แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - guupost

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 54
16
สำหรับกิจกรรมเพื่อความถูกอนามัยที่ดีของร่างกายนั้น การแปรงฟัน เป็นกิจกรรมอย่างนึ่งที่คนทุกคนจะต้องทำ คงไม่มีผู้ใดที่คิดว่าไม่จะต้องแปรงก็ได้ เว้นไปวันสองวันก็ยังได้แน่ๆ เพราะถ้าไม่แปรงฟัน จะกำเนิดเชื้อโรคสะสมในปากและก็ส่งผลให้เกิดโรคหลายแบบ อีกทั้งฟันผุ ติดโรคในช่องปาก แถมยังเป็นเหตุให้มีกลิ่นปาก มีผลกระทบต่อการเข้าสังคมได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

สำหรับในการแปรงฟัน เครื่องไม้เครื่องมือที่จำต้องใช้แน่นอนมีอยู่ 2 อย่างเป็นแปรงสีฟัน และก็ยาสีฟัน ตอนที่พวกเราใช้อยู่มันก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าขณะที่ใช้งานเสร็จแล้วละ พวกเราจะเก็บของ 2 อย่างงี้ให้เรียบร้อยยังไงดี เพราะเหตุว่าทั้งยังแปรงสีฟันและก็ยาสีฟันเป็นของที่พวกเราจะต้องเอาเข้าปาก หากเอาไปวางไว้แบบไร้ระเบียบ จนกระทั่งทำให้แปรงสีฟันจะต้องไปพบกับสิ่งสกปรก หรือตกลงพื้นจนหากจะเอามาเข้าปากอีกครั้งก็อาจกระดากดวงใจไม่น้อย ยิ่งถ้าหากแปรงสีฟันตกลงไปในที่ๆไม่ประสงค์สักเท่าไร อย่างในโถส้วม หรืออ่างล้างจาน คงจะไม่มีผู้ใดต้องการจะเอามาเข้าปากอีกรอบหรอก จริงไหม เพื่อไม่ให้กำเนิดปัญหาดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ที่ใส่แปรงสีฟัน ช่วยได้เสมอ

ที่ใส่แปรงสีฟัน เป็นเครื่องมือที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเราสามารถใส่แปรงสีฟันได้อย่างรัดกุม โดยธรรมดามักมีรูปทรงเหมือนแก้ว มีฝาปิดซึ่งจะมีช่องสำหรับแทงแปรงสีฟันพอเพียงเป็นช่องแคบๆขณะที่เราอยากจะเก็บแปรงสีฟันก็ทำได้ง่ายๆแค่แทงด้ามแปรงสีฟันลงไปในช่องที่ทำไว้แค่นั้น เสียบลงไปกระทั่งปลายด้ามจะลงไปถึงก้น เท่านี้แปรงสีฟันของเราก็ไม่สิทธิหล่นจากที่เก็บลงสู่พื้นได้แล้ว

ที่เก็บแปรงสีฟันที่ผลิตออกมาในขณะนี้นั้นมีอยู่หลายรุ่น อีกทั้งรุ่นแบบแก้วใบเดียว จนถึงรุ่นที่มีแก้วใส่แปรงสีฟันถึง 4 ด้ามในตัวเดียว ถามคำถามว่ารุ่นใดดีสุด ข้อนี้จำต้องขึ้นกับรูปแบบการนำไปใช้งานของแต่ละคน ถ้าว่าในห้องน้ำที่จะนำไปใช้นั้นมีคนเวียนใช้กันหลายๆคน ทำนองว่าใน 1 บ้าน มีห้องอาบน้ำอยู่ห้องเดียว ที่ใส่แปรงสีฟันแบบที่มีแก้วเก็บหลายใบในตัวเดียวจะตอบปัญหาได้มากกว่า แต่ถ้าเกิดเป็นห้องอาบน้ำที่มีสาวใช้งานอยู่คนเดียว ในบ้านนั้นมีส้วมหลายห้อง สมาชิกทุกท่านแยกไปใช้แต่ละห้องเป็นของตนเอง ที่ใส่แปรงสีฟันแบบ 1 แก้ว ก็เพียงพอต่อการใช้แรงงานแล้ว

ที่ใส่แปรงสีฟัน แม้จะดูเป็นของใช้อย่างง่ายๆไม่มีการทำงานสลับซับซ้อน แม้กระนั้นพวกเราก็จำต้องใช้ให้ถูกทาง และก็มีข้อควรปฏิบัติตามสำหรับในการใช้งานอยู่พอควร ส่วนจะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยดีกว่า
1. ควรจะตั้งที่ใส่แปรงสีฟันเอาไว้ภายในจุดที่อยู่สูงพอควร เพื่อพ้นจากน้ำ ความชุ่มชื้น แล้วก็เชื้อโรคต่างๆและก็อยู่ในจุดที่เราสามารถจับใช้ได้สะดวก ไม่ตั้งไว้สูงเหลือเกินจนกระทั่งเอื้อมมือขึ้นไปหยิบตรากตรำ ห้ามตั้งที่ใส่แปรงสีฟันเอาไว้ในจุดที่มีความเสี่ยงต่อการหล่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ใส่แปรงสีฟันที่เป็นเซรามิคหรือแก้ว เนื่องจากอาจเกิดการร่วงแตกได้
2. การทิ่มแปรงสีฟันใส่ที่ใส่แปรงสีฟัน จำต้องใช้แนวทางแทงแปรงใส่ลงในช่อง โดยให้ขนแปรงอยู่ข้างบนแค่นั้น อย่าคิดวิธีเก็บแบบแผลงๆอย่างการคว่ำขนแปรงลง หงายด้ามแปรงขึ้น เพราะเหตุว่าจะมีผลให้จับใช้ได้ทุกข์ยากลำบาก และสำหรับเพื่อการเก็บแปรง จะต้องเสียบด้ามแปรงสีฟันลงไปจวบจนกระทั่งจะสุดทุกคราว อย่าจิ้มด้ามแปรงสีฟันใส่ไว้ในที่เก็บแบบขอไปที เนื่องจากว่าจะมีผลให้แปรงสีฟันมีโอกาสหลุดจากที่ใส่ จนกระทั่งร่วงลงมาที่พื้นเองได้
3. อย่าตั้งที่ใส่แปรงสีฟันทิ้งเอาไว้แบบไม่สนใจมันเลย กะว่าเอาไว้เป็นที่เก็บแปรงเพียงอย่างเดียว เนื่องจากว่าในเวลาที่ผ่านไปทุกเมื่อเชื่อวันๆโน่นหมายคือฝุ่น สิ่งสกปรก และก็เชื้อโรคที่จะสะสมในที่ใส่แปรงสีฟันได้ ควรจะหมั่นหยิบที่ใส่แปรงสีฟันลงมาล้างชำระล้าง โดยการใช้ฟองน้ำชุบน้ำยาสำหรับล้างจานเช็ดถูออกจนกระทั่งสะอาด แล้วล้างด้วยน้ำ แล้วต่อจากนั้นคว่ำไว้ให้แห้ง แล้วหลังจากนั้นก็ให้นำมาประกอบเพื่อใช้ใหม่อีกรอบ และก็ถ้าเกิดมีความเห็นว่าที่ใส่แปรงสีฟันเริ่มมีฝุ่นจับ หรือมีสัตว์ที่ไม่พึงปรารถนาอย่างแมลงสาบ จิ้งจก ไปไต่ จำต้องหยุดใช้ แล้วนำลงมาล้างทำความสะอาดทันที
4. เมื่ออยากได้เคลื่อนย้ายที่ใส่แปรงสีฟันออกจากที่ ต้องทำให้ละเอียดเพื่อไม่ให้เกิดการร่วงแตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ใส่แปรงสีฟันที่ทำมาจากแก้ว หรือพลาสติกที่ออกจะบาง
ที่ใส่แปรงสีฟัน เป็นเครื่องไม้เครื่องมืออย่างหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเก็บแปรงสีฟัน ให้ถูกต้องตามหลักความถูกอนามัยมากขึ้น รวมทั้งช่วยทำให้ห้องน้ำเป็นระเบียบเพิ่มมากขึ้นด้วย บ้านคนไหนที่ยังขาดที่เก็บของสำคัญอย่างแปรงสีฟันอยู่ ขอเสนอแนะให้ซื้อที่แปรงสีฟันไปใช้งาน รับประกันว่าจะก่อให้การเก็บ การถือใช้แปรงสีฟันทำได้ง่ายมากยิ่งกว่าเดิมด้วย ยิ่งถ้าหากใช้คู่กับกล่องสำหรับห่อขนแปรงสีฟัน จะยิ่งทำให้แปรงสีฟันของคุณมองสะอาด น่าใช้ ถูกสุขลักษณะมากขึ้นเรื่อยๆแน่นอน

เครดิตบทความ บทความที่ใส่แปรงสีฟัน: Index

17
สำหรับกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องผ้า ในหลายๆครั้งเราน่าจะหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ผ้าแฉะมิได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการซักผ้า หรือการนำผ้าไปใช้ในงานต่างๆย่อมได้โอกาสที่ผ้าจะแฉะได้ทั้งมวล และก็ทางเดียวที่เราจะก่อให้ผ้ากลับมาแห้งสนิทได้ ก็จำต้องใช้กระบวนการตากเพียงอย่างเดียวเพียงแค่นั้น

แน่นอนว่าสำหรับเพื่อการตากผ้านั้น เครื่องเรือนที่นับว่าเป็นสิ่งของที่มีความจำเป็นเยอะที่สุดก็คือ ราวตากผ้าซึ่งเครื่องเรือนประเภทนี้มีประโยชน์คือ พวกเราจะสามารถนำผ้าขึ้นพิง ก่อนที่จะคลี่ให้ผ้าแผ่ออกจนรับกับความร้อน และอากาศรอบๆได้อย่างเต็มที่ เมื่อผ้าสัมผัสกับอากาศ จะทำให้ความชื้นที่ตกค้างอยู่บนผ้าค่อยๆระเหยออกไป จนสุดท้ายผ้าก็จะกลับมาแห้ง พร้อมต่อการใช้แรงงานไปได้อีก

ราวตากผ้าที่มีการผลิตออกมาจัดจำหน่ายในตอนนี้นั้นมีอยู่ 2 ต้นแบบใหญ่ๆคือราวตากผ้าจำพวกตั้งพื้น แล้วก็ราวตากผ้าจำพวกห้อยฝาผนัง โดยราวตากผ้า 2 อย่างงี้มีความต่างกันคือ ราวตากผ้าแบบตั้งพื้นจะเป็นราวที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับในการตากผ้าได้มากกว่า เหมาะสมกับการที่เราจะเปลี่ยนที่ผ้าออกไปผึ่งแดดเพื่อช่วยให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นได้ ด้วยประการฉะนี้ ราวตากผ้าแบบตั้งพื้น ก็เลยสามารถใช้งานได้อย่างหลากหลาย จะใช้เป็นพักผ้า หรือจะใช้เป็นที่นำผ้าที่ซักแล้วออกตากแดดก็สามารถทำเป็น ในขณะที่ราวตากผ้าแบบห้อยฝาผนัง จะเป็นราวที่ไม่สามารถที่จะย้ายที่ได้ โดยเหตุนี้จึงเหมาะสมกับการตำหนิดตั้งไว้เพื่อเป็นที่พักผ้า ได้แก่จัดตั้งในส้วมเพื่อใช้ห้อยผ้าขนหนูก่อนจะใช้ประโยชน์ หรือผึ่งผ้าที่ใช้ประโยชน์มาแล้ว ดังเช่น ผ้าสำหรับเช็ดตัวให้แห้ง สามารถใช้ประโยชน์งานต่อได้มากกว่า แต่ ถึงราวตากผ้าจำพวกห้อยจะสามารถใช้งานได้ยืดหยุ่นน้อยกว่า แต่ว่าก็มีคุณลักษณะเด่นคือไม่รับประทานพื้นที่ แตกต่างจากราวตากผ้าแบบตั้งพื้นที่มักมีขนาดใหญ่ กินพื้นที่มาก ยิ่งหากตั้งไว้ในห้องแคบๆเราจะต้องสูญเสียพื้นที่ใช้สอยส่วนใดส่วนหนึ่งให้กับราวจำพวกนี้ไปเลยทีเดียว

ราวตากผ้า ที่วางขายอยู่บนตลาด ยังเป็นเครื่องเรือนที่ถูกประกอบมาจากสิ่งของหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก สแตนเลส พลาสติก หรือแม้กระทั้งไม้ ซึ่งในอุปกรณ์แต่ละประเภทก็จะเหมาะกับการใช้งานในลักษณะที่แตกต่างกัน ถ้าเกิดอยากได้ใช้งานราวตากผ้าเพื่อนำผ้าออกตากกลางแจ้ง ควรจะเลือกใช้ราวที่ทำมาจากสแตนเลสหรือไม้ เนื่องด้วยคงทนต่ออุณหภูมิแล้วก็สภาพอากาศต่างๆเจริญ ไม่มีปัญหาประเด็นการสึกหรอ ขณะที่ราวตากผ้าแบบเหล็กหรือพลาสติก ถ้าหากนำไปตั้งตากแดดจะมีการหมดสภาพ สึกหรอได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ก็เลยเหมาะสมกับการใช้แรงงานในที่ร่มมากยิ่งกว่า นอกเหนือจากนี้ ถ้าเป็นราวตากผ้าพลาสติก จะไม่สามารถใช้รับน้ำหนักผ้าได้มาก เนื่องจากว่าบางทีอาจมีการหักได้ ถ้าเกิดต้องการซื้อราวมาเพื่อตากผ้าทีละมากๆควรจะใช้ราวที่ทำมาจากอุปกรณ์ที่ออกจะแข็งแรง อย่างราวจากเหล็ก หรือสแตนเลสจะดียิ่งกว่า

ในส่วนของการใช้แรงงานราวตากผ้าไม่ว่าจะประเภทใดๆก็ตามมีสิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังอยู่ ดังนี้
1. การห้อยผ้าบนราวตากผ้า ควรจะห้อยแบบกระจายผ้าออกมาจากกัน เพื่อให้น้ำหนักที่ราวตากผ้าได้รับมีความสมดุล รวมทั้งยังมีผลให้ผ้าแต่ละจำพวกได้สัมผัสกับอากาศกับความร้อนอย่างทั่วถึง อย่าแขวนผ้าแบบเอาเอาผ้า 4-5 ชิ้นมากระจุกรวมกัน เนื่องจากว่าจะก่อให้ผ้าแต่ละชิ้นได้สัมผัสอากาศไม่ทั่ว ทำให้แห้งยาก และการนำผ้ามาห้อยกลุ่มไว้เพียงจุดใดจุดหนึ่งของราวมากเกินไป จะก่อให้ราวได้รับน้ำหนักอย่างไม่สมดุล จนถึงเป็นเหตุให้เกิดการหัก หรือสกรูที่ยึดราวนั้นเคลื่อนกระทั่งทำให้ราวมีการหลุดออกมาได้
2. ถ้าเราต้องนำราวตากผ้าออกตากแดด เมื่อเก็บผ้าเข้าบ้าน ควรเก็บราวตากผ้าเข้ามาไว้ภายในที่ร่มด้วย อย่าปลดปล่อยราวไว้ที่โล่งแจ้งจนถึงมีการผึ่งแดดตากฝน เนื่องจากจะก่อให้ราวมีการเสื่อมสภาพในเวลาอันรวดเร็ว มีปัญหาสึกกร่อน ชำรุดทรุดโทรมได้
3. ราวตากผ้า เป็นราวที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตากผ้าแค่นั้น โดยเหตุนี้ห้ามนำราวนี้ไปใช้แบบผิดเป้าหมาย อาทิเช่น ใช้ประโยชน์เป็นที่เหยียบสำหรับตะกายขึ้นเขาที่สูงๆหรือใช้เป็นที่พาดข้าวของหนักๆเนื่องจากราวรับน้ำหนักไม่ไหว เกิดการพังหัก ยิ่งหากว่าราวหักระหว่างที่เรากำลังปีนป่ายอยู่ก็ย่อมเกิดเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง แล้วก็ควรจะระวังอย่าให้เด็กตัวเล็กๆอยู่ใกล้กับราวตากผ้ามากจนเกินความจำเป็น เพราะเหตุว่าเด็กบางทีอาจปีนจนกระทั่งตกลงมาได้รับบาดเจ็บได้
4. ห้ามดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขราวตากผ้าเป็นเครื่องเรือนอันอื่นที่จำเป็นต้องรับน้ำหนักมาก อย่างเช่น เก้าอี้ หรือชั้นสำหรับเพื่อวางของ แม้กระทั้งการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขให้ตากผ้าได้มากกว่าธรรมดาก็ไม่สมควรทำ เพราะว่าโดยธรรมดาแล้วโครงของราวตากผ้ามิได้หนาอะไรมากมาย ถ้าเกิดกระทำปรับปรุงแก้ไขดัดแปลง อาจก่อให้โครงของราวตากผ้ารับน้ำหนักไม่ไหว มีการเสียหักพังทลายลงมาได้
ราวตากผ้า นับว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การตากผ้าของเราแปลงเป็นเรื่องง่าย อย่างไรก็ดี ในราวตากผ้าแต่ละประเภทจากแต่ละสิ่งของนั้นก็มีข้อดีข้อบกพร่องนานับประการ ผู้ที่กำลังมองหาราวสักราวหนึ่งเพื่อใช้สอยในการตากผ้า จำเป็นจะต้องเลือกซื้อราวที่มีขนาด รวมทั้งใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการใช้แรงงานของตน เพื่อได้ราวที่ใช้งานได้ตามความจำเป็น

แหล่งที่มา บทความราวตากผ้า: Index Living Mall

18
ไวน์ เป็นเครื่องดื่มรสดีอย่างหนึ่งปัจจุบันนี้เป็นที่นิยมมากมาย ยิ่งถ้าเกิดเก็บไว้ภายในตู้แช่ที่มีอุณหภูมิพอเหมาะพอควร ไม่เย็นเกินไป ไม่อุ่นเหลือเกิน แล้วเปิดดื่มในเวลาที่เหมาะสมด้วยแล้วละก็ จะยิ่งเป็นยอดเยี่ยมเครื่องดื่มที่คุณจะไม่อาจจะละปากออกจากแก้วได้อย่างแน่นอน

แต่การดื่มเหล้าองุ่น เครื่องใช้ไม้สอยสำคัญอย่างหนึ่งที่คุณจะขาดไปมิได้เลย ก็คือ แก้วไวน์ แก้วจำพวกนี้มีลักษณะเป็นแก้วทรงสูง มีขาตั้ง ข้างบนเป็นส่วนก้นสำหรับใส่ไวน์ มีทั้งๆที่ทำขึ้นจากแก้ว แล้วก็ทำขึ้นจากพลาสติก ให้ความรู้สึกหรูหรา ภูมิฐาน เหมาะสมมากสำหรับใส่เครื่องดื่มชั้นเยี่ยมอย่างไวน์ แต่ว่าสำหรับคนที่ไม่ค่อยดื่มเหล้าองุ่นสักมากแค่ไหน บางทีอาจสงสัยว่า แก้วไวน์ เป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่สำคัญกับการดื่มไวน์มากถึงขนาดนั้นเชียวหรือ จริงๆหากต้องการจะดื่มไวน์ เทเหล้าองุ่นใส่ไว้ภายในแก้วแบบมีหูหิ้วปกติก็น่าจะได้ไหม แถมเมื่อเทียบเคียงกันแล้ว แก้วที่มีหูหิ้ว มีรูปทรงฐานรากอย่างที่เราเคยชินกันดี น่าจะจุเหล้าองุ่นได้มากกว่าแก้วไวน์เสียอีก ถ้าหากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่คิดอย่างงี้ อย่ารอคอยช้า ไปดูเหตุผลกันเลยดีกว่าว่าทำไมจำเป็นต้องใช้แก้วไวน์สำหรับการดื่มไวน์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
1. แก้วไวน์เป็นแก้วที่มีความจุเหมาะสมกับเครื่องดื่มอย่างเหล้าองุ่น อย่าลืมว่า เหล้าองุ่น ไม่ใช่เครื่องดื่มอย่างน้ำส้ม ที่จะเทให้เต็มแก้วสักเท่าไรก็ได้ ดื่มเข้าไปพรวดเดียวหมดก็ยังอร่อย แต่เหล้าองุ่นเป็นเครื่องดื่มประเภทหมักบ่ม มีกลิ่นและรสที่เป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งการจะดื่มเหล้าองุ่นให้ได้รสเยี่ยมที่สุด จะต้องใช้แนวทางจิบทีละน้อยๆ ไม่ใช่การดื่มพรวดพราดเดียวหมด ถ้าหากว่าคุณรินไวน์ใส่เอาไว้ข้างในแก้วธรรมดาที่มีความจุเป็นจำนวนมากละก็ ตอนที่คุณเบาๆจิบทีละน้อย คุณจะรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ ท้ายที่สุดเหล้าองุ่นที่อยู่ในแก้วใบใหญ่นั้นก็จะไม่หมด ซึ่งถ้าคุณจิบเหล้าองุ่นไม่หมด ก็จำเป็นจะต้องทิ้งสิ่งเดียว ไม่สามารถที่จะรินกลับใส่ขวดเพื่อดื่มคราวต่อไปอีกได้ แต่หากคุณรินใส่แก้วไวน์ คุณจะได้ปริมาณไวน์ที่ใช้ดื่มอย่างพอดี ไม่มากเกินไป และไม่ไม่พอ สามารถจิบจนถึงหมดแก้วได้อย่างพอดิบพอดี โดยที่ยังคงรสชาติหอมหวาน เป็นเอกลักษณ์สำหรับเหล้าองุ่นอยู่
2. แก้วไวน์ จะช่วยเอื้อต่อการดื่มเหล้าองุ่นให้กับคุณได้มากกว่าแก้วจำพวกอื่นๆเนื่องจากเป็นแก้วที่มีปากแคบ แต่มีก้นกว้าง คุณสามารถดื่มเหล้าองุ่นตามสูตรที่ได้รับการชี้แนะมาได้เลย อย่างก่อนดื่ม จะต้องหมุนแก้วให้เหล้าองุ่นเข้ากันเสียก่อน โดยคุณสามารถหมุนได้อย่างไม่ต้องกลัวว่าไวน์จะกระฉอกกระแฉกออกมาจากแก้ว จนถึงหกเลอะเทอะ เมื่อไวน์พอดีแล้ว ก็เบาๆจิบ ด้วยปากแก้วที่แคบ จะมีผลให้คุณสามารถจิบเหล้าองุ่นได้ในปริมาณน้อยๆอย่างที่คุณอยากได้ ไม่เผลอทำเหล้าองุ่นหกเข้าปากกระทั่งทำให้รสต้องห่วยแตกลงไป แล้วก็ที่สำคัญ การดื่มเหล้าองุ่นในแก้วไวน์นี้ จะช่วยเพิ่มความหรูหราโอ่อ่าให้กับไวน์ ทำให้ท่านมีความคิดว่าการดื่มเหล้าองุ่นครั้งนี้อร่อยมากยิ่งขึ้น

เห็นไหมว่า แก้วไวน์เป็นแก้วที่มีความหมายต่อการดื่มเหล้าองุ่น แล้วก็เป็นแก้วที่คอไวน์ทุกคนจะขาดไปไม่ได้เลย ดังนี้ แก้วไวน์ ยังไม่เป็นเพียงแต่แก้วซึ่งสามารถใช้กินได้เพียงแค่ไวน์แค่นั้น ในเครื่องดื่มประเภทอื่นๆดังเช่น น้ำ นม หรือแม้กระทั้งน้ำหวาน คุณก็สามารถนำใส่แก้วไวน์ เพื่อเพิ่มความโก้หรู แล้วก็รสชาติให้กับการกินได้อีกด้วย
การรักษาแก้วไวน์ภายหลังจากที่ดื่มเสร็จแล้ว สามารถไม่ได้ทำยาก มีขั้นตอนดังนี้
1. ล้างแก้วไวน์ด้วยน้ำยาล้างจาน โดยเริ่มจากการนำแก้วไวน์ที่สกปรก ไปล้างด้วยน้ำเพื่อจ่ายคราบเล็กน้อยออกไปก่อน แล้วก็เพื่อให้คราบเปื้อนที่เกาะติดอยู่นุ่มขึ้น สามารถล้างออกได้อย่างง่ายดายด้วย ต่อจากนั้นจึงใช้ฟองน้ำนิ่มๆชุบน้ำยาสำหรับล้างจานพอควร แล้วนำฟองน้ำนั้นมาถูชำระล้างแก้ว ขัดเอารอยเปื้อนเครื่องดื่มที่ติดอยู่ออกให้หมด จบด้วยการล้างน้ำไม่เพื่อจัดการกับรอยคราบและก็น้ำยาสำหรับล้างจานออก ก็เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย ในขั้นตอนพวกนี้ คุณต้องระมัดระวัง อย่าให้แก้วไวน์หลุดมือ เพราะว่าอาจจะทำให้แก้วไวน์ตกพื้นจนกระทั่งแตกเสียหายได้
2. นำแก้วไวน์ที่ล้างจนถึงสะอาดแล้วมาขัดถูด้วยผ้าสะอาดที่มีเนื้อนุ่ม อย่างผ้าขนหนู เพื่อแก้วแห้ง มองสะอาดยิ่งขึ้น อย่าใช้ผ้าขี้ริ้ว หรือผ้าที่เปรอะเปื้อนมาขัดถูเด็ดขาด เพราะว่าจะทำให้แก้วเลอะเทอะ
3. คว่ำแก้วไวน์บนชั้นคว่ำแก้วซึ่งสามารถล็อกไม่ให้แก้วขยับได้ โดยสำหรับในการคว่ำ จำต้องคว่ำแก้วไวน์ไว้ที่จุดกึ่งกลางชั้น หรือจุดที่สามารถล็อกไม่ให้แก้วไวน์ขยับได้ อย่าวางแก้วไวน์แบบหมิ่นเกินไป เนื่องจากอาจก่อให้แก้วหล่นลงมาแตกเสียหาย และก็ต้องคว่ำแก้วไวน์ไว้ให้พ้นจากมือเด็ก หรือสัตว์เลี้ยงที่อาจก่อให้แก้วไวน์ตกแตกแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์จนกระทั่งทำให้เป็นอันตราย
4. เมื่อแก้วไวน์ใบใดที่มีร่องรอยทรุดโทรม ดังเช่น ปากแตก มีรอยแตก ถึงจะยังคงใช้ใส่ไวน์ได้อยู่ ก็ขอเสนอแนะว่าไม่สมควรนำกลับมาใช้อีก เนื่องจากรอยแตกพวกนั้นอาจทำให้ผู้ดื่มได้รับอันตราย บาดมือ หรือบาดปากกระทั่งเป็นแผลได้
เมื่ออยากดื่มไวน์ เราขอแนะนำทุกคนว่าอย่าลืมเลือกใช้แก้วไวน์ เพื่อรสของเหล้าองุ่นโปรดของคุณดียิ่งขึ้น เพิ่มความเลิศหรูให้กับเหล้าองุ่นของคุณดียิ่งขึ้น จะใช้ดื่มเอง หรือเสิร์ฟแขกที่มาเยี่ยมเยือนที่บ้านดีแล้วทั้งหมด ยิ่งถ้าหากได้ดื่มคู่กับอาหารแสนอร่อยอย่างสเต๊ก รับรองว่าคุณจะลืมเครื่องดื่มอย่างอื่นไปเลย

แหล่งที่มา บทความแก้วไวน์: Index

19
มั่นใจว่าเกือบทุกๆบ้าน คงมีความเห็นว่าการประกอบอาหารไว้ทานเป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็ควรมีการประกอบอาหารอย่างต่ำสัก 1 มื้อประจำวัน เพราะถ้าหากจะให้ซื้ออาหารจากนอกบ้านมาทานกันเสมอๆก็คงสิ้นเปลืองพอควร แถมยังไม่ค่อยดีต่อสุขภาพสักเท่าไรอีกด้วย

สำหรับคนทำอาหารอย่างคุณ คงจะรู้ดีว่า การปรุงอาหาร คือการประสานเอาศาสตร์แล้วก็ศิลปแขนงต่างๆเข้ามาไว้ด้วยกัน ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือเป็นจำนวนมาก และก็จำต้องรู้จักการผสมอาหารแบบมีฝีมือด้วย มิเช่นนั้นของกินที่ได้มาก็จะไม่อร่อยเท่าไรนัก แต่ว่าแม้การผสมอาหารด้วยมือทุกขั้นตอน จะช่วยขับให้เมนูของคุณมีรสชาติดี น่าทาน มีกลิ่นหอมมากก็จริง แต่ว่าก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่าหากใช้มือทำหมดทุกขั้นตอน ก็จะต้องเสียเวล่ำเวลานานมากพอควร ยิ่งบางเมนู บางครั้งบางคราวคุณอาจต้องใช้เวลาทำกว่าครึ่งวันอย่างยิ่งจริงๆกว่าจะได้เป็นเมนูแสนอร่อยเชื้อเชิญฟินได้ หากว่าพ่อครัวคนปรุงอาหารอย่างเราๆสามารถหาอุปกรณ์เครื่องใช้กระแสไฟฟ้าที่จะทุ่นกำลังบางขั้นตอนไปได้ก็อาจดีไม่น้อย แล้วก็เครื่องผสมอาหาร ก็เป็นเลิศในเครื่องใช้ไม้สอยที่ช่วยภาระหน้าที่การประกอบอาหารไปได้เยอะพอสมควรอยู่เช่นกัน
เครื่องผสมอาหารเป็นเครื่องที่มีส่วนประกอบคือ มีถาดสำหรับใส่อาหาร มีหัวสำหรับคน แล้วก็มีปุ่มพร้อมปลั๊กไฟสำหรับแทง และก็สั่งให้เครื่องดำเนินงานได้ วิธีการใช้งานทำเป็นง่ายดาย แค่เพียงคุณนำอาหารที่อยากได้ผสมใส่ลงไปในถาด หลังจากนั้นทิ่มปลั๊กไฟฟ้า ตั้งเมนู แล้วกดสั่งเดินเครื่องก็ใช้ได้ เครื่องจะกระทำปั่นของกินที่คุณเทใส่ลงไปให้เข้ากัน เมื่ออ่านมาถึงนี้ คุณอาจจะสงสัยว่า ถ้าแบบนั้น เรามีเครื่องปั่นอยู่แล้ว ไปใช้เครื่องปั่นเลยไม่ดีกว่าหรือ ขอบอกเลยว่า แม้เครื่องปั่นจะช่วยปั่นอาหารให้เข้ากันได้เหมือนกันก็จริง แต่ว่าก็จะทำให้วัตถุดิบต่างๆที่คุณใส่ลงไปนั้นถูกบดจนแหลกละเอียด แปลงเป็นสมูทตี้แบบที่นำไปใช้ปรุงต่อไม่ติดเลย แต่ว่าในเครื่องผสมอาหาร จะทำเพียงแค่คนของกินให้เหมาะแค่นั้น ไม่มีการกางใบมีดฟันวัตถุดิบในอาหารจนแหลกละเอียดแน่ๆ เหมาะมากสำหรับใช้คนของกินที่อยากได้ให้เข้ากัน อย่างการผสมแป้งเพื่อทำเค้ก การผสมสีจากใบเตยเข้ากับแป้งที่ได้นวดไว้แล้วให้มีสีงาม สำหรับนำไปทำขนมถัดไป หรือแม้แต่การใช้เพื่อตีไข่ให้ขึ้นฟู สำหรับนำไปทำกับข้าวจำพวกรายการอาหารไข่เจียว ไข่ตุ๋น หรือแม้แต่ใช้เป็นส่วนประกอบในเมนูขนมก็ยังได้เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นเครื่องสารพัดประโยชน์ ใช้ได้กับทุกเมนู ประเภทที่ว่าทุกๆบ้านที่ชื่นชอบเกี่ยวกับการทำของหวานหรืออาหารควรจะมีไว้ติดบ้านกันเลยจริงๆ

เครื่องผสมอาหาร ยังมีจุดแข็งอยู่ตรงที่ชิ้นส่วนต่างๆสามารถถอดล้างทำความสะอาดได้อย่างง่ายดายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นส่วนหัวสำหรับคน ส่วนถาดใส่อาหาร สามารถถอดออกมาได้ไม่ยากแล้วก็การล้างทำความสะอาดก็ไม่ยุ่งยาก ใช้เพียงแค่ฟองน้ำจุ่มกับน้ำยาล้างจาน จากนั้นเอามาถูชำระล้างบนชิ้นส่วนที่เลอะเทอะ และก็ตามด้วยล้างน้ำเปล่าออกให้สะอาด แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปผึ่งให้แห้งก็เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย เมื่อจะใช้ครั้งต่อไปก็แค่ประกอบส่วนประกอบต่างๆเข้าไปกับเครื่องแค่นั้น

แม้กระนั้น ไม่ว่าจะคือการใช้งาน หรือการล้างทำความสะอาดเครื่องผสมอาหารก็ตาม มีสิ่งที่คุณต้องระวังไว้ด้วย เพื่อให้การใช้งานเครื่องมีประสิทธิภาพสูงที่สุดและไม่เป็นอันตรายใดๆดังต่อไปนี้
1. ก่อนการใช้งาน ควรตรวจตราส่วนประกอบของเครื่องแต่ละส่วนให้ดีว่า ได้ประกอบให้แน่นสนิทแล้วหรือยัง เนื่องจากในระหว่างที่ใช้งานอยู่ เครื่องผสมอาหารจะมีกำลังปั่นค่อนข้างแรง แม้คุณประกอบองค์ประกอบต่างๆไม่แน่นอปิ้งที่ควรจะเป็น เมื่อใช้ไปได้สักระยะหนึ่ง อาจก่อให้ส่วนประกอบบางสิ่งบางอย่าง อาทิเช่น หัวสำหรับคน หรือถาดใส่ของกินหลุดกระเดนออกมา จนอาหารที่ใส่อยู่หกเลอะ รวมทั้งยิ่งถ้าว่าส่วนประกอบต่างๆกระเด็นออกมาถูกตัวของผู้ใช้ด้วย ก็อาจจะส่งผลให้มีการบาดเจ็บ หรือเลอะเทอะจนกระทั่งต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่กันอย่างยิ่งจริงๆ
2. ตรวจดูความแรงในการปั่นของเครื่องที่ตั้งไว้ ณ ตอนนั้นเหตุว่าเป็นยังไง ข้อนี้สำคัญมาก เนื่องจากว่าจะมีผลต่อของกินที่คุณกำลังประกอบอยู่โดยตรง บางรายการอาหารที่มิได้อยากได้ความแรงสำหรับการผสมมาก อย่างพวกของหวานที่อยากให้มีเกล็ดน้ำตาลขึ้นทั้งหลายแหล่ จำต้องไม่ใช้ความแรงสำหรับในการผสมมากเกินความจำเป็น เนื่องจากเดี๋ยวน้ำตาลที่ใส่ไว้จะละลายหายไปหมด เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจะไม่มีเกล็ดน้ำตาลขึ้นเลย หรือรายการอาหารไข่อย่างไข่กระทะทั้งหลาย ถ้าใช้ความแรงสำหรับในการผสมมากจนเกินความจำเป็น ไข่ก็จะขึ้นฟูกันแบบใหญ่โต ทีนี้ละ เวลานำไปปรุงให้สุก ไข่จะแผ่บานเป็นจานเชิง ทานคนเดียวก็ไม่หมดกันเลยล่ะ
3. เมื่อใช้เครื่องผสมอาหารเสร็จแล้ว ต้องถอดออกมาล้างทำความสะอาดให้สะอาดทุกคราวก่อนใช้ประโยชน์คราวต่อมา เพื่อให้เครื่องมีความสะอาด เหมาะสมในการปรุงอาหาร และไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคที่จะทำลายสุขภาพ แถมการล้างเครื่องให้สะอาดทุกครั้ง ยังทำให้ของกินที่คุณปรุงมีรสชาติดี ไม่มีกลิ่นเหม็นหืนผสมด้วยนะ
4. เก็บรักษาเครื่องไว้ให้มิดชิดสักบางส่วน อย่าทำให้มีฝุ่นเกาะ หรือมีสัตว์อย่างจิ้งจก แมลงสาบ เข้าไปใช้เป็นที่อยู่หรือเดินผ่าน ด้วยเหตุว่าสักครู่เครื่องจะเลอะเทอะจนถึงใช้ปรุงอาหารมิได้อีก แถมยังนำไปสู่โรคได้ง่ายอีกด้วย

แหล่งที่มา บทความเครื่องผสมอาหาร: Index

20
ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีการประกอบอาหารได้มีการพัฒนาไปมาก แต่ก่อนพวกเราอาจจะมีแค่เพียงเตาแก๊สเป็นวัสดุอุปกรณ์ช่วยทำอาหารให้สุกเพียงอย่างเดียว หากต้องการจะทำกับข้าวแบบไหนก็ใช้ภาชนะที่รองรับแล้วตั้งบนเตาแก๊ส เกิดเรื่องที่ค่อนข้างทุกข์ยากลำบากพอควร ทั้งยังตอนปรุงรวมทั้งตอนล้างทำความสะอาด มาถึงขณะนี้ ได้มีการปรับปรุงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่รองรับการปรุงอาหารแต่ละแบบออกมาเยอะขึ้น ทั้งยังอุปกรณ์ไฟฟ้าที่รองรับการต้ม การทอด การนึ่ง การอบ หนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นสำคัญเหล่านั้น ที่ได้รับความนิยมเยอะที่สุด ก็คงหนีไมพ้นไมโครเวฟ

ไมโครเวฟ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภทเตาอบชนิดหนึ่ง มีหลักการทำงานต่างจากเตาอบทั่วๆไปคือ ใช้วิธีปลดปล่อยคลื่นไมโครเวฟออกมาสัมผัสกับของกิน แล้วก็คลื่นไมโครเวฟนี้จะเข้าไปสั่นสะเทือนโมเลกุลของน้ำในของกินกระทั่งเกิดการเสียดสีกันและแปลงเป็นความร้อนที่ทำให้ของกินสุกได้ แถมยังสุกดีแบบที่ไม่ทำให้อาหารแห้งเกินความจำเป็นอีกด้วย ไม่เหมือนกับเตาอบทั่วๆไปที่นำพลังงานไฟฟ้ามาเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนผ่านขดลวดโดยตรง ด้วยแนวทางการทำงานที่ทันสมัยของไมโครเวฟ ทำให้มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จำพวกนี้จะต้องสู้กับ ความเชื่อถือของคน เกิดการเล่นดนตรีความรู้ไม่ถูกๆว่าการใช้ไมโครเวฟจะมีผลให้เกิดโรคมะเร็ง และก็ได้แปลงเป็นความเชื่อถือที่ฝังหัวใครหลายคนมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะคนโบราณ แต่ ณ ขณะนี้ ความเชื่อถือดังที่กล่าวผ่านมาแล้วก็ได้ถูกพิสูจน์ไปแล้วว่าไม่จริง สามารถใช้งานไมโครเวฟได้แบบไม่มีอันตรายอะไรก็แล้วแต่ตรงกันข้าม การใช้ไมโครเวฟทำอาหาร ยังช่วยให้ได้อาหารที่น่าทานอย่างสะดวกที่สุดอีกด้วย

อย่างที่คุณอาจจะเข้าใจดีว่า ไมโครเวฟในขณะนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระบบเป็นแบบหมุนลูกบิด แล้วก็แบบปุ่มกด แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์แทบทุกแบรนด์ต่างก็ผลิตไมโครเวฟทั้ง 2 รุ่นนี้ออกมา กระทั่งอาจก่อให้คุณสับสนว่าจะเลือกแบบไหนดีถึงจะใช้ดี ไม่มีปัญหา และก็ตรงกับสิ่งที่ต้องการเยอะที่สุด วันนี้พวกเราจะนำไมโครเวฟ 2 จำพวกนี้มาเทียบกัน

ขั้นตอนแรก จำต้องขอบอกเลยว่าไมโครเวฟ ทั้ง 2 รุ่นนี้ ต่างก็มีข้อดีข้อบกพร่องที่นานับประการ ดังที่เราจะแยกให้ดูดังต่อไปนี้
1. ไมโครเวฟแบบลูกบิด เป็นไมโครเวฟที่จะมีปุ่มสำหรับหมุนเพื่อตั้งเมนูตามอยากได้ โดยปกติจะมีอยู่เพียงแค่ 2 ปุ่มเท่านั้น คือปุ่มสำหรับบิดตั้งอุณหภูมิ และก็ปุ่มสำหรับบิดกำหนดเวลา ไม่ค่อยมีเมนูอื่นนอกจากไปต่อจากนั้น ข้อดีของไมโครเวฟชนิดนี้คือใช้งานได้ง่ายดาย เพราะว่าไม่มีรายการอาหารที่สลับซับซ้อน แม้แต่คนที่ไม่ถนัดการใช้ไมโครเวฟสักเท่าไรก็ยังสามารถใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา นอกเหนือจากนี้ยังมีคงทนถาวรสูง สามารถใช้งานได้แบบไม่ต้องรอบคอบว่าปุ่มจะเสียหรือถลอก แต่ข้อผิดพลาดของไมโครเวฟประเภทนี้ก็คือ ใช้งานได้ไม่นานัปการเท่าไรนัก เนื่องจากมีรายการอาหารไม่มากมาย อย่างยิ่งสุดก็สามารถใช้ได้แค่อบอาหาร กับย่างของกิน 2 อย่างงี้เท่านั้น เหมาะกับใช้ในบ้านที่สมาชิกไม่ค่อยนิยมปรุงอาหารสักมากแค่ไหน เน้นย้ำอุ่นของกินที่ซื้อมาจากนอกบ้าน หรือประกอบอาหารง่ายๆที่ไม่ต้องใช้วิธีการซับซ้อนเป็นหลัก
2. ไมโครเวฟแบบปุ่มกดดิจิทัล ไมโครเวฟที่มีระบบควบคุมแบบใช้ปุ่มกดดิจิทัล ที่เราชอบรู้จักดีกันดีในลักษณะของปุ่มเล็กๆนุ่มๆนูนขึ้นจากตัวเตาไม่มากมาย แถมยังมีหน้าปัดบอกเวลาที่มองนำสมัยอีกด้วย ไมโครเวฟรุ่นนี้จะสามารถใช้งานได้มากมายกว่า เพราะมีปุ่มสำหรับตั้งระบบการทำงานทุกๆอย่าง ตั้งแต่การอบ การปิ้ง การนึ่ง การต้ม หรือแม้แต่การตุ๋น ในไมโครเวฟบางรุ่นก็ยังมี เรียกได้ว่าเพียงแค่มีไมโครเวฟแบบปุ่มกดดิจิทัลไว้ใช้งานแค่ใบเดียว เราก็จะสามารถประกอบอาหารได้ดูเหมือนจะทุกอย่าง ไม่ต้องง้อเตาแก๊ส เตาไฟฟ้าอื่นๆเลย แต่ว่าข้อบกพร่องของไมโครเวฟรุ่นนี้ ก็คือ ด้วยความที่มีระบบการทำงานที่หลากหลาย ทำให้การใช้งานค่อนข้างสลับซับซ้อนมากยิ่งกว่าไมโครเวฟแบบลูกบิด ผู้ที่ไม่ค่อยสันทัดเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชนิดนี้สักเยอะแค่ไหน ตอนซื้อมาครั้งแรกบางครั้งอาจจะงงว่าใช้อย่างไร จำต้องใช้เวลาศึกษาสักพักกว่าจะได้อย่างที่อยากได้ แถมหากว่าวันใดวันหนึ่งคนอื่นมาเยี่ยมเยือนที่บ้าน แล้วต้องการจะใช้ไมโครเวฟของเราเพื่ออุ่นอาหารสำหรับงานเลี้ยง บางทีก็อาจจะไม่อาจจะใช้ได้ ต้องเรียกเราเป็นผู้ไปอบให้ ต่างจากไมโครเวฟแบบลูกปิดที่ผู้ใดก็สามารถใช้ได้เลย นอกเหนือจากนี้ ปุ่มดิจิทัลที่ติดมากับไมโครเวฟยังออกจะบอบบางพอควร ถ้าเผลอกดแรงๆมีสิทธิจะทำให้ปุ่มยุบ หรือถลอกจนกระทั่งใช้การไม่ได้อีกเลยก็ได้ จำต้องใช้ความระวัง แม้กระนั้นโดยส่วนมาก ถ้าพวกเราไม่ออกแรงกดมากเกินความจำเป็นราวจะกดจุดนวดใครบางคน ปุ่มกดดิจิทัลของไมโครเวฟก็จะยังอยู่ได้ ไม่มีการเสียกล้วยๆแน่นอน

การจะเลือกว่าคุณน่าจะซื้อไมโครเวฟแบบลูกบิด หรือแบบปุ่มกดดิจิทัลมาใช้ดี ก็เลยขึ้นอยู่กับสาเหตุ 2 อย่าง ดังเช่น ความอยากได้สำหรับในการใช้งาน และก็ความพอใจของคุณ ถ้าว่าคุณเป็นผู้ที่ไม่ค่อยอยู่บ้าน ปรุงอาหารรายการอาหารใหญ่ๆสักเท่าไร ที่ซื้อไมโครเวฟมาก็เพื่ออุ่นอาหาร กับอบรายการอาหารกล้วยๆไว้ทานเป็นหลัก ก็ขอแนะนำให้ซื้อไมโครเวฟแบบบิด แต่ว่าถ้าเกิดซื้อไมโครเวฟมาเพื่อใช้ประโยชน์ในหลายชนิด ตั้งแต่ประกอบอาหาร อุ่นอาหาร จนถึงอบดอกไม้ ไมโครเวฟแบบปุ่มกดดิจิทัลก็คงจะตอบสนองในสิ่งที่ต้องการก้าวหน้าที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด เป็นความพอใจ ขอให้เลือกไมโครเวฟอย่างที่คุณถูกใจมากที่สุดมาใช้งาน เพื่อความสบายใจของคุณเองด้วย

เครดิตบทความ บทความไมโครเวฟ: Index Living Mall

21
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์

22
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เมื่อคุณใช้คอมพิวเตอร์ เฟอร์นิเจอร์อย่างหนึ่งที่จำเป็นจะต้องมีไว้ใช้งานอย่างจำเป็นมาก ก็คือ โต๊ะคอมพิวเตอร์ เพราะว่าหากขาดเครื่องเรือนชิ้นนี้ไปแล้ว การใช้แรงงานคอมพิวเตอร์ก็จะทำเป็นยากลำเค็ญ จะมองดูจอภาพก็จะต้องก้ม หรือจะใช้งานแป้นพิมพ์ก็จะต้องก้มลงไปมากมาย จนถึงทำให้เกิดอาการปวดหลัง ถึงขั้นไม่ต้องการใช้คอมพิวเตอร์ต่อไปอีก

โต๊ะคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปจะได้รับการออกแบบมาให้สามารถวางชุดคอมพิวเตอร์ได้อย่างพอดีและก็พอดี มีช่องสำหรับวาง CPU และก็เครื่องปริ้น ส่วนพื้นที่บนโต๊ะ ก็กว้างพอที่จะใช้วางวัสดุอุปกรณ์สำคัญอย่างจอภาพ เม้าส์ และก็แป้นพิมพ์ ยิ่งในบางรุ่น ต่อให้คุณวางเครื่องมือคอมพิวเตอร์จนถึงครบแล้ว คุณก็ยังเหลือที่สำหรับวางสิ่งของเล็กๆน้อยๆอย่างอื่น หรือปรับเปลี่ยนใช้เป็นโต๊ะสำหรับเขียนงานได้อีก แต่เมื่อโต๊ะคอมพิวเตอร์มีการวางแบบมาให้มีส่วนสำหรับวางข้าวของได้มากแบบนี้ ภาระหน้าที่ที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือกระบวนการทำความสะอาด บางคนกล่าวว่า ซื้อโต๊ะมาแล้ว แม้ว่าจะวางเครื่องใช้ไม้สอยคอมพิวเตอร์ได้ครบทุกอย่างก็จริง แม้กระนั้นก็มีภาระที่จำต้องทำความสะอาดจำนวนมาก ยิ่งโต๊ะรุ่นดีๆที่วางของได้จำนวนมากยิ่งชำระล้างทุกข์ยากลำบาก กว่าจะเช็ดถูจนถึงครบทุกที่ได้ก็เสียเวลาเป็นชั่วโมง ด้วยเหตุนี้ในวันนี้ พวกเราจะมาดูกันดีกว่าว่าถ้าหากอยากชำระล้างให้ครบทุกซอกซอย จำต้องทำยังไงบ้าง มีอยู่ 5 ขั้นตอนดังนี้

1. ถ้าสะดวกที่จะถอดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆออกชั่วครั้งคราว ขอเสนอแนะให้ถอด CPU หน้าจอ เม้าส์ คีย์บอร์ด และอื่นๆออกจากกัน ต่อจากนั้นโยกย้ายมาตั้งชั่วครั้งชั่วคราวไว้ข้างนอกโต๊ะคอมพิวเตอร์ก่อนดีมากกว่า เพื่อที่คุณจะได้ทำความสะอาดได้ทุกที่จริงๆแม้คุณทำความสะอาดโต๊ะแม้ว่าวัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ยังตั้งอยู่ จะเหลือจุดอับบางจุดที่คุณไม่อาจจะชำระล้างได้ ตัวอย่างเช่น ใต้ CPU ใต้จอภาพ ซึ่งจุดอับกลุ่มนี้ล้วนแล้วแต่เป็นที่สะสมฝุ่นละอองและก็สิ่งสกปรกต่างๆทั้งปวง การถอดวัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ออก แล้วย้ายออกจากโต๊ะ จะช่วยให้วิธีการทำความสะอาดทำเป็นอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่า

2. กระทำการปัดฝุ่น หรือดูดฝุ่นละอองที่ติดอยู่บนโต๊ะออกให้หมดก่อน วัสดุอุปกรณ์ที่จะช่วยคุณในกิจกรรมนี้ได้ ก็คือไม้ปัดขนไก่ หรือเครื่องดูดฝุ่น ให้ทำปัดฝุ่น หรือดูดฝุ่นผงรวมทั้งสิ่งสกปรกที่อยู่บนโต๊ะออกให้หมด เพื่อทำให้โต๊ะหมดจดไปในระดับหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นจึงค่อยเช็ดถูต่อไป อย่ารีบเช็ดทั้งๆที่ยังมิได้ดูดฝุ่นละออง ปัดฝุ่นไปเลย เนื่องจากว่าจะมีผลให้กำเนิดรอยฝุ่นละอองติดโต๊ะไป แม้คุณจะเช็ดอย่างหนัก ความสกปรกก็ยังคงอยู่ ไม่หายไปไหนอยู่ดี สำหรับการปัดหรือดูดฝุ่นละอองที่ติดอยู่บนโต๊ะ ขอให้คุณใช้ความรอบคอบด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นโรคภูมิแพ้ หรือโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเท้าหายใจ ระมัดระวังอย่าให้ฝุ่นละอองปลิวกระจายเข้าจมูก อาจก่อให้มีการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ และทำให้โรคประจำตัวกำเริบได้

3. เมื่อโต๊ะไม่มีฝุ่นผง หรือเหลือฝุ่นผงลดน้อยลงแล้ว คุณก็สามารถทำขัด ชำระล้างได้เลย การเช็ดโต๊ะ คุณสามารถใช้ได้ทั้งยังผ้าชุบน้ำที่สะอาด หรือใช้น้ำยาที่ใช้เพื่อการทำความสะอาดพ่นแล้วใช้ผ้าเช็ดถูตาม ทั้ง 2 แนวทางแบบนี้ สามารถทำให้โต๊ะคอมพิวเตอร์ของคุณสะอาดได้ มีข้อควรปฏิบัติตาม คือ ห้ามใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเป็นด่างรุนแรงสำหรับในการเช็ดชำระล้าง เนื่องด้วยอาจจะเป็นผลให้ผิวของโต๊ะได้รับความทรุดโทรม และการเช็ดด้วยน้ำสะอาด ควรกระทำบิดผ้าให้หมาดที่สุดก่อนนำไปเช็ดถู เนื่องจากว่าถ้าคุณใช้ผ้าที่เปียกแฉะน้ำเกินไปสำหรับเพื่อการทำความสะอาด จะก่อให้กำเนิดรอยเปื้อนน้ำขึ้นบนโต๊ะ แม้ว่าจะไม่ใช่คราบสกปรก แม้กระนั้นก็ทำให้โต๊ะของคุณดูไม่สะอาดงาม นอกเหนือจากนั้น การใช้ผ้าที่แฉะเหลือเกิน อาจก่อให้ผิววัสดุของโต๊ะบางจำพวก ตัวอย่างเช่น ไม้อัด กระดาษอัด ได้รับความเสียหาย บวมน้ำ ปริ แตก ในตอนหลัง

4. รอให้โต๊ะแห้งชั่วประเดี๋ยว ระหว่างนี้ก็ชำระล้างเครื่องไม้เครื่องมือคอมพิวเตอร์อื่นๆที่มีฝุ่นเกาะ แล้วก็พื้นที่รอบๆโต๊ะไปพร้อมด้วย วิธีการทำความสะอาดพื้นที่รอบๆ และก็สิ่งของที่วางบนโต๊ะ จะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยทำให้โต๊ะคอมพิวเตอร์ของคุณสะอาดเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ไม่มีฝุ่นละออง หรือสิ่งสกปรกมาจับในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน แถมยังช่วยทำให้โต๊ะทำงานของคุณมองสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมต่อการทำงานเพิ่มขึ้น

5. จัดสิ่งของที่เคยวางอยู่บนโต๊ะให้กลับเข้าที่ กระทำประกอบคอมพิวเตอร์กลับให้เป็นระเบียบเรียบร้อย งดงามอย่างเดิม อย่าลืมตรวจสอบเหตุว่าการต่อเครื่องใช้ไม้สอยคอมพิวเตอร์ของคุณนั้นทำเป็นถูกต้องแล้วหรือยัง ถ้าหากยัง ให้ถอดออกแล้วต่อใหม่ ชี้แนะว่าให้ตรวจก่อนที่จะเปิดเครื่อง เนื่องจากเมื่อเปิดเครื่องไปแล้ว คุณจะถอดเครื่องมือเพื่อต่อใหม่ได้ตรากตรำ เพราะเครื่องมือคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่เป็นโลหะ ซึ่งระหว่างที่เปิดคอมอยู่ กระแสไฟจะเดินไปทั่ว ถ้าหากคุณมาเสี่ยงถอดตอนเปิดเครื่องไปแล้ว ก็บางครั้งอาจจะถูกไฟดูดได้ แม้จะไม่ใช่กระแสไฟที่แรงจนถึงแก่ชีวิต แต่ว่าก็สร้างความตกอกตกใจให้กับคุณได้มากพอสมควร

วิธีการทำความสะอาดโต๊ะคอมพิวเตอร์ ก็มีอยู่ทั้งผอง 5 ข้อดังนี้ คนใดกันแน่ที่มีโต๊ะคอมพิวเตอร์ประจำการอยู่ ขอให้หมั่นทำความสะอาดโต๊ะของคุณอยู่เป็นประจำ เพื่อสร้างบรรยากาศให้ดูน่าดำเนินงานยิ่งขึ้น รวมถึงเพื่อสุขอนามัยของคุณเองด้วย อย่างต่ำควรทำความสะอาดสักอาทิตย์ละครั้ง แต่ว่าหากใครกันแน่สะดวกจะชำระล้างเสมอๆก็สามารถทำเป็น แล้วก็ยิ่งเกิดเรื่องที่ดีด้วย

แหล่งที่มา บทความโต๊ะคอมพิวเตอร์: Index Living Mall

23
ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่า ของกินหลักที่คนไทยนิยมบริโภคกันมาเป็นเวลายาวนาน ก็คือ ข้าว รวมทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถทำให้ข้าวสวยพร้อมต่อการกินได้ ก็คือ หม้อหุงข้าว

หม้อหุงข้าวในช่วงปัจจุบันถือได้ว่ามีการปรับปรุงไปมาก จากเดิมที่มีแต่ว่าหม้อหุงข้าวแบบกดปกติ ก็ปรับปรุงมาเป็นหม้อหุงข้าวระบบดิจิทัลซึ่งสามารถตั้งโปรแกรมควบคุมการหุงข้าวได้ สามารถเลือกได้ว่าจะให้หุงข้าวออกมาเป็นลักษณะใด นุ่ม เหลว แข็ง หรือเป็นโจ๊ก แถมยังสามารถตั้งโปรแกรมเพื่อใช้ทำกับข้าวรายการอาหารต่างๆนอกเหนือจากการหุงข้าวได้อีกด้วย เนื่องจากว่าหม้อหุงข้าวระบบดิจิทัลสามารถใช้งานได้มากแบบนี้นี่เอง ทำให้เป็นที่นิยมสูงขึ้นเรื่อยจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ นอกเหนือจากนั้น หลายท่านเริ่มมีความเห็นกันว่า หม้อหุงข้าวดิจิทัลสามารถหุงข้าวได้สวยกว่าหม้อปกติ เวลาที่หม้อธรรมดาหุงไม่ค่อยสวยสักเท่าไร แล้วก็แปลงเป็นความเชื่อฝังหัวจนกระทั่งกำเนิดค่าความนิยมว่าจะต้องซื้อแต่ว่าหม้อหุงข้าวดิจิทัลเพียงแค่นั้น ปริศนาคือ ความเลื่อมใสดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจริงเท็จอย่างไร หม้อหุงข้าวระบบกดปกติสู้หม้อแบบดิจิทัลไม่ได้จริงๆหรือ วันนี้พวกเราจะมาหาคำตอบกัน

ประการแรก จำต้องขอชี้แจงแนวทางการทำงานของหม้อหุงข้าวแบบกดธรรมดาก่อน หม้อหุงข้าวประเภทนี้จะดำเนินการโดยการเปลี่ยนไฟฟ้าให้เป็นความร้อน ก่อนจะส่งผ่านแผ่นความร้อนไปสู่ไส้หม้อที่เป็นวัสดุนำความร้อน เมื่อไส้หม้มีข้าวและก็น้ำใส่อยู่อย่างถูกต้อง หม้อหุงข้าวจะกระทำการส่งความเข้าสู่ไส้หม้อ จนทำให้ข้าวและก็น้ำข้างในหม้อเริ่มเดือด และก็จะปฏิบัติงานแบบนี้ไปเรื่อยๆกระทั่งน้ำในหม้อจะเดือดแล้วระเหยออกไปกระทั่งหมด สวิตซ์หม้อข้าวก็จะดีดขึ้นอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นการจะควบคุมให้ข้าวในหม้อสวยหรือไม่สวย ก็เลยขึ้นอยู่กับการใส่น้ำ ถ้าหากใส่น้ำในระดับที่เหมาะสม เหมาะสมกับชนิดของข้าวที่นำมาหุง ข้าวก็จะงาม สามารถกินได้อย่างอร่อย แต่ว่าถ้าหากใส่น้ำไม่เพียงพอ น้ำจะแห้งไปก่อนที่จะข้าวจะสุก ผลที่ตามมาก็คือข้าวแข็ง ดิบ ส่วนหากใส่น้ำมากเกินไป ข้าวจะถูกต้มในน้ำนานเกินความจำเป็นจนถึงเริ่มเหลว กว่าหม้อจะดีด ข้าวก็แฉะกระทั่งไม่น่ารับประทาน ด้วยเหตุนั้นการที่คนอีกหลายๆคนบ่นว่าใช้หม้อหุงข้าวแบบกดปกติแล้วข้าวไม่สวย ก็เลยมิได้มีเหตุมาจากตัวหม้อข้าว แม้กระนั้นเกิดจากการใส่น้ำในจำนวนที่ไม่เหมาะสมมากกว่า

ส่วนหม้อหุงข้าวดิจิทัล โดยธรรมดาก็จะมีหลักการทำงานคล้ายกับห้อหุงข้าวแบบกดปกติ เพียงแค่หม้อหุงข้าวจำพวกนี้จะมีส่วนเสริมคือ แผงควบคุม ทำให้สามารถสั่งงานหม้อให้ดำเนินงานนอกเหนือจากการหุงข้าวได้ ดังเช่น ให้ทำข้าวต้ม ทำโจ๊ก หรือแม้แต่การสั่งให้หุงข้าวแบบนุ่มน้อย นิ่มมากมาย ก็สามารถทำได้ ต่างจากหม้อหุงข้าวแบบกดปกติที่มิได้มีแผงควบคุม ไม่อาจจะสั่งงานนอกเหนือจากการหุงข้าวได้ ด้วยความที่หม้อแบบดิจิทัลสามารถสั่งงานได้หลายประเภท ทำให้แม้กระทั้งผู้ที่กะปริมาณน้ำสำหรับการหุงข้าวไม่เป็น ก็สามารถหุงข้าวให้ออกมาสวยได้ ฉะนั้นจึงทำให้คนอีกหลายๆคนเกิดความเข้าใจผิดว่า หม้อหุงข้าวแบบดิจิทัลสามารถหุงข้าวได้สวยกว่าหม้อแบบกดธรรมดา เพราะว่าความจริง ถ้าเกิดใส่น้ำลงในหม้อในจำนวนไม่เหมาะสมกับชนิดข้าวที่หุง ข้าวก็ออกมาไม่สวยได้เช่นกัน

ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมานี้ ก็เลยนำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า หม้อหุงข้าวแบบธรรมดากับหม้อหุงข้าวดิจิทัล จริงๆแล้วก็มีคุณภาพสำหรับในการใช้งานที่เท่าเทียมกัน สามารถหุงข้าวได้อย่างสวยงามเช่นกัน เพียงแต่หม้อหุงข้าวแบบดิจิทัล จะเหนือกว่าในทางของเมนูใช้งานที่ทำได้มากมายกว่า ในตอนที่หม้อหุงข้าวแบบกดธรรมดาจะสามารถใช้งานได้หลักๆเฉพาะการหุงข้าวเท่านั้น ในหม้อรุ่นใหม่จะปรับให้สามารถดึงสวิตซ์เพื่อตัดแนวทางการทำงานของหม้อได้เอง ไม่ต้องรอให้หม้อตัด เพื่อรองรับการใช้งานที่นานัปการขึ้น แต่ว่าก็ยังสามารถใช้งานก้าวหน้าที่สุดเพียงแค่การนึ่งของกินแค่นั้น ตอนที่หม้อหุงข้าวระบบดิจิทัล ดังที่ได้บอกไปแล้วว่าสามารถตั้งรายการอาหารเพื่อทำครัวจำพวกต่างๆได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้าวต้ม โจ๊ก ข้าวเหนียวนึ่ง หรือแม้กระทั้งการต้มก็ยังทำได้ แต่ หม้อหุงข้าวระบบดิจิทัลก็ยังมีข้อเสียอยู่บ้างบางประการเป็นใช้งานได้ยาก จำเป็นต้องเรียนคู่มืออย่างระมัดระวังก่อนใช้ หากกดเมนูไม่ถูก ข้าวที่หุงก็จะออกมาไม่สวย ในขณะหม้หุงข้าวแบบปกตินั้นไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่ใส่น้ำให้ถูก แล้วกดสวิตซ์ ก็สามารถหุงข้าวให้มีความสวยงามได้แล้ว ยิ่งไปกว่านี้ หม้อหุงข้าวแบบกดธรรมดายังแพงถูก ในขณะหม้อหุงข้าวแบบดิจิทัลจะราคาแพงสูงพอควร

การเลือกใช้งานหม้อหุงข้าว ควรจะดูจากความประพฤติของตัวเราเป็นหลัก หากว่าพวกเราอยากได้หม้อหุงข้าวซึ่งสามารถใช้งานได้อย่างนานาประการนอกจากจกการหุงข้าว และใช้ทำกับข้าวได้ด้วย เหมาะกับใช้งานในห้องครัวที่มีพื้นที่จำกัดที่ไม่อาจจะวางอุปกรณ์ไฟฟ้าในห้องครัวอันอื่นได้ ก็ควรที่จะเลือกหม้อหุงข้าวดิจิทัล แต่ถ้าเราอยากได้หม้อหุงข้าวที่เน้นย้ำการใช้แรงงานเพื่อหุงข้าวอย่างเดียว ส่วนการทำอาหาร เราใช้เตาแก๊สแล้วก็เตาอบต่างๆเป็นตัวช่วยอยู่แล้ว ก็ควรที่จะเลือกใช้หม้อหุงข้าวประเภทกดปกติจะดียิ่งกว่า

แหล่งที่มา บทความหม้อหุงข้าว: Index Living Mall

24
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจ

25
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์และแฟนเพจ

26
เมื่อเอ่ยถึงการตกแต่งบ้าน หลายคนอาจจะระลึกถึงการตกแต่งแบบที่มีขั้นตอนออกจะยุ่งยาก ควรจะมีการก่อสร้าง ตีบ้าน ติดตั้งวัสดุอะไรบางอย่างเข้าไปใหม่ ทาสีภายในบ้านใหม่ ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่สิ้นเปลือง ทั้งยังพวกเรายังจำต้องเผชิญกับลิ่นสี และก็ฝุ่นจำนวนมากที่เกิดจากการตกแต่งบ้านใหม่ กว่าจะเข้าพักอาศัยได้เหมือนเดิมก็ใช้เวลานาน และก็จำต้องทำความสะอาดกันยกใหญ่อย่างยิ่งจริงๆ
ที่จริงแล้ว การตกแต่งบ้านเราไม่จำเป็นที่จะต้องมีการก่อสร้างสูงถึงขนาดนั้น เนื่องมาจากความหมายของการตกแต่งบ้านเป็นวิธีการทำให้บ้านหลุดออกจากความซ้ำแล้วซ้ำอีก ไปสู่รูปแบบใหม่ๆดังที่เราอยากได้ โดยเหตุนี้แม้ว่าจะไม่มีการก่อสร้าง เปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ด้านในภายใหม่ เพียงแค่เราเอาสิ่งของที่มีอยู่แล้วในบ้าน เป็นต้นว่า กรอบรูปไม้ เครื่องเรือนต่างๆมาจัดมุมใหม่ให้ห้องมีบรรยากาศอันผิดตา ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นการตกแต่งบ้านแล้ว แม้กระนั้นในบางครั้ง เจ้าของบ้านบางทีอาจรู้สึกว่าการนำของโบราณๆมาจัดใหม่ มันก็แค่เปลี่ยนบรรยากาศข้างในห้องให้มองแปลกเพียงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น ท้ายที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป พวกเราก็จะคิดออกอยู่ดีว่าของพวกนั้นเป็นของเก่าๆที่ไม่มีอะไรแปลกใหม่อยู่เหมือนเดิม แม้ต้องการจะแต่งบ้านใหม่ ก็อยากให้ห้องมีการตกแต่งแบบใหม่ๆไปเลย แต่ว่าในเวลาเดียวกันก็ไม่ต้องการให้มีกิจกรรมการก่อสร้างด้านในภายจนแปลงเป็นเรื่องใหญ่ด้วย แม้ว่าท่านกำลังเริ่มจะมีความคิดแบบนี้อยู่และก็มีความรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้ ขอให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เนื่องจากเราสามารถตกแต่งบ้านให้มีสีสันใหม่ๆได้อารมณ์ใหม่ๆแบบไม่ต้องก่อสร้างได้ด้วยสติ๊กเกอร์ติดผนังบ้าน

เราทุกคนน่าจะรู้จักสติ๊กเกอร์กันดีอยู่แล้ว ว่ามันคือแผ่นกระดาษ หรือแผ่นยางที่มีกาวติดอยู่ด้านหลัง เมื่อวางลงบนพื้นผิวใดๆก็ตามตัวสติ๊กเกอร์จะติดตามกับผิวนั้นๆและก็ถ้าอยากได้ถอดออกก็สามารถทำเป็น แต่สำหรับสติ๊กเกอร์ติดฝาผนังที่เราจะนำมากล่าวเอาไว้ภายในบทความนี้ ไม่ใช่สติ๊กเกอร์กระดาษ หรือสติ๊กเกอร์ยางแบบทั่วไป ถ้าหากแม้กระนั้นทำขึ้นจากแผ่น PVC คุณภาพดี ที่ทนทานต่อความชุ่มชื้นรวมทั้งอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไร แต่ว่าสติ๊กเกอร์ติดฝาผนังนี้ก็ยังอยู่ได้ ไม่มีการฉีกให้ขาด สึกกร่อน หรือหลุดร่วงจากฝาผนัง ยิ่งไปกว่านี้ ข้างหลังของสติ๊กเกอร์ก็ยังถูกทาด้วยกาวคุณภาพดี สามารถติดลงบนผิวได้ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นไม้ ปูน หรือฝาผนังอิฐของบ้านที่ตกแต่งสไตล์ลอฟท์ ทั้งยังเป็นกาวที่ไม่หมดสภาพหากแม้พบกับความชุ่มชื้นหรืออุณหภูมิต่างๆด้วยเหตุนี้ สติ๊กเกอร์ติดผนังบ้าน ก็เลยเป็นสติ๊กเกอร์ที่เหมาะกับการติดลงบนฝาผนังทุกชนิด โดยไม่เกิดปัญหาหลุดลอกเลย

ในส่วนของลวดลายตกแต่ง สติ๊กเกอร์ติดผนังที่มีมือผลิตออกมาในตอนนี้นั้นได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายที่นานัปการ ไม่ว่าจะเป็นลายต้นไม้ ลายบุคคล หรือแม้แต่ลวดลายเลียนแบบกระเบื้องก็มีให้เลือก เจ้าของบ้านสามารถเลือกซื้อสติกเกอร์ตามลวดลายที่ตนอยากได้ได้เลย แม้กระนั้นหลายคนบางครั้งอาจจะกังวลว่า ลวดลายบนสติ๊กเกอร์นั้นหากนำไปติดบนฝาผนังจริง มันจะดูหลอกตาหรือไม่ ขอตอบว่าในตอนนี้ลวดลายบนสติ๊กเกอร์ติดฝาผนังได้รับการพัฒนาไปมาก บางรุ่นมีการเพิ่ม Texture ลงบนพื้นผิว ให้ดูเหมือนกับว่ามีการนูน การเว้าเหมือนกระเบื้องจริงกระทั่งเมื่อนำสติ๊กเกอร์ไปติดบนผนัง จะรู้สึกราวกับว่าได้นำกระเบื้องที่มีลวดลายมาติดตั้งจริงๆด้วยเหตุนี้ไม่จำเป็นต้องกลุ้มใจเลยว่า เมื่อนำสติ๊กเกอร์ติดฝาผนังมาใช้ตกแต่งแล้วจะทำให้ห้องมองไม่สวย มองตบตา

สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งสติ๊กเกอร์ติดฝาผนัง โดยธรรมดา สติ๊กเกอร์ติดผนังบ้านนี้สามารถใช้ตกแต่งได้ในทุกๆมุมของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นห้องรับแขก ครัว ห้องนอน หรือแม้กระทั้งห้องสุขาและก็ผนังด้านนอกตัวบ้าน สามารถเลือกติดตั้งได้ตามที่มีความเห็นว่าเหมาะสมกับการตำหนิตั้ง

การตำหนิสติ๊กเกอร์เพื่อตกแต่งบ้าน ขอชี้แนะว่าไม่ควรติดสติ๊กเกอร์ที่เต็มไปด้วยลวดลาย ดังเช่นว่า ลายบุคคล ลายต้นไม้จนเต็มห้อง เพราะว่าจะก่อให้ห้องมองไม่สวยสวย ทางที่ดีควรที่จะเลือกใช้สติ๊กเกอร์แบบมีลวดลายสลับกับไม่มีลวดลาย หรือไม่ก็ติดสติ๊กเกอร์ที่มีลวดลายเพียงแต่ครึ่งเดียวของผนัง ส่วนฝาผนังอีกกึ่งหนึ่งให้ปล่อยโล่งไว้ เพื่อให้มีจุดเบรกสาตาไม่ให้เห็นลวดลายมากจนเกินไป หรืออีกแบบอย่างหนึ่งที่สามารถทำได้คือการติดสติ๊กเกอร์ที่มีลวดลายไว้บนพื้นที่ตรงกลางตามที่ได้กำหนด ส่วนบริเวณรอบๆสติ๊กเกอร์ที่มีลาย ก็นำสติ๊กเกอร์ที่มีพื้นขาวมาติดโอบล้อม เพื่อให้ลวดลายดูเด่นเพิ่มขึ้น ส่วนสีของสติ๊กเกอร์ ขอแนะนำว่าควรที่จะทำการเลือกใช้โทนที่ตัดกับสีพื้นของห้อง อาทิเช่น ถ้าพื้นมีสีสด ควรจะเลือกใช้สติ๊กเกอร์ติดผนังที่มีสีขรึมๆส่วนหากพื้นมีสีโทนหม่น ควรที่จะทำการเลือกใช้สติ๊กเกอร์ติดผนังที่มีสีสดหรือสีอ่อนๆอย่าเลือกใช้สติ๊กเกอร์ที่มีสีโทนเดียวกับ เพราะถ้าเกิดเป็นห้องที่มีพื้นสีสดแล้วใช้สติ๊กเกอร์สีสดด้วย จะทำให้ห้องมีสีสดเกินความจำเป็น ดูไม่สวยสวย ส่วนหากมีสีทึบแล้วใช้สติ๊กเกอร์สีทึบด้วย จะทำให้ห้องยิ่งมืดทึบ ดูไม่สวยสวยเหมือนกัน

สติ๊กเกอร์ติดผนังบ้านถือเป็นอุปกรณ์เพื่อการตกแต่งบ้านอย่างง่ายๆที่ให้ความสวยงามกับบ้านได้ไม่มีความแตกต่างกับการถอดถอนบ้านแล้วตกแต่งใหม่เลย อีกทั้งยังประหยัดเงินได้มาก คนใดที่กำลังคิดต้องการจะตกแต่งบ้านแบบไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมาย และไม่จำเป็นต้องรื้อบ้านจนกระทั่งเกิดเรื่องใหญ่ ขอแนะนำให้คุณลองนำสติ๊กเกอร์ติดฝาผนังมาใช้งาน สามารถหาซื้อสติ๊กเกอร์ติดผนังนี้ได้ ตามแหล่งสิ่งของต่างๆที่ใช้ในการก่อสร้างทั่วไป หรือบนเว็บไซต์ต่างๆที่มีการลงประกาศขาย

ขอขอบคุณบทความ บทความสติ๊กเกอร์ติดผนังบ้าน : Index Living Mall

27
ในวันที่อากาศร้อนๆอย่างงี้ การเปิดพัดลมนอน คงเกิดเรื่องที่เป็นสุขที่สุดแล้วสำหรับคนอย่างเราๆบางคนเปิดจ่อกันแบบไม่สนใจโลก เปิดไปเรื่อยๆจวบจนกระทั่งจะคิดว่าเริ่มหนาวนั่นแหละ ถึงปิดแล้วไปทำอันอื่น หรือไม่ก็เปลี่ยนแปลงโหมดมาเป็นแบบส่ายแทน

แต่ว่าคุณน่าจะเคยรับรู้กันมาบ้างว่า การนอนตากพัดลม เป็นพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพสักมากแค่ไหน แล้วก็มีข้อมูลนาๆประการว่าถ้าหากทำอย่างงั้นแล้วจะกำเนิดอะไรขึ้นบ้าง แถมบางเหตุผลก็น่าสยดสยองเสียด้วย อย่างความเชื่อที่ว่าถ้าเกิดนอนตากพัดลมตลอดคืน จะสูญเสียน้ำจนกระทั่งหมดร่างกาย เปลี่ยนเป็นไหลตายเสียด้วย เพียงพอไปพบข้อมูลอย่างงี้เข้า คุณน่าจะกำเนิดความกังวลใจขึ้นมา และก็พยายามปรับเปลี่ยนนิสัย แม้กระนั้นจนแล้วจนรอดก็ไม่อาจจะแปลงได้ เนื่องจากติดการนอนเปิดพัดลมไปเสียแล้ว วันนี้เราจะมาดูกันเลยดีกว่า ว่าถ้านอนเปิดพัดลมแบบจ่อ จะมีผลรุนแรงแบบนั้นจริงไหม แล้วควรจะปรับเปลี่ยนเช่นไรดี ถ้าในเรื่องที่พวกเราติดพัดลมมากจนถึงจำเป็นแล้วจริงๆ

เริ่มแรก เราจะมาดูกันก่อน ว่าถ้านอนเปิดพัดลมจ่อทั้งคืน จะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง
1. ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเท้าหายใจ ข้อนี้ได้ผลสำเร็จเสียที่เห็นได้ชัดและสมเหตุสมผลเยอะที่สุด เนื่องด้วยพัดลมเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะดูดลม แล้วเป่ามาที่ตัวคุณตลอดเวลา ลมนั้นจะได้โอกาสผ่านเข้าโพรงจมูกได้ และหากเป่าจ่อเป็นเวลานานๆโพรงจมูกจะแห้งลง จนกระทั่งกำเนิดความระคายเคือง ร่างกายก็จะบากบั่นสร้างเมือกออกมาเพื่อปกคลุมผิวโพรงจมูกไว้ เมื่อเมือกนั้นมีมากจนเกินความจำเป็นก็จะไหลออกมา อย่างที่เราเรียกว่า น้ำมูก นั่นเอง และถ้าหากยังฝืนต่อไปอีก ระบบทางเดินหายใจจะเริ่มมีปัญหา เกิดอาการภูมิแพ้กำเริบ หรือไม่ก็แปลงเป็นหวัดได้
2. เกิดการเจริญวัยของเชื้อโรคในจุดที่คุณนอน ทำให้ได้โอกาสเป็นหวัดได้ง่าย เนื่องด้วยเมื่อเปิดพัดลมจ่อรอบๆนั้นตรงเวลานั้น ความชุ่มชื้นที่จะช่วยรักษาสมดุลให้กับสภาพภูมิอากาศจะถูกพัดออกไปกระทั่งหมด ทำให้อากาศบริเวณนั้นแห้งลง รวมทั้งทำให้เชื้อโรค เชื้อแบคทีเรียต่างๆเติบโตได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายก็จะมีผลให้เกิดอาการหวัดได้ง่าย
3. ทำให้มีลักษณะอาการผิวแห้ง สูญเสียน้ำบางส่วน ข้อนี้จะต่อเนื่องมาจากข้อที่ 2 เนื่องด้วยพัดลมได้พัดเอาความชื้นออกไปกระทั่งหมด ทำให้อากาศแห้ง และก็นำมาซึ่งการทำให้ความชุ่มชื้นภายในร่างกายของคุณน้อยลงไปเล็กน้อย ก็เลยไม่น่าประหลาดใจเลย ถ้าคุณจำเป็นต้องตื่นมาในตอนเช้าแล้วพบว่าผิวแห้ง แตก ลอกไปบ้าง หรือในบางครั้งอาจมีอาการกระหายน้ำร่วมด้วย แต่ว่าจากความเลื่อมใสที่พูดว่าการโดนพัดลมเป่าจนกระทั่งความชุ่มชื้นหมดตูด ถึงแก่ชีวิต ข้อนี้ขอบอกเลยว่าไม่มีทางเป็นไปได้ การนอนตากพัดลมเพียงแค่คืนเดียว ไม่ได้ส่งผลร้ายแรงมากมายขนาดนั้น แต่ว่าถ้าหากเกิดเรื่องอยากกินน้ำ ผิวแห้ง ข้อนี้สามารถเป็นได้
4. ในบางครั้ง หากว่าข้างในห้องมีฝุ่น แล้วไม่ค่อยได้ทำความสะอาดสักมากแค่ไหน พัดลมจะดูดเอาฝุ่นที่ฟุ้งกระจายยอยู่กลางอากาศ แล้วเป่ามาหาคุณ ฝุ่นละอองพวกนี้จะมีโอกาสเข้าไปติดในโพรงจมูก แล้วก็ตามร่างกายของคุณ จนถึงทำให้คุณมีอาการระคายเคืองโพรงจมูกอย่างหนัก อาจมีไอ จามร่วมด้วย ยิ่งถ้าหากพัดลมของคุณเป็นแหล่งสะสมของฝุ่นละอองด้วยละก็ ไม่ต้องสืบเลยว่าคุณจะได้รับฝุ่นเข้าร่างกายไปมากน้อยเท่าใด

4 ข้อนี้ เป็นผลกระทบในด้านที่เสียหายของการเปิดพัดลมจ่อตลอดทั้งคืนตอนนอน จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องที่อันตรายถึงชีวิตอะไร แต่ว่าจะส่งผลต่อสภาพสุขภาพของคุณในระยะยาวได้เยอะพอสมควร ทางที่ดี พวกเรามาแก้ปัญหาการติดพัดลม ต้องนอนตากพัดลมกันดีกว่า อย่าเพิ่งจะตกอกตกใจว่าจำเป็นต้องยกพัดลมออกหรือเปล่า ไม่ต้องทำถึงกับขนาดนั้น แค่วิธีที่จะบอกต่อไปนี้ ก็ช่วยทำให้คุณอยู่ร่วมกับพัดลมได้แบบสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว
1. แปลงความประพฤติจากการที่จำเป็นต้องเปิดพัดลมจ่อตลอดเวลา ทดลองเปลี่ยนมาใช้วิธีเปิดระบบส่ายให้พัดลมดู โอกาสนี้ลมก็จะไม่มาอยู่เพียงแค่จุดที่คุณนอนอีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องเริ่มแบบหักดิบก็ได้ ทดลองเลือกคืนที่อากาศไม่ค่อยร้อนมาก แล้วเปิดพัดลมส่ายมอง หลังจากนั้นเบาๆทดลองเปิดแกว่งทุกคืน ครู่หนึ่งหนึ่งร่างกายก็จะเคยชิน สามารถเปิดพัดลมแกว่งได้ตลอดเวลา ไม่ว่าอากาศจะร้อนสักเท่าใดแล้ว
2. ถ้าหากคุณใช้พัดลมดิจิทัล ทดลองเปลี่ยนมาใช้โหมด Natural หรือโหมด Random (BLINK) กันบ้าง โหมดนี้จะเป็นการทำให้พัดลมหมุนสักระยะหนึ่ง แล้วจะปิดตัวลงชั่วประเดี๋ยว และก็กลับมาหมุนใหม่ ราวกับได้สายลมธรรมชาติ โหมดนี้จะช่วยให้ตัวคุณไม่ต้องรับลมมากจนเกินไป จบปัญหาเรื่องโพรงจมูกอักเสบเพราะเหตุว่าตากลมไปได้เลย
คนไหนที่มีปัญหาติดนอนจ่อพัดลม ขอให้ปรับพฤติกรรมเสียใหม่ เพื่อร่างกายที่แข็งแรงของคุณเอง ยืนยันว่าถ้าแก้นิสัยนอนติดพัดลมนี้ออกไปได้ สุขภาพของคุณจะดีขึ้นถึง 50% เลยแหละ แม้กระนั้นก็ไม่จำเป็นต้องหักดิบมากมายจนกระทั่งเครียดเหลือเกินละ เดี๋ยวจะเปลี่ยนเป็นว่านอนไม่หลับ พักไม่พอกันไปอีก เบาๆปรับไป อีกพักหนึ่งก็จะทำได้เอง ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน

ขอบคุณสำหรับที่มา บทความพัดลม: Index

28
ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่า ของกินหลักที่คนไทยนิยมบริโภคกันมาเป็นเวลายาวนาน ก็คือ ข้าว รวมทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถทำให้ข้าวสวยพร้อมต่อการกินได้ ก็คือ หม้อหุงข้าว

หม้อหุงข้าวในช่วงปัจจุบันถือได้ว่ามีการปรับปรุงไปมาก จากเดิมที่มีแต่ว่าหม้อหุงข้าวแบบกดปกติ ก็ปรับปรุงมาเป็นหม้อหุงข้าวระบบดิจิทัลซึ่งสามารถตั้งโปรแกรมควบคุมการหุงข้าวได้ สามารถเลือกได้ว่าจะให้หุงข้าวออกมาเป็นลักษณะใด นุ่ม เหลว แข็ง หรือเป็นโจ๊ก แถมยังสามารถตั้งโปรแกรมเพื่อใช้ทำกับข้าวรายการอาหารต่างๆนอกเหนือจากการหุงข้าวได้อีกด้วย เนื่องจากว่าหม้อหุงข้าวระบบดิจิทัลสามารถใช้งานได้มากแบบนี้นี่เอง ทำให้เป็นที่นิยมสูงขึ้นเรื่อยจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ นอกเหนือจากนั้น หลายท่านเริ่มมีความเห็นกันว่า หม้อหุงข้าวดิจิทัลสามารถหุงข้าวได้สวยกว่าหม้อปกติ เวลาที่หม้อธรรมดาหุงไม่ค่อยสวยสักเท่าไร แล้วก็แปลงเป็นความเชื่อฝังหัวจนกระทั่งกำเนิดค่าความนิยมว่าจะต้องซื้อแต่ว่าหม้อหุงข้าวดิจิทัลเพียงแค่นั้น ปริศนาคือ ความเลื่อมใสดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจริงเท็จอย่างไร หม้อหุงข้าวระบบกดปกติสู้หม้อแบบดิจิทัลไม่ได้จริงๆหรือ วันนี้พวกเราจะมาหาคำตอบกัน

ประการแรก จำต้องขอชี้แจงแนวทางการทำงานของหม้อหุงข้าวแบบกดธรรมดาก่อน หม้อหุงข้าวประเภทนี้จะดำเนินการโดยการเปลี่ยนไฟฟ้าให้เป็นความร้อน ก่อนจะส่งผ่านแผ่นความร้อนไปสู่ไส้หม้อที่เป็นวัสดุนำความร้อน เมื่อไส้หม้มีข้าวและก็น้ำใส่อยู่อย่างถูกต้อง หม้อหุงข้าวจะกระทำการส่งความเข้าสู่ไส้หม้อ จนทำให้ข้าวและก็น้ำข้างในหม้อเริ่มเดือด และก็จะปฏิบัติงานแบบนี้ไปเรื่อยๆกระทั่งน้ำในหม้อจะเดือดแล้วระเหยออกไปกระทั่งหมด สวิตซ์หม้อข้าวก็จะดีดขึ้นอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นการจะควบคุมให้ข้าวในหม้อสวยหรือไม่สวย ก็เลยขึ้นอยู่กับการใส่น้ำ ถ้าหากใส่น้ำในระดับที่เหมาะสม เหมาะสมกับชนิดของข้าวที่นำมาหุง ข้าวก็จะงาม สามารถกินได้อย่างอร่อย แต่ว่าถ้าหากใส่น้ำไม่เพียงพอ น้ำจะแห้งไปก่อนที่จะข้าวจะสุก ผลที่ตามมาก็คือข้าวแข็ง ดิบ ส่วนหากใส่น้ำมากเกินไป ข้าวจะถูกต้มในน้ำนานเกินความจำเป็นจนถึงเริ่มเหลว กว่าหม้อจะดีด ข้าวก็แฉะกระทั่งไม่น่ารับประทาน ด้วยเหตุนั้นการที่คนอีกหลายๆคนบ่นว่าใช้หม้อหุงข้าวแบบกดปกติแล้วข้าวไม่สวย ก็เลยมิได้มีเหตุมาจากตัวหม้อข้าว แม้กระนั้นเกิดจากการใส่น้ำในจำนวนที่ไม่เหมาะสมมากกว่า

ส่วนหม้อหุงข้าวดิจิทัล โดยธรรมดาก็จะมีหลักการทำงานคล้ายกับห้อหุงข้าวแบบกดปกติ เพียงแค่หม้อหุงข้าวจำพวกนี้จะมีส่วนเสริมคือ แผงควบคุม ทำให้สามารถสั่งงานหม้อให้ดำเนินงานนอกเหนือจากการหุงข้าวได้ ดังเช่น ให้ทำข้าวต้ม ทำโจ๊ก หรือแม้แต่การสั่งให้หุงข้าวแบบนุ่มน้อย นิ่มมากมาย ก็สามารถทำได้ ต่างจากหม้อหุงข้าวแบบกดปกติที่มิได้มีแผงควบคุม ไม่อาจจะสั่งงานนอกเหนือจากการหุงข้าวได้ ด้วยความที่หม้อแบบดิจิทัลสามารถสั่งงานได้หลายประเภท ทำให้แม้กระทั้งผู้ที่กะปริมาณน้ำสำหรับการหุงข้าวไม่เป็น ก็สามารถหุงข้าวให้ออกมาสวยได้ ฉะนั้นจึงทำให้คนอีกหลายๆคนเกิดความเข้าใจผิดว่า หม้อหุงข้าวแบบดิจิทัลสามารถหุงข้าวได้สวยกว่าหม้อแบบกดธรรมดา เพราะว่าความจริง ถ้าเกิดใส่น้ำลงในหม้อในจำนวนไม่เหมาะสมกับชนิดข้าวที่หุง ข้าวก็ออกมาไม่สวยได้เช่นกัน

ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมานี้ ก็เลยนำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า หม้อหุงข้าวแบบธรรมดากับหม้อหุงข้าวดิจิทัล จริงๆแล้วก็มีคุณภาพสำหรับในการใช้งานที่เท่าเทียมกัน สามารถหุงข้าวได้อย่างสวยงามเช่นกัน เพียงแต่หม้อหุงข้าวแบบดิจิทัล จะเหนือกว่าในทางของเมนูใช้งานที่ทำได้มากมายกว่า ในตอนที่หม้อหุงข้าวแบบกดธรรมดาจะสามารถใช้งานได้หลักๆเฉพาะการหุงข้าวเท่านั้น ในหม้อรุ่นใหม่จะปรับให้สามารถดึงสวิตซ์เพื่อตัดแนวทางการทำงานของหม้อได้เอง ไม่ต้องรอให้หม้อตัด เพื่อรองรับการใช้งานที่นานัปการขึ้น แต่ว่าก็ยังสามารถใช้งานก้าวหน้าที่สุดเพียงแค่การนึ่งของกินแค่นั้น ตอนที่หม้อหุงข้าวระบบดิจิทัล ดังที่ได้บอกไปแล้วว่าสามารถตั้งรายการอาหารเพื่อทำครัวจำพวกต่างๆได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้าวต้ม โจ๊ก ข้าวเหนียวนึ่ง หรือแม้กระทั้งการต้มก็ยังทำได้ แต่ หม้อหุงข้าวระบบดิจิทัลก็ยังมีข้อเสียอยู่บ้างบางประการเป็นใช้งานได้ยาก จำเป็นต้องเรียนคู่มืออย่างระมัดระวังก่อนใช้ หากกดเมนูไม่ถูก ข้าวที่หุงก็จะออกมาไม่สวย ในขณะหม้หุงข้าวแบบปกตินั้นไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่ใส่น้ำให้ถูก แล้วกดสวิตซ์ ก็สามารถหุงข้าวให้มีความสวยงามได้แล้ว ยิ่งไปกว่านี้ หม้อหุงข้าวแบบกดธรรมดายังแพงถูก ในขณะหม้อหุงข้าวแบบดิจิทัลจะราคาแพงสูงพอควร

การเลือกใช้งานหม้อหุงข้าว ควรจะดูจากความประพฤติของตัวเราเป็นหลัก หากว่าพวกเราอยากได้หม้อหุงข้าวซึ่งสามารถใช้งานได้อย่างนานาประการนอกจากจกการหุงข้าว และใช้ทำกับข้าวได้ด้วย เหมาะกับใช้งานในห้องครัวที่มีพื้นที่จำกัดที่ไม่อาจจะวางอุปกรณ์ไฟฟ้าในห้องครัวอันอื่นได้ ก็ควรที่จะเลือกหม้อหุงข้าวดิจิทัล แต่ถ้าเราอยากได้หม้อหุงข้าวที่เน้นย้ำการใช้แรงงานเพื่อหุงข้าวอย่างเดียว ส่วนการทำอาหาร เราใช้เตาแก๊สแล้วก็เตาอบต่างๆเป็นตัวช่วยอยู่แล้ว ก็ควรที่จะเลือกใช้หม้อหุงข้าวประเภทกดปกติจะดียิ่งกว่า

แหล่งที่มา บทความหม้อหุงข้าว: Index Living Mall

29
เบื่อไหม กับการเก็บของในตู้แบบเดิมๆตั้งวางของบนชั้นวางแบบเดิมๆที่ทั้งซ้ำไปซ้ำมา แถมในบางครั้งชั้นวางรวมทั้งตู้แบบเก่าๆยังมีขนาดใหญ่เหลือเกิน จนกระทั่งส่งผลให้หาของไม่พบในบางครั้งอีกทีอีกด้วย ถ้าท่านเป็นคนอีกคนหนึ่งที่กำลังเจอปัญหาแบบนี้ เราขอชี้แนะให้ท่านลองเปลี่ยนมาใช้ตู้ DIY กันดูบ้าง

ตู้ DIY เป็นตู้รูปแบบใหม่ที่ได้ผ่านการออกแบบให้ออกมาในแบบที่ฉีกออกไปจากชั้นวางแบบเดิมๆตู้แบบเดิมๆในตอนนี้ตู้ DIY ได้ถูกประกอบมาเพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นชั้นวางทีวี ตู้ที่เอาไว้เก็บของแบบเตียนโล่ง ตู้ที่เอาไว้เก็บของแบบมีฝาปิด หรือแม้แต่ชั้นวางรองเท้า จุดเด่นของตู้ DIY นี้ก็คือ มีต้นแบบที่เรียบง่าย ไม่มีการเล่นเหลี่ยมเล่นมุมมาก มีการทำชั้นวาง หรือตู้ที่เอาไว้เพื่อเก็บของที่มีปริมาณพอดิบพอดีกับการเก็บของ นอกจากนั้นข้างในตู้ DIY ยังไม่มีหลืบ มีมุม กระทั่งอาจจะทำให้สิ่งของที่เก็บเอาไว้ในตู้จำเป็นต้องหายไปด้วย ด้วยลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ก็เลยทำให้ตู้ DIY เปลี่ยนเป็นตู้แบบใหม่ที่ช่วยเอื้ออำนวยการจัดเก็บข้าวของได้เป็นอย่างดี

เมื่ออ่านมาถึงที่ตรงนี้ เชื่อว่าท่านนักอ่านหลายคนคงจะกำเนิดความสนใจขึ้นมาบ้าง แม้กระนั้นก็คงจะยังมีหลายคนที่เกิดความสงสัยว่า ความแข็งแรงของตู้ DIY นี้มีมากน้อยแค่ไหน ขอตอบว่าแม้ตู้ DIY จะได้รับการออกแบบมาให้มีดีไซน์ที่แปลกใหม่ เรียบง่าย แต่ว่าก็มีความแข็งแรงสูง สามารถรับน้ำหนักข้าวของที่วางอยู่ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นชั้นวางโทรทัศน์ที่สามารถวางได้ตั้งแต่ทีวี แอลอีดี จอบางๆไปจนกระทั่งจอตู้หนักๆก็สามารถวางได้แบบไม่มีปัญหา ส่วนตู้สำหรับใช้ในการเก็บของ ก็เป็นตู้ซึ่งสามารถเก็บของได้อย่างจุใจ ไม่ต้องกังวลเลยว่าตู้จะรับน้ำหนักไม่ไหวจนถึงชั้นข้างในตู้หัก หรือตู้เกิดการโค่นจนได้รับความเสียหาย ผู้ที่เลือกใช้ตู้ DIY ก็เลยสามารถมั่นอกมั่นใจในความแข็งแรงของตู้จำพวกนี้ได้เลย

ตู้ DIY ในขณะนี้มีการผลิตออกมาอยู่ 2 ประเภท เป็นชนิดห้อยฝาผนัง แล้วก็ประเภทตั้งพื้น พวกเราสามารถเลือกใช้ได้ตามแต่ที่ภาวะพื้นที่จะเอื้ออำนวย โดยถ้าหากเป็นห้องที่มีพื้นที่มากมาย และก็อยากได้ความสบายในการใช้งาน พวกเราก็ควรที่จะเลือกใช้ตู้ DIY จำพวกตั้งพื้น แต่หากพื้นที่ในห้องมีจำกัด แล้วก็เรามีกิจกรรมที่จำต้องใช้ตู้ DIY แค่ไม่กี่อย่าง พวกเราก็สามารถใช้ตู้ DIY ประเภทห้อยฝาผนังได้ โดยสำหรับตู้ DIY แบบห้อยฝาผนัง พวกเราต้องกระทำติดตั้งให้มีความแข็งแรง โดยการใช้สกรูยึดให้แน่น อย่าให้ขยับเขยื้อนได้ เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้ตู้หลุดตกลงมาในอนาคต และเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ควรจะหมั่นตรวจตราความแข็งแรงของตู้ด้วยทุกครั้งว่ามีสกรูขยับออกมาจากที่เดิม หรือเกิดการหักงอหรือไม่ ถ้าเกิดมี ให้เปลี่ยนแปลงสกรูเสียใหม่ เพื่อให้ตู้ DIY ติดฝาผนังยังคงความแข็งแรงอยู่เสมอ ไม่มีปัญหาตกร่วงลงมาจนได้รับความทรุดโทรม หรือก่อให้เกิดอันตรายกับใคร

สำหรับในการชำระล้างตู้ DIY ตู้จำพวกนี้นับว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ซึ่งสามารถทำความสะอาดได้อย่างง่ายดาย แค่เพียงทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. เปิดฝาตู้ DIY ออก
2. กระทำย้ายของที่อยู่ในตู้ออกจนถึงตู้เตียนโล่ง ไม่มีอะไรคงเหลือ
3. ใช้ผ้าขี้ริ้ว หรือไม้ปัดขนไก่ปัดเอาฝุ่นผงและก็สิ่งสกปรกชิ้นใหญ่ๆออกจากตู้ให้หมดก่อน จนกระทั่งเหลือเพียงฝุ่นขนาดเล็กๆแล้วก็คราบสกปรกที่ไม่อาจจะปัดออกได้
4. นำผ้าขี้ริ้วชุบน้ำ บิดให้หมาด แล้วถูลงไปบนจุดที่เปรอะเปื้อนของตู้ใบนั้น หรือไม่ก็ใช้น้ำยาที่ใช้เพื่อการทำความสะอาดฉีดลงไปพื้นที่ที่เลอะเทอะ แล้วนำผ้าสะอาดขัดถู ทำขั้นตอนนี้ซ้ำไปเรื่อยกระทั่งสิ่งสกปรกภายในตู้จะถูกกำจัดจนถึงหมด
5. เปิดฝาตู้ DIY ทิ้งไว้สักประเดี๋ยว เพื่อให้อากาศจากข้างนอกระบายไปสู่ตู้ ทำให้น้ำหรือน้ำยาที่หลงเหลืออยู่บนผิวตู้ถูกทำให้แห้ง
6. ทยอยเก็บข้าวของที่เคยอยู่ในตู้ให้กลับเข้าที่ ในขั้นตอนนี้ให้ทำตรวจดูเหตุว่าข้าวของใดที่เป็นของใช้จริงๆและก็ข้าวของใดที่เป็นขยะ แยกสิ่งที่เป็นขยะไว้เพื่อนำไปทิ้งต่อไป
7. เมื่อจัดของกระทั่งเข้าที่เข้าทางแล้ว ให้ปิดฝาตู้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
สำหรับการชำระล้างตู้ DIY นั้น ห้ามใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์กัดเซาะร้ายแรง ดังเช่นว่า น้ำยาล้างห้องอาบน้ำ น้ำยาที่เป็นกรดมากมาย รวมถึงน้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าดสำหรับในการทำความสะอาด เพราะจะก่อให้ผิวอุปกรณ์ได้รับความทรุดโทรม แล้วก็อาจส่งลต่อส่วนประกอบของตู้ได้ด้วย

ตู้ DIY ถือเป็นตู้ที่ให้ความสบายสำหรับเพื่อการจัดเก็บของได้มาก มีแบบที่เรียบง่าย สวยงาม เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเพื่อการนำไปติดตั้งในบ้าน อีกทั้งในบ้านแบบโมเดิร์นและก็บ้านแบบวินด์เทจ ผู้ที่ชื่นชอบเฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปลักษณ์กล้วยๆไม่สลับซับซ้อน ไม่ควรพลาดวิธีสำหรับการเลือกซื้อตู้จำพวกนี้ไปใช้งาน ดังนี้ อย่าลืมว่าตู้ DIY เป็นตู้ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อวางของตามเป้าประสงค์ เพราะฉะนั้นควรใช้ให้ถูกต้องตามเป้าประสงค์ อย่านำตู้ DIY ไปใช้งานอย่างไม่ถูกๆดังเช่น ใช้เป็นเก้าอี้สำหรับนั่ง หรือใช้เป็นที่เหยียบ
ขึ้นไปที่สูง หรือใช้เป็นที่ตากผ้า ที่วางของอันมีน้ำหนักเกินกว่าที่ชั้นจะรับน้ำหนักได้ไหว เพราะว่าถ้าหากนำตู้ DIY ไปใช้งานอย่างผิดจุดมุ่งหมาย จะทำให้ตู้ได้รับความย่ำแย่ กระทั่งไม่สามารถที่จะซ่อมเพื่อนำไปใช้อีกทีได้

ขอบคุณสำหรับที่มา บทความตู้ DIY: Index Living Mall

30
อ่างล้างจานเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญอย่างหนึ่งที่ทุกๆบ้านจำเป็นจะต้องมีเนื่องมาจากมันช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับในการล้างจาน เครื่องครัว และภาชนะต่างๆได้อย่างยอดเยี่ยม

อ่างล้างจานที่มีการผลิตออกมาจำหน่ายในตอนนี้นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ อ่างล้างจานแบบ 1 อ่าง รวมทั้งอ่างล้างจานแบบ 2 อ่างชิดกันเป็นชิ้นเดียว ซึ่งอ่างล้างจานทั้งยัง 2 อย่างนี้ ต่างก็มีข้อดีขอเสียที่แตกต่างกันไป โดยอ่างล้างจานแบบ 1 อ่าง มีจุดเด่นคือทำความสะอาดได้อย่างง่ายดาย รับประทานพื้นที่น้อย แต่ว่าก็มีข้อเสียเป็นมีพื้นที่สำหรับในการล้างจานไม่มาก ในขณะอ่างล้างจานแบบ 2 อ่าง มีจุดเด่นคือสามารถใช้ประโยชน์สำหรับการล้างจานได้อย่างมาก ไม่ต้องกลัวว่าจะกำเนิดปัญหาเครื่องครีวล้นออกมานอกอ่าง แต่ว่าก็มีข้อเสียเป็นต้องล้างชำระล้างมากยิ่งกว่าปกติ แล้วก็รับประทานพื้นที่สำหรับในการจัดตั้งมากยิ่งกว่าธรรมดา เพราะเหตุนี้ ผู้ที่กำลังจะซื้ออ่างล้างจานมาจัดตั้ง บางทีอาจกำเนิดความสงสัยว่าควรเลือกใช้อ่างล้างจานแบบไหนดี ข้อนี้จำเป็นต้องขอตอบว่า ควรที่จะเลือกจากพฤติกรรมการใช้แรงงานของพวกเรา แล้วก็พื้นที่ที่สามารถติดตั้งได้เป็นหลัก สามารถสรุปได้ดังนี้
1. พื้นที่สำหรับการติดตั้งแม้ห้องครัวมีพื้นที่ไม่มากจำต้องเหลือพื้นที่ไว้ใช้สำหรับจัดตั้งเครื่องเรือนและก็เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆพวกเราก็ควรที่จะเลือกใช้อ่างล้างจานจำพวก 1 อ่าง เพราะรับประทานพื้นที่จัดตั้งน้อยกว่า แต่ถ้าเกิดในครัวมีพื้นที่เยอะพอควร สามารถจัดข้าวของต่างๆได้มาก ก็ควรที่จะทำการเลือกใช้อ่างล้างจานแบบ 2 อ่าง ทั้งนี้ ต้นสายปลายเหตุเรื่องพื้นที่เป็นเพียงแต่สาเหตุรองแค่นั้นควรใคร่ครวญร่วมกับความประพฤติการใช้งานด้วย เนื่องจากว่าแม้ครัวมีพื้นที่มาก แต่ว่าพวกเรามิได้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการล้างมากการตำหนิตั้งอ่างล้างจานแบบ 2 อ่าง ก็ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ แล้วก็เพิ่มภาระหน้าที่วิธีการทำความสะอาดโดยใช่เหตุ

2. การกระทำการใช้งาน เหตุนี้นับว่าเป็นปัจจัยหลักที่เราควรนำมาไตร่ตรองเมื่อจะเลือกซื้ออ่างล้างจานสักบาน หากว่ากิจกรรมภายในห้องครัวของเรานั้นมีมาก จำเป็นต้องล้างภาชนะแล้วก็สิ่งต่างๆอยู่บ่อยๆพวกเราก็ควรที่จะเลือกซื้ออ่างล้างประเภท2 บาน เพื่อให้การล้างทำเป็นสบายมากยิ่งขึ้น และไม่เกิดปัญหาภาชนะที่สกปรกล้นออกมานอกอ่าง แต่ว่าถ้าเกิดว่าเราไม่มีภาระหน้าที่การล้างมากมาย เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแต่ละมื้อก็ล้างภาชนะเพียง3-4 ใบต่อครั้งแค่นั้น พวกเราก็ควรที่จะทำการเลือกใช้อ่างล้างจานจำพวก 1 บาน เพราะเหตุว่าเป็นอ่างที่รองรับในสิ่งที่ต้องการของเราได้อย่างพอเพียงแล้ว ทั้งยังยังไม่นำมาซึ่งภาระหน้าที่แนวทางการทำความสะอาดเพิ่มโดยไม่จำเป็น

3. ราคา ต้นเหตุนี้เป็นต้นสายปลายเหตุประการในที่สุดที่เราสามารถประยุกต์ใช้ประกอบการไตร่ตรองซื้ออ่างล้างจานสักบานได้ โดยปกติ อ่างล้างจานจะราคาถูกหรือแพง มักขึ้นกับสิ่งของที่ใช้ และก็ประเภทของอ่างที่ผลิตออกมา แม้เป็นอ่างล้างจานจำพวก 2 อ่าง ชอบราคาแพงสูงยิ่งกว่าอ่างประเภท 1 อ่าง พวกเราสามารถเลือกซื้อดังที่งบประมาณอวยได้

แต่ว่าอย่างไรก็ดีการพินิจซื้ออ่างนั้นจะต้องคิดถึงการกระทำการใช้งานของเราก่อนเป็นขั้นแรก หากจะต้องใช้อ่างมากมาย ก็ควรกัดฟันซื้อแบบ 2 อ่างมาจะดียิ่งกว่า หรือถ้าหากงบไม่เพียงพอจริงๆเราบางครั้งก็อาจจะซื้ออ่างล้างจานแบบ 1 อ่าง มาก่อนก็ได้ แต่ต้องมั่นใจว่ามีพื้นที่สำหรับรองรับภาชนะสกปรกอื่นๆแล้ว

สาเหตุ 3 ข้อนี้ คือสิ่งที่พวกเราจะต้องพินิจเมื่อเลือกซื้ออ่างล้างจาน อย่างไรก็ตาม อ่างล้างจานไม่ว่าจะเป็นแบบ 1 อ่าง หรือ 2 อ่าง ในตอนนี้ได้ถูกออกแบบกระทั่งมีดีไซน์ที่มากมาย ทำให้อ่างล้างจานแบบ1 อ่าง มีพื้นที่เยอะขึ้น ในขณะเดียวกันอ่างล้างจานแบบ 2 อ่าง ก็กินพื้นที่ลดน้อยลงสามารถติดตั้งได้ในทุกสภาพห้องครัวแล้ว แต่ว่าการออกแบบอ่างล้างจานให้ปรับใช้ได้ในทุกภาวะครัวนั้น มักจะมีเรื่องของการเพิ่มหรือตัดออพชั่นบางสิ่งตามมา เช่น ในอ่างล้างจานแบบ 2 อ่าง บางคราวได้ตัดเอาส่วนที่ใช้พักถ้วยชามออกไปทำให้หากนำอ่างลักษณะนี้มาใช้งานพวกเราจำเป็นต้องนำถ้วยชามทั้งผองใส่ลงไปในอ่างเลย และก็เมื่อล้างเสร็จแล้ว เราก็จะต้องนำภาชนะที่สะอาดแล้วขึ้นบนตู้เก็บจานโดยทันที ไม่สามารถที่จะนำภาชนะไปพักก่อนที่จะนำเก็บในคราวเดียวได้ เพราะฉะนั้นแม้ผู้ใช้จะต้องเจอกับอ่างล้างจานที่มีดีไซน์แบบนี้ ขอให้ลองนึกถึงความประพฤติการล้างจานของตัวเองดูกรว่า จะสามารถนำภาชนะที่ล้างแล้วขึ้นเก็บได้ในทันทีหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ ก็ขอให้เปลี่ยนไปเลือกใช้อ่างรุ่นอื่นที่มีส่วนพักจานจะดีมากยิ่งกว่า

เว้นเสียแต่จำพวกของอ่างล้างจานที่มีทั้งยังแบบ 1 อ่าง รวมทั้ง 2 อ่างแล้ว ในอ่างล้างจานแต่ละแบบก็จะมีแนวทางติดตั้งที่แยกออกได้เป็น 2 แบบอีก เป็นต้นว่า แบบฝังเข้ากับเคาน์เตอร์ครัวและก็แบบมีขาตั้ง โดยทั่วไปอ่างล้างจานแบบมีขาตั้งจะสามารถติดตั้งได้สบายกว่าเพราะไม่ต้องก่อเคาน์เตอร์ขึ้นมารับ สามารถนำไปตั้งแล้วต่อระบบน้ำทิ้ง ระบบก๊อกน้ำเพื่อใช้งานได้เลย ถ้าเกิดห้องครัวของท่านไม่ได้วางแผนเรื่องเคาน์เตอร์ครัวไว้ก่อน ขอชี้แนะให้ให้ใช้อ่างล้างจานแบบมีขาตั้ง แต่ว่าหากในครัวของท่านมีเคาน์เตอร์อยู่แล้ว ขอชี้แนะให้ใช้อ่างล้างจานแบบฝังจะดีมากกว่าเพราะเหตุว่าไม่นำไปสู่การสิ้นเปลืองพื้นที่เพิ่ม ส่วนจะเลือกเป็นแบบ 1 หรือ 2 อ่าง ก็ให้ย้อนกับไปดูแนวทางพินิจดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว

แหล่งที่มา บทความอ่างล้างจาน: Index Living Mall

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 54