แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - watamon

หน้า: [1] 2 3 ... 9
3

สมุนไพรคำฝอย
ชื่อประจำถิ่นอื่น  ดอกคำฝอย (ภาคเหนือ) คำยอง (จังหวัดลำปาง) คำ (ทั่วๆไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Carthamus tinctorius L.
ชื่อตระกูล  COMPOSITAE
ชื่อสามัญ False saffron , Safflower , Saffron thistle.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) มีอายุราว 1 ปี สูงประมาณ 1-1.5 เมตร ลักษณะลำต้นเป็นสัน ผิวเนียน
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะใบรูปหอกแกมขอบขนาน ก้านใบสั้น ปลายใบแหลม ขอบใบมีหนามหยักเป็นซี่ฟัน กว้าง 2-4 ซม. ยาวราว 3-15 ซม. เส้นกิ้งก้านใบมองเห็นชัดเจน
ดอก เป็นกระจุกที่ปลายลำต้น ก้านดอกใหญ่ ผิวเนียน กลีบดอกไม้ช่วงแรกเหลือง ปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงเมื่อแห้ง
ผล ผลแห้ง ลักษณะเป็นรูปไข่กลับเบี้ยว ยาวราวๆ 5-8 ซม. มีสีขาวราวกับงวง ตรงปลายตัดมีสันอยู่ 4 สัน แล้วก็มีรยางค์ยาว 5 เซนติเมตร แล้วก็มีเกล็ดด้วย

นิเวศวิทยา
มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย สำหรับประเทศไทยได้เอามาปลูกเอาไว้ภายในภาคเหนือ
การปลูกแล้วก็แพร่พันธุ์
เจริญเติบโตได้ดิบได้ดีในดินที่ร่วนซุย  ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ รส รวมทั้งสรรพคคุณ
ดอก รสหวานร้อน ใช้เป็นยาระบาย ขับเหงื่อ ยับยั้งประสาท บำรุงเลือด ขับรอบเดือน รักษาอาการบวม แก้ไข้ข้างหลังคลอดลูก รักษาแผลพุพอง ยับยั้งอาการปวดในสตรีที่มีรอบเดือนมาไม่ดีเหมือนปกติ เป็นยาบำรุงสำหรับเป็นอัมพาต ใช้ลดน้ำหนักและไขมันในเส้นเลือดเกสร  รสหวานร้อน บำรุงเลือดแล้วก็น้ำเหลืองให้ปกติ แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
สมุนไพร เม็ด รสหวานร้อน เป็นยาระบาย ขับเยี่ยว ลดการอักเสบข้างหลังการคลอดลูก น้ำมันเม็ดคำฝอย รักษาลักษณะของการปวดเมื่อยล้าในโรคไขข้ออักเสบ รักษาแผล ทาปก้อัมพาต  ดอกแก่ รสหวานร้อน ใช้แต่งสีของกินให้มีสีเหลืองส้มในอาหารโดยสาร carthamin ในกลีบดอก และใช้ย้อมผ้าได้
วิธีใช้และก็ปริมาณที่ใช้

  • ขับเมนส์ บำรุงหัวใจ โดยใช้ดอกแห้ง 5 กรัม ชงเป็นน้ำชาดื่มก่อนกินอาหาร เช้าตรู่-เย็น บ่อยๆทุกวี่ทุกวัน
  • ลดไขมันในเลือด แล้วก็แก้เมื่อย โดยใช้น้ำมันจากเมล็ดใช้ปรุงเป็นของกิน และก็ทาแก้เมื่อย ไขข้ออักเสบ แล้วก็อัมพาต เป็นประจำ
ข้อควรจะทราบ
น้ำมันที่่ใช้ในการปรุงอาหารและก็ทานวด ควรจะเป็นน้ำมันที่่สกัดโดยไม่ใช้ความร้อน
ส่วนน้ำมันที่สกัดโดยใช้ความร้อน จะใช้ฉาบหนังไม้ให้เปียกน้ำ และใช้ผสมสีทาบ้านเรือน
สารสกัดจากดอกคำฝอยโดยใช้แอลกอฮอล์ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งยับยั้งเชื้อไวรัสได้

4
อื่นๆ / สัตววัตถุ กุ้ง
« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2017, 11:21:08 AM »

กุ้ง
กุ้งเป็นชื่อเรียกสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย ชั้นเคดาโพดา (order Decapoda) มีหลายวงศ์ สัตว์เหล่านี้หายใจด้วยเหงือก ลำตัวยาว แบน หรือ กลม แบ่งเป็นปล้องๆเปลือกที่ห่อท่อนหัวและอกหุ้มลงมาถึงอกข้อที่ ๘ ส่วนมากกรีมีลักษณะแบนข้าง ก้ามที่ขาอยู่ที่ท่อนหัวรวมทั้งอก มี ๑๐ ขา พบได้ทั้งในน้ำจืด เช่น กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามเกลี้ยง รวมทั้งในน้ำเค็ม ได้แก่ กุ้งจุฬาดำ
กุ้งในประเทศไทย
กุ้งที่เจอในประเทศไทยมีมากจำพวก แต่ที่มีขนาดใหญ่และบริโภคกันทั่วไป ดังเช่น
๑.กุ้งก้ามกราม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium rosenbergii (de Man)
จัดอยู่ในวงศ์Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า giant freshwater prawn หรือ giant prawn กุ้งใหญ่ กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามคราม ก็เรียก เพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียซึ่งเรียกกันว่า กุ้งก้ามกราม
กุ้งจำพวกนี้เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาว ๑๕-๒๕ ซม. ลำตัวสีครามเข้มและจางสลับกันเป็นลายพาดขวางลำตัว ขาคู่ที่ ๒ เป็นขาก้ามขนาดใหญ่ สีน้ำเงินหรือสีฟ้าอมเหลือง ใช้ป้องกันตัว รวมทั้งกอดรัดตัวเมียในขณะผสมพันธุ์ ส่วนปลายของกรีเรียวงอน ฟันกรีด้านล่างมี ๘-๑๕  ซี่ มีกระเพาะอยู่ตรงกลางทางข้างบนใต้เปลือกหัว  ลำไส้ทอดตามสันหลังไปถึงหาง หัวใจอยู่ต่อจากส่วนท้ายของกระเพาะอาหารไปถึงส่วนท้ายของเปลือกหัว มีตับทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย  เรียก มันกุ้ง อยู่ทางส่วนหน้าบริเวณข้างๆของท่อนหัว  ตับมีไขมันประกอบอยู่มากลเป็นส่วนที่นิยมกินกันในหมู่คนไทย ตัวเมียที่พร้อมจะสืบพันธุ์ได้จะมีรังไข่สุกในบริเวณใจกลางของเปลือกหัว มีสีส้มหรือสีเหลือง พิจารณาได้ง่ายชาวบ้านเรียก แก้วกุ้ง กุ้งก้ามกรามรับประทานอีกทั้งสัตว์และก็พืชเป็นอาหาร ส่วนใหญ่เป็นหนอนน้ำต่างๆ รากพืช  ซากพืช  หาอาหารโดยการสูดดมและสัมผัส  แม้ไม่ได้กินอาหารจะกินกันเอง  กุ้งประเภทนี้ทำมาหากินตลอดทั้งวัน  แต่ว่าจะรวดเร็วมากกลางคืน  เหมือนเคยอาศัยอยู่ในแม่น้ำ  คลอง  หนอง  บ่อน้ำ ที่มีทา น้ำติดต่อกับสมุทร  ผสมพันธุ์แล้วก็ตกไข่รอบๆน้ำกร่อยปากแม่น้ำเมื่อตัวอ่อนโตพอก็จะว่ายกลับไปยังบริเวณแหล่งน้ำจืดชืด
๒. กุ้งก้ามเกลี้ยง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium sintangensis ( de Man )
จัดอยุ่ในวงศ์ Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า  Sunda  river prawn
กุ้งแม่น้ำขาแดง ก็เรียก กุ้งจำพวกนี้เป็นกุ้งน้ำจืด ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาวราว ๙ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลหรือสีฟ้าปนเขียว เปลือกหัวเรียบ กรีเรียวงอน  ฟันกรีด้านบนมี ๙-๑๓ ซี่ ด้านล่างมี ๒-๖ ซี่ ขาคู่ที่ ๒ มีขนาดใหญ่กว่า  โดยมีความยาวใกล้เคียงกับลำตัว และมีปื้นสีน้ำตาลกระจายอยู่เป็นหย่อมๆขอบภายในของโคนข้อที่ ๗ ของขาคู่นี้ทีตุ่ม ๒-๓ ตุ่ม ส่วนตัวผู้ที่โตเต็มวัยมีขนนุ่มคล้ายผ้ากำมะหยี่สีส้มปนแดง ปกคลุมรอบๆรอยต่อระหว่างปล้องต่างๆของขาคู่ที่ ๓, ๔ แล้วก็ ๕ เหมือนปกติอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง และก็แหล่งน้ำจืดชืดที่มีทางน้ำติดต่อกับสมุทร  ผสมพันธุ์แล้วก็วางไข่บริเวณน้ำกร่อยปากแม่น้ำ
๓.  กุ้งว่าวกุลาดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus monodon Fabricius
จัดอยู่ในวงศ์ Penaeidae
มีชื่อสามัญว่า tiger prawn  jumbo หรือ grass prawn
กุ้งจุฬาหรือ กุ้งแขกดำก็เรียก กุ้งชนิดนี้เป็นกุ้งทะเลขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายห่งยาวราว ๓๐ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลปนเขียวรวมทั้งมีแถบสีแก่กับสีจางพิงขวางตลอดลำตัว เปลือกหัวสะอาด ไม่มีขน  ฟันกรีด้านบนมี๗-๘  ซี่ ข้างล่างมี ๓ ซี่  ช่องข้างกรีทั้งคู่ด้านแคบและก็ยาวไม่ถึงฟันกรีซี่ท้ายที่สุด  เป็นกุ้งที่ตัวโต มักอยู่ภายในเขตพื้นที่ที่กระเป๋านทรายคละเคล้าโคลน  กินทั้งยังพืชรวมทั้งสัตว์เล็กๆในน้ำเป็นอาหาร  เมื่อโตเต็มที่จะย้ายถิ่นจากริมฝั่งไปยังทะเลลึก  ๒๐-๓๐ เมตร เพื่อผสมพันธุ์แล้วก็ตกไข่  ตัวอ่อนที่โตพอก็จะย้ายถิ่นมาหารับประทานยังชายฝั่ง
ผลดีทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “มันกุ้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในตำรับยาแผนโบราณหลายขนาน ตัวอย่างเช่น ยาขนานหนึ่งในหนังสือเรียนยาศิลาจารึกวัดราชโอรสาราม ให้ยาแก้โรคฝีดาษอันกำเนิดในเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ และก็เดือน ๑ เข้า “น้ำมันหัวกุ้ง” เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ขนานหนึ่งเอาน้ำลูกตำลึง น้ำมันงา น้ำมันหัวกุ้ง น้ำมันรากถั่วภูเขา เอาเท่าเทียมกัน พ่นฝีเพื่อเสลด  ให้ยอดขึ้นหนองสวยดีนัก

5
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาซ่อน
« เมื่อ: ธันวาคม 25, 2017, 10:33:45 AM »

ปลาช่อน
ปลาช่อนเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันหลัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa striata (Bloch)
จัดอยู่ในตระกูล Channidae
มีชื่อสามัญว่า snakehead murrel
บางถิ่น (ตะวันตกเฉียงเหนือแล้วก็อีสาน) เรียก ปลาค้อ ก็มี
ชีววิทยาของปลาช่อน
ปลาช่อนมีรูปร่างกลมเป็นทรงกระบอก ลำตัวข้างหางจะแบนนิดหน่อย ความยาวของลำตัวเมื่อโตเต็มกำลัง ๖๐-๗๕ เซนติเมตร (มีกล่าวว่าลำตัวยาวได้ถึง ๑ เมตร) หรือ มีความยาวเป็น ๕.๕-๖ เท่าของความลึกของลำตัว รวมทั้งเป็น ๓.๒-๓.๓ เท่าของส่วนหัว ลำตัวข้างบนโค้งลงนิดหน่อย ส่วนเรือท้องแบน ข้างๆของส่วนหางแบน ลำตัวมีตั้งแต่ว่าสีเทาถึงสีเทาผสมน้ำตาล หลังสีดำ ส่วนท้องสีขาว รวมทั้งอาจมีจุดประสีดำหรือสีน้ำตาลกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป ข้างๆของลำตัวมีลายสีน้ำตาลหรือสีเทาปนดำ (ขนาดและรูปร่างไม่สม่ำเสมอ) พิงขวางลำตัวจากบริเวณใต้เส้นข้างตัวไปยังรอบๆท้อง ในลางตัวลายเหล่านี้บางทีอาจพาดขวางลำตัวต่อเนื่องกันจากรอบๆครีบหูถึงคอดหางราว ๑๕ แถบ   อย่างไรก็ดี สีและก็ลายนี้เปลี่ยนแปลงไปตามถิ่นที่อยู่รวมทั้งฤดูกาล หัวปลาช่อนมีขนาดใหญ่ ลักษณะแบนจากบนลงข้างล่าง ตามีขนาดใหญ่ อยู่ข้างๆของส่วนหัว จะงอยปากกลมมน ปากกว้างและเฉียงลง มุมปากลึกแล้วก็ยื่นเลยจากตามาก ขากรรไกรสามารถยึดหดได้ ขากรรไกรข้างล่างยื่นล้ำขากรรไกรบนบางส่วน ฟันที่ขากรรไกรบนและด้านล่างเป็นซี่เล็กมากมาย ชิดกันเป็นแผ่นและก็แหลมคม ขากรรไกรบนมีเขี้ยว มีฟันที่เพดานด้านหน้าแล้วก็เพดานส่วนใน ฟันที่กรามรวมทั้งเพดานมีราว ๔ แถว แผ่นปิดกระพุ้งแก้มเปิดกว้างได้ รอบๆบ้องคอเหนือเหงือกมีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจ  ทำให้เคลื่อนอยู่บนบกและก็ฝังตัวอยู่ในโคลนได้เป็นระยะเวลานาน  ส่วนบนรวมทั้งด้านข้างหัวมีเกล็ดปกคลุมครีบข้างหลังแล้วก็ครีบก้นยาวเกือบถึงโคนครีบหาง ครีบข้างหลังมีก้านครีบ ๓๘-๔๒ ก้าน ครีบก้นมีก้านครีบ ๒๔-๒๖ ก้าน ครีบอยู่ทางด้านท้องใกล้ช่องเปิดทวารแล้วก็ครีบก้น ครีบหูอยู่ข้างๆของลำตัวถัดจากช่องเหงือก ครีบหางกลม คอดหางแบนข้าง  ครีบทุกครีบมีสีเทาคละเคล้าสีน้ำตาลดำ แล้วก็ครีบทุกครีบไม่มีก้านครีบแข็ง เกล็ดปลาช่อนมีลักษณะกลมมน ขอบเรียบ เกล็ดตามลำตัวมีสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา ส่วนหลังสีดำ เกล็ดบนเส้นข้างลำตัวมี ๕๒-๕๗ เกล็ด เส้นข้างลำตัวไม่ต่อกันเป็นแนวเดียว แต่มีรอยหักลงไปตรงรอบๆเกล็ดที่ ๑๗-๒๐ ข้างบนและก็ข้างๆของลำตัวมีเกล็ดขนาดใหญ่ แต่เกล็ดที่บริเวณศีรษะแข็งกว่าเกล็ดที่บริเวณลำตัว ปลาช่อนเป็นปลาที่มีนิสัยดุร้าย   ทรหดอดทน   หาเลี้ยงชีพตั้งแต่ระดับพื้นดินจนกระทั่งผิวน้ำ ชอบอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความลึกไม่เกิน ๑ เมตร โดยเฉพาะในรอบๆที่มีพรรณไม้น้ำให้แอบตัวได้ ปลาช่อนสืบพันธุ์กันในฤดูฝน  โดยที่เพศผู้รวมทั้งตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์จะจับคู่กัน  ช่วยกันกัดต้นหญ้าชายน้ำเพื่อทำแอ่งตกไข่ ต่อจากนั้นตัวเมียก็ตกไข่ แล้วเพศผู้ฉัดน้ำกามเข้าผสม เพศผู้ปฏิบัติภารกิจรอดูแลลูก  ราษฎรเรียกลูกอ่อนของปลาช่อนว่า ลูกครอก เมื่อยังเล็กตัวมีสีออกแดง ดำผุดดำว่ายอยู่ตามแอ่งน้ำไม่ลึกนัก โดยมีพ่อปลาช่อนซุ่มตัวรอระวังอยู่ ปลาช่อนกินปลาเล็กและเนื้อสัตว์อื่นเป็นของกิน เป็นปลาที่มักพบในทุกภาคของประเทศไทย

คุณประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ปลาช่อนเป็นเครื่องยามาแต่โบราณ ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า เนื้อสด มีรสหวาน ชอบกับธาตุทั้งผอง กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดเสมหะ ปิดตะยับยั้งวาตะ เนื้อแห้ง มีรสหวาน มัน มีสรรพคุณชูกำลัง แก้อ่อนแรง แก้เด็กตัวร้อน นอนผวา   มือเท้าเย็น ข้างหลังร้อน หอบ  ชักจากไข้สูง แก้ชางทับสำรอก ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ดี มีรสขม   แก้ตาอักเสบ ตาแดง แก้ลอยรอยแผล   หางแห้ง มีรสเย็น คาว แก้เม็ดยอดในปาก แก้ฝ้าละออง และเกล็ด มีรสจืดชืด  คาว ทำให้เกิดลมเบ่งเวลาคลอด พระตำราโรคนิทาน ให้ยาขนานหนึ่งสำหรับใช้หยอดตาแก้ “น้ำตาตกหนักให้ตามัว” ยาขนานนี้เข้า “หินในสีสะปลาช่อน” หรือหินในหัวปลาช่อน   เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ น้ำตานั้น  แตกพิการให้ตามัว  ให้น้ำตาตกหนัก  แล้วตั้งแต่แห้งไปตานั้นก็เปนดุจเยื่อ ผลลำไย หากจะแก้ให้ประกอบยานี้  รากคนทิสอ ๑  รากเสนียด ๑  ผลมะตูมอ่อน  ๑  ขิงแห้ง ๑ ทำเท่าเทียมกัน  ต้มกิน  แล้วจึงประกอบยาหยอดตาให้ประชุม  หินในสีสะปลาช่อน  ๑  บัลลังก์หินผา ๑ พิมเสน  ๑ ฝนหยอดตา  สังเกตดูถ้ามีน้ำตาไหลออกมาถึงแก้ม  ผู้ป่วยนั้นก็ยังไม่ตาย  หากไม่มีน้ำตา  ตายแล   พระหนังสือธาตุภิวังค์ ให้ยาแก้ไข้ที่ทำให้ชักขนานหนึ่ง ชื่อ “ยาอนันตไกรวาต” ยาขนานนี้เข้า “คางปลาช่อน” เป็นยาเครื่องด้วย ดังนี้ ยาชื่ออนันตไกรวาต  แก้พิษไข้ทำให้ชักลิ้นกระด้างคางแข็ง  แล้วก็ชักให้สั่นไปอีกทั้งกาย  แลทำพิษต่างๆ ถ้าหากจะแก้ท่านให้เอากระดูกงูงูเหลือม ๑  กระดูกงูทับสมิงคลา  ๑  คางปลาช่อน ๑ งา ๑  กรามแรด ๑ ยาดังนี้ขั้วให้เกรียม โกฐหัวบัว  ๑  โกฐสอ  ๑  โกศกระดูก  ๑  เทียนดำ  ๑  ผลโหระพา  ๑  ผลผักชี  ๑  น้ำประสานทอง  ๑ ใบพิมเสน  ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบผักหวาน ๑ ใบทองหลางน้ำ  ๑  รากถั่วภูเขา  ๑  รากตำลึงเพศผู้  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  ดอกพิกุล  ๑  ยาดังนี้เอาส่วนเท่ากัน  บดทำแท่งไว้ น้ำกระสายนั้นให้เอาชาวเข้าหรือน้ำดอกไม้ก็ได้ แซกดีงูแลพิมเสน รับประทานแก้กิน แก้ชัก แก้เชื่อมมึน แก้ลิ้นกระด้างคางแข็ง อีกทั้งกินทั้งซะโลมก็ได้แล ยานี้ได้เชื่อมาแล้ว เปนมหาวิเศษนัก

6
อื่นๆ / สัตววัตถุ คางคก
« เมื่อ: ธันวาคม 22, 2017, 07:17:47 PM »

คางคก
คางคกเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มีกระดูกสันหลัง มี ๔ ขา เมื่อโตสุดกำลังไม่มีหาง จัดอยู่ในสกุล  Bufonidae คางคกแท้อันเป็นคางคกที่จัดอยู่ในสกุล Bufo เจอได้เกือบจะทั้งโลกกว่า ๑00 ประเภท ที่เจอในประเทศไทยมีหลากหลายประเภท อาทิเช่น
คางคก อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo melanostictitcus  (Schneider)
คางคกป่า อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Bufo macrotis ( Boulenger)
คางคกไฟ หรือคางคกหัวจีบ อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ Bufo parvus (Boulenger)
ชีววิทยาของคางคก
คางคกมีรูปร่างคล้ายกบ คุณลักษณะเด่นของคางคกคือ หนังขรุขระเต็มไปด้วยปุ่มปมเล็กบ้างใหญ่บ้าง เงื่อนใหญ่ๆมักอยู่ตามหลัง เงื่อนใหญ่ที่สุดอยู่ด้านหลังตา เงื่อนพวกนี้คือต่อมพิษ มีน้ำพิษเป็นยางเหนียวๆ(น้ำพิษนี้เมื่อถูกผิวหนังจะทำให้คัน เมื่อรับประทานเข้าไปจะก่อให้เมา อาจส่งผลให้ตายได้) คางคกมีขาสั้นกว่ากบ มีฟัน
คางคกอยู่ตามพื้นหรือใต้ดิน ออกหากินช่วงเวลาค่ำคืน ตามธรรมดาหากินตัวหนอนและแมลง โดยใช้ลิ้นที่เป็นแฉกแลบออกมาจับตัวหนอนหรือแมลงแล้วตวัดเข้าปากกลางวันมักแอบนอนอยู่ใต้ก้อนหินหรือขอนไม้ หรือนอนนิ่งอยู่ตามซอกหรือในโพรงดิน เมื่อถึงเวลาผสมมจำพวก คางคกเพศผู้ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าตัวเมียจะเกาะบนพื้นหลังตัวเมีย แล้วปล่อยน้ำเชื้อเข้าสู่ช่องร่วมซึ่งใช้เป็นทั้งถ่ายและก็ขยายพันธุ์ ตัวเมียออกไข่ในน้ำ ไข่ออกเป็นสายวุ้นยาวๆเมื่ออกเป็นตัวก็จะเป็นลูกอ๊อดเหมือนๆกับ ลูกกบ แม้กระนั้นดำกว่า

ยางคางคก
ยางคางคกเป็นยางสีขาวที่ได้จากต่อมบริเวณใต้ตาของคางคก น้ำมาทำให้แห้งจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ กระบวนการทำให้แห้งบางทีอาจใช้แนวทางผึ่งงเอาไว้ภายในที่ร่มไม่ผึ่งแดด จีนเรียกเครื่องยานี้ว่า เฉลียงชู (chansu) ญี่ปุ่นเรียก เซนโซ (senso) ตำรำยาแห่งประเทศจีน ฉบับปี คริสต์ศักราช ๒000 รับประกันเครื่องยานี้ในชื่อ  Venenum Bufonis ชื่อภาษาอังกฤษว่า Toad  Venom  ตำรานี้ว่าอาจได้จากคางคก ๒ จำพวกหมายถึงคางคกจีน (Bufo gargarizans Cantor) หรือคางคก   Bofo melanostictus ( Schneider)
สมุนไพร ยางคางคกมีคุณสมบัติหวาน ฝาด อุ่น และก็เป็นพิษ ไปสู่เส้นไตและกระเพาะ มีคุณสมบัติถอนพิษ แก้ปวด แล้วก็ทำให้ฟื้นคืนสติ ก็เลยใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้ปวด แก้เจ็บท้อง แก้ไอ ใช้ผสมเป็นยาทาภายนอกใช้สำหรับแก้คัน และก็แก้โรคผิวหนังลางจำพวก ด้วยเหตุว่ามีฤทธิ์หยุดความรู้สึกที่ปลายประสาทใช้แก้พิษฝีต่างๆ
ยางคางคกมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อหัวใจหลายอย่าง สารพวกนี้ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ บีบตัวได้แรงขึ้นหลากหลายประเภท ที่สำคัญเช่น สารโฟทาลิน (bufotalin) สารบูโฟนิน (bufonin)
ประโยชน์ทางยา
คางคกที่ ใช้ ทางยาเป็นคางคก มันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bofo meianostictus (schneider) จำพวกนี้มีความยาว จากปากถึงตูดราว ๑๐ ซม. แพทย์แผนไทยใช้คางคกตายซาก เป็นคางคกที่ตายแล้วแห้งไม่เน่าเหม็น เอาสุมไฟหมดทั้งตัว จนถึงเป็นถ่านแล้วบดผสมกับน้ำมันยาง (Dipterocarpus alatus Roxb) ทาแผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง โรคกุฏฐัง ฆ่าเชื้อโรคก้าวหน้า

7
อื่นๆ / สัตววัตถุ งูเหลือม
« เมื่อ: ธันวาคม 21, 2017, 04:34:37 PM »

งูเหลือม
งูเหลือมเป็นงูไม่มีพิษมีขนาดใหญ่รวมทั้งยาวที่สุดในโลก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า python retculatus (schneider)
จัดอยู่ในตระกูล Boidae
ตระกูลย่อย pythoninae
มีชื่อสามัญว่า reticulated python หรือ regal python
ชีววิทยาของงูเหลือม
งูเหลือมมีลำดับตัวยาว หนา อาจยาวได้ถึง ๑๐ เมตร ใจกลางลำตัวป่องออกมีเกล็ดปกคลุม โดยปกติเกล็ดมีสีเหลืองหรือสีเหลืองปนสีน้ำตาล มีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มีเกล็ดสีดำ มีเกล็ดสีเหลืองเป็นขอบใน และก็มี เกล็ดสีน้ำตาลปนเทาอญุ่ข้างในอีกทีหนึ่ง ขอบนอกของเกล็ดมีสีดำ มีเกล็ดสีเหลืองทองคำสดกว่าบริเวณอื่น บริเวณข้างในข้างลำตัวมีแถบเกล็ดสีดำ ด้านในมีเกล็ดสีขาวเป็นแถบ เกล็ดข้างลำตัว รอบๆที่ติด กับเกร็ด ท้อง มีสีดำสลับกับขาวไร้ระเบียบ เกล็ดท้อง สีนวลหรือสีเหลืองอ่อน บริเวณศีรษะมีสีเหลืองคละเคล้าน้ำตาล มีเส้นสีดำเล็กๆพาดผ่านกลางหัว ซึ่งเป็นจุดแข็งของงูเหลือม ที่ใช้แบ่งประเภท จากงูประเภทเดียวกันชนิดอื่นๆที่คล้ายคลึงกัน ( เช่นงูหลาม) ดวงตาสีเหลืองหรือสีเหลืองเข้ม มีแถบสีดำเล็กๆภาพถ่านจากตาถึงมุมปาก งูเหลือมบางทีอาจ
งูเหลือม
ขายได้ถึงเวลาละ๑๒๔ฟอง  แม่งูคอยดูแลจนถึงไข่ฟักเป็นตัว ลูกงูเหลือมที่ฟักออกมาใหม่ยาวราว  ๕๕ ซม.
งูเหลือมพบได้ในทุกภาคของประเทศ ทั้งในป่าดงดิบแล้วก็ป่าทรุดโทรม พบได้บ่อยหากินบนพื้นดิน โดยการดักรอเหยื่อ เมื่อเหยื่อผ่านเข้ามาในระยะใกล้ก็จะฉกกัด รวมทั้งม้วนตัวรัดเหยื่อจนตาย แล้วจึงกลืนรับประทานเหยื่อที่ตายแล้ว
งูหลาม
ลวดลายแถวๆศีรษะของงูเหลือม งูหลาม และก็งูหลามปากเป็ดงูหลาม(rook python)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าpython molunis bivittatus schiegel  เป็นงูที่มีขนาดใหญ่เป็นชั้น ๓ ของโลก รองจากงูเหลือม และก็งูแอนะคอนด้า | anaconda ชื่อวิทยาศาสตร์ Eunectes murinus (Linnaeus) ในวงศ์ Boidel พบบ่อยในป่าโปร่ง ทุ่งหญ้า เว้นเสียแต่ทางภาคใต้ (มีเฉพาะจังหวัดชุมพร)งูนี้ มีลักษณะ อ้วน ดก ลำตัวสั้นกว่างูเหลือมมากมาย ยาวสุดกำลังไม่เกิน ๗ เมตร มีลวดลายแตกต่างจากงูเหลือม โดยที่ลำดับตัวมีสีเหลืองหรือสีเหลืองอมสีน้ำตาลและ มีแผลสีน้ำตาลเข้มขนาดใหญ่ รูปร่างเป็นเหลี่ยมไม่แน่นอน เกล็ดท้องสีขาวหรือสีนวล ข้อดีอยู่ที่ลวดลายแถวๆศีรษะ ซึ่งมีลาย3สีน้ำตาลเข้ม เป็นรูปลูกศรอยู่กึ่งกลางหัว ด้านข้างหัวมีแถบสีน้ำตาลเข้มสิ่งเดียวกัน ในตามีสีน้ำตาลเข้ม งูหลามตกไข่คราวละ ๓๐-๕๐ ฟอง แม่งู รอดูแลไข่โดยใช้ลำตัวออกรอบ ลูกงูหลามที่ฟักออกมามีความยาว ราว ๕๐- ๘๐ ซม. งูหลามอีกประเภทหนึ่งเรียบงูหลามปากเป็ด (blood python) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า python curtus schiegel เป็นงูที่มีขนาดเล็กที่สุดในตระกูลงูเหลือม พบในป่าดงดิบรอบๆชายน้ำ เหตุเพราะเป็นงูที่ชอบน้ำว่ายได้ พบบ่อยงูประเภทนี้ในน้ำ ซุกตัวอยู่ตามโคลนหรือตามพืชน้ำเพื่อดักรอเหยื่อ เจอเฉพาะภาคใต้ของเมืองไทย ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงไป งูนี้มีความยาวเต็มกำลังที่ราว ๒.๕ -๓ เมตร รูปร่างสั้นและก็หนากว่าประเภทอื่น หัวมีขนาดค่อนข้างจะเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว พื้นลำตัวสีน้ำตาลอมสีส้มจนถึงสีแดงคล้ำ สีจะเข้มที่สุดทางข้างบนลำตัว ด้านข้างมีสีอ่อน กว่า ด้านบนลำตัวมีแถบสีน้ำตาลเหลืองหรือสีน้ำตาล ยาวบ้างสั้นบ้างไม่แน่นอนกระจัดกระจายตามสันหลัง ข้างๆลำตัวมีเกล็ดสีขาว หรือสีนวลเรียงกันแบบสลับฟันปลา ไร้ระเบียบ ข้างล่างของเส้นนี้มีเกร็ดสีดำ ส่วนหัวมีสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลเข้ม มีเส้นสีแก่เล็กๆลากผ่าน หัวคล้ายงูเหลือม งูหลามปากเป็ดออกไข่คราวละ ๑๐-๑๕ ฟอง ลูกหมูที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆมีความยาวราว ๓๕ซม.

ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร หมอแผนไทยใช้ดีงูงูเหลือมกระดูกงูงูเหลือมแล้วก็น้ำมันงูเหลือมเป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน ดีงูเหลือมเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งที่ใช้มากมายในยาไทยใช้ทั้งแทรก เป็นกระสายยาแล้วก็เป็นเครื่องยา ได้จากถุงน้ำดีของงูเหลือมนำมาผึ่งไว้จนกว่าจะแห้งสนิท หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ช่วยให้ตัวยา แล่น เร็ว ดับพิษ ตานซางในเด็ก ใช้ฝนกับยาหยอดตา แก้ตาเฉอะแฉะตามัวตามัวตาแดงและแก้ปวดตาได้ คู่มือฉันทศาสตร์อันเป็นตำราแพทย์ที่เรียบเรียงและแต่งลางส่วน โดยพระยาวิชยาหัวหน้า (กล่อม) เจ้าผู้ครองนครจันทบุรีเดี๋ยวนี้เอ๋ยถึงไข้ป่วง๘ ประการและยาบำบัด มีเรื่องมีราวที่เกี่ยวกับการใช้ดีงูเหลือมเป็นกระสายยาดังต่อไปนี้ จะอภิปรายในเรื่องรส เปรี้ยวปรากฏเคยสำเหนียก ส้มมะขามเปียกฝักส้มป่อย เปรี้ยวอร่อยน้ำส้มซ่า ขมธรรมดาบอระเพ็ด กระจู๋ม ขมเป็นจอม ดีงูงูเหลือม เผ็ดเพียงพอเอื้อม ขิง ดีปลี ภิมเสนมีให้ใส่แซก อนึ่งเค็มแปลกนอกเหนือจาก เกลือ ทราบไว้เผื่อแก้ไม่หยุดมุตร์มนุษย์เปลือกลำภู สองสิ่งรู้เถิดเค็มกร่อยอ่านบ่อยๆให้จำได้ จะได้ใช้แซก ลากยาในแบบเรียนป่วง เป็ด ประการตามตำราโบราณซึ่งท่านแต่ก่อนกล่าวเอ่ย ภาพคู่มือปฐมจินดาร์ อันเป็นตำราเรียนแม่บทของแพทย์แผนไทยที่ว่าด้วยแม่และเด็กให้ยาหลายขนานที่ใช้ดีงูเหลือม มีอยู่ขนานหนึ่งที่ใช้ดีงูงูเหลือมเป็นเครื่องยาด้วยดังนี้ ยาใช้ภายนอกหละ ขนานนี้ท่านให้เอาชาดหรคุณ ๑พิมเสน ๑ใบนมจิตร์ ๑ใบมะระใบแมลงสาบดีงูงูเหลือม รวมยา๖ สิ่งนี้เอาส่วนเสมอกันตามเป็นผงทำแท่งไว้เอาเกลือรำฝึกหัดทาหละแลยอดทราง ที่ขึ้นลิ้นนั้นหายดีนักกรอบเดือนกงูเหลือมตำราเรียนสรรพคุณ ยาโบราณว่ากระดูกงูเหลือมมีรสเย็น เมาเบื่อมีสรรพคุณดับพิษรอยแดง แก้เมื่อยแก้ร้อนใน กระสับกระส่ายใช้เป็นเครื่องยาในไทยหลายขนาน อาทิเช่นยาขนานหนึ่งในพระคัมภีร์ไกษย มีบันทึกไว้ว่า ยาแก้ลมไกษย เอาหินปูน 1 กระดูกงูงูเหลือม 1 หอยกาบเผา 1 ละลายสุรากิน ถ้าเกิดมิฟังยานี้ แล้ว ก็เป็นกรรมของผู้นั้นตายแลอย่าสงสัยเลย
๓. น้ำมันงูเหลือมจัดเตรียมไว้โดยการเอาไปเปลวมัน ในตัวงูเหลือมใส่ขวดผึ่งแดดจัดจัด จนถึงเปลวมันละลายใส่เกลือไว้ก้นขวดน้อยเพื่อการเหม็นเน่าแพทย์แผนไทยว่าน้ำมันงูเหลือมมีรสร้อน ใช้ป้ายยาแก้กลยุทธ์ ขัดยอกแรงรอบฉายคาดหัวนวดเพื่อเส้นเอ็นอ่อนและก็หย่อนได้ ในคัมภีร์ชวดารให้ยา 2 ๒ขนานที่เข้า “น้ำมันงูเหลือม” เป็นเครื่องยาด้วย ขนานหนึ่งมีบันทึกไว้ดังนี้ ลมประเภทหนึ่งเข้าในไส้ใหญ่ไส้น้อย ผูกให้ช่างมือชักเท้าแขนงอจะเปิบเข้าก็มิได้ จะจับสิ่งอันใดก็ไม่ได้สมมติเรียกว่าลงตะคิว เอาน้ำมันหมู ๑ บาทหัวดองดึง ๑บาท พริกไท ๒๐ บาทใส่หม้อฝังไว้ใต้ดิน ๓ วันแล้วเอาขึ้นหุงให้อาจจะแต่น้ำมัน ก็เลยเอาการะบูร ๑ พิมเสน ๑ กระวาน ๑  กานพลู ๑น้ำมันงูเหลือม ๑ ใส่ลงทา ตากแดด สำหรับรมเท้าตาย หายแล นอกจากนี้หนังงูเหลือมที่ขัดดีแล้วใช้ทำรองเท้าสายรัดเอวกระเป๋าเนื้องูเหลือมกินได้ชาวจีนถูกใจรับประทานแม้กระนั้นหาเลี้ยงชีพยากแล้วก็มีราคาแพง

Tags : สมุนไพร

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ งูเห่า
« เมื่อ: ธันวาคม 21, 2017, 10:37:53 AM »

งูเห่า
งูเห่าเป็นงูพิษขนาดปานกลางถึงขั้นใหญ่
มีชื่อวิทยาศาสตร์ Naja naja kaouthia Lesson
มีชื่อสามัญว่า Thai cobra หรือ common cobra หรือ Siamwse cobra
จัดอยู่ในตระกูล Elapidae งูเห่าหม้อ หรือ งูเห่าไทยก็เรียก
งูเห่าไทยที่โตสุดกำลังมีความยาวราว ๑๓๐ เซนติเมตร วัดขนาดผ่านศูนย์กลางของลำตัวราว ๕ ซม. มีลวดลายสีสันไม่เหมือนกันออกไปในแต่ละตัว สีที่พบได้บ่อยคือสีเทนดำ  นอกนั้นอาจมีสีน้ำตาลเข้ม เขียวหม่นหมอง หรืออมเขียว มักมีสีเดียวกันตลอดทั้งลำตัว ลวดลายบนตัวมีความหลากหลายมาก โดยเฉพาะลวดลายที่คอหรือ “ดอกจัน”งูเห่าไทยที่พบได้มากมีดอกจันเป็นวงกลมวงเดียว ก็เลยมีชื่อเรียกในภาษษอังกฤษว่า monocellate cobra  บางชนิดมีดอกจันวโลภลมตัดกัน ๒ วงเหมือนแว่นสายตา เรียกงูเห่าแว่น  บางจำพวกมีดอกจันรูปดโป้อกส้านหรือตาลายอ้อย เรียกงูเห่าดอกส้าน  บางจำพวกมีลายดอกจันเป็นรูปอานม้า ก็เรียกงูเห่าอานม้า งูเห่าพ้นพิษ งูเห่าอีกกรุ๊ปหนึ่ง เรียกงูเห่าพ้นพิษ (spitting  cobra) ที่เจอในประเทศไทยมี ๓ จำพวก  อย่างเช่น
๑.งูเห่าด่างพ่นพิษ (black and white spitting cobra)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Naja naja siamensis Nutphand
ประเภทย่อยนี้มีลักษณะคล้ายงูเห่าไทย  แม้กระนั้นขนาดเล็กกว่า  ลำตัวยาวราว ๘๐  ซม.  คล่องแคล่ว  ปราดเปรี่ยว  แล้วก็ดุกว่างูเห่าไทย  พ่นพิษได้ไกลราว ๒ เมตร  ลำตัวมีสีไม่แน่นอน  สีด่างถึงขาว  ดอกจันรูปตัวยู (U)  ในภาษาอังกฤษ  บางที่เรียก  งูเห่าเรื้อน  พบได้ทั่วไปในภาคตะวันตกรวมทั้งตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองไทย  ตัวอย่างเช่นที่จังหวัดกาญจนบุรี  อ่างทอง  สุพรรณ  รวมทั้งตาก  นอกเหนือจากนั้นยังบางทีอาจเจอทางภาคทิศตะวันออกด้วย  ดังเช่น  จันทบุรี  ชลบุรี  งูที่พบบริเวณนี้มักไม่มีลายด่างขาว
๒.งูเห่าทองคำพ่นพิษ (going  spitting  cobra)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Naja naja sumatranus Var
งูชนิดย่อยนี้มีลำตัวยาวราว  ๙๐  ซม.  มีสีเหลืองปราศจากตลอดตัว  บางตัวอาจมีสีเหลืองอมเขียว  ไม่มีลายสีอื่นๆ ไม่มีดอกจันบนหลังคอรวมทั้งท้องสีขาว  ภาคใต้พูดได้ว่างูเห่าปลวก  งูชนิดนี้มีน้ย  เจอเฉพาะทางภาคใต้ของเมืองไทย  ยกตัวอย่างเช่นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช  สุราษฎร์  พัทลุง  และจังหวัดสตูล
๓.งูเห่าอีสานพ่นพิษ (isan  spitting  cobra)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Naja naja isanensis (Nutphand)
งูชนิดย่อยนี้ลำตัวเล็กกว่าประเภทย่อยอื่นๆ ยาวราว ๖๐-๗๐ ซม.  ดุ  คล่องแคล่ว  ปราดเปรี่ยว  พ่นพิษเก่งมาก  มีสีเขียวอมเทา  เขียวอมน้ำตาล  หรือเขียวหม่นทั้งตัว  ไม่มีลายชัดแจ้ง  มักไม่มีดอกจัน  แม้กระนั้นบางตัวอาจมีดอกจันรูปตัวยู(U) ในภาษาอังกฤษแจ่มชัดกว่างูเห่าด่างพ่นพิษ  พบบ่อยทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  บางถิ่นเรียก งูเห่าเป่าตา
งูเห่าอีก  พบได้ทั่วไปที่จังหวัดสุพรรณบุรี  จำพวกนี้ลำตัวมีสีนวลและไม่มีดอกจัน เรียกงูเห่าสีนวล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Naja  kaouthia  suphandensis (Nutphand)

ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยรู้จักใช้รอยเปื้อนงูเห่า กระดูกงูเห่า ดีงูเห่า และน้ำมันงูเห่า นอกเหนือจากนี้แพทย์ตามต่างจังหวัดยังใช้งูเห่าทั้งตัวปิ้งไฟจนกระทั่งแห้งกรอบ  ดองสุรารับประทานแก้ปวดเมื่อย  แก้ปวดหลัง  รวมทั้งแก้ผอมบางในสตรีข้างหลังคลอดบุตร  รวมทั้งใช้หัวงูเห่าสุมไฟให้เป็นถ่าน  ปรุงเป็นยาแก้ชาชักในเด็ก  ลดหุ่น  ว่ามีรสเย็นและก็เมา
๑.คราบงูเห่า  เป็นคราบเปื้อนที่งูเห่าลอกทิ้งเอาไว้ ในพระตำราปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งที่เข้า “คราบงูเห่า” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ภาคหนึ่งยาใช้ภายนอกตัวกุมาร   กันสรรพโรคทั้งปวง  แลจะเป็นไข้อภิฆาฎก็ดีแล้ว  โอปักกะมิกาพาธก็ดี ท่าน ให้เอาใบมะขวิด รอยเปื้อนงูเห่า หอมแดง สาบอีแร้งสาบกา ขนเม่น ไพลดำ ไพลเหลือง บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำนมโค  ทาตัวกุมาร  ชำระความมัวหมองโทษทั้งปวงดีนัก
๒.กระดูกงูเห่า  มีรสเมา  ร้อน  แก้พิษเลือดลม  แก้จุกเสียด  แก้ษนัย  แก้เมื่อย  แก้ชางต้นตานขโมย  และปรุงเป็นยาแก้แผลเนื้อร้ายต่างๆ ในพระคัมภีร์จินดาร์ให้ยาอีกขนานหนึ่งเข้า “กระดูกงูเห่า”  เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ยาทาท้องแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ   ขนานนี้ท่านให้เอาใบหนาด ๑ ใบคนทีสอ ๑ ใบประคำไก่ ๑ ใบผักเค็ด ๑ ใบผักเศษไม้ผี ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ เม็ดในสะบ้ามอญ ๑ มดยอบ ๑ กำยานผี ๑ ตรีกะฎุก ๑ สานส้ม ๑ โปตัสเซี่ยมไนเตรดขาว ๑ น้ำประสานทอง ๑ กระชายกระทือไพล ๑ หอม ๑ กระเทียมขมิ้นอ้อย ๑ กระดูกงูงูเหลือม ๑ กระดูกงูเห่า ๑ กระดูกห่าน ๑ กระดูกเลียงผา ๑ มหาหิงคุ์ยาดำ ๑ รงทอง ๑ รวมยา ๒๘ สิ่งนี้  ทำเปนจูณ  บดทำแท่ง  ละลายน้ำมะกรูดทาท้อง  แก้ท้องรุ้งท้องมาร  แก้มารกระไษยลม  แก้ไส้พองเอาเท่าเทียมกัน  ท้องใหญ่  ท้องอืดท้องเขียว  อุจจาระฉี่มิออก  ลมทักขิณคุณ  ลมประวาตคุณ  หายสิ้น
๓.ดีงูเห่า มีรสขม  ร้อน  ผสมยาหยอดตาแก้ตาฝ้า  ตามัว  ตาแฉะ  ตาต้อ  และก็บดเป็นกระสายยาช่วยทำให้ฤทธิ์ยาแล่นเร็ว  ในพระตำราปฐมจินดาร์  ให้ยาขนานหนึ่งเข้า “ดีงูเห่า”  เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ยาชื่ออินทรบรรจบคู่กัน  ขนานนี้ท่านให้เอาชะมดพิมเสน ๑ จันทน์ทั้งคู่๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ขอนดอก ๑ ว่านกลีบแรด ๑ ว่านร่อนทองคำ ๑ ผลมะขามป้อม ๑ ยาดำ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ กระเทียม ๑ ดีงูเหลือม ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง  เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ เทียนแดง ๑ เทียนเยาวภานี ๑ เทียนสัตตบุษย์ ๑ ผลจันทน์ดอกจันทน์กานพลูกระวาน ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง รวมยา ๒๓ สิ่งนี้  ทำเปนจุณ  แล้วจึงเอา ดีงูเห่า ๑ ดีตะไข้ ๑ ดีตะพาบน้ำ ๑ ดีปลาช่อน ๑ ดีปลาไหล ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง  แช่เอาน้ำเปนกระสาย  บดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำดอกไม้รับประทาน  แก้อับจน  หากไม่ฟัง  ละลายสุรากินแก้สรรพตาลทรางทั้งหมด  แลแก้ชักเท้ากำมือกำ  หายดีนัก
๔.น้ำมันงูเห่า  ตระเตรียมได้โดยการเอาเปลวมันในตัวงูเห่าใส่ขวด ผึ่งแดดจัดๆ จนกระทั่งเปลวมันละลาย  ใส่เกลือไว้ตูดขวดนิดหน่อยเพื่อกันเหม็นเน่า  ในหนังสือเรียนพระยารักษาโรค  พระนารายณ์มียาขี้ผึ้งขนานหนึ่งว่า “น้ำมันงูเห่า” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ขี้ผึ้งบี้พระเส้น  ให้เอาชะมดทั้งยัง ๒ ไพล พิมเสน โกฏเชียง  กรุงเฉมา  ดีงูเหลือม  จันทน์ทั้งยัง ๒ กฤษณา  กระลำพัก สิ่งละเฟื้อง  โกฏสอ โกฏเขมา โกฏจุลาลำภา  โกฏกัยี่ห้อ  โกฏสิงคี  โกฏหัวบัว  มัชะกิยพระสรัสวดี  กระวาน  กานพลู  ลูกจันทน์  ดอกจันทน์  เทียนดำ  เทียนขาว พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ดีปลี ลูกกราย  ฝิ่น  สีผึ้ง สิ่งละสลึง  กะเทียม  หอมแดง  ขมิ้นอ้อย  ๒ สลึง  ทำเป็นจุณ  ละลายน้ำมะนาว ๑๐ ใบ  น้ำมันงาทนาน ๑  น้ำมันหมูหลิ่ง น้ำมันเสือ น้ำมันไอ้เข้  น้ำมันงูเห่า น้ำมันงูเหลือม  พอสมควร  หุงให้อาจจะแต่ว่าน้ำมัน  ก็เลยเอาชันรำโรง ชันห้อย ชันระนัง ใส่ลงพอสมควร  กวนไปก็ดีจึงเอาทาแพรทาผ้าถวาย ทรงปิดไว้ ที่พระเส้นอันแข็งนั้นหย่อนยาน

9
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าน้ำจืด
« เมื่อ: ธันวาคม 16, 2017, 10:23:38 AM »

วงศ์เต่าน้ำจืด
เต่ากระอานBatagur Baske(Gray) ๕๖ ซม.
เต่าขนาดใหญ่ กระดองเรียบ โค้งมน นิ้วเท้ามีพังผืดยึดเต็ม มี ๔ เล็บ จมูกค่อนข้างจะแหลม ตัวผู้มีตาสีขาว เจอตามปากแม่น้ำ เดี๋ยวนี้อาจสิ้นพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว
เต่าลายตีนเป็ดCallargur borneoensis (Schlegel & Muller), ๖๐ เซนติเมตร
เต่าขนาดใหญ่ ตัวผู้มีหัวสีแดงเด่นในฤดูผสมพันธุ์ นิ้วเท้าหน้าหลังมีพังผืดยึดติดสำหรับช่วยในการว่าย เจอตามปากแม่น้ำทางภาคใต้ บางทีอาจสิ้นซากไปแล้ว
เต่าแดงCyclemys dentata(Gray), ๒๖ ซม.
ขอบกระดองด้านท้ายเป้นจักๆ กระดองหลังสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้มเป็นสีดำหรือสีเขียวขี้ม้า นาๆประการตามแต่เต่าแต่ละตัว เมื่อเล็กมีเกล็ดเป็นลายเส้นรัศมี แต่จะหายไปเมื่อโตขึ้น พบได้ในป่าทั่วทั้งประเทศ
เต่าหวายHeosemys grandis (Gray), ๔๘ เซนติเมตร
กระดองสีน้ำตาลเข้ม ตามปรกติมีเส้นสีครีมพาดยาวเป็นแถวกลางหลัง ขอบกระดองข้างหลังด้านหลังเป้นจักๆกระดองท้องด้านหลังมีหยักลึก พบตามแหล่งน้ำจืดอีกทั้งบนภูเขารวมทั้งตามที่ราบ

เต่าหับCuora amboinensis (daudin), ๒๑ ซม.
กระดองโค้งสูงขึ้นมากยิ่งกว่าเต่าน้ำจืดประเภทอื่น หัวออกจะแหลม มีลายแถบสีเหลืองเป็นขอบ เต่าจำพวกนี้สามารถหับหรือปิดกระดองได้มิดชิด เจอได้ตามหนองสระทั่วประเทศ
เต่าบัวHieremys annandalii(Boulenger), ๕๐ เซนติเมตร
เต่าขนาดใหญ่ สีและก็รูปร่างกระดองแปรไปตามอายุ เมื่อโตเต็มที่กระดองมีสีดำ หัวสีเหลือง เจอได้ทั่วประเทศในแหล่งน้ำจืดที่ค่อนข้างนิ่ง
เต่าจักรHeosemys spinosa(Gray), ๒๓ เซนติเมตร
เต่าขนาดเล็ก กระดองค่อนข้างจะแบนและมีขอบแหลม แม้กระนั้นจะต่ำลงเมื่อโตขึ้น กระดองสีน้ำตาลแดง มีสันกึ่งกลางข้างหลังเห็นชัด นิ้วเท้าไม่มีพังผืด เจอในป่าทางภาคใต้
เต่าจันPyxidea mouhotii(Gray), ๑๗ เซนติเมตร
สมุนไพร
เต่าขนาดเล็ก กระดองโค้งสูงสีน้ำตาลแดง มีสัน ๓ สัน หายาก เคยมีกล่าวว่าเจอในป่าทางภาคเหนือรอบๆชายแดนไทย – ลาว
เต่าทับทิมNotochelys platynota(Gray), ๓๖ เซนติเมตร
เต่าขนาดเล็ก กระดองข้างหลังมีแผ่นเกล็ด ๖ – ๗ แผ่น แตกต่างจากเต่าชนิดอื่นที่เจอในประเทศไทย เมื่อยังเล็กอยู่กระดองมีสีเขียวสด เมื่อโตขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนแดง
เต่าดำSiebenrockiella crassicollis(Gray), ๒๗ เซนติเมตร
กระดองสีดำ บางตัวมีแถบสีขาวที่แก้ม ลางถิ่นก็เลยเรียก เต่าแก้มขาว  ถูกใจซุกตัวอยู่ตามโคลนตมใต้น้ำ ทำให้มีกลิ่นเต่าเหม็นเหมือนใบไม้เน่า ก็เลยได้ชื่อว่า เต่าเหม็น ด้วย พบได้ตามหนองสระทั้งประเทศ
เต่าแก้มแดงTrachemys scriptaelegans(Wied), ๒๘ เซนติเมตร
เต่าขนาดเล็ก กระดองสีเขียวแม้กระนั้นจะคล้ำขึ้นเมื่อโตขึ้น จุดเด่นอยู่ที่จุดสีแดงส้มข้างแก้ม เต่าชนิดนี้นำเข้ามาเลี้ยงจนกระทั่งแพร่ขยายทั่วไปตามแหล่งน้ำจืดชืดของไทย

Tags : สมุนไพร

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าบก
« เมื่อ: ธันวาคม 15, 2017, 06:34:25 PM »

ตระกูลเต่าบก
เต่าเดือยmanouria impressa(Gunther), ๓๐ เซนติเมตร
เต่าขนาดกลาง มีเดือยแหลมที่โคนขาหลังข้างละ ๑ อัน กระดองหลังสีเหลืองผสมสีน้ำตาล มีลายดำ พบตามภูเขาสูงจากระดับ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือรวมทั้ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เต่าเหลืองIndotestudo elongata(Blyth), ๓๖ ซม.
เต่าขนาดกึ่งกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยราวกับเต่าบกชนิดอื่น อยู่ในที่แล้งได้ พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง รวมทั้งป่าดงดิบแล้งทั่วประเทศ
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] เต่าหกManouria emys(Schlegel & Muller), ๕๐ เซนติเมตร
เต่าบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย เมื่อโตเต็มที่กระดองยาวได้ถึง ๖๐ เซนติเมตร ต้นขาหลังอีกทั้ง ๒ ข้างมีเดือยหลายเดือย กระดองสีน้ำตาลเข้มหรือดำ  พบในป่าดิบที่สูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก รวมทั้งภาคใต้มี ๒ ชนิดย่อยหมายถึงเต่าหกเหลือง manouria emys emys (Schlegel & Muller) และเต่าหกดำ manouria emys phayrei(Blyth)

ประโยชน์ทางยา
เต่าที่แพทย์แผนไทยประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ทางยาเป็นเต่าน้ำจืดแล้วก็เต่าบก แต่ที่ใช้กันมากคือเต่าที่นา Malayemyssubtrijuga(Gray) อันเป็นเต่าน้ำจืดที่หาได้ง่ายยิ่งกว่าเต่าประเภทอื่นๆและก็มีชื่อเสียงกันดีทั่วไป

11
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่านา
« เมื่อ: ธันวาคม 15, 2017, 10:13:48 AM »

เต่าทุ่งนา
เต่านา (Asian snail – eating turyle) เป็นเต่าน้ำจืด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Malayemys subtrijuga(Gray)
จัดอยู่ในสกุล Emydidae
เป็นเต่าขนาดกึ่งกลาง ตัวโตสุดความสามารถมีกระดองยาวราว ๒๑ ซม. กว้างราว ๑๕ ซม. และก็สูงราว ๑๐ ซม. หัวออกจะโตมากจนกระทั่งดูไม่สมตัว หัวมีลายขาวยาวๆตลอดกาลตราบจนกระทั่งข้างคอ กระดองบนมีสันตามทางยาว ๓ สัน สีบนข้างหลังเป็นสีน้ำตาลดำ ขอบกระดองมีเกล็ด ช่วงท้ายกลมมน ไม่หยักแหลม ตัวอ่อนมีลายเกล็ดบนกระดองใต้ท้อวเป็นแถบดำผสมแดงแถบใหญ่ แต่ว่าเมื่อโตขึ้นจะเลือนหาย [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url]  เปลี่ยนไปที่ขอบกระดองสีขาวๆระหว่างนิ้วมีพังผืดกางเต็ม ตัวผู้อกตันคล้ายตัวเมีย แต่มีหางยาว ใหญ่มากยิ่งกว่า เต่าจำพวกนี้รับประทานลูกกุ้ง ปลา แมลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหอย เจอได้มากมายตามท้องไร่สระหนองธรรมดาในทุกภาคของประเทศ

แบบเรียนคุณประโยชน์
ยาโบราณว่า หัวเต่ามีรสจืดชืด คาว มีคุณประโยชน์แก้ตับทรุด แก้ม้ามห้อยม้ามโต รวมทั้งแก้เยี่ยวเป็นง่อย

12
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่ป่า
« เมื่อ: ธันวาคม 12, 2017, 11:10:14 AM »

ไก่ป่า
ไก่ป่าเป็นต้นเชื้อสายของไก่บ้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)
อยู่ในตระกูล Phasianidae
มีชื่อสามัญว่า red jungle fowl
มีถิ่นเกิด แถบเอเชียใต้ (ศรีลังกาและก็ประเทศอินเดีย) มาทางตะวันออก จนกระทั่งหมู่เกาะมลายู
ไก่ป่าที่เจอในประเทศไทยมีเพียงชนิดเดียวคือ Gallus gallus (Linnaeus) จำพวกนี้มีหน้าสีแดง ไม่มีขน หงอนสีแดง มีเหนียงสีแดงรวมทั้งติ่งหูอย่างละคู่ ขนบริเวณคอ หลัง ถึงสะโพกมีสีส้ม ขนปีกสีเขียวเป็นมันขลิบสีส้มใต้ท้องสีน้ำเงินดำ หางโค้งลาด ปลายพริ้ว สีเขียวแซมดำรวมทั้งสีน้ำเงินเข้มเป็นมัน ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๖๐ ซม. ตัวผู้หนัก ๘๐๐ – ๑๓๐๐ กรัม ไก่ป่าตัวผู้มีลักษณะสำคัญที่แตกต่างจากนกอื่นๆคือ
๑.มีหงอนบนหัวที่เป็นเนื้อ ไม่ใช่หงอนที่กระเป๋านขน
๒.มีเหนียงเป็นเนื้อแขวนลงมาทั้งสองข้างของโคนปากและคาง
๓.มีหน้าและก็คอเป็นหนังหมดจดๆ ไม่มีขน
๔.โดยทั่วไปขนเรียกตัวมีสีสวยงาม มีขนหาง ๑๔ – ๑๖ เส้นตั้งเรียงกันเป็นสันสูงตรงกลาง คู่กลางยาวกว่าคู่ อื่น ปลายแหลมรวมทั้งอ่อนโค้ง เรียก หางกะลวย
๕.แข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ
ไก่ป่า ตัวเมียมักมีขนาดเล็กกว่าเพศผู้ ขนไม่สวย สีไม่บาดตา แข้งไม่มีเดือย หงอนและเหนียงเล็กมาก หรือบางตัวดูเหมือนจะเป็นศูนย์ ไก่ป่าอาศัยตามพุ่มเล็กๆในป่าทั่วๆไป บินได้เร็ว แต่ว่าในระดับที่ค่อนข้างต่ำๆและระยะทางสั้นๆเหมือนปกติอยู่เป็นฝูงใหญ่ตลอดตัวผู้แล้วก็ตัวเมียรวมกันราว ๕๐ ตัว แม้กระนั้นจะแยกเป็นฝูงเล็กๆในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งตัวผู้จำเป็นต้องต่อสู้กันเพื่อถือครองพื้นที่และก็แย่งตัวเมียกันตัวละ ๓ – ๕ ตัว ข้างหลังสืบพันธุ์แล้วตัวเมียจะสร้างรังเป็นหลุมตื้นๆบนพื้นดินหรือบนกองใบไม้แห้งๆในที่ปลอดภัย  แล้ววางไข่คราวละ ๕ – ๖ ฟอง ไข่สีขาวหรือน้ำตาล ใช้เวลาฟักโดยประมาณ ๒๑ วัน ลูกไก่ป่าอายุ ๘ วันก็เริ่มบินเกาะตามกิ่งไม้ได้ รวมทั้งเมื่ออายุโดยประมาณ ๑๐ วัน ก็เริ่มบินได้ในระยะทางสั้นๆ

ไก่ป่าที่พบในประเทศไทยมี ๒ ประเภทย่อย คือ
๑. ไก่ป่าติ่งหูขาว หรือ ไก่ป่าอีสาน (Cochin Chinese red jungle foml) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus gallus (Linnaeus) มีติ่งหูสีขาว พบได้มากทางภาคตะวันออกและก็ภาคอีสาน
๒. ไก่ป่าติ่งหูแดง หรือ ไก่ป่าพันธุ์เมียนมาร์ (Burmese red jungle fowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus  spadiceus (Bonnaterre) มีติ่งหูสีแดง มักพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้
ประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i][/b][/url] โบราณไทยใช้ตับไก่เป็นของกินรวมทั้งเป็นยา  ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณบันทึกไว้ว่า  ตับไก่ใช้แก้โรคตาฝ้าตาพร่า ตอนนี้เพิ่งจะทราบว่าโรคนี้มีเหตุที่เกิดจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งพบได้ทั่วไปในตับไก่ หมอแผนไทยรู้จักใช้เปลือกไก่ฟัก ไข่แดง ตับไก่ รวมทั้งเล็บไก่ป่า เป็นเครื่องยามาช้านานแล้ว แบบเรียนโบราณว่า ไข่แดงมีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์ชูกำลังสร้างความรุ่งโรจน์ให้แก่ร่างกาย ตับไก่มีรสมัน คาว มีสรรพคุณบำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้โรคตาฝ้าตาฝ้า รวมทั้งเล็บไก่ป่าใช้แก้พิษไข้ ไข้รอยแดง ไข้หัวทุกชนิด นอกเหนือจากนี้ไข่ขาวยังคงใช้เป็นตัวยาแต่งทางเภสัชกรรมสำหรับทำยาขี้ผึ้ง ตามที่ปรากฏในยาขนานที่ ๗๙ ใน แบบเรียนพระยาพระนารายณ์ ดังนี้
ขนานหนึ่ง ให้เอาพิมเสน ๒ สลึง การบูร ๓ สลึง มาตะกี่ ๕ สลึง ชันตะคียน กำยาน สิ่งละ ๗ สลึง สีปากขาว ๑๐ ตำลึง น้ำมันมะพร้าวอันใหม่ดีนั้นครึ่งทนาน ต้มขึ้นร่วมกันให้สุกดี  แล้วกรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น จึงเอาไข่ไก่ มัวแต่ไข่ขาว ๒ ลูก เอาเหล้ากลั่นประมาณจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดี แล้วจึงแบ่งออกให้เป็น ๓ ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำทะแลงไซ้ ๓ สลึง การบูร ๓ สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบก็ดีแล้ว เป็นสีผึ้งแดง จึงเอาสีผึ้งขาวภาค ๑ นั้น มากวนด้วยจุที่สีพอควร เป็นขี้ผึ้งเขียว ภาคหนึ่งเป็นสีปากขาว ปิดแก้พิศม์ แสบร้อนให้เย็น

13
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีกา
« เมื่อ: ธันวาคม 06, 2017, 05:32:13 PM »

กา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corvus macrorhynchos Wagler
จัดอยู่ในวงศ์  Corvidae
ที่เจอในประเทศไทยมี ๒ จำพวกย่อย คือ ประเภทย่อย Corvus macrorhynchos macrorhynchos Wagler  กับประเภทย่อย  Corvus  macrorhynchos  levaillantii  Lesson   มีชื่อสามัญว่า large-billed หรือ jungle  crow

ชีววิทยาของอีกา
สมุนไพร กาเป็นนกขนาดกลาง ความยาวของตัววัดจากปากถึงปลายหางราว ๕๓ เซนติเมตร มีสีดำตลอดตัว มองเห็นวาวเมื่อมีแสงสว่างจัด มีปากใหญ่ สันบนโค้งมากมายขาแข็งแรง กินอาหารทุกชนิด พบได้ในทั่วทุกภาคของประเทศไทย ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน ได้ตั้งแต่เขตกลางเมืองจนกระทั่งเขตป่าเขา

14
อื่นๆ / สัตววัตถุอีเเอ่นกินรัง
« เมื่อ: ธันวาคม 05, 2017, 09:22:33 AM »

อีแอ่นรับประทานรัง
อีแอ่นรับประทานรังเป็นอีแอ่นอย่างต่ำ ๓ ชนิด
ในสกุล Collocalia
วงศ์ Apodidae คือ
๑.อีแอ่นกินรัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  fuciphaga  (Gmelin)
มีชื่อสามัญว่า  edible – nest  swiftlet ชนิดนี้สร้างรังด้วยน้ำลายล้วนๆ
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color]
๒.อีแอ่นรับประทานรังก้นขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  germani  Oustalet
มีชื่อสามัญว่า Germain’s  swiftlet ประเภทนี้ทำรังด้วยน้ำลายล้วนๆเหมือนกันกับประเภทแรก

๓.อีแอ่นรังดำ หรือ อีแอ่นหางสี่เหลี่ยม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  maxima  Hume
ชื่อสามัญว่า  black – nested  swiftlet   ชนิดนี้สร้างรังด้วยขนยาวราว  ๖0  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมจำนวนร้อยละ  ๔0 อีแอ่นในสกุล  Colocalia   ที่พบในประเทศไทยมี  ๕  ชนิด  นอกจาก  ๓  ประเภทข้างต้นแล้ว   ที่เหลืออีก  ๒  จำพวกเป็น
๔.อีแอ่นท้องขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  esculenta  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า  glossy  swiftlet   ประเภทนี้สร้างรังด้วยต้นหญ้าแล้วก็พืชต่างๆ  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมเพียงเล็กน้อย

15
อื่นๆ / สัตววัตถุอีเเอ่นกินรัง
« เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 05:41:39 PM »

อีแอ่นรับประทานรัง
อีแอ่นรับประทานรังเป็นอีแอ่นอย่างต่ำ ๓ จำพวก
ในสกุล Collocalia
สกุล Apodidae คือ
๑.อีแอ่นรับประทานรัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  fuciphaga  (Gmelin)
มีชื่อสามัญว่า  edible – nest  swiftlet จำพวกนี้ทำรังด้วยน้ำลายล้วนๆ
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color]
๒.อีแอ่นรับประทานรังตะโพกขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  germani  Oustalet
มีชื่อสามัญว่า Germain’s  swiftlet ประเภทนี้ทำรังด้วยน้ำลายล้วนๆเช่นเดียวกับจำพวกแรก

๓.อีแอ่นรังดำ หรือ อีแอ่นหางสี่เหลี่ยม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  maxima  Hume
ชื่อสามัญว่า  black – nested  swiftlet   จำพวกนี้สร้างรังด้วยขนยาวราว  ๖0  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมปริมาณร้อยละ  ๔0 อีแอ่นในสกุล  Colocalia   ที่เจอในประเทศไทยมี  ๕  ชนิด  นอกจาก  ๓  ชนิดข้างต้นแล้ว   ที่เหลืออีก  ๒  ประเภทคือ
๔.อีแอ่นท้องขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  esculenta  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า  glossy  swiftlet   ประเภทนี้สร้างรังด้วยต้นหญ้ารวมทั้งพืชต่างๆ  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ

หน้า: [1] 2 3 ... 9