แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - watamon

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 11
16

สมุนไพรตะขบควาย
ตะขบควาย Flacourtia jangomas (Lour.) Raeusch.
บางถิ่นเรียก ตะขบควาย (ภาคกลาง) กือลุก (มลายู-จังหวัดปัตตานี) ครบ (ปัตตานี) มะเกว๋นควาย(ภาคเหนือ)
  ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก ผลัดใบ สูง 5-10(-14) ม. ต้นอ่อนมีหนาม เมื่อแก่เกลี้ยง เปลือกสีน้ำตาลอ่อนถึงสีทองแดง หรือ สีเหลืองอมชมพู ล่อนออกเป็นแผ่นบางๆตามกิ่งอ่อนมีจุดสีขาวๆจำนวนไม่น้อยเป็นช่องที่มีไว้สำหรับระบายอากาศ ใบ คนเดียว ออกเวียนสลับ รูปไข่ค่อนข้างแคบ ถึงรูปไข่ปนขอบขนาน กว้าง 3-4 ซม. ยาว 7-10 ซม. ปลายใบเรียวยาว ที่ปลายสุดทื่อ โคนใบกลม หรือ แหลม ขอบใบจักตื้นๆเนื้อใบออกจะบาง ใบอ่อนออกสีชมพู หรือ สีน้ำตาลอ่อน ด้านล่างสีอ่อนกว่า เกลี้ยง ด้านบนเป็นเงา ก้านใบยาว 6-8 มิลลิเมตร มีขน หรือ ขนบางครั้งอาจจะหลุดร่วงไปเมื่อแก่ ดอก มีกลิ่นหอมหวนเหมือนน้ำผึ้ง ออกเป็นช่อตามง่ามใบ สมุนไพส แต่ละช่อมีดอกจำนวนน้อย เป็นดอกแยกเพศ  ดอกเพศผู้ ช่อยาว 1.5-3 ซม. ก้านดอกเล็ก ยาว 0.5-1 ซม. กลีบดอก 4(-5) กลีบ รูปไข่ ปลายมน ยาวราว 7 มิลลิเมตร สีออกเขียว มีขนทั้งสองด้าน ขอบกลีบมีขนหนาแน่น ฐานดอกมีเนื้อ ขอบเรียบหรือจักบางส่วน สีขาว หรือ เหลือง เกสรเพศผู้มีเยอะๆ ถ้าหากเกสรสะอาด ดอกเพศเมีย ช่อยาว 1-1.5 เซนติเมตร กลีบเหมือนดอกเพศผู้ รังไข่รูปคนโฑ ข้างในมี 4-6 ช่อง มีไข่ช่องละ 2 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียมีเท่ากับจำนวนช่อง แต่ละก้านปลายแยกเป็นสองแฉกแล้วก็ม้วน ผล ค่อนข้ากลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2.5 ซม. มีก้านเกสรเพศเมียติดอยู่กับปลายผล สีแดงอมน้ำตาลอ่อน หรือ ม่วง เมื่อแก่เป็นสีดำ เนื้อสีเหลืองอมเขียว มีเม็ด 4-5 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: คาดการณ์ว่ามีบ้านเกิดเมืองนอนจากประเทศอินเดีย มีปลูกตามสวนทั่วๆไป
คุณประโยชน์ : ราก เปลือกรากตำพอกแผล รวมทั้งผิวหนังอักเสบ ต้น น้ำสุกเปลือกกินเป็นยาแก้อาการเปลี่ยนไปจากปกติของท่อน้ำดี บำรุงธาตุ และก็บำรุงร่างกาย ใบ น้ำต้มใบเป็นยาฝาดสมานแก้ท้องเดิน ขับเหงื่อ ขับประจำเดือนและให้สตรีกินหลังการคลอดลูก นอกจากนั้นให้สีเขียวขี้ม้า ใช้ย้อมผ้าไหมก้าวหน้า ผล รับประทานแก้อาการไม่ปกติของท่อน้ำดี แต่ถ้าเกิดรับประทานมากๆอาจจะส่งผลให้แท้งลูกได้เช่นเดียวกับน้ำสุกใบ

17

สมุนไพรรักทะเล
รักทะเล Scaevola taccada (Gaertn.) Roxb.
บางถิ่นเรียกว่า รักทะเล (ชุมพร) บงบ๊ง (มลายู-ภูเก็ต) บ่งบง (ภาคใต้) โหรา (ตราด)  ไม้พุ่ม หรือ ไม้ต้น ขนาดเล็ก ใบ เดี่ยว ออกเวียนสลับ มีใบหนาแน่นตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับ หรือ รูปช้อน กว้าง 5-10 ซม. ยาว 12-15 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย โคนใบสอบเรียว ปลายใบกลม ขอบใบเรียบ หยักเล็กน้อย หรือ หยักลึก ดอก ออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามง่ามใบ ยาว 2-4 ซม. มีดอกจำนวนน้อย ก้านช่อยาว 0.5-1 ซม. ใบประดับมีขนาดเล็กรูปสามเหลี่ยมค่อนข้างยาว ดอกยาวประมาณ 2 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอดเล็ก ๆ ยาว 2-5 มม. ปลายแยกเป็นแฉกรูปยาวแคบ 5 แฉก หลอดกลีบเลี้ยงเชื่อมกับรังไข่ กลีบดอก 5 กลีบเชื่อมกันเป็นหลอด สีขาว หรือ เหลืองอ่อน มีลายเส้นสีม่วงอ่อน สมุนไพร ด้านบนของหลอดดอกมีรอยผ่าลึก ทำให้กลีบดอกทั้ง 5 เบี้ยวลงไปอยู่ทางด้านล่าง ภายในหลอดมีขนหนาแน่น ขอบกลีบเป็นเส้นฝอย ๆ เกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านเกสรไม่ติดกัน รังไข่ 1 อัน ภายในมี 1-2 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ 1 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียรูปทรงกระบอก โคนก้านมีขน ปลายเกสรมีเยื่อรูปถ้วยคลุมอยู่ขอบเยื่อคลุมมีขน ผล รูปกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 ซม. เกลี้ยง เมื่อสุกสีขาวนวล เปลือกชั้นในที่หุ้มเมล็ดค่อนข้างแข็ง ภายในมี 1-2 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามชายฝั่งทะเลที่เป็นทราย หรือ หิน ยกเว้นตามป่าชายเลน
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มราก กินแก้พิษ จากการกินปูหรือปลาที่มีพิษ ใบ ใช้สูบได้เหมือนใบยาสูบ  น้ำต้มใบ กินเป็นยาช่วยย่อย ตำพอกแก้ปวดบวมและแก้ปวดศีรษะ

Tags : สมุนไพร

18

สมุนไพรแขม
แขม Saccharum arundinaceum Retz.
บางถิ่นเรียก แขม (ทั่วๆไป) ตะโป (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) แตร๊ง (เขมร-สุรินทร์) ปง (ภาคเหนือ)
ไม้ล้มลุก ประเภทหญ้า ขึ้นเป็นกอขนาดใหญ่ ลำต้นสูงได้ถึง 3 ม. กว่า เส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 2.5 ซม. ใบ รูปยาว ปลายเรียว กว้าง 2.5-5 ซม. ยาวราว 1.5 ม. ขอบใบหยาบ เส้นกลางใบสีขาว กาบใบยาวถึง 40 ซม. ผิวเรียบ สะอาด ลิ้นใบขอบเป็นเยื่อตื้นๆขอบเป็นขนแข็ง สะอาด ดอก ออกเป็นช่อใหญ่ ยาว 0.3-1 ม. แตกกิ่งก้านสาขามาก ไม่มีขน หรือตามกิ่งเล็กๆอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีขนวาวเหมือนเส้นไหม ช่อดอกย่อย (spikelet) มีขนยาวสีขาวเป็นเงาปกคลุมช่อดอกย่อยออกเป็นคู่ ช่อหนึ่งมีก้าน อีกช่อหนึ่งไม่มีก้าน กาบช่อดอกย่อยยาวพอๆกับช่อดอกย่อย กาบดอกสั้นกว่า บาง [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] เกสรเพศผู้มี 3 อัน รังไข่สะอาด ก้านเกสรเพศเมียมี 2 เส้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นขน โผล่ข้างๆ สีม่วงแดง

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามริมฝั่งน้ำทั่วๆไป
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มกินเป็นยาเย็น ขับปัสสาวะ รวมทั้งแก้โรคผิวหนังบางประเภท ต้น ต้มน้ำดื่มเอ็งฝี หนอง

19

สมุนไพรตังหน
ตังหน Calophyllum tetrapterum Miq. Var. tetrapterum Stevens ตังหน (ภาคใต้)
ไม้ต้น สูง 10-30 มัธยม ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นกลม หรือ รูปเจดีย์ต่ำๆกิ่งอ่อน สีน้ำตาลผสมเทา ลำต้นเปลาตรง เปลือกหนา สีน้ำตาลปนเทา เรียบ หรือ แตกเป็นร่องลึก เป็นสะเก็ดใหญ่ๆน้ำยางสีเหลืองใส ข้น กิ่งมักจะเป็นสี่เหลี่ยม แบนน้อย ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปรีถึงรูปไข่กลับ กว้าง 1.6-5.2 ซม. ยาว 3.7-13.5 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบของใบออกจะหนากว่าส่วนอื่น รวมทั้งมีสีจาง เส้นใบตรง ขนาน และถี่ชิดกันมากมาย ก้านใบยาว 8-15 มม. ข้างบนเป็นร่อง [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอก สีขาว ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ ช่อหนึ่งๆมีราว 5-9 ดอก ใบประดับประดาหล่นง่าย ก้านดอกยาว 0.5-2 ซม. หมดจด มีกลีบรวม 4 หรือ 8 กลีบ กลีบรวมคู่นอกรูปไข่ถึงรูปรีกว้าง กว้าง 2-4 มม. ยาว 2.5-5 มิลลิเมตร รอบๆด้านนอกใกล้ปลายกลีบ มักมีผิวเป็นตุ่มๆหรือ มีขนบางส่วน กลีบรวมที่อยู่ภายในรูปรีถึงรูปรางน้ำ กว้าง 1.5-3.5 มม. ยาว 3.5-8.5 มม. เกสรเพศผู้มีหลายชิ้น ผล รูปรีถึงกลม กว้าง 5-12 มม. ยาว 6.5-16 มิลลิเมตร ปลายผลแหลมหรือกลม เมื่อแห้งจะออกสีเทา หรือน้ำตาลอ่อน ผลอ่อนผิวเหี่ยวย่น ผลเมื่อแก่ผิวเรียบและก็กลีบรวมจะหลุดตกไป ผิวผลเมื่อแห้งจะบางเปราะ มีเมล็ดเดียว

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดงดิบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และก็ภาคใต้ของเมืองไทย ความสูง 200-600 มัธยม
สรรพคุณ : แพทย์พื้นเมืองบางที่ใช้ ใบรวมทั้งเปลือกต้ม ผสมกับตัวยาอันอื่นรับประทานแก้ไข้จับสั่น

Tags : สมุนไพร

20

มังคุด
มังคุด Garcinia mangostana L. มังคุด (ทั่วไป)
       ต้นไม้ สูง 10-20 ม. ทรงพุ่มไม้เป็นรูปเจดีย์ มีน้ำยางสีเหลือง ใบ ผู้เดียว ออกตรงกันข้าม รูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม หรือ เป็นติ่ง โคนใบมนหรือแหลม ขอบของใบเรียบ เนื้อใบหนา สีเขียวเข้มวาว เส้นใบไม่น้อยเลยทีเดียว ก้านใบอ้วน ยาว 18-20 มิลลิเมตร สมุนไพร ดอก ออกโดดเดี่ยวๆหรือเป็นคู่ตามปลายกิ่ง ดอกเมื่อบานกว้างราว 5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ครึ้ม งอเป็นกระพุ้งติดทนจนเป็นแผล กลีบมี 4 กลีบ สีออกเหลือง ขอบกลีบสีชมพู เกสรเพศผู้มีจำนวนไม่น้อย ก้านเกสรเล็ก โคนก้านแบน หรืออาจจะเชื่อมชิดกันเล็กน้อย อับเรณูไข่ปนขอบขนาน มี 2 พู รังไข่รูปไข่ ผิวเรียบ มี 5-8 ช่อง เกสรเพศเมีย ไม่มีก้าน ผล กลม เปลือกสีม่วง ครึ้ม มียางเหลือง ที่ปลายผลมียอดเกสรเพศเมียติดอยู่ แยกเป็น 4-7 แฉก ที่ขั้วผลมีกลีบเลี้ยง 4 กลีบติดอยู่ ด้านในมีเนื้อสีขาว 4-7 กลีบ รสหวาน เมล็ดมีเพียงแต่ 0-3 เมล็ด จำนวนมากเม็ดลีบ

นิเวศน์วิทยา
: ปลูกกันมากมายทางภาคใต้ แล้วก็ภาคตะวันออกเฉียงใต้ เป็นไม้ที่โตช้า ส่วนถิ่นกำเนิดนั้นยังไม่เคยรู้กระจ่าง
คุณประโยชน์ : ต้น ทุกส่วนของต้นเป็นยาฝาดสมานโดยเฉพาะอย่างยิ่งผล ยางจากต้นเป็นยาถ่ายอย่างรุนแรง น้ำสุกจากเปลือกต้นและใบเป็นยาฝาดสมานอมบ้วนปากแก้แผลในปากรวมทั้งลดไข้ ผล เป็นผลไม้เรืองร้อนที่มีรสชาติดีเยี่ยมที่สุด เปลือกผล เปลือกผลแห้งใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสีย แก้บิด ทางเท้าฉี่อักเสบเรื้อรัง ลดไข้  น้ำสุกเปลือกผล ใช้เป็นยากลั้วคอ รักษาแผลในปากและก็ชำระล้างแผล มีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้เกิดหนองแล้วก็ต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง รวมทั้งลดการอักเสบ ได้มีการปรับปรุงยาในรูปครีมผสมสารบริสุทธิ์ ที่แยกได้จากเปลือกผล เพื่อใช้รักษาแผลที่เป็นหนอง แล้วก็สิวซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการตำหนิดเชื้อ ตลอดจนใช้ลดร่องรอยด่างดำบนบริเวณใบหน้าด้วย

21

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรพะวาใบใหญ่[/url][/size][/b]
พะวาใบใหญ่ Garcinia vilersiana Pierre
บางถิ่นเรียกว่า พะวาใบใหญ่ (ชลบุรี เมืองจันท์) ไข่ตะไข้ ตะบอก (เมืองจันท์) จำพูด (ภาคกึ่งกลาง) ปราโฮด (เขมร-สุรินทร์) ปะหูด (ตะวันออกเฉียงเหนือ มะบอก (ภาคกึ่งกลาง ภาคใต้) ส้มปอง ส้มม่วง (เมืองจันท์)
ไม้ต้น สูง 12-15 มัธยม เปลือกสีออกดำ ค่อนข้างจะหยาบ มีน้ำยางสีเหลือง ใบ ลำพัง ออกตรงกันข้าม รูปขอบขนาน หรือ ขอบขนานปนรี กว้าง 6-12 เซนติเมตร ยาว 15-37 ซม. โคนใบมน หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือ เป็นคลื่น ม้วนลงบางส่วน เนื้อใบหนาเหมือนแผ่นหนัง ข้างบนเป็นเงา เส้นใบเรียงไม่บ่อยนักกันแล้วก็เห็นไม่ชัด ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. มีรอยย่นตามทางขวาง ดอก ดอกเพศผู้ หรือดอกบริบูรณ์เพศออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ สมุนไพร  แกนช่อเป็นเกล็ดและก็มีขนละเอียด ก้านดอกย่อยเป็นสี่เหลี่ยม ยาว 1-1.5 ซม. มีขน กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 มม. งอเป็นกระพุ้ง ขอบมีขน กลีบดอกไม้มี 4 กลีบ ค่อนข้างจะกลม หนา กว้าง 6-7 มม. ยาว 8-5 มิลลิเมตร งอเป็นกระพุ้ง ดอกเพศผู้ เกสรเพศเมียไม่มีก้าน ยอดเกสรเพศเมียมี 6 พู ผล กลม กว้างราวๆ 3 ซม. ยาวราว 4 ซม. สุกสีเหลือง นุ่ม มี 3-5 เมล็ด
นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นใกล้ลำห้วย เจอทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และก็ภาคใต้
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้น ตำผสมแอลกอฮอล์ลงไปนิดหน่อย เป็นยาพอกแก้เคล็ดขัดยอด และก็แผลอักเสบเรื้อรัง

Tags : สมุนไพร

22

สมุนไพรโพกริ่ง
โพกริ่ง Hernandia nymphaeifolia (Presl) Kubitzki
บางถิ่นเรียกว่า โพกริ่งโกงพะเหม่า (สุราษฎร์) โปง (กระบี่)
      ไม้ต้น สูง 10-20 ม.เปลือกสีเทาวาว ไม่มีหูใบ ใบ ลำพัง ออกเวียนสลับ รูปไข่กว้าง 9-28 ซม. ยาว 12-33 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบกลม ตัด หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบ ขนหมดจด ด้านบนวาว เส้นใบมี 5-9 เส้น ก้านใบยาว 6-20 ซม. ชิดกับแผ่นใบแบบใบบัว แม้กระนั้นค่อนข้างจะมาทางโคนใบ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color] ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบใกล้ยอด หรือ ที่ยอด ช่อดอกยาว (รวมก้านดอก) 20-30 ซม. ขนละเอียดปกคลุม มีใบเสริมแต่งและใบตกแต่งย่อยติดทน มีทั้งยังดอกเพศผู้แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่ในช่อเดียวกัน ดอกจะติดเป็นกลุ่มๆละ 3 ดอก ดอกเพศภรรยาอยู่ตรงกลาง มีดอกเพศผู้อยู่ขนาบข้าง ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ มีขนละเอียดปกคลุมข้างนอก สีออกเขียวหรือออกน้ำตาล กลีบดอกมี 4 กลีบ สีขาว เกสรเพศผู้เป็นหมัน 4 อัน รูปกลม สีเหลืองอมส้ม รังไข่มีช่องเดียว ก้านเกสรเพศเมียยาวโดยประมาณ 3 มม. สีชมพู ก้านดอกสั้น มีฐานรองรับเป็นรูปถ้วย หรือ รูประฆัง เมื่อดอกได้รับการผสมฐานนี้จะโตขึ้น ดอกเพศผู้ กลีบเลี้ยงมี 3 กลีบ กลีบดอก 3 กลีบ ลักษณะก็จะคล้ายดอกเพศภรรยา แม้กระนั้นเล็กมากยิ่งกว่าน้อย เกสรเพศผู้มี 3 อัน อยู่ตรงกันข้ามกับกลีบเลี้ยง ก้านเกสรเพศผู้มีต่อม 2 ต่อมติดอยู่กับโคน อับเรณูมี 2 ช่อง ผล กลม หรือ รี กว้างราว 20 มิลลิเมตร ยาวราวๆ 25 มิลลิเมตร มีใบประดับประดาสีเขียวใสติดอยู่ เมื่อแก่จะแตกที่ปลาย เมล็ด ค่อนข้างจะกลม มีเนื้อเหมือนฟองน้ำห่อหุ้มอยู่

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นตามหาดทราย เจอทางภาคใต้ของไทย
สรรพคุณ : ราก ใช้เคี้ยวรับประทานแก้พิษบางชนิด ดังเช่นว่า พิษจากการกินปู หรือ ปลาที่เป็นพิษ ต้น ยางที่ใช้เป็นยาถูผิวหนังเพื่อกำจัดขน น้ำสุกเปลือกกินเป็นยาถ่าย ใบ ใบอ่อนรับประทานเป็นยาถ่าย เม็ด กินเป็นยาถ่าย แม้กระนั้นน้ำมันที่สกัดได้จากเม็ดเป็นพิษ

Tags : สมุนไพร

23

สมุนไพรต้นหญ้านกเค้า
ต้นหญ้านกเค้า Leucas aspera (Willd.) Link
บางถิ่นเรียกว่า ต้นหญ้านกเค้า (เชียงใหม่) ผักหัวโต ต้นหญ้าหัวโต (จังหวัดราชบุรี)
      ไม้ล้มลุก อายุปีเดียว สูง 30-60 ซม. แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นและก็กิ่งเป็นสี่เหลี่ยม มีขนยาวตั้ง ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปใบหอกแกมรูปแถบ หรือรูปใบหอกแคบ กว้าง 0.8-1 เซนติเมตร ยาว 4-6 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบของใบจะห่างๆมีขนครึ้มนแน่นทั้งสองด้าน ตามเส้นกิ้งก้าน สมุนไพร ใบด้านล่างมีขนยาวขึ้นอยู่กับห่างๆก้านใบ 0.5-1 เซนติเมตร มีขน ดอก ออกเป็นกระจุกที่ยอด หรือที่ปลายกิ่ง หนาแน่นมาก ลักษณะเป็นหัวกลมๆเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2.5 ซม. ริ้วตกแต่งรูปใบหอกแคบ ยาว 8-10 มม. ขอบมีขน กลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเป็นหลอด ยาว 8-10 มม. มีขน มีสันตามแนวยาว 10 สัน มีแฉกแหลมตรง 10 แฉก แฉกที่อยู่ข้างหลังยาวที่สุด กลีบยาว 15-16 มิลลิเมตร โคนกลีบเชื่อมชิดกันเป็นหลอด มีวงแหวนอยู่รอบๆกึ่งกลางกลีบ ปลายกลีบแยกเป็นปาก ปากบนยาว 2 มิลลิเมตร งอเป็นกระพุ้ง มีขนคล้ายกำมะหยี่ปกคลุมหนาแน่น ปากล่างยาว 6 มม. มี 3 หยัก หยักกึ่งกลางใหญ่ หยักข้าง 2 หยัก เล็กมาก มีขนสั้นกระจาย เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็น 2 คู่ คู่บนก้านเกสรสั้นกว่าคู่ล่าง เกสรทั้งผองอยู่ในกระพุ้งปากบนของกลีบดอกไม้ ผล แข็ง เล็ก รูปไข่ยาว 2.5 มม. ผิวเป็นตุ่มเล็กๆหรือ ออกจะเรียบ สีดำ

นิเวศน์วิทยา
: เป็นวัชพืชขึ้นดังที่รกร้าง ถูกใจขึ้นตามดินปนทรายที่ค่อนข้างจะแล้ง
สรรพคุณ : ต้น ยาชงดื่มเพื่อลดไข้แล้วก็ใช้ฆ่าแมลงบางประเภท  ใช้ภายนอกเป็นยาพอก หรือใช้น้ำจากต้น ทาแผล และก็โรคผิวหนังบางชนิด ใบ น้ำยางใช้แก้รังแค กำจัดเหา และก็แก้ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ดอก ยาชงใช้เป็นยาแก้ไอหวัดแล้วก็ลดไข้

Tags : สมุนไพร

24

สมุนไพรสาบแร้งสาบกา
สาบอีแร้งสาบกา Pogostemon auricularius (L.) Hassk.
ชื่อพ้อง Dysophylla auricularia (L.) Blume สาบนกแร้งสาบกา (สุราษฎร์)
ไม้ล้มลุก อายุปีเดียว สูง 30-70 เซนติเมตร ลำต้นคนเดียวตั้งชัน หรือ แตกกิ่งห่างๆมีขนเล็กน้อย ใบ ผู้เดียว ออกตรงข้าม รูปไข่แคบ หรือ รูปไข่ กว้าง 2-3 ซม. ยาว 4-6 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หรือ กลม ขอบของใบจะแบบฟันเลื่อยไม่บ่อยนักกัน เฉพาะขอบบริเวณโคนใบเรียบมีขนทั้งยังด้านบน แล้วก็ด้านล่าง เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 2-8 มิลลิเมตร มีขน สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อที่ยอดลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกยาว 4-7 ซม. ดอกขนาดเล็ก เป็นจำนวนมากอัดกันแน่นรอบแกนดอกตลอดช่อ มีขน ใบแต่งแต้มมีขนาดเล็ก รูปรีแคบ ตามขอบมีขนยาว กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันคล้ายรูประฆัง ยาว 1.2-1.5 มม. มีต่อมเป็นจุดๆปลายหยักแหลม 5 หยัก ขนาดเกือบจะเท่ากันเมื่อดอกเจริญวัยไปเป็นผล กลีบดอกไม้เชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็ก ตรงปลายหลอดแยกเป็นแฉกมนๆ4 แฉก มีขน เกสรเพศผู้มี 4 อัน ก้านเกสรมีขน ผล รูปรี เล็ก ผิวเป็นลายร่างแหถี่ๆ

นิเวศน์วิทยา
: เป็นวัชพืชขึ้นทั่วไป
คุณประโยชน์ : ต้น ตำผสมกับน้ำมะนาว เป็นยาพอกท้องเด็ก แก้เจ็บท้อง ท้องร่วง ขับพยาธิ ไตอักเสบ แก้ผื่นคัน น้ำต้มต้นใช้ทาถูกนวดแก้ปวด rheumatismแล้วก็ใช้ด้านนอกเป็นยาล้างแผล

27

สมุนไพรคำฝอย
ชื่อประจำถิ่นอื่น  ดอกคำฝอย (ภาคเหนือ) คำยอง (จังหวัดลำปาง) คำ (ทั่วๆไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Carthamus tinctorius L.
ชื่อตระกูล  COMPOSITAE
ชื่อสามัญ False saffron , Safflower , Saffron thistle.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) มีอายุราว 1 ปี สูงประมาณ 1-1.5 เมตร ลักษณะลำต้นเป็นสัน ผิวเนียน
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะใบรูปหอกแกมขอบขนาน ก้านใบสั้น ปลายใบแหลม ขอบใบมีหนามหยักเป็นซี่ฟัน กว้าง 2-4 ซม. ยาวราว 3-15 ซม. เส้นกิ้งก้านใบมองเห็นชัดเจน
ดอก เป็นกระจุกที่ปลายลำต้น ก้านดอกใหญ่ ผิวเนียน กลีบดอกไม้ช่วงแรกเหลือง ปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงเมื่อแห้ง
ผล ผลแห้ง ลักษณะเป็นรูปไข่กลับเบี้ยว ยาวราวๆ 5-8 ซม. มีสีขาวราวกับงวง ตรงปลายตัดมีสันอยู่ 4 สัน แล้วก็มีรยางค์ยาว 5 เซนติเมตร แล้วก็มีเกล็ดด้วย

นิเวศวิทยา
มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย สำหรับประเทศไทยได้เอามาปลูกเอาไว้ภายในภาคเหนือ
การปลูกแล้วก็แพร่พันธุ์
เจริญเติบโตได้ดิบได้ดีในดินที่ร่วนซุย  ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ รส รวมทั้งสรรพคคุณ
ดอก รสหวานร้อน ใช้เป็นยาระบาย ขับเหงื่อ ยับยั้งประสาท บำรุงเลือด ขับรอบเดือน รักษาอาการบวม แก้ไข้ข้างหลังคลอดลูก รักษาแผลพุพอง ยับยั้งอาการปวดในสตรีที่มีรอบเดือนมาไม่ดีเหมือนปกติ เป็นยาบำรุงสำหรับเป็นอัมพาต ใช้ลดน้ำหนักและไขมันในเส้นเลือดเกสร  รสหวานร้อน บำรุงเลือดแล้วก็น้ำเหลืองให้ปกติ แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
สมุนไพร เม็ด รสหวานร้อน เป็นยาระบาย ขับเยี่ยว ลดการอักเสบข้างหลังการคลอดลูก น้ำมันเม็ดคำฝอย รักษาลักษณะของการปวดเมื่อยล้าในโรคไขข้ออักเสบ รักษาแผล ทาปก้อัมพาต  ดอกแก่ รสหวานร้อน ใช้แต่งสีของกินให้มีสีเหลืองส้มในอาหารโดยสาร carthamin ในกลีบดอก และใช้ย้อมผ้าได้
วิธีใช้และก็ปริมาณที่ใช้

  • ขับเมนส์ บำรุงหัวใจ โดยใช้ดอกแห้ง 5 กรัม ชงเป็นน้ำชาดื่มก่อนกินอาหาร เช้าตรู่-เย็น บ่อยๆทุกวี่ทุกวัน
  • ลดไขมันในเลือด แล้วก็แก้เมื่อย โดยใช้น้ำมันจากเมล็ดใช้ปรุงเป็นของกิน และก็ทาแก้เมื่อย ไขข้ออักเสบ แล้วก็อัมพาต เป็นประจำ
ข้อควรจะทราบ
น้ำมันที่่ใช้ในการปรุงอาหารและก็ทานวด ควรจะเป็นน้ำมันที่่สกัดโดยไม่ใช้ความร้อน
ส่วนน้ำมันที่สกัดโดยใช้ความร้อน จะใช้ฉาบหนังไม้ให้เปียกน้ำ และใช้ผสมสีทาบ้านเรือน
สารสกัดจากดอกคำฝอยโดยใช้แอลกอฮอล์ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งยับยั้งเชื้อไวรัสได้

28
อื่นๆ / สัตววัตถุ กุ้ง
« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2017, 11:21:08 AM »

กุ้ง
กุ้งเป็นชื่อเรียกสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย ชั้นเคดาโพดา (order Decapoda) มีหลายวงศ์ สัตว์เหล่านี้หายใจด้วยเหงือก ลำตัวยาว แบน หรือ กลม แบ่งเป็นปล้องๆเปลือกที่ห่อท่อนหัวและอกหุ้มลงมาถึงอกข้อที่ ๘ ส่วนมากกรีมีลักษณะแบนข้าง ก้ามที่ขาอยู่ที่ท่อนหัวรวมทั้งอก มี ๑๐ ขา พบได้ทั้งในน้ำจืด เช่น กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามเกลี้ยง รวมทั้งในน้ำเค็ม ได้แก่ กุ้งจุฬาดำ
กุ้งในประเทศไทย
กุ้งที่เจอในประเทศไทยมีมากจำพวก แต่ที่มีขนาดใหญ่และบริโภคกันทั่วไป ดังเช่น
๑.กุ้งก้ามกราม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium rosenbergii (de Man)
จัดอยู่ในวงศ์Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า giant freshwater prawn หรือ giant prawn กุ้งใหญ่ กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามคราม ก็เรียก เพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียซึ่งเรียกกันว่า กุ้งก้ามกราม
กุ้งจำพวกนี้เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาว ๑๕-๒๕ ซม. ลำตัวสีครามเข้มและจางสลับกันเป็นลายพาดขวางลำตัว ขาคู่ที่ ๒ เป็นขาก้ามขนาดใหญ่ สีน้ำเงินหรือสีฟ้าอมเหลือง ใช้ป้องกันตัว รวมทั้งกอดรัดตัวเมียในขณะผสมพันธุ์ ส่วนปลายของกรีเรียวงอน ฟันกรีด้านล่างมี ๘-๑๕  ซี่ มีกระเพาะอยู่ตรงกลางทางข้างบนใต้เปลือกหัว  ลำไส้ทอดตามสันหลังไปถึงหาง หัวใจอยู่ต่อจากส่วนท้ายของกระเพาะอาหารไปถึงส่วนท้ายของเปลือกหัว มีตับทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย  เรียก มันกุ้ง อยู่ทางส่วนหน้าบริเวณข้างๆของท่อนหัว  ตับมีไขมันประกอบอยู่มากลเป็นส่วนที่นิยมกินกันในหมู่คนไทย ตัวเมียที่พร้อมจะสืบพันธุ์ได้จะมีรังไข่สุกในบริเวณใจกลางของเปลือกหัว มีสีส้มหรือสีเหลือง พิจารณาได้ง่ายชาวบ้านเรียก แก้วกุ้ง กุ้งก้ามกรามรับประทานอีกทั้งสัตว์และก็พืชเป็นอาหาร ส่วนใหญ่เป็นหนอนน้ำต่างๆ รากพืช  ซากพืช  หาอาหารโดยการสูดดมและสัมผัส  แม้ไม่ได้กินอาหารจะกินกันเอง  กุ้งประเภทนี้ทำมาหากินตลอดทั้งวัน  แต่ว่าจะรวดเร็วมากกลางคืน  เหมือนเคยอาศัยอยู่ในแม่น้ำ  คลอง  หนอง  บ่อน้ำ ที่มีทา น้ำติดต่อกับสมุทร  ผสมพันธุ์แล้วก็ตกไข่รอบๆน้ำกร่อยปากแม่น้ำเมื่อตัวอ่อนโตพอก็จะว่ายกลับไปยังบริเวณแหล่งน้ำจืดชืด
๒. กุ้งก้ามเกลี้ยง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium sintangensis ( de Man )
จัดอยุ่ในวงศ์ Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า  Sunda  river prawn
กุ้งแม่น้ำขาแดง ก็เรียก กุ้งจำพวกนี้เป็นกุ้งน้ำจืด ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาวราว ๙ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลหรือสีฟ้าปนเขียว เปลือกหัวเรียบ กรีเรียวงอน  ฟันกรีด้านบนมี ๙-๑๓ ซี่ ด้านล่างมี ๒-๖ ซี่ ขาคู่ที่ ๒ มีขนาดใหญ่กว่า  โดยมีความยาวใกล้เคียงกับลำตัว และมีปื้นสีน้ำตาลกระจายอยู่เป็นหย่อมๆขอบภายในของโคนข้อที่ ๗ ของขาคู่นี้ทีตุ่ม ๒-๓ ตุ่ม ส่วนตัวผู้ที่โตเต็มวัยมีขนนุ่มคล้ายผ้ากำมะหยี่สีส้มปนแดง ปกคลุมรอบๆรอยต่อระหว่างปล้องต่างๆของขาคู่ที่ ๓, ๔ แล้วก็ ๕ เหมือนปกติอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง และก็แหล่งน้ำจืดชืดที่มีทางน้ำติดต่อกับสมุทร  ผสมพันธุ์แล้วก็วางไข่บริเวณน้ำกร่อยปากแม่น้ำ
๓.  กุ้งว่าวกุลาดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus monodon Fabricius
จัดอยู่ในวงศ์ Penaeidae
มีชื่อสามัญว่า tiger prawn  jumbo หรือ grass prawn
กุ้งจุฬาหรือ กุ้งแขกดำก็เรียก กุ้งชนิดนี้เป็นกุ้งทะเลขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายห่งยาวราว ๓๐ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลปนเขียวรวมทั้งมีแถบสีแก่กับสีจางพิงขวางตลอดลำตัว เปลือกหัวสะอาด ไม่มีขน  ฟันกรีด้านบนมี๗-๘  ซี่ ข้างล่างมี ๓ ซี่  ช่องข้างกรีทั้งคู่ด้านแคบและก็ยาวไม่ถึงฟันกรีซี่ท้ายที่สุด  เป็นกุ้งที่ตัวโต มักอยู่ภายในเขตพื้นที่ที่กระเป๋านทรายคละเคล้าโคลน  กินทั้งยังพืชรวมทั้งสัตว์เล็กๆในน้ำเป็นอาหาร  เมื่อโตเต็มที่จะย้ายถิ่นจากริมฝั่งไปยังทะเลลึก  ๒๐-๓๐ เมตร เพื่อผสมพันธุ์แล้วก็ตกไข่  ตัวอ่อนที่โตพอก็จะย้ายถิ่นมาหารับประทานยังชายฝั่ง
ผลดีทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “มันกุ้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในตำรับยาแผนโบราณหลายขนาน ตัวอย่างเช่น ยาขนานหนึ่งในหนังสือเรียนยาศิลาจารึกวัดราชโอรสาราม ให้ยาแก้โรคฝีดาษอันกำเนิดในเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ และก็เดือน ๑ เข้า “น้ำมันหัวกุ้ง” เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ขนานหนึ่งเอาน้ำลูกตำลึง น้ำมันงา น้ำมันหัวกุ้ง น้ำมันรากถั่วภูเขา เอาเท่าเทียมกัน พ่นฝีเพื่อเสลด  ให้ยอดขึ้นหนองสวยดีนัก

29
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาซ่อน
« เมื่อ: ธันวาคม 25, 2017, 10:33:45 AM »

ปลาช่อน
ปลาช่อนเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันหลัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa striata (Bloch)
จัดอยู่ในตระกูล Channidae
มีชื่อสามัญว่า snakehead murrel
บางถิ่น (ตะวันตกเฉียงเหนือแล้วก็อีสาน) เรียก ปลาค้อ ก็มี
ชีววิทยาของปลาช่อน
ปลาช่อนมีรูปร่างกลมเป็นทรงกระบอก ลำตัวข้างหางจะแบนนิดหน่อย ความยาวของลำตัวเมื่อโตเต็มกำลัง ๖๐-๗๕ เซนติเมตร (มีกล่าวว่าลำตัวยาวได้ถึง ๑ เมตร) หรือ มีความยาวเป็น ๕.๕-๖ เท่าของความลึกของลำตัว รวมทั้งเป็น ๓.๒-๓.๓ เท่าของส่วนหัว ลำตัวข้างบนโค้งลงนิดหน่อย ส่วนเรือท้องแบน ข้างๆของส่วนหางแบน ลำตัวมีตั้งแต่ว่าสีเทาถึงสีเทาผสมน้ำตาล หลังสีดำ ส่วนท้องสีขาว รวมทั้งอาจมีจุดประสีดำหรือสีน้ำตาลกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป ข้างๆของลำตัวมีลายสีน้ำตาลหรือสีเทาปนดำ (ขนาดและรูปร่างไม่สม่ำเสมอ) พิงขวางลำตัวจากบริเวณใต้เส้นข้างตัวไปยังรอบๆท้อง ในลางตัวลายเหล่านี้บางทีอาจพาดขวางลำตัวต่อเนื่องกันจากรอบๆครีบหูถึงคอดหางราว ๑๕ แถบ   อย่างไรก็ดี สีและก็ลายนี้เปลี่ยนแปลงไปตามถิ่นที่อยู่รวมทั้งฤดูกาล หัวปลาช่อนมีขนาดใหญ่ ลักษณะแบนจากบนลงข้างล่าง ตามีขนาดใหญ่ อยู่ข้างๆของส่วนหัว จะงอยปากกลมมน ปากกว้างและเฉียงลง มุมปากลึกแล้วก็ยื่นเลยจากตามาก ขากรรไกรสามารถยึดหดได้ ขากรรไกรข้างล่างยื่นล้ำขากรรไกรบนบางส่วน ฟันที่ขากรรไกรบนและด้านล่างเป็นซี่เล็กมากมาย ชิดกันเป็นแผ่นและก็แหลมคม ขากรรไกรบนมีเขี้ยว มีฟันที่เพดานด้านหน้าแล้วก็เพดานส่วนใน ฟันที่กรามรวมทั้งเพดานมีราว ๔ แถว แผ่นปิดกระพุ้งแก้มเปิดกว้างได้ รอบๆบ้องคอเหนือเหงือกมีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจ  ทำให้เคลื่อนอยู่บนบกและก็ฝังตัวอยู่ในโคลนได้เป็นระยะเวลานาน  ส่วนบนรวมทั้งด้านข้างหัวมีเกล็ดปกคลุมครีบข้างหลังแล้วก็ครีบก้นยาวเกือบถึงโคนครีบหาง ครีบข้างหลังมีก้านครีบ ๓๘-๔๒ ก้าน ครีบก้นมีก้านครีบ ๒๔-๒๖ ก้าน ครีบอยู่ทางด้านท้องใกล้ช่องเปิดทวารแล้วก็ครีบก้น ครีบหูอยู่ข้างๆของลำตัวถัดจากช่องเหงือก ครีบหางกลม คอดหางแบนข้าง  ครีบทุกครีบมีสีเทาคละเคล้าสีน้ำตาลดำ แล้วก็ครีบทุกครีบไม่มีก้านครีบแข็ง เกล็ดปลาช่อนมีลักษณะกลมมน ขอบเรียบ เกล็ดตามลำตัวมีสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา ส่วนหลังสีดำ เกล็ดบนเส้นข้างลำตัวมี ๕๒-๕๗ เกล็ด เส้นข้างลำตัวไม่ต่อกันเป็นแนวเดียว แต่มีรอยหักลงไปตรงรอบๆเกล็ดที่ ๑๗-๒๐ ข้างบนและก็ข้างๆของลำตัวมีเกล็ดขนาดใหญ่ แต่เกล็ดที่บริเวณศีรษะแข็งกว่าเกล็ดที่บริเวณลำตัว ปลาช่อนเป็นปลาที่มีนิสัยดุร้าย   ทรหดอดทน   หาเลี้ยงชีพตั้งแต่ระดับพื้นดินจนกระทั่งผิวน้ำ ชอบอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความลึกไม่เกิน ๑ เมตร โดยเฉพาะในรอบๆที่มีพรรณไม้น้ำให้แอบตัวได้ ปลาช่อนสืบพันธุ์กันในฤดูฝน  โดยที่เพศผู้รวมทั้งตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์จะจับคู่กัน  ช่วยกันกัดต้นหญ้าชายน้ำเพื่อทำแอ่งตกไข่ ต่อจากนั้นตัวเมียก็ตกไข่ แล้วเพศผู้ฉัดน้ำกามเข้าผสม เพศผู้ปฏิบัติภารกิจรอดูแลลูก  ราษฎรเรียกลูกอ่อนของปลาช่อนว่า ลูกครอก เมื่อยังเล็กตัวมีสีออกแดง ดำผุดดำว่ายอยู่ตามแอ่งน้ำไม่ลึกนัก โดยมีพ่อปลาช่อนซุ่มตัวรอระวังอยู่ ปลาช่อนกินปลาเล็กและเนื้อสัตว์อื่นเป็นของกิน เป็นปลาที่มักพบในทุกภาคของประเทศไทย

คุณประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ปลาช่อนเป็นเครื่องยามาแต่โบราณ ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า เนื้อสด มีรสหวาน ชอบกับธาตุทั้งผอง กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดเสมหะ ปิดตะยับยั้งวาตะ เนื้อแห้ง มีรสหวาน มัน มีสรรพคุณชูกำลัง แก้อ่อนแรง แก้เด็กตัวร้อน นอนผวา   มือเท้าเย็น ข้างหลังร้อน หอบ  ชักจากไข้สูง แก้ชางทับสำรอก ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ดี มีรสขม   แก้ตาอักเสบ ตาแดง แก้ลอยรอยแผล   หางแห้ง มีรสเย็น คาว แก้เม็ดยอดในปาก แก้ฝ้าละออง และเกล็ด มีรสจืดชืด  คาว ทำให้เกิดลมเบ่งเวลาคลอด พระตำราโรคนิทาน ให้ยาขนานหนึ่งสำหรับใช้หยอดตาแก้ “น้ำตาตกหนักให้ตามัว” ยาขนานนี้เข้า “หินในสีสะปลาช่อน” หรือหินในหัวปลาช่อน   เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ น้ำตานั้น  แตกพิการให้ตามัว  ให้น้ำตาตกหนัก  แล้วตั้งแต่แห้งไปตานั้นก็เปนดุจเยื่อ ผลลำไย หากจะแก้ให้ประกอบยานี้  รากคนทิสอ ๑  รากเสนียด ๑  ผลมะตูมอ่อน  ๑  ขิงแห้ง ๑ ทำเท่าเทียมกัน  ต้มกิน  แล้วจึงประกอบยาหยอดตาให้ประชุม  หินในสีสะปลาช่อน  ๑  บัลลังก์หินผา ๑ พิมเสน  ๑ ฝนหยอดตา  สังเกตดูถ้ามีน้ำตาไหลออกมาถึงแก้ม  ผู้ป่วยนั้นก็ยังไม่ตาย  หากไม่มีน้ำตา  ตายแล   พระหนังสือธาตุภิวังค์ ให้ยาแก้ไข้ที่ทำให้ชักขนานหนึ่ง ชื่อ “ยาอนันตไกรวาต” ยาขนานนี้เข้า “คางปลาช่อน” เป็นยาเครื่องด้วย ดังนี้ ยาชื่ออนันตไกรวาต  แก้พิษไข้ทำให้ชักลิ้นกระด้างคางแข็ง  แล้วก็ชักให้สั่นไปอีกทั้งกาย  แลทำพิษต่างๆ ถ้าหากจะแก้ท่านให้เอากระดูกงูงูเหลือม ๑  กระดูกงูทับสมิงคลา  ๑  คางปลาช่อน ๑ งา ๑  กรามแรด ๑ ยาดังนี้ขั้วให้เกรียม โกฐหัวบัว  ๑  โกฐสอ  ๑  โกศกระดูก  ๑  เทียนดำ  ๑  ผลโหระพา  ๑  ผลผักชี  ๑  น้ำประสานทอง  ๑ ใบพิมเสน  ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบผักหวาน ๑ ใบทองหลางน้ำ  ๑  รากถั่วภูเขา  ๑  รากตำลึงเพศผู้  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  ดอกพิกุล  ๑  ยาดังนี้เอาส่วนเท่ากัน  บดทำแท่งไว้ น้ำกระสายนั้นให้เอาชาวเข้าหรือน้ำดอกไม้ก็ได้ แซกดีงูแลพิมเสน รับประทานแก้กิน แก้ชัก แก้เชื่อมมึน แก้ลิ้นกระด้างคางแข็ง อีกทั้งกินทั้งซะโลมก็ได้แล ยานี้ได้เชื่อมาแล้ว เปนมหาวิเศษนัก

30
อื่นๆ / สัตววัตถุ คางคก
« เมื่อ: ธันวาคม 22, 2017, 07:17:47 PM »

คางคก
คางคกเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มีกระดูกสันหลัง มี ๔ ขา เมื่อโตสุดกำลังไม่มีหาง จัดอยู่ในสกุล  Bufonidae คางคกแท้อันเป็นคางคกที่จัดอยู่ในสกุล Bufo เจอได้เกือบจะทั้งโลกกว่า ๑00 ประเภท ที่เจอในประเทศไทยมีหลากหลายประเภท อาทิเช่น
คางคก อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo melanostictitcus  (Schneider)
คางคกป่า อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Bufo macrotis ( Boulenger)
คางคกไฟ หรือคางคกหัวจีบ อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ Bufo parvus (Boulenger)
ชีววิทยาของคางคก
คางคกมีรูปร่างคล้ายกบ คุณลักษณะเด่นของคางคกคือ หนังขรุขระเต็มไปด้วยปุ่มปมเล็กบ้างใหญ่บ้าง เงื่อนใหญ่ๆมักอยู่ตามหลัง เงื่อนใหญ่ที่สุดอยู่ด้านหลังตา เงื่อนพวกนี้คือต่อมพิษ มีน้ำพิษเป็นยางเหนียวๆ(น้ำพิษนี้เมื่อถูกผิวหนังจะทำให้คัน เมื่อรับประทานเข้าไปจะก่อให้เมา อาจส่งผลให้ตายได้) คางคกมีขาสั้นกว่ากบ มีฟัน
คางคกอยู่ตามพื้นหรือใต้ดิน ออกหากินช่วงเวลาค่ำคืน ตามธรรมดาหากินตัวหนอนและแมลง โดยใช้ลิ้นที่เป็นแฉกแลบออกมาจับตัวหนอนหรือแมลงแล้วตวัดเข้าปากกลางวันมักแอบนอนอยู่ใต้ก้อนหินหรือขอนไม้ หรือนอนนิ่งอยู่ตามซอกหรือในโพรงดิน เมื่อถึงเวลาผสมมจำพวก คางคกเพศผู้ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าตัวเมียจะเกาะบนพื้นหลังตัวเมีย แล้วปล่อยน้ำเชื้อเข้าสู่ช่องร่วมซึ่งใช้เป็นทั้งถ่ายและก็ขยายพันธุ์ ตัวเมียออกไข่ในน้ำ ไข่ออกเป็นสายวุ้นยาวๆเมื่ออกเป็นตัวก็จะเป็นลูกอ๊อดเหมือนๆกับ ลูกกบ แม้กระนั้นดำกว่า

ยางคางคก
ยางคางคกเป็นยางสีขาวที่ได้จากต่อมบริเวณใต้ตาของคางคก น้ำมาทำให้แห้งจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ กระบวนการทำให้แห้งบางทีอาจใช้แนวทางผึ่งงเอาไว้ภายในที่ร่มไม่ผึ่งแดด จีนเรียกเครื่องยานี้ว่า เฉลียงชู (chansu) ญี่ปุ่นเรียก เซนโซ (senso) ตำรำยาแห่งประเทศจีน ฉบับปี คริสต์ศักราช ๒000 รับประกันเครื่องยานี้ในชื่อ  Venenum Bufonis ชื่อภาษาอังกฤษว่า Toad  Venom  ตำรานี้ว่าอาจได้จากคางคก ๒ จำพวกหมายถึงคางคกจีน (Bufo gargarizans Cantor) หรือคางคก   Bofo melanostictus ( Schneider)
สมุนไพร ยางคางคกมีคุณสมบัติหวาน ฝาด อุ่น และก็เป็นพิษ ไปสู่เส้นไตและกระเพาะ มีคุณสมบัติถอนพิษ แก้ปวด แล้วก็ทำให้ฟื้นคืนสติ ก็เลยใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้ปวด แก้เจ็บท้อง แก้ไอ ใช้ผสมเป็นยาทาภายนอกใช้สำหรับแก้คัน และก็แก้โรคผิวหนังลางจำพวก ด้วยเหตุว่ามีฤทธิ์หยุดความรู้สึกที่ปลายประสาทใช้แก้พิษฝีต่างๆ
ยางคางคกมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อหัวใจหลายอย่าง สารพวกนี้ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ บีบตัวได้แรงขึ้นหลากหลายประเภท ที่สำคัญเช่น สารโฟทาลิน (bufotalin) สารบูโฟนิน (bufonin)
ประโยชน์ทางยา
คางคกที่ ใช้ ทางยาเป็นคางคก มันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bofo meianostictus (schneider) จำพวกนี้มีความยาว จากปากถึงตูดราว ๑๐ ซม. แพทย์แผนไทยใช้คางคกตายซาก เป็นคางคกที่ตายแล้วแห้งไม่เน่าเหม็น เอาสุมไฟหมดทั้งตัว จนถึงเป็นถ่านแล้วบดผสมกับน้ำมันยาง (Dipterocarpus alatus Roxb) ทาแผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง โรคกุฏฐัง ฆ่าเชื้อโรคก้าวหน้า

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 11