« เมื่อ: เมษายน 27, 2019, 09:19:03 PM »

สมุนไพรสะระแหน่ญี่ปุ่น
สะระแหน่ญี่ปุ่น Mentha arvensis L. var. piperascens Malinv.
บางถิ่นเรียกว่า สะระแหน่ญี่ปุ่น ต้นน้ำมันหม่อง มินต์ญี่ปุ่น (กรุงเทพฯ)
ไม้ล้มลุก -> อายุหลายปี ต้นสูง 20-40 ซม. มีขนประปราย
ใบ -สะระแหน่ญี่ปุ่น> เดี่ยว ออกตรงข้ามรูปไข่ รูปไข่ค่อนข้างแคบ หรือ รูปขอบขนาน กว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 2-5 ซม. ปลายโคนสอบ ขอบจักเป็นฟันเลื่อย มีต่อมเป็นจุด ๆ และมีขนทั้งด้านบนและด้านล่าง ก้านใบยาว 3-10 มม.
ดอก -[url=https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/16960667/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99]สะระแหน่ญี่ปุ่น[/url][/url][/color]> ออกเป็นช่อกระจุกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกสั้น ก้านดอกย่อยสั้นกว่ากลีบเลี้ยง เกลี้ยง หรือมีขนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูประฆัง ยาว 2.5-3 มม. ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก มักจะมีขนยาวที่คอหลอด ที่แฉกมีขนรูปสามเหลี่ยมแคบ ๆ ปลายเรียวแหลม กลีบดอกสีขาว หรือชมพูอ่อน เชื่อมติดกันเป็นหลอดรูประฆัง ยาว 4-5 มม. ปลายหลอดแยกเป็น 4 แฉกเท่า ๆ กัน เกสรเพศผู้มี 4 อัน ก้านเกสรตรง ยาวเท่า ๆ กัน อับเรณูเป็น 2 พู เรียงขนานกัน
ผล -สะระแหน่ญี่ปุ่น> ขนาดเล็ก รูปรีแบนเล็กน้อย ยาว 0.7 มม. ฐานสอบป้าน ๆ และเป็นสามเหลี่ยม

นิเวศน์วิทยา
สามารถปลูกได้ในแทบทุกภาคของประเทศ ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ชอบน้ำมากแต่ไม่แฉะ ชอบแสงมาก อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 25º-30º­ C
ํสรรพคุณ
ใบ -สะระแหน่ญี่ปุ่น> กินได้ใช้แต่งรสอาหาร เช่น ใส่ยำต่าง ๆ ใบแห้งเป็นยาฆ่าเชื้อโรคพอกแก้ปวดข้อ กินเป็นยาเย็น ขับลม บำรุงธาตุ ขับระดู ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ และบำรุงปลายประสาท สกัดให้น้ำมันมินต์มี menthol 80-90%
ทั้งต้น -> ขยี้ทาขมับ แก้ปวดศีรษะ ดมแก้ลม ทาแก้ฟกบวม กินแก้ปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ

Tags : สะระแหน่ญี่ปุ่น

4
อื่นๆ / สมุนไพรหมีเหม็น
« เมื่อ: เมษายน 21, 2019, 06:04:42 AM »

สมุนไพรหมีเหม็น
หมีเหม็น Litsea glutinosa C.B. Rob.
บางถิ่นเรียกว่า หมีเหม็น มะเย้อ ยุบเหยา (เหนือ, จังหวัดชลบุรี) กำปรนบาย (ซอง-เมืองจันท์) ดอกจุ๋ม (จังหวัดลำปาง) ตังสีพนา (พิษณุโลก) ทังบวน (ปัตตานี) มือเบาะ (มลายู-ยะลา) ม้น (จังหวัดตรัง) หมี (จังหวัดอุดรธานี, ลำปาง) หมูทะลวง (จันทบุรี) หมูเหม็น (แพร่) เสปี่ยขู้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) หมีเหม็น (กาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี)
ไม้พุ่ม -> สูง 2-5 มัธยม กิ่งไม้มีสีเทา
ใบ -หมีเหม็น> คนเดียว ออกเรียงสลับ มักจะออกเป็นกรุ๊ปหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบรูปรี หรือรูปไข่กลับ หรือค่อนข้างจะกลม กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7-20 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม หรือ กลม โคนใบสอบเป็นครีบหรือกลม ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นบางส่วน ด้านบนหมดจดเป็นเงา ด้านล่างมีขน เส้นใบมี 8-13 คู่ ข้างล่างเห็นชัดกว่าข้างบน ก้านใบยาว 1-2.5 เซนติเมตร มีขน
ดอก -> ออกตามง่ามใบเป็นช่อ แบบซี่ร่ม ก้านช่อยาว 2-6 ซม. มีขน ใบประดับประดามี 4 ใบ มีขน ก้านดอกย่อยยาว 5-6 มม. มีขน ดอกเพศผู้ ช่อหนึ่งมีโดยประมาณ 8-10 ดอก กลีบรวมลดรูปจนกระทั่งเหลือ 1-2 กลม หรือไม่เหลือเลย กลีบรูปขอบขนาน ขอบกลีบมีขน เกสรเพศผู้มี 9-20 อัน เรียงเป็นชั้นๆก้านเกสรมีขน ชั้นในมีต่อมกลมๆที่โคนก้าน ต่อมมีก้าน อับเรณูรูปรี มี 4 ช่อง เกสรเพศเมียเป็นหมันอยู่กึ่งกลาง ดอกเพศภรรยา กลีบรวมลดรูปกระทั่งไม่มี หรือเหลือเพียงหมีเหม็นน้อย เกสรเพศผู้เป็นหมันเป็นรูปช้อน เกสรเพศเมียไม่มีขน รังไข่รูปไข่ ก้านเกสรเพศเมียยาวราวๆ 1-2 มิลลิเมตร ปลายเกสรเพศเมียรูปจาน ผล กลม เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีดำ ผิวเป็นเงา ก้านผลมีขน

นิเวศน์วิทยา
ขึ้นในป่าเบญจพรรณชื้น แล้วก็ป่าดงดิบทั่วๆไป
คุณประโยชน์
ราก -> เป็นยาฝาดสมาน และก็ยาบำรุง
ต้น -หมีเหม็น> ยางเป็นยาฝาดสมานแก้บิด ท้องเสีย กระตุ้นควาพึงพอใจทางเพศ ทาแก้พิษแมลงกัดต่อย แก้ปวด บดเป็นผงผสมกับน้ำหรือนม ทาแก้แผลอักเสบ รวมทั้งเป็นยาห้ามเลือด ใบ มีเยื่อเมือกมากมาย ใช้เป็นยาฝาดสมาน และก็แก้อาการเคืองของผิวหนัง หมีเหม็นตำเป็นยาพอกบาดแผลเล็กๆน้อยๆ
ผล -> กินได้รวมทั้งให้น้ำมัน เป็นยาถูนวดแก้ปวด rheumatism
เม็ด -> ตำเป็นยาพอกฝี

5
อื่นๆ / สมุนไพรเชียด
« เมื่อ: เมษายน 14, 2019, 07:21:37 AM »

สมุนไพรเชียด
เชียด Cinnamomum iners Blume
บางถิ่นเรียกว่า เชียด มหาปราบตัวผู้ อบเชย อบเชยต้น (ภาคกลาง) กระแจะนาฬิกา กะเชียด กะทังนั้น (ยะลา) กะดังงา (กาญจนบุรี) กะพังทลายหัน โกเล่ เนอม้า (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) เขียด เคียด เฉียด ชะนุต้น (ภาคใต้) ดิ๊กซี่สอ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) บอกคอก (จังหวัดลำปาง) ฝักกระบี่ (พิษณุโลก) พญาปราบ (นครราชสีมา) สะวง (ปราจีนบุรี)
ต้นไม้ ขนาดกลางถึงกับขนาดใหญ่ สูง 15-20 ม. ทรงพุ่มกลม หรือ รูปเจดีย์ต่ำๆทึบ เปลือกสีน้ำตาลอมเทา ค่อนข้างจะเรียบ หมดจด เปลือกแล้วก็ใบมีกลิ่นหอมยวนใจอบเชย (cinnamon)
ใบเชียด [/b]ลำพัง ออกตรงข้าม หรือเยื้องกันนิดหน่อย รูปขอบขนาน กว้าง 2.5-7.5 ซม. ยาว 7.5-2.5 เซนติเมตร เนื้อใบ ครึ้ม หมดจด แล้วก็กรอ มีเส้นใบออกมาจากโคนใบ 3 เส้นยาวตลอดจนถึงปลายใบ ด้านล่างเป็นรอยเปื้อนขาวๆก้านใบยาว 0.5 ซม.
ดอก มีขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อน หรือเขียวอ่อน ออกเป็นช่อแบบกระจายที่ปลายกิ่ง ยาว 10-25 ซม. ดอกมีกลิ่นเหม็น ผล มีขนาดเล็ก รูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1 ซม. แข็ง ตามผิวมีคราบขาวๆแต่ละผลมีเมล็ดเดียว ฐานรองรับผลเป็นรูปถ้วย

นิเวศน์วิทยา
ขึ้นกระจายทั่วไปในป่าดงดิบ
คุณประโยชน์
รากเชียด พบ essential oil ที่มี eugenol safrol, benzaldehyde แล้วก็ terpene
ต้นเชียด เปลือกต้น พบ essential oil โดยประมาณ 0.5% มี eugenol, terpene และ cinnamic aldehyde

6
อื่นๆ / สมุนไพรเพกา
« เมื่อ: เมษายน 14, 2019, 01:38:35 AM »

สมุนไพรเพกา
ชื่อประจำถิ่นอื่น
มะลิดไม้ มะลิ้นไม้ ลิดไม้ (ภาคเหนือ) หมากลิ้นก้าง หมากลิ้นช้าง (เงี้ยว-ภาคเหนือ) ดอก๊ะ ด๊อกก๊ะ ดุแก (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) กาโด้โด้ง (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) เพกา (ภาคกึ่งกลาง) ลิ้นฟ้า (เลย) เบโก (มลายู-จังหวัดนราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Oroxylum indicum (L.) Kurz
ชื่อวงศ์ BIGNONIACEAE
ชื่อสามัญ Indian trumpet flower.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
เพกาต้นไม้ขนาดเล็ก (ST) ผัดใบ -> สูงโดยประมาณ 4-20 เมตร เปลือกต้น เรียบสีเทา บางครั้งแตกเป็นรอยตื้นน้อย มีรูระบายอากาศกระจัดกระจายตามลำต้นและก็แขนง
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบผู้เดียวๆขนาดใหญ่ที่ปลายก้าน รูปทรงกลม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ก้านใบยาวเพกา ใบย่อยรูปไข่ ขอบใบเรียบ ออกตรงกันข้ามชิดกัน อยู่โดยประมาณปลายกิ่ง ก้านใบย่อยสั้น แผ่นใบสีเขียวเข้ม
มีดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ช่อมีขนาดใหญ่ออกที่บริเวณปลายยอด มีก้านช่อดอกยาว มีดอกย่อยขนาดใหญ่ รูปปากเปิดแบบสามมาตรด้านข้าง กลีบดอกครึ้ม มี 5 กลีบ ภายนอกสีม่วงแดงหรือน้ำตาลคล้ำ ด้านในสีเหลืองเปรอะเปื้อนๆครึ่งสีชมพู โคนกลีบเชื่อมชิดกันเป็นรูปลำโพง ส่วนปลายแยกออกเป็นกลีบย่นย่อขยุกขยิก บริเวณปลายกลีบดอกภายในสีขาวอมเหลือง หรือขาวอมเขียว มีเกสรตัวผู้ 5 อันใกล้กับท่อดอกโคนก้านจะมีขน
ผล -> เป็นฝักแบน ยาวเหมือนรูปกระบี่ แขวนระย้าอยู่เหนือเรือนยอด สีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ส่วน
เมล็ด -> เมล็ดแบน มีปีกบางใสหลายชิ้น
นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ขึ้นได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย ชอบขึ้นบนที่แจ้ง บริเวณป่าเขาดิบ และก็ไร่ร้างทั่วๆไป
การปลูกรวมทั้งแพร่พันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกง่าย และไม่ต้องการใส่ใจเท่าไรนัก เจริญวัยได้ดีในที่เปียกชื้นระบายน้ำดีโดยเฉพาะดินร่วนซุย ควรปลูกเอาไว้ในหน้าฝน ขยายพันธ์ุด้วยการเพาะเม็ดหรือการตัดชำราก

ส่วนที่ใช้ รส และสรรพคุณ
เปลือกราก -> รสฝาดขม แก้เจ็บท้อง ฝาดวสมาน เป็นยาบำรุง แก้บิด แก้ท้องเดิน ขับเหงื่อ
ราก -> รสฝาดขม เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องวตก เจริญอาหาร เพกาทำให้เกิดน้ำย่อยของกิน ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการอักเสบ ฟกช้ำ บวม ลำต้น รสขม แก้แมลงป่องต่อย
เปลือกต้น -> รสขมฝาด ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือด ขับเสลด ดับพิษโลหิต เป็นยาขมเจริญอาหาร
ใบ -> รสฝาด ใช้ต้มดื่มแก้อาการปวดท้อง แก้ปวดข้อ และก็เจริญอาหาร
ผลอ่อนหรือฝักอ่อน ->เพกา รสขมร้อน ขับผายลม เป็นยาบำรุงธาตุ
ผลแก่หรือฝักแก่ -> รสขมร้อน แก้ร้อนในอยากกินน้ำ
เม็ดแก่ -> รสขม เป็นยาอมปรับแต่ง ขับเมหะ ใช้เป็นองค์ประกอบอย่างหึ่งในน้ำจับเลี้ยงของคนจีนแก้ร้อนใน
การใช้และจำนวนที่ใช้

  • ขับเลือด ขับน้ำเหลืองเสีย โดยใช้เปลือกต้นสด 1 กำมือ หรือหนักโดยประมาณ 20 กรัม สับเป็นชิ้นต้มในน้ำที่สะอาด 1 ลิตร ต้มให้เหลือ 3 ใน 4 ส่วน กรองเอาน้ำดื่ม เช้าตรู่-เย็น
  • แก้ปวดฝี โดยใช้เปลือกสด ราว 1 ฝ่ามือฝนกับสุราโรงทาบริเวณที่เป็นประจำ
  • แก้อาการร้อนใน แก้ไอ แล้วก็ขับเสมหะ เม็ดเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งใน “น้ำจับเลี้ยง” ของชาวจีน โดยใช้เมล็ดครั้งละ 0.5-1 กำมือ (หนักโดยประมาณ 1.5-3 กรัม) ใส่น้ำราวๆ 300 มล. ต้มไฟอ่อนพอเดือดนานราวๆ 1 ชั่วโมง ดื่มวันละ 3 ครั้ง


7
อื่นๆ / สมุนไพรลิ้นงูเห่า
« เมื่อ: เมษายน 07, 2019, 12:57:06 PM »

สมุนไพรลิ้นงูเห่า
ชื่อท้องถิ่นอื่น ลิ้นงูเห่า (เมืองจันท์)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus siamensis Bremek.
ชื่อตระกูล ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Lin gnu hao.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้เถาล้มลุก (HC) -> ลักษณะพุ่มเลื้อย คล้ายต้นเสมหะพังพอนตัวเมีย ลำต้นกลมสีเขียวเรียวยาว
ใบ  ลิ้นงูเห่า-> เป็นใบผู้เดียว ลักษณะใบรูปหอกหรือรูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 6-12 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบเล็กกลม แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม ใบดกรวมทั้งแน่นหนา
ดอก -> มีดอกเป็นช่อกลุ่ม สีแดงผสมส้ม แต่ละข่อมีดอกย่อยอัดแน่น 10-15 ดอก ลักษณะที่คล้ายดอกเสลดพังพอนตัวเมีย กลีบเลี้ยงสีเขียวเป็นรูประฆังตื้นๆโคนดอกชิดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็นกลีบ 2 กลีบมีเกสรตัวผู้เป็นสีเหลืองแทงพ้นกลีบดอก
ผล ลิ้นงูเห่า-> เมื่อแห้งแตกได้ ด้านในมีเม็ด
นิเวศวิทยา
เกิดจากที่รกร้างว่างเปล่าธรรมดา นิยมนำมาปลูกตามสถานที่ต่างๆทั้งยังสวนสาธารณะ วัด และก็บ้านเรือน เพื่อเป็นไม้ประดับและก็ใช้ประโยชน์ทางยา
การปลูกและขยายพันธุ์
เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแดดจัด น้ำไม่ขัง เจริญวัยได้ในดินร่วน นิยมปลูกเป็นแปลงหรือเป็นแนว ขยายพันธ์ฺด้วยการเพาะเม็ดหรือการปักชำกิ่ง
ส่วนที่ใช้ รส และคุณประโยชน์
ราก -> รสจืดเย็น ตำพอกดับพิษแมลงกัดต่อย
ใบ ลิ้นงูเห่า-> รสจืดเย็น ตำหรือขยี้ทาแก้พิษร้อน โรคผิวหนัง พิษอักเสบและก็ปวดฝี รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ลดอาการอักเสบ
การใช้รวมทั้งจำนวนที่ใช้

  • เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โดยใช้ใบสด 10-20 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเอามาโขลกอย่างถี่ถ้วน ใช้ทารวมทั้งพอกรอบๆที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง บ่อยๆ จนกว่าจะหาย
  • ลดอาการปวดแสบปวดร้อนของตุ่มแผลงูสวัด โดยใช้ใบสด 10-20 ใบ ล้างให้สะอาดเอามาโขลกให้ละเอียดผสมสุราโรงเล็กน้อย เอามาทาแล้วก็พอกรอบๆที่มีลักษณะอาการ ตอนเช้า-เย็น เสมอๆ
ข้อควรรู้
สีจากน้ำคั้นจะติดอยู่นาน ลิ้นงูเห่าจำเป็นที่จะต้องระวังการสกปรกเสื้อผ้ารวมทั้งร่างกายส่วนอื่นๆ

8
อื่นๆ / สมุนไพรกะตังใบ
« เมื่อ: เมษายน 05, 2019, 05:13:23 AM »

สมุนไพรกะตังใบ
กะตังใบ Leea indica (Burm.f.) Merr.
บางถิ่นเรียกว่า กะตังใบ (กรุงเทพมหานคร เมืองจันท์ เชียงใหม่) ขานางใบ (ตราด) ช้างเขิง (ฉาน) โคนงจ้วม ตองต้อม (ภาคเหนือ) บั่งบายต้น (จังหวัดตรัง)
ต้นไม้ -> หรือ ไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 มัธยม ลำต้นสะอาด หรือปกคลุมด้วยขนสั้นๆ
ใบ ->กะตังใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก (1-)2- หรือ 3 ชั้น ใบย่อยมี 7- ถึงจำนวนไม่ใช่น้อย หูใบรูปไข่กลับ กว้างได้ถึง 4 ซม. ยาว 6 ซม. ชอบเกลี้ยง หรือมีขนเล็กน้อย หูใบหล่นง่าย นำมาซึ่งรอยแผลเป็นรูปสามเหลี่ยมกว้าง ศูนย์กลางใบยาว 10-35 เซนติเมตร เกลี้ยง หรือมีขนสั้นปกคลุม ใบย่อยรูปขอบขนานปนรูปไข่ ถึงรูปหอกปนรูปไข่ หรือรูปรี หรือรูปใบหอกแกมรี กว้าง 3-12 เซนติเมตร ยาว 10-24 เซนติเมตร ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบสอบ หรือกลม หรือเว้า บางส่วน ขอบใบจะมน หรือจักแบบฟันเลื่อย หรือแบบซี่ฟันตื้นๆเนื้อใบครึ้มปานกลาง ข้างล่างมีต่อมขนาดเล็กรูปเหลี่ยม หรือกลม เส้นใบมี 6-16 คู่ ก้านใบย่อยยาวได้ถึง 25 มิลลิเมตร หมดจด หรือมีขน ก้านใบรวมยาว 10-25 ซม.
ดอก -กะตังใบ> สีขาวอมเขียว ออกเป็นช่อกว้าง ดอกติดห่างๆยาว 10-25 เซนติเมตร สะอาด หรือมีขนนิดหน่อย ริ้วประดับประดามีตั้งแต่สามเหลี่ยมค่อนข้างจะกว้าง ถึงรูปสามเหลี่ยมแคบ ยาวโดยประมาณ 4 มิลลิเมตร ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 15 ซม. กลีบเลี้ยงยาว 2-3 มม. เชื่อมติดกันที่โคน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก กลีบดอก 5 กลีบ เชื่อมชิดกันที่โคน เกสรเพศผู้มี 5 อัน ติดอยู่ที่หลอดเกสรเพศผู้ ปลายอับเรณูจะโผล่พ้นหลอดออกไปเป็นแฉกมนๆปลายแฉกเว้า เกสรเพศเมียมี 6 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ 1 เมล็ด ก้านเกสรสั้น ปลายมน ผล กลม แป้น ผิวบาง มีเนื้อนุ่ม สีม่วงดำ มี 6 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
ขึ้นได้ทั่วๆไปในทุกภาคของประเทศ
คุณประโยชน์
ราก -กะตังใบ> น้ำต้มรับประทานเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องเสีย แก้บิด ขับเหงื่อ รวมทั้งเป็นยาเย็น แก้อาการหิวน้ำ ใบ ย่างไฟให้ไหม้เกรียม ใช้พอกหัว แก้วิงเวียน มึนงง ตำเป็นยาพอกแก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกล้ามเนื้อ และก็แก้ผื่นคันตามผิวหนัง น้ำยางจากใบอ่อนรับประทานเป็นยาช่วยสำหรับในการย่อย ผล กินได้

Tags : กะตังใบ

9
อื่นๆ / สมุนไพรฟันปลา
« เมื่อ: เมษายน 02, 2019, 03:10:01 PM »

สมุนไพรฟันปลา
ฟันปลา Litsea umbellate Merr.
บางถิ่นเรียกว่า ฟันปลา สลด (จังหวัดปราจีนบุรี) เมนตรือ (เขมร-เมืองจันท์) สะเตื้อ (ตราด)
ต้นไม้ -> ขนาดเล็ก หรือไม้พุ่ม สูง 3-10 มัธยม ตามกิ่งมีขนสีน้ำตาล
ใบ -> ผู้เดียวออกเรียงสลับฟันปลา หรือเรียงเวียนห่างๆรูปรี หรือ มีขนาดค่อนข้างเล็ก กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7.5-23 ซม. ปลายใบแหลม หรือมน โคนใบแหลมขอบของใบเรียบ หรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นเงา มีขนเฉพาะตามเส้นกลางใบรวมทั้งเส้นกิ่งก้านสาขาใบ ข้างล่างเป็นคราบเปื้อนขาว มีขน เส้นใบมี 6-10 คู่ ข้างล่างมองเห็นชัดกว่าข้างบน ก้านใบยาว 6-12 มม. มี
ดอก -ฟันปลา> ออกเป็นช่อ เป็นกระจุกตามง่ามใบ ก้านช่อยาว 2-5 มม. ช่อดอกมีขนปกคลุมหนาแน่น กลีบรวมเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 4-6 กลีบ ทั้งถ้วยรวมทั้งกลีบติดทนกระทั่งได้ผล
ผล -> รูปไข่หรือค่อนข้างกลม ปลายมีติ่งแหลม โคนมีชั้นของกลีบรวมรองรับอยู่ ขอบกลีบรวมมีขน

นิเวศน์วิทยา
ขึ้นในป่าดงดิบ เจอทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ทางภาคใต้ของไทย
สรรพคุณ
ต้น เปลือกต้น -ฟันปลา> เจอ alkaloid ใบ ตำเป็นยาพอกฝี

10
อื่นๆ / สมุนไพรกำลังกระบือ
« เมื่อ: มีนาคม 31, 2019, 09:34:43 AM »

สมุนไพรกำลังกระบือ
ชื่อประจำถิ่นอื่น ควายเจ็ดหัว กำลังควาย ลิ้นกระบือ (ภาคกลาง) กะบือ (ราชบุรี) ใบท้องแดง (เมืองจันท์)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Excoecaria cochinchinensis Lour. var. cochinchinensis
ชื่อพ้อง Excoecaria bicolor (Hassk) Zollex Hassk.
ชื่อสกุล EUPHORBIACEAE
ชื่อสามัญ Kamlang kra bue.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม (ExS) -> สูงราวๆ 70-150 ซม. ทุกส่วนมียางขาวราวกับนม กิ่งเรียวเล็ก เปลือกสีแดงอมม่วง
ใบ -> เป็นใบเดี่ยว กำลังกระบือออกเป็นคู่ตรงข้ามกันหรือเรียงสลับ ลักษณะใบรูปขอบขนานหรือขอบขนานแกมไข่กลับ โคนใบแหลม ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆขอบของใบหยักห่างๆเส้นใบ 12-13 คู่ ใบอ่อนสีแดงผิวเป็นเงา ใบแก่ข้างบนสีเขียว ด้านล่างสีแดงอมม่วง ก้านใบยาว 0.5-1 เซนติเมตร หูใบเป็นรูปหอกปลายแหลม
ดอก กำลังกะบือ-> มีดอกเป็นช่อตามซอกใบและก็ที่่ยอด มีทั้งยังดอกเพศผู้ เพศภรรยา และก็ดอกสมบูรณ์เพศ บางครั้งก็อาจจะอยู่บนต้นเดียวกันหรือแตกต่างก็ได้ ดอกเพศผู้รวมทั้งดอกบริบูรณ์เพศช่อยาวราว 2 เซนติเมตร ใบประดับสามเหลี่ยม ปลายเรียวแหลม กลีบรองกลีบ 3 กลีบ รูปยาวแคบ ปลายแหลม ดอกเพศเมีย กลม ชอบออกครั้งละ 3 ดอก ใบประดับประดาเหมือนดอกเพศผู้ ก้านดอกสั้นมาก กลีบรองกลีบดอกไม้ 3 กลีบ รูปไข่ ปลายแหลม ขอบหยักเล็กน้อย ดอกมีสีเหลืองอมเขียวขนาดเล็กออกดอกทั้งปี
ผล -> (เป็นประเภทแก่แล้วแห้ง รู)ร่างออกจะกลม ไม่มีเนื้อ มี 3 พู เมื่อแก่แตกเป็น 3 ส่วน
นิเวศวิทยา
เป็นไม้ในเขตร้อน มีถิ่นกำเนิดแถบอินโดจีน นิยมปลูกทั่วๆไปเป็นไม้ประดับ
การปลูกและเพาะพันธุ์
สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนธรรมดา แพร่พันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง หรือ การตอนกิ่ง

ส่วนที่ใช้ รส แล้วก็สรรพคุณ
ลำต้น -> รสร้อนเฝื่อนฝาด ยางจากลำาต้นเป็นพิษมากมาย ใช้เพื่อการเบื่อปลา
ใบ -> รสร้อนเฝื่อนกำลังกระบือขื่น รักษาโรคที่เกี่ยวกับความไม่ปกติของระบบโลหิตบางประเภท ชาวชวาใช้ใบโขลกเป็นยาพอกห้ามเลือด แบบเรียนยาแพทย์แผนไทยนำใบตำผสมกับเหล้ากลั่นคั้นเอาน้ำแก้สันนิบาตหน้าไฟ ยาขับเลือดเสียรวมทั้งขับน้ำคาวปลาในสตรีข้างหลังคลอดบุตร แก้อักเสบบริเวณปากมดลูก
การใช้และจำนวนที่ใช้

  • ขับน้ำคร่ำข้างหลังคลอด ขับเลือดเน่า ขับระดู โดยใช้ใบสด 10-15 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด ตำให้รอบคอบ ผสมกับเหล้าโรงบางส่วน คั้นเอาน้ำเบาๆจิบ ตอนเช้า-เย็น
ข้อควรรู้
ไม่ควรใช้ในสตรีที่ตั้งครรภ์ เพราะถ้าเกิดใช้ในบริมาณที่มาก กำลังกะบืออาจจะก่อให้แท้งได้
ใบสดต้นควายเจ็ดตัว สามารถเอาไปใช้ผลดีทำเป็นดอกไม้ปลอมได้อีกด้วย เพราะมีสีแดงสดใส

11
อื่นๆ / เต่าเดือย
« เมื่อ: มีนาคม 28, 2019, 10:10:02 PM »

สกุลเต่าบก
เต่าเดือย
manouria impressa(Gunther), ๓๐ เซนติเมตร
เต่าขนาดกลาง มีเดือยแหลมที่ต้นขาข้างหลังข้างละ ๑ อัน กระดองหลังสีเหลืองคละเคล้าสีน้ำตาล มีลายดำ พบตามภูเขาสูงจากระดับ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือรวมทั้ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เต่าเหลือง
Indotestudo elongata(Blyth), ๓๖ เซนติเมตร
เต่าขนาดกึ่งกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยราวกับเต่าบกประเภทอื่น อยู่ในที่แล้งได้ พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และก็ป่าดิบแล้งทั่วประเทศ

เต่าหก
Manouria emys(Schlegel & Muller), ๕๐ เซนติเมตร
เต่าบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย เมื่อโตสุดกำลังกระดองยาวได้ถึง ๖๐ ซม. โคนขาข้างหลังทั้งยัง ๒ ข้างมีเดือยหลายเดือย กระดองสีน้ำตาลเข้มหรือดำ เจอในป่าดิบที่สูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก รวมทั้งภาคใต้มี ๒ ประเภทย่อย เป็น เต่าหกเหลือง manouria emys emys (Schlegel & Muller) และก็เต่าหกดำ manouria emys phayrei(Blyth)
คุณประโยชน์ทางยา
เต่าที่แพทย์แผนไทยนำมาใช้ประโยชน์ทางยาเป็นเต่าน้ำจืดรวมทั้งเต่าบก แม้กระนั้นที่ใช้กันมากมายคือเต่าทุ่งนา Malayemys subtrijuga(Gray) อันเป็นเต่าน้ำจืดที่หาได้ง่ายดายกว่าเต่าประเภทอื่นๆแล้วก็มีชื่อเสียงกันดีทั่วๆไป
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : วงศ์เต่าบก

12
อื่นๆ / อีเเก
« เมื่อ: มีนาคม 28, 2019, 04:06:28 AM »

อีแก
อีแกเหมือนกา แต่ว่าตัวเล็กกว่า
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corvus splendens Vieillot
จัดอยู่ในตระกูล Corvidae
มีชื่อสามัญว่า house crow
ขนาดวัดจาดปลายปากถึงปลายหางยาวราว ๔๓ เซนติเมตร ปากครึ้ม สีดำ ปลายแหลม หัวดำ แต่รอบๆท้ายทอยมีสีเทา ขนเรียกตัวมีสีดำ อาจมีสีเทาปน คอ หลัง และอกมีสีเทา ปีกสีดำ เล็บแข็งแรงและก็ทนมากนกประเภทนี้อยู่รวมกันเป็นฝูงเหมือนกันกับอีกา แผดเสียงร้อง “กอๆ” ถ้าตัวหนึ่งตัวใดโดนจับจะร้องเรียกให้ตัวอื่นมาช่วย นิสัยฉลาดหลักแหลมเกมคดโกงและก็ถูกใจรังแก ลักขโมยกินลูกนกอื่น มักหากินในกลางแจ้ง กินได้อีกทั้งพืชแล้วก็สัตว์ อีแกทำรังอยู่บนค้างคบสูง โดยการเอาก้านไม้แห้งมาแย้งกันเป็นรูปแอ่งตื้นๆตกไข่คราวละ ๔-๕ ฟอง ไข่สีฟ้าอมเขียว ใช้เวลาฟักราว ๑๖-๑๗ วัน ลูกนกบินได้ราว ๓๕ วัน ในประเทศไทยพบรอบๆจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี แล้วก็บังเอิญคิรีขันธ์ ในต่างประเทศพบอาศัยอยู่ในเมืองจำนวนไม่ใช่น้อยๆที่เนปาล ประเทศอินเดีย ศรีลังกา โดยทำมาหากินอยู่ตามกองขยะ นกสกุลรวมทั้งสกุลเดียวกันอีกจำพวกที่พบในประเทศไทย คือ อีแก (Corvus splendens Vieillot) มีขนาดเล็กกว่าอีกาไม่มากมาย แล้วก็ขนบริเวณกำดันถึงต้นคอมีสีเทา 

ผลดีทางยา
หมอแผนไทยใช้หัวอีแกอีกาสุมหรือเผาไฟ ผสมยาต้มแก้ไข้พิษ ไข้กาฬ ส่วนกระดูกกาเผาไฟผสมยามหานิลแท่งทองคำ (ดู คู่มือการปรุงยาแผนไทย เล่ม ๔ เครื่องยาธาตุวัตถุ)ใน พระตำราปฐมจินดาร์ มียากวาดแก้หละแสงจันทร์ขนานหนึ่ง เข้า “กระดูกกา” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ร่วมกับ “กระดูกแร้ง” และก็ “กระดูกงูเหลือม” ดังต่อไปนี้ขนานหนึ่งท่านให้เอา หัวสุนักข์ดำ ๑ กระดูกกา ๑ กระดูกอีแร้ง ๑ กระดูกงูเหลือม ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้ เผาไฟให้ไหม้ ลิ้นทะเล ๑ น้ำประสานทอง ๑ กานพลู ๑ พิมเสน ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเท่าเทียม เอารากดินเผาเท่ายาทั้งหลายแหล่ ทำเปนจุณ เอาเหล้าเป็นกระสาย บดทำแท่งไว้ ละลายเหล้าทาลิปสติก แก้หละแสงเดือนหายดีนักยิ่งกว่านั้น อีแกในพระคัมภีร์ดังที่กล่าวมาข้างต้นยังคงใช้ยากวาดซางแดงนานหนึ่ง ยาขนานนี้เข้า “ศีร์ษะกา” ร่วมกับ “ศีร์ษะงูเห่า”
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : อีเเก

Tags : อีเเก

13
อื่นๆ / กระดองเต่าเหลือง
« เมื่อ: มีนาคม 27, 2019, 03:10:50 PM »

กระดองเต่าเหลือง
เต่าเหลือง
เต่าเหลืองIndotestudo elongata (Blyth) เป็นเต่าขนาดกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยราวกับเต่าบกจำพวกอื่น อยู่ในที่แห้งแล้งได้ เจอตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และก็ป่าดิบแล้งทั่วประเทศ พระคัมภีร์ปฐมจิณดาร์ให้ยาขนานหนึ่งที่เข้า “กระดองเต่าเหลือง” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้
ยาผายพิษสรรพพิษทั้งปวง ขนานนี้ท่านให้เอา รากไคร้เครือต้น ๑ รากไคร้เครือ ๑ มองดูทุ่งนาด ๑ ปลาไหลเผือก ๑ รากนมแมว ๑ กรักขี ๑ กระดูกงูเหลือม ๑ สังข์ ๑ มุก ๑ กำมะถันแดง ๑ ดีปลี ๑ เนระพูสี ๑ เบญกานี ๑ ว่านกีบแรด ๑ ว่านร่อนทองคำ ๑ เม็ดในสะเดา ๑ รวมยา ๑๖ สิ่งนี้เอาสิ่งละ ๑ สลึง มะขามป้อม ๒ สลึง หัวมหารอยดำ ๒ สลึง จันทน์ขาว ๒ สลึง กระดูกแร้ง ๒ สลึง เปล้าน้อย ๒ สลึง ระย่อม ๒ สลึง กฤษณา ๒ สลึง กะลำพัก ๒ สลึง ฟันกรามแรด ๒ สลึง กรามช้าง ๒ สลึง เขี้ยวเสือ ๒ สลึง เขี้ยวจระเข้ ๒ สลึง บัลลังก์หินผา ๒ สลึง ผลจันทน์ ๒ สลึง กระดองเต่าเหลือง ๒ สลึง ผลสารพันพิษ ๒ สลึง ยาดำ ๑๒ บาท ๒ สลึง รวมยา ๓๒ สิ่งนี้ปฏิบัติให้เปนจุณ บดทำแท้งไว้เท่าผลทองหลางตากให้แห้ง ใส่ขวดไว้อย่าให้ลมเข้าได้ แก้พิษฝีดาด
ฝียอดเดียวแลพิษทรางอันร้ายทั้งหมด ซึ่งทำให้หมดสติไปแต่เช้าถึงเที่ยง ละลายด้วยน้ำดอกไม้เทศให้รับประทานเข้าไป พอยาตกถึงท้องฟื้นขึ้นมา ถ้าจะแก้ลงละลายน้ำมะเดื่อ ถ้าหากปวดมวนท้องนักแชกฝิ่นรับประทานหากรากพิมเสน รำฝึกหัดดีนักแล

14
อื่นๆ / หูฉลาม
« เมื่อ: มีนาคม 27, 2019, 01:34:30 AM »

หูฉลาม
หูฉลามเป็นของกินที่นิยมบริโภค
และจัดเป็นอาหารของชนชั้นสูงมาแต่โบราณ โดยยิ่งไปกว่านั้นในหมู่ชนชาติจีน หูฉลามเป็นของราคาแพงแพง แต่ว่ามีจำนวนน้อยน้อยเกินไปกับความอยากได้ของผู้บริโภค ส่วนมากหูฉลามได้จากครีบของปลาฉลาม ซึ่งใช้ได้เกือบทุกครีบ (นอกจากครีบหาง ซึ่งไม่ได้รับความนิยม เพราะเหตุว่าค่อนข้างจะแข็ง) ที่เรียก “หูฉลาม” นั้น อาจเนื่องจากว่าครีบอกขนาดใหญ่ทั้ง ๒ ข้างของฉลามมีลักษณะเหมือนใบหู เว้นเสียแต่หูฉลามจะได้จากฉลามแล้วยังอาจได้จากปลากระเบน โรนิน โรนัน ปลาฉนาก เป็นต้น ฉลามเป็นปลากระดูกอ่อนกรุ๊ปหนึ่ง มีรูปร่างเพรียวลมคล้ายกระสวย ทำให้สามารถว่ายได้เร็วมาก มีช่องเหงือกเปิดออกทางด้านข้าง ข้างละ ๕-๗ ช่อง มีปากอยู่ด้านล่าง ภายในมีฟันแหลมคมและก็ฟันกรามที่แข็งแรงสำหรับกัดทึ้งเหยื่อ ลำตัวมีเกล็ดละเอียดติดกันเป็นแผ่น สากราวกับกระดาษทราย ครีบอกแยกจากท่อนหัว โดยฐานครีบตั้งอยู่ในหูฉลามแนวขนาน ครีบหางตั้งขึ้น มีแพนหางช่วยสำหรับการว่ายน้ำ เมื่อชาวเลจับปลาฉลามขึ้นมาได้ ก็จะตัดครีบทันที โดยฉลาม ๑ ตัวให้ครีบทั้งหมดทั้งปวง ๘ ครีบ เป็นครีบเดี่ยว ๔ ครีบ ครีบคู่ ๒ คู่ ปลาฉลามที่พบทั่วโลกมีอยู่ราว ๓๔๐ จำพวก แต่ละจำพวกมีลักษณะเด่นต่างๆนาๆ ที่พบในน่านน้ำไทยมีไม่น้อยกว่า ๒๕ ประเภท แต่ว่าที่พบได้มากในอ่าวไทย เช่น ปลาฉลามหูดำ ฉลามหนู ฉลามเสือ ปลาฉลามหิน ปลาฉลามหัวค้อน

ชั้นปลากระดูกแข็ง
ชั้นปลากระดูกแข็ง (Class Osteicthyes) ทั่วโลกมีราว ๒๐,๐๐๐ ชนิด เป็นชั้นของปลาที่มีเค้าโครงประกอบด้วยกระดูกแข็งเป็นส่วนมาก มีเกล็ดอันเกิดจากเยื่อผิว ผิวหนังมีต่อมมูกจำนวนมาก โพรงปากอยู่ในแนวขอบของหัว มีครีบเดี่ยวและก็ครีบคู่ ช่องเหงือกมีแผ่นกระดูกเป็นฝาปิดอยู่หูฉลาม พบได้อีกทั้งในน้ำจืด น้ำเค็ม และก็น้ำกร่อย บางจำพวกมีเหงือกอุ้มน้ำได้ดีหูฉลาม จึงอยู่บนบกได้ในระยะเวลาสั้นๆยกตัวอย่างเช่น ปลาตีน ปลาแพทย์ แพร่พันธุ์แบบอาศัยเพศ ส่วนมากมีการปฏิสนธิข้างนอก ปลาในชั้นนี้ที่เป็นประโยชน์ทางยา ยกตัวอย่างเช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลาสร้อย ปลาไหล

Tags : หูฉลาม

15
อื่นๆ / ตางตก
« เมื่อ: มีนาคม 26, 2019, 05:55:56 PM »

คางคก
คางคกเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก
มีกระดูกสันหลัง มี ๔ ขา เมื่อโตเต็มที่ไม่มีหาง จัดอยู่ในวงศ์ Bufonidae คางคกแท้อันเป็นคางคกที่จัดอยู่ในสกุล Bufo เจอได้เกือบทั้งโลกกว่า ๑๐๐ จำพวก ที่พบในประเทศไทยมีหลายประเภท ตัวอย่างเช่น
คางคก อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo melanostictitcus (Schneider)
คางคกป่า อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo macrotis ( Boulenger)
คางคกไฟ หรือคางคกหัวจีบ อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ Bufo parvus (Boulenger)
ชีววิทยาของคางคก
คางคกมีรูปร่างเหมือนกบ คุณลักษณะเด่นของคือ หนังขรุขระเต็มไปด้วยปุ่มปมเล็กบ้างใหญ่บ้าง ปมใหญ่ๆมักอยู่ตามหลัง เงื่อนใหญ่ที่สุดอยู่ข้างหลังตา ปมเหล่านี้เป็นต่อมพิษ มีน้ำพิษเป็นยางเหนียวๆ(น้ำพิษนี้เมื่อถูกผิวหนังจะทำให้คัน เมื่อรับประทานเข้าไปจะก่อให้มึนเมา อาจจะทำให้ตายได้) มีขาสั้นกว่ากบ มีฟัน ยู่ตามพื้นหรือใต้ดิน ออกหากินค่ำคืน ตามปกติหาเลี้ยงชีพตัวหนอนและแมลง โดยใช้ลิ้นที่เป็นแฉกแลบออกมาจับกุมหนอนหรือแมลงแล้วตวัดเข้าปากช่วงเวลากลางวันมักแอบนอนอยู่ใต้หินหรือท่อนไม้ หรือนอนนิ่งอยู่ตามซอกหรือในโพรงดิน เมื่อถึงเวลาผสมมชนิด ตัวผู้ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าตัวเมียจะเกาะบนพื้นข้างหลังตัวเมีย แล้วปล่อยน้ำเชื้อไปสู่ช่องร่วมซึ่งใช้เป็นอีกทั้งถ่ายและก็สืบพันธุ์ ตัวเมียวางไข่ในน้ำ ไข่ออกเป็นสายวุ้นยาวๆเมื่ออกเป็นตัวก็จะเป็นลูกอ๊อดเหมือนๆกับ ลูกกบ แม้กระนั้นดำกว่า
ยางคางคก
ยางเป็นยางสีขาวที่ได้จากต่อมบริเวณใต้ตาของ น้ำมาทำให้แห้งจะกลายเป็นสีน้ำตาลดำ การทำให้แห้งอาจใช้วิธีผึ่งเอาไว้ในที่ร่มไม่ตากแดด จีนเรียกเครื่องยานี้ว่า ชานชู (chansu) ญี่ปุ่นเรียก เซนโซ (senso) ตำรำยาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ฉบับปี ค.ศ. ๒๐๐๐ ยืนยันเครื่องยานี้ในชื่อ Venenum Bufonis ชื่อภาษาอังกฤษว่า Toad Venom ตำราเรียนนี้ว่าบางทีอาจได้จาก ๒ ชนิด เป็น จีน (Bufo gargarizans Cantor) หรือ Bofo melanostictus ( Schneider)
ยางมีคุณสมบัติหวาน ฝาด อุ่น รวมทั้งเป็นพิษ เข้าสู่เส้นไตรวมทั้งกระเพาะอาหาร มีคุณลักษณะทำลายพิษ แก้ปวด แล้วก็ทำให้รู้สึกตัวคืนสติ จึงใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้ปวด แก้เจ็บท้อง แก้ไอ ใช้ผสมเป็นยาทาภายนอกใช้สำหรับแก้คัน แล้วก็แก้โรคผิวหนังลางจำพวก เนื่องจากว่ามีฤทธิ์ระงับความรู้สึกที่ปลายประสาทใช้แก้พิษฝีต่างๆ
ยางมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อหัวใจหลายอย่าง สารกลุ่มนี้ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ บีบตัวได้แรงขึ้นหลายแบบ ที่สำคัญยกตัวอย่างเช่น สารโฟทาลิน (bufotalin) สารบูโฟนิน (bufonin)
ประโยชน์ทางยา
คางคกที่ ใช้ ทางยาเป็นมันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bofo meianostictus (schneider) ชนิดนี้มีความยาว จากปากถึงก้นราว ๑๐ เซนติเมตร หมอแผนไทยใช้ตายซาก คือที่ตายแล้วแห้งไม่เน่าเหม็น เอาสุมไฟทั้งตัว จนถึงเป็นถ่านแล้วบดผสมกับน้ำมันยาง (Dipterocarpus alatus Roxb) ทาแผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง คุดทะราด ฆ่าเชื้อโรคก้าวหน้า

Tags : คางคก

หน้า: [1] 2 3 ... 12