ผู้เขียน หัวข้อ: 10 สุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค  (อ่าน 325 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

มีนาคม 28, 2017, 11:16:04 PM
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 276
    • ดูรายละเอียด

เรื่องราวของประสบการณ์ประหลาด จิตวิญญาณ ภูต ผี ปีศาจ สิ่งเร้นลับที่ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง ผี ขึ้นมาเมื่อไหร่ หลายคนคงหยุดนิ่งพร้อมกับความรู้สึกเสียวสันหลังวูบ เพราะไม่อยากเจออย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะหลายคนก็เคยสัมผัสความสยอง จนถึงขั้นเอามาเล่าสู่กันฟังแบบสดๆ หน้าไมค์ในรายการเดอะช็อค รายการวิทยุสดที่นำเสนอ เรื่องผี วิญญาณและสิ่งเร้นลับ โดยเปิดสายให้คนทางบ้านมาเล่าประสบการณ์สยองของตัวเอง รายการนี้มีดีเจที่เชี่ยวชาญเรื่อง ผี ชื่อดังอย่างพี่ป๋อง กพล ทองพลับ และทีมงานที่ดำเนินรายการตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมากับเรื่องเล่านับหมื่นเรื่อง และบางเรื่องยังโด่งดังขนาดนำไปสร้างเป็นภาพยนต์อีกด้วย เรื่องที่ถูกเล่าในรายการเดอะช็อคเรื่องใดที่เป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มาดูกัน

อันดับที่ 10 ลองของผีที่บ้านร้าง
เรื่องนี้แฟนรายการเดอะช็อคชื่อคุณต้นไปลองของที่บ้านร้างแถวชานเมืองที่หนึ่ง เป็นหมู่บ้านที่ปล่อยร้างไว้นานมาก เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น คุณต้นไปลองของกับเพื่อนประมาณ 6-7 คน ขับรถกระบะกันเข้าไป พอขับเข้าไปถึงที่บ้านหลังนี้ ทุกคนกลับมีความรู้สึกว่าไม่อยากเข้าไปแล้ว รู้สึกกลัวกัน เพราะด้วยบรรยากาศด้วยอะไรหลายๆ อย่าง แต่ด้วยที่ว่าตัดสินใจมากันแล้วก็ลองเข้าไปดูหน่อยก็แล้วกัน ก็ขึ้นไปกัน พอขึ้นไปปุ๊บ ที่ข้างหน้าประตูเนี่ยมันล็อค มันเข้าไม่ได้ ก็เลยพยายามปีนขึ้นไปบนชั้นสอง ตอนแรกเพื่อนคุณต้นปีนขึ้นไปก่อน ปรากฏว่าเพื่อนรีบกระโดดลงมาจากชั้นสองแล้วบอกว่ากลับกันดีกว่า คุณต้นเห็นอาการของเพื่อนแทนที่จะกลัว กลับอยากรู้ว่าเพื่อนไปเห็นอะไร ก็เลยขึ้นไปดูบ้าง พอขึ้นไปคุณต้นก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ อีกฟากหนึ่งของห้องที่มีกระจกไฟเบอร์กลาสกั้นอยู่ คุณต้นก็คิดว่าตัวเองตาฝาด ก็ขยี้ตาก็ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นเลื่อนมาอยู่ที่ตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว ก็รีบวิ่งลงมาหาเพื่อนที่รออยู่และพากันกลับ พอออกรถก็รู้สึกว่ามีบางอย่างติดอยู่ที่ล้อรถ ก็ลงมาดูกัน พอหยิบดูก็พบว่าเป็นเส้นผมกระจุกใหญ่ แถมตอนออกมาที่ทางออกของหมู่บ้าน ผู้หญิงคนหนึ่งก็ยืนขวางทางอยู่อีกด้วย ก็ขับฝ่าออกมากันด้วยความระทึก

อันดับที่ 9 บ้านเราเองแท้ๆ
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดระยอง เป็นเรื่องของพี่กุ้งที่โทรมาเล่าให้ฟัง พี่กุ้งนี่ไปเรียนต่างประเทศมาซึ่งที่บ้านเขานี่ค่อนข้างจะมีตังค์ ก็เป็นบ้านใหญ่ คุณพ่อเขาเนี่ยปลูกบ้านไว้หลายหลัง ก็พอกลับไป พ่อเขาก็ยกบ้านหลังนี้ให้อยู่ พอไปอยู่แรกๆ ก็เจอเลย ในบ้านจะมีเตียงนอนที่ไปซื้อมือสองมา เป็นเตียงไม้ใหญ่ๆ แล้วในตอนที่นอนนี่เหมือนมีผู้ลายคนหนึ่งมายืนอยู่ปลายเตียง แล้วก็บอกว่าเอาที่กูคืนมา บอกอย่างนี้อยู่หลายคืน แล้วทีนี้พอคืนหลังๆ เนี่ยหลังจากผู้ชายแล้วก็มีผู้หญิงเข้ามาด้วย ผีผู้ชายจากที่ยืนอยู่ปลายเตียงก็เริ่มมานั่งคร่อมบนตัว แต่ผีผู้หญิงนี่แปลก ไม่ได้ยืนใกล้ๆ แต่ยืนอยู่ที่หน้าห้อง ตาแดงๆ และชี้หน้าด้วยความโกรธ ใส่ชุดคลุมท้องด้วย ซึ่งพี่กุ้งจะเจอผู้หญิงคนนี้บ่อยมาก จนทนไม่ไหวไปบอกคุณพ่อ คุณพ่อเขาก็เลยนิมนต์พระมาทำพิธี หลังจากทำพิธีแล้ว ผีผู้ชายหายไป เหลือแต่ผีผู้หญิง ซึ่งไม่ยอมไปซะที ทั้งๆ ที่ทำบุญให้แล้ว หลังจากนั้นก็เจอหนักขึ้นๆ บางทีนอนๆ อยู่ในห้องแล้วประตูหเองก็เปิดไปเห็นห้องโถงข้างหน้าเห็นผีผู้หญิงยืนชี้หน้าอยู่ ซึ่งในภายหลังน้องของพี่กุ้งได้โทรเข้ามาในรายการบอกว่าเขาพาเพื่อนที่ท้องมาอาศัยที่บ้านหลังนี้เนื่องจากพ่อไม่ยอมรับ แต่ก็เสียชีวิต ตายทั้งกลมอยู่ที่บ้านหลังนี้

อันดับที่ 8 เช่าแสนถูก
พี่ผู้ชายคนที่โทรมาเล่านี้ช่วงนั้นแกฐานะไม่ดีก็เลยไปหาบ้านเช่าถูกๆ แกก็อยู่กับแฟน เวลาที่อยู่บ้านหลังนี้เขาจะเจอกับผีผู้หญิงคนหนึ่ง แบบกำลังเคลิ้มๆ กึ่งหลับกึ่งตื่น ผีผู้หญิงคนนี้จะมาบอกให้ช่วย และสุดท้ายก็บอกว่าถ้าอยากเจอเขาให้ไปดูที่ข้างบ้านสิ พี่ผู้ชายคนนี้ทนไม่ไหวแกเลยไปขุดดูที่ข้างบ้าน ก็พบเป็นศพผู้หญิงคนนั้นนอนคุดคู้อยู่จริงๆ ซึ่งเป็นหญิงสาวที่ถูกฆาตกรรมโดยชายคนรักที่พอฆ่าเธอแล้วก็ลากศพไปฝังไว้ที่ข้างบ้าน และต่อมาผีผู้หญิงคนนั้นก็มาให้โชคให้พี่เขาถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่อีกด้วย

อันดับที่ 7 ผีเข้ากลางรายการ
วันนั้นมีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อพี่น้ำมนต์ อายุแกก็เยอะแล้วล่ะ แกโทรศัพท์มาเล่าในรายการเดอะช็อค โดยตั้งชื่อเรื่องว่า "เค้าหาว่าเราเป็นผี" คือเหมือนกับว่าตัวของเขาานั้นมีสองร่าง มีตัวเค้าเองกับมีอะไรก็ไม่รู้มาคอยสิงอยู่ พี่เค้าโทรมาเล่าโดยที่ตอนแรกแกก็เกริ่นก่อนนะว่าถ้าเกิดพี่คุยไปแล้วพี่มีอาการอะไรแปลกไปก็อย่าตกใจนะ แล้วแกก็เล่าต่อว่าแกมักจะมีอะไรไม่รู้เข้ามาสิง แล้วช่วงเวลานั้นแกจะไม่รู้ตัว หรือบางทีมีคนเห็นว่าตัวพี่น้ำมนต์นั้นมักจะคุยอยู่คนเดียว คุยกันไปคุยกันมาแต่เป็นสองเสียง เหมือนเป็นการแบ่งบุคลิกกัน จนกระทั่งที่พี่เขาเล่าไปถึงกลางเรื่อง สักพักนึง พี่เขาก็เงียบ แล้วก็กลายเป็นเสียงหัวเราะ แล้วก็พูดว่าเขาไม่ใช่คุณน้ำมนต์ เขาเป็นพญานาค ที่เข้ามาอยู่ในตัวพี่น้ำมนต์ เพราะพี่เขาเนี่ยเป็นคนที่บาปเยอะ ต้องเข้ามาสิงเพื่อพาไปบำเพ็ญเพียรทำความดีไถ่บาป จนสุดท้ายแกก็เงียบหายไปแล้วก็กลับมาเป็นพี่น้ำมนต์อีกครั้ง

อันดับที่ 6 กระจกโบราณ
เหตุการณ์นี้เกิดที่จังหวัดนนทบุรี ที่อาคารพาณิชย์สี่ชั้นของครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวใหญ่ คนที่โทรมาเล่านี้ชื่อคุณเปิ้ล คุณเปิ้ลโทรมาเล่าว่าที่บ้านอาคารพาณิชย์หลังนั้นมีพี่สาวกับพี่เขยอาศัยอยู่ แล้วก็หลานอีกสองคนผู้ชายกับผู้หญิง ตัวพี่เขยเนี่ยชอบไปซื้อกระจกเก่าๆ ที่เป็นกระจกโบราณเนี่ยมาเก็บไว้ พอพี่เปิ้ลมาอยู่ด้วยก็มักจะได้ยินหลานชายเค้าซึ่งเป็นโตเป็นหนุ่มวัยรุ่นแล้วคุยอยู่กับใครก็ไม่รู้ทุกคืน ซึ่งพี่เปิ้ลเขาสงสัยมาก พอถามหลานชายว่าคุยกับใคร หลานก็ไม่อยากจะบอกแล้วก็เฉไฉไปโรงเรียนเลย ด้วยความที่อยากรู้พี่เปิ้ลก็เลยเดินขึ้นชั้นสองเพื่อจะไปดูที่ห้องของหลานชาย ระหว่างที่ขึ้นบันไดพี่เปิ้ลก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินจูงมือเด็กแล้วเดินหายเข้าไปในห้องของหลานชาย

อันดับที่ 5 เด็กพิเศษ
เรื่องนี้คนที่โทรศัพท์มาเล่าชื่อว่าคุณกร เขาเล่าว่าช่วงปิดเทอมเขาได้ไปพักที่บ้านญาติที่จังหวัดลพบุรี บังเอิญเขาไปรู้จักกับเด็กคนหนึ่ง เป็นเด็กพิเศษมีชื่อเล่นว่าอ๋อง แต่คนแถวนั้นเขาจะเรียกอ๋องกันว่า "เอ๋อ" ซึ่งบางคนในละแวกนั้นจะค่อนข้างกลัวและไม่อยากให้เข้าใกล้เด็กๆ เพราะคิดว่าอ๋องเป็นคนบ้าสติไม่ดี ครั้งแรกที่กรได้เจอและพูดคุยกับอ๋องนั้นก็เป็นบริเวณหน้าวัดที่อ๋องอาศัยอยู่ ซึ่งกรนั้นพอรู้จักชื่ออ๋องว่าบ้างก็ทักว่า อ้าว อ๋อง ไปไหนๆ คือเด็กพิเศษเวลาที่เขาพูด เข้าจะพูดสั้นๆ อ๋องชี้ไปที่จักรยานแล้วก็บอกว่า มันเสียๆ กรก็ปลอบใจอ๋องและพาอ๋องไปซ่อมรถจักรยานและเป็นจุดเริ่มต้นความเป็นเพื่อนของทั้งคู่ เมื่อกรสนิทกับอ๋อง ความพิเศษของอ๋องก็ถูกถ่ายทอดมาให้กรรับรู้มากขึ้น

มีอยู่วันหนึ่งคุณกรมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อว่าคุณเก่ง ซึ่งอ๋องกับคุณเก่งไม่เคยเห็นหรือรู้จักกันมาก่อน พอเก่งมาเยี่ยมหากรที่บ้านและอ๋องก็อยู่ด้วย อ๋องเห็นหน้าเก่งก็ชี้ไปที่หน้าของเก่งแล้วบอกว่า "เมีย" หลังจากนั้นประมาณสองสามชั่วโมงก็มีโทรศัพท์มาถึงคุณเก่งว่าภรรยาของเก่งที่ทำงานอยู่ที่โรงงานเย็บผ้านั้นได้รับอุบัติเหตุโดยจักรเย็บเข้าไปที่มือ ทุกคนในตอนนั้นก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องที่อ๋องพูดทักเก่งแต่อย่างใด แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ทั้งหมดจึงมาเรียบเรียงดูความแปลกประหลาดที่เกี่ยวกับอ๋องนี้ ส่วนเก่งนั้นมีอาชีพที่เกี่ยวกับมูลนิธิอาสาสมัคร พอเก่งไม่ว่างต้องดูแลภรรยาเลยวานให้กรนั้นไปทำหน้าที่แทนระยะหนึ่ง โดยให้ทำงานคู่กับชาติที่เป็นคู่หูอาสาสมัครของเก่ง อยู่มาวันหนึ่งก็ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถชนกัน เมื่อไปถึงพบว่าเป็นเหตุการณ์รถพ่วงชนกับรถกระบะ แล้วรถกระบะก็ไถลไปชนกับมอเตอร์ไซค์อีกคันหนึ่ง จากเหตุการณ์นีเทำให้คนขับมอเตอร์ไซค์เสียชีวิตและหัวขาดหาหัวไม่เจอ กรกับชาติก็ลงไปช่วยกันหาหัวของศพตรงบริเวณที่เกิดเหตุ แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ สักพักอ๋องก็พูดออกมาว่าล้อๆ กรเอะใจจึงเอาไฟฉายไปส่องหาที่ล้อรถบรรทุก ก็พบว่าหัวของศพติดอยู่ที่ร่องล้อจริงๆ ก็แปลกใจกันว่าอ๋องรู้ได้ยังไง

จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด วันหนึ่งกรไปเตะฟุตบอลกับเพื่อนและฝากสร้อยทองไว้กับอ๋องที่นั่งเล่นอยู่ข้างสนาม พอเตะบอลเสร็จก็เดินมาข้างสนามตรงที่อ๋องอยู่ก็พบว่าอ๋องหายไปไหนก็ไม่รู้ ซึ่งตัวคุณกรนั้นก็ไม่ได้คิดว่าอ๋องจะขโมยทองไปหรืออะไร เพียงแต่สงสัยว่าอ๋องหายไปไหนเท่านั้น จนกระทั่งกรต้องมาเข้าเวรของมูลนิธิพร้อมกับชาติ ระหว่างที่นั่งรถตรวจตรากันอยู่นั้นก็เจอเหมือนกับผู้ชายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างถนน พอขับรถเข้าไปใกล้ก็พบว่าเป็นอ๋องที่ตัวเปียกอยู่ พอเข้าไปถามอ๋องก็บอกว่าหนาว ก็เลยพาตัวอ๋องมาเพื่อที่จะไปส่งที่บ้าน พอขับรถไปได้สักพักหนึ่ง อ๋องก็ทุบรถแล้วบอกให้หยุด พอจอดรถได้สักพักหนึ่ง ข้างหน้าก็เกิดเหตุการณ์รถสิบล้อชนประสานงากับรถบัสต่อหน้าต่อตากร ชาติ และก็อ๋อง พอช่วยเหลือเก็บกวาดอุบัติเหตุนี้แล้วก็เดินกลับกันมาที่รถ อ๋องก็ไม่อยู่ซะแล้ว ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าอ๋องคงจะเดินกลับบ้านไปเอง

พอรุ่งเช้ากรก็มานั่งที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน และเปิดดูช่องเก็บที่กรมักจะเอาขนมมาใส่ไว้ให้อ๋องกิน ก็พบกระดาษทิชชู่ที่ห่อสร้อยทองที่กรฝากอ๋องตอนเตะบอล สักพักหนึ่งมีคนวอแจ้งว่ามีคนจมน้ำตาย พอกรขับรถไปดูก็พบว่าศพที่จมน้ำเป็นศพของอ๋องที่คาดว่าน่าจะตายตั้งแต่ตอนที่กรเตะบอลอยู่ เพราะช่วงเวลานั้นมีกลุ่มเด็กเล่นน้ำอยู่แล้วมีเด็กคนหนึ่งจมน้ำ อ๋องก็โดดลงไปช่วยทั้งที่ตัวเองว่ายน้ำไม่เป็นและเพิ่งจะพบศพตอนเช้านี้เอง

อันดับที่ 4 แฟนเก่า
เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งโทรมาเล่า เรื่องของเรื่องเขามีแฟนแล้วก็มีนิสัยคล้ายๆ กันคือไม่ค่อยพูด และเนื่องจากเป็นช่วงที่ย้ายที่ทำงานใหม่จึงสนใจแต่เรื่องงานเพราะอยู่ในช่วงทดลองงาน แต่ตัวผู้ชายก็พอรู้อยู่บ้างว่าแฟนสาวของเขานั้นกินยาเยอะมาก พอถามแฟนเขาก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไร เป็นแค่วิตามินบำรุงธรรมดา ตัวเขาก็ไม่ได้จะซักไซร้อะไรมากเพราะด้วยความที่ก็ยุ่งเรื่องงาน ก็ได้แต่บอกว่าตัวเองจะกินอะไรมากมายเนี่ย เดี๋ยวจะติดเอานะ จนมาช่วงหนึ่งตัวผู้ชายนั้นทำงานหนักมาก จนนอนที่ออฟฟิศเลย อยู่ไปเรื่อยๆ เขาเอะใจว่าพักนี้แฟนสาวของเขาไม่โทรมาหาเลย โทรไปก็ไม่รับสายจนกระทั่งปิดเครื่องไปเลย แต่ในระหว่างนี้เวลาที่เขากลับบ้านจะพบว่าเหมือนกับมีใครมาทำกับข้าวและซื้อของกินไว้ให้เขา แต่สุดท้ายเมื่อติดต่อไม่ได้จึงตัดสินใจเดินทางไปที่บ้านของแฟน พอไปถึงได้คุยกับพ่อและแม่ของแฟนก็ได้รู้ว่าแฟนเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามอาทิตย์ก่อนเพราะป่วยเป็นลูคีเมีย

เมื่อรู้ว่าแฟนตัวเองตายไปเมื่อสามอาทิตย์ที่แล้วโดยที่ไม่รู้อะไรเลย และด้วยความที่เสียใจที่ไม่ได้ดูแลแฟนเลย แต่ก็ฝืนกลับมาทำงานและใช้ชีวิตต่อให้ได้ เมื่อกลับมาทำงาน เขากลับมีความรู้สึกว่าเหมือนกับมีกับข้าวอยู่ในตู้เย็นยังกับตอนที่แฟนเขายังอยู่ ด้วยความสงสัยเขาเลยไปถามยามกับแม่บ้านที่ดูแลอพาร์ทเม้นต์ว่ามีใครเข้ามาที่ห้องของเขามั้ย ยามกับแม่บ้านก็บอกตรงกันว่า ก็แฟนคุณไง ซื้อกับข้าวมาทำทุกวันเลยแล้วประมาณซักเที่ยงคืนตีหนึ่งแฟนเขาก็กลับ เขาเลยไปปรึกษากับเพื่อน เพื่อนแนะนำว่าถ้าอยากพิสูจน์ว่าแฟนของเขายังไม่ไปไหนจริง ให้เอาแป้งฝุ่นโรยให้ทั่วห้อง

พอตื่นเช้ามาเขาก็ไปดูที่พื้นก่อนว่ามีรอยเท้ามั้ย ก็พบว่าไม่มีรอยอะไร แต่กลับปรากฏรอยเหมือนมีคนเอาแขนมาพาดไว้บนตัวของเขา พอเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนคนอื่นฟัง ทุกอย่างมันก็เฉลยหมดเลยว่า มีอยู่วันหนึ่งที่เป็นวันเกิดเพื่อนคนหนึ่ง ทุกคนเห้นเหมือนกันหมดเลยว่าแฟนสาวของเขามาด้วยโดยนั่งอยู่ในรถ มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้แน่ใจว่าแฟนของเขายังไม่ไปไหน สุดท้ายเขาจึงจะบวชให้แฟน จนกระทั่งตอนสึก เจ้าอาวาสก็มาบอกกับเขาว่า โยม ที่โยมมาบวชเนี่ย เขารู้นะ วันที่โยมกำลังจะเดินเข้าโบสถ์ เขามาจับชายผ้าเหลืองโยมอยู่นะ

อันดับที่ 3 กระดานอาถรรพ์
คุณเบิร์ดเป็นคนโทรมาเล่าว่า เขาได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนว่าพ่อของเพื่อนเสียชีวิต ก็เลยรวมกลุ่มกันจะไปงานศพ บังเอิญว่ามีเพื่อนคนหนึ่งเพิ่งกลับมาจากทำงานและตรงดิ่งมาที่วัดโดยที่ไม่ได้เตรียมชุดดำมาด้วย เพื่อนคนนี้ก็เดินหายไปสักพักหนึ่งก็กลับมาพร้อมกับปลอกแขนสีดำ ซึ่งไปแกะมาจากพวงหรีด ด้วยความที่เฮฮากันตามประสาเพื่อนๆ และปากไม่ค่อยเป็นมงคล เพื่อนคนนี้ก็พูดขึ้นมาว่า งานศพทำไมต้องเป็นกระเพาะปลาวะ ถ้าเป็นงานเรานะจะจัดอาหารให้แบบดีๆ เลย เพื่อนคนอื่นก็ทักกันว่าทำไมพูดอย่างนั้น ก็คุยกันไป ระหว่างที่รอแท็กซี่กันอยู่ ก็หันไปเห็นกระดานงานศพ ด้วยความคะนองก็เลยเขียนชื่อจริง นามสกุลจริงของตัวเองลงไปในกระดานพร้อมวันเผาเสร็จสรรพ ด้วยความที่เขาเป็นคนห้าวๆ กับเพื่อนก็เลยหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาเปิดว่าให้ตรงกับวันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุดเพื่อที่เพื่อนๆ จะได้มางานได้

เวลาผ่านไปสักพักจนวันหนึ่งเพื่อนคนนี้โทรมาคุยกับคุณเบิร์ดว่าพักนี้เขานอนไม่ค่อยหลับและมักจะฝันว่ามีใครก็ไม่รู้พาเขาไปยังสถานที่หนึ่ง เหมือนเป็นศาลาๆ หนึ่ง แล้วที่หน้าศาลาจะมีผู้ชายผมขาวๆ ซึ่งในฝัน เพื่อนได้เข้าไปคุยกับชายคนนี้ แต่ชายคนนี้ก็นั่งเฉยๆ ไม่ยอมพูดจากับเขาเลย คุณเบิร์ดเห็นเพื่อนไม่สบายใจก็เลยชวนให้เพื่อนไปนอนที่บ้านจะได้คุยปลอบเพื่อนไม่ให้คิดมาก จนเวลาผ่านไป มีอยู่วันหนึ่งคุณเบิร์ดได้รับโทรศัพท์จากญาติของเพื่อนคนนี้ว่าเพื่อนล้มหน้าห้องน้ำและอาการหนัก พอไปเยี่ยมก็พบว่าเพื่อนปอดแฟบและสุดท้ายก็เสียชีวิต พอจะจัดงานศพก็หาวัดไม่ได้จนสุดท้ายกลับไปได้วัดเดียวกับที่พ่อของเพื่อนที่ตายก่อนหน้านี้

อันดับที่ 2 สาวชุดดำ
เรื่องสาวชุดดำเนี่ยเป็นเหมือนกับตำนานของเดอะช็อคก็ว่าได้ เพราะมีคนเจอและมาเล่าในรายการค่อนข้างบ่อย ส่วนมากที่จะไปเจอก็จะเป็นถนนเส้นประชาอุทิศ รัชดา ลักษณะที่เจอก็คล้ายๆ กันว่าเป็นผู้หญิงสองคนมายืนรอ เหมือนรอรถ และใส่ชุดสีดำที่เหมือนเพิ่งกลับจากไปเที่ยวย่านนั้น คนที่เจอและโทรมาเล่าก็จะเป็นแท็กซี่เป็นส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องที่พีคที่สุดนั้นมีนักเที่ยวคนหนึ่งโทรมาเล่าให้ฟังในรายการ เขาไม่เคยฟังเดอะช็อคมาก่อน เขาเล่าว่าคืนวันที่เจอนั้นเขาไปเที่ยวกลางคืนเสร็จ ขากลับขับรถกลับมาคนเดียว มีผู้หญิงสองคนใส่ชุดสีดำ เหมือนสองคนนี้จะเป็นพี่น้องกันด้วยนั้นโบกรถเขาอยู่ ตามประสาหนุ่มนักเที่ยวเห็นสาวโบกรถก็เลยจอดรับ คนนึงนั่งหน้า อีกคนนั่งหลัง

ระหว่างนั้นเขาก็คุย เท่าที่จำได้คือคนข้างหน้าที่นั่งคู่เขาคุยกันแบบถามคำตอบคำ ส่วนคนข้างหลังนั้นเงียบไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเลย จนกระทั่งขับรถมาเกือบจะถึงวัดเสมียนนารีนั้นก็จอดติดไฟแดงและมีรถไฟผ่านมาพอดี เวลาตอนนั้นประมาณตีสามถึงตีสี่ ถนนตอนนั้นเงียบมาก มีรถของเขาจอดติดรถไฟอยู่คันเดียว ระหว่างที่ที่กั้นรถไฟกำลังจะยกขึ้น เขาหันไปดูที่เบาะข้างคนขับก็พบว่าไม่มีใคร หันไปดูที่เบาะหลังก็ไม่มีใครอีกเหมือนกัน มองไปมองมามองเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนกระทั่งมองผ่านกระจกไปด้านหน้าก็เจอผู้หญิงทั้งสองคนที่เมื่อกี้นั่งรถของเขาอยู่ ไปนอนคลานอยู่ที่รางรถไฟ โดยที่ผู้หญิงคนหนึ่งตัวขาดครึ่งท่อน และอีกคนพยายามตะเกียกตะกายมาหา เขาตกใจมากสลบคารถไปเลย พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาลโดยสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่ามีตำรวจมาส่ง และทุกวันนี้เขาเป็นโรคหัวใจ ผีสาวชุดดำที่กลายเป็นตำนานนั้นเพราะไม่ได้มีคนเห็นเพียงแค่คนเดียว มีแท็กซี่เจอผู้หญิงสองคนนี้บ่อยมาก มีการให้เงินโดยสารกันจริงๆ พอมาเปิดดูเงินก็กลับกลายเป็นเศษใบไม้ ดอกไม้จันทร์

อันดับที่ 1 ผีช่องแอร์
เป็นเรื่องจากแฟนรายการคนหนึ่งชื่อว่าคุณบิว เป็นนักดนตรี วันหนึ่งเขาไปเล่นดนตรีที่หาดใหญ่ พอเล่นเสร็จก็กลับมาที่ห้องพักของโรงแรม ก็นั่งสังสรรค์ดื่มกินกันเหมือนทุกครั้งที่ไปเล่นดนตรีด้วยกัน มีเพื่อนคนหนึ่งเดินมาแถวๆ หน้าประตู ที่ข้างบนเป็นช่องแอร์ที่ไม่มีฝาปิด เพื่อนคนนี้ก็ยืนมอง คนอื่นก็ถามว่ามองอะไรวะ เพื่อนคนนั้นกลับไม่พูดไม่จาอะไร เดินออกจากห้องไปเลย เพื่อนอีกคนสงสัยว่าเพื่อนคนนั้นเป็นอะไร เมาหรือเปล่า ก็เลยเดินออกไปตามดู ก่อนออกจากห้องก็แหงนมองดูที่ช่องแอร์นี้เพราะเห็นเพื่อนมองก็เลยมองบ้าง พอแต่ละคนมองก็มีอาการเหมือนกันหมดคือพอแหงนมองช่องแอร์นี้ปุ๊บก็เดินออกจากห้องไปทันที จนสุดท้ายเหลือแต่คุณบิวคนที่โทรมาเล่า แกสงสัยว่าเป็นอะไรกันไปหมด แกก็เลยเดินออกมาดูบ้าง

พอเดินมามองเขาก็เห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเบียดตัวเองอยู่ในช่องแอร์นี้แล้วห้อยหัวลงมา เขาก็รีบเดินออกมาที่ล็อบบี้ของโรงแรมก็พบว่าเพื่อนๆ นั้นนั่งรอกันอยู่แล้ว แต่ความน่ากลัวของเรื่องเล่านี้อยู่ตรงที่ กลุ่มเพื่อนๆ ที่เจอผีช่องแอร์ในวันนั้นได้ทยอยกันตายเรียงลำดับตามคนที่เจอก่อนจนกระทั่งเหลือคุณบิวกับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ไปอยู่เมืองนอกแล้ว ส่วนตัวเขานั้นตอนที่เล่าก็บอกว่าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเขานั้นจะตายตามเพื่อนไปวันไหน ซึ่งเมื่อตามไปดูประวัติก็พบว่ามหญิงสาวคนหนึ่งเหมือนกับจะทำงานขายบริการถูกฆ่าตายที่ห้องนี้ โดยถูกฆ่าตัดหัวแล้วเอาหัวไปซ่อนไว้ในช่องแอร์นี้เพื่ออำพรางศพ

สยองขวัญ
จัดอันดับ
เมษายน 29, 2017, 09:38:47 AM
ตอบกลับ #1
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 276
    • ดูรายละเอียด

Serial Killer Definition
Like certain other terms—obscenity, for example—serial killing is surprisingly tricky to define. Part of the problem is that police definitions tend to differ from popular conceptions. According to some experts, a serial killer is any murderer who commits more than one random slaying with a break between the crimes. There is certainly some validity to this viewpoint. If (for example) Ted Bundy had been caught after committing only a couple of atrocities, he wouldn’t have gained worldwide notoriety—but he still would have been what he was: a demented personality capable of the most depraved acts of violence. Still, it’s hard to think of someone as a serial killer unless he’s killed a whole string of victims.

How many victims constitute a “string”? Again, it’s hard to be precise. The most infamous serial killers—Bundy, Gacy, Dahmer, etc.—are the ones responsible for double-digit murders. Most experts seem to agree, however, that to qualify as a serial killer, an individual has to slay a minimum of three unrelated victims.
The notion of a string implies something else besides sheer number. A serial killer must perpetrate a number of random killings with an emotional “cooling-off” period between each crime. This hiatus—which can last anywhere from hours to years—is what distinguishes the serial killer from the Mass Murderer, the homicidal nut who erupts in an explosion of insane violence, killing a whole group of people all at once. Thus, the official FBI definition of serial homicide is “three or more separate events with an emotional cooling-off period between homicides, each murder taking place at a different location.”
There are several problems with this definition, however. For one thing, not all serial killers commit their murders in different locations. The nearly three dozen victims of John Wayne Gacy, for example, all met their horrible deaths in the basement of his suburban ranch house. And there are murderers who commit three or more separate homicides over extended periods of time who aren’t serial killers: mob hitmen, for example.
What distinguishes a professional hitman from a serial killer, however, is that one kills for money—it’s his job—while the other kills purely for depraved pleasure. A hitman may enjoy his work, but murder isn’t his primary source of sexual gratification. The situation is different with psychos like Gacy, who reach the heights of ecstasy while perpetrating their atrocities. According to many experts, in other words, true serial killer always involves an element of unspeakable sexual Sadism.

Taking these issues into account, the National Institute of Justice offers a definition we find more useful than the FBI’s: “A series of two or more murders, committed as separate events, usually but not always committed by one offender acting alone. The crimes may occur over a period of time ranging from hours to years. Quite often the motive is psychological, and the offender’s behavior and the physical evidence observed at the crime scenes will reflect sadistic, sexual overtones.”

พฤษภาคม 13, 2017, 12:02:18 AM
ตอบกลับ #2
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 276
    • ดูรายละเอียด

10 ผีและปีศาจชื่อกระฉ่อน
1. กษัตริย์แฮมเล็ต
แม้จะมีผีปรากฏอยู่ในบทละครของ วิลเลียม เช็กสเปียร์ หลายตนจากหลายเรื่อง แต่กษัตริย์แฮมเล็ต เหมือนจะรู้จักกันดีที่สุดในนาม‘ผีของบาร์ด’ และเป็นส่วนประกอบสำคัญใน ‘Hamlet’ เพราะถึงแฮมเล็ตจะเป็นศูนย์กลางของเรื่องเหมือนชื่อเรื่อง แต่ถ้าหากขาดผีพ่อของเขา มันก็คงไม่มีเรื่อง

2. ฟลายอิ้งดัตช์แมน
ฟลายอิ้ง ดัตช์แมน เป็นเรือเมื่อศตวรรษที่ 17 ตามคำกล่าวของนักเดินเรือมักปรากฏเป็นแสงแปลกๆ หากใครเจอนั่นคือลางร้ายหายนะจะมาเยือน ตามตำนานเล่าว่าเรือลำนี้และลูกเรือโดนสาปเพราะกัปตันไม่ยอมรับลูกเรือและผู้โดยสารที่กำลังโดนพายุถล่ม แม้จะร้องขออ้อนวอนอย่างไรก็ตามเลยทำให้พระเจ้าไม่พอใจ สาปให้กลายเป็นเรือผี ตามรายงานบอกว่าเคยมีคนพบแถวนอกชายฝั่งแอฟริกาใต้เมื่อปี 1923 และยังเห็นกันจะจะในหนัง ‘Pirates of the Caribbean’ อีกด้วย

3. แม่มดเบลล์
ตำนานผีคลาสสิกของชนอเมริกันที่เกิดขึ้น 2 ครั้ง แถวฟาร์มของ จอห์น เบลล์ ในเทนเนสซี ระหว่างปี 1817 และ 1821 เมื่อนายเบลล์ได้ยิงสัตว์แปลกๆ ตัวหนึ่งที่เข้ามาในฟาร์มแต่มันก็หายวับไปก่อน หลายสัปดาห์ต่อมาครอบครัวของเขาก็โดนผีสิง มีเสียงประหลาดๆ เขย่าบ้านจนสั่น และทำร้ายลูกสาวของเขา นักเขียนบางรายบอกว่าแม่มดเบลล์ อย่างที่ใครๆ เรียกเป็นเรื่องจริง แต่ก็อีกฟากก็บอกมีพยานน้อยไปจนยากจะเชื่อ

4. แคสเปอร์
เด็กๆ กลัวผีกันทั้งนั้นแต่ผีเด็กนาม ‘แคสเปอร์’ จากหนังสือการ์ตูนของฮาร์วี คอมิก แตกต่างออกไป เพราะเขาก็เป็นผีเหงาๆ ไม่ค่อยจะมีเพื่อน เนื่องจากใครเห็นเป็นเผ่นไปหมดแคสเปอร์เลยต้องหาเพื่อนใหม่ๆ อยู่เสมอเคยถูกสร้างเป็นหนังคนแสดงกับแคสเปอร์ซีจีเมื่อปี 1995 จนโด่งดังและต้องมีภาคต่อตามมาในรูปของหนังวิดีโอ

5. บลัดดี แมรี
หากท่องชื่อนี้ 3 ครั้ง เด็กๆ จะได้เจอผีเพราะตำนานพื้นบ้านบลัดดี แมรี คือหญิงโหดที่ฆ่าลูกตัวเองเมื่อนานมาแล้ว ถ้าอยากเจอเธอก็แค่เข้าไปในห้องน้ำ ปิดไฟ ยืนมองที่หน้ากระจก กล่าวชื่อเธอ 3 ครั้งเท่านั้นเอง ใครอยากลองก็เรียนเชิญ

6. ผีโรงละครดรูรี เลน
มีโรงละครมากมายหลายโรงแถวโคเวนท์ การ์เดน ในเขตเวสต์เอนด์ ของลอนดอน ละครหลายเรื่องเปิดแสดงแถวนี้มากว่า 300 ปี นักแสดงมากมายเกิดขึ้น รวมทั้งเรื่องผีๆ ด้วย เพราะที่ ดรูรี เลน ลือกันว่ามีผีหลายตนสิงสู่ รวมถึงผีเหล่านักแสดง โด่งดังชวนขนหัวลุกสุดๆ ต้องยกให้ ‘ผู้ชายชุด
เทา’ หรือผีในสภาพของขุนนางติดดาบ

7. ผีนักโบกรถ
มีตำนานมากมายเกี่ยวกับผีที่ชอบมาโบกรถให้รับไปด้วย ก่อนจะหายไป เช่นเรื่องหนึ่งที่มีสองสามีภรรยากำลังขับรถตอนกลางคืน ไม่แถวมอนตานา ก็มินนิโซตา แล้วเจอเด็กหญิงตีนเปล่ากับผ้าคุมไหล่สีเขียวยืนโบกอยู่ข้างทาง แล้วสองคนก็รับเธอขึ้นมา เธอไม่พูดจาอะไร จนใครคนหนึ่งถามถึงบ้านของเธอ เด็กหญิงก็ชี้มือไปยังบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปและพอเลี้ยวรถจะไปทางนั้น เด็กหญิงก็หายวับไปเลย

8. ผีคริสต์มาส
ใน ‘A Christmas Carol’ นิยายชื่อดังของ ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ ‘เอบีเนเซอร์ สครูจ’ ผู้ใจดำได้เปลี่ยนหัวใจตัวเองเพราะผีคริสต์มาสจากอดีตที่แสดงให้เห็นคริสต์มาสจากช่วงต่างๆ ในชีวิตของเขา และก็เหมือนกับผีอีกหลายตนที่วันๆ ไม่ได้เอาแต่แหกตาหลอกคนแต่ยังให้บทเรียนถึงมิตรภาพกับชีวิตคนเป็นๆ ได้เหมือนผีในเรื่องนี้

9. ฆ่าพ่อค้าเร่
วันหนึ่งในช่วงต้นยุค1840 ที่ไฮเดสวิลล์ ในนิวยอร์ก มีพ่อค้าเร่มาขายอุปกรณ์ในครัวให้ที่บ้านของนายและนางเบลล์ คนใช้หญิงจึงเชิญเขาเข้ามาในบ้าน และขอให้พักอยู่นั่นสัก 2-3 วัน จากนั้นเธอก็หายไปไม่มาทำงาน จนต่อมาอีกเป็นสัปดาห์ เธอก็กลับมาทำงานที่บ้านผัวเมียเบลล์อีก ก่อนจะโดนผีหลอก เพราะในครัวมีแต่อุปกรณ์ที่พ่อค้าทิ้งเอาไว้ ส่วนตัวเขาหายไปแล้ว โดยหญิงคนใช้ไม่รู้ตัวเลยว่า เธอฆ่าเขาไปแล้วโดยที่ตัวเองไม่รู้สึกตัวแต่ก่อนจะเชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง ขอบอกว่าขี้ฮกทั้งเพ เพราะสองพี่น้อง แม็กกี กับเคที ฟ็อกซ์ ที่อ้างว่าสามารถติดต่อกับวิญญาณได้ ยอมรับในเวลาต่อมาว่าเรื่องทั้งหมดล้วนแหกตารวมถึงเรื่องฆ่าพ่อค้าอะไรนี่ก็ด้วย

10. สลิมเมอร์
ผีสีเขียวตัวป้อมๆ ลอยไปลอยมาอยู่ในหนัง‘Ghostbuster’ ทั้งฉบับคนเป็นๆ และหนังการ์ตูนทีวี แถมยังโด่งดังจนได้เลื่อนขั้นเป็นดารานำในการ์ตูน ‘The Real Ghostbusters’ พิสูจน์อีกครั้งว่าผีกับเด็กเข้ากันได้ดี และโดยไม่ต้องหน้าตาน่ารักแบบแคสเปอร์ด้วย

สยองขวัญ

จัดอันดับ
พฤษภาคม 13, 2017, 12:04:13 AM
ตอบกลับ #3
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 276
    • ดูรายละเอียด

10 สถานที่ผีสิงหลอนกระฉ่อนโลก

10 สถานที่ผีสิงหลอนกระฉ่อนโลก
1. บอร์ลีย์ เรกทอรี, เอสเซ็กซ์, อังกฤษ
บ้านผีสิงบอร์ลีย์ เรกทอรี โด่งดังมากในอังกฤษช่วงสมัยยุค 20-30 พอๆ กับการถกเถียงกันเป็นวงกว้าง บางเรื่องก็อธิบายได้ และบางเรื่องจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าอะไรแปลกๆ ที่เคยมีคนพบมากมายว่าคืออะไร

2. บ้านเวลลีย์, แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐฯ
นักเขียนนาม เดอเทรซี เรกูลา บรรยายประสบการณ์ของเธอถึงบ้านหลังนี้ว่าเคยเห็นหน้าต่างชั้นบนเปิด ทั้งที่มันปิดมานานและพอเข้าไปในบ้านเธอก็รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างในหลายจุด ได้กลิ่นซิการ์ในห้องโถง ได้กลิ่นน้ำหอมตรงทางเดิน และได้คุยกับเด็กสาวที่เข้าใจว่าน่าจะเป็นวิญญาณ!

3. เรย์นแฮมฮอลล์, นอร์ฟอร์ค, อังกฤษ
เป็นสถานที่บันทึกภาพผีชื่อดัง เลดี้บราวน์ ผีผู้หญิงที่ถ่ายได้ตรงบันไดของบ้าน อดีตเคยเป็นของครอบครัวทาวน์เซนด์มา 300 ปี แต่หลังจากภาพผีผู้หญิงแล้วก็ไม่มีรายงานว่าพบอะไรแปลกประหลาดที่นี่อีก

4. โรงนาไมร์ทเลส, หลุยส์เซียนา, สหรัฐฯ
โรงนาไมร์ทเลส สร้างในปี 1796 โดยนายพล เดวิด แบรดฟอร์ด ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในบ้านที่มีผีสิงชุมที่สุดในอเมริกา กล่าวกันว่าอย่างน้อยก็ตั้ง12 ตน โดยมีรายงานว่าเป็นผีฆาตกร 10 ราย แต่ในบันทึกพบเพียงฆาตกรนาม วิลเลียม วินเตอร์ นอกจากนี้ยังมีวิญญาณผีผู้หญิงที่เป็น
ทาสอีกต่างหาก

5. สถานกักกันอีสเทิร์นสเตต, ฟิลาเดลเฟีย, สหรัฐฯ
ออกแบบโดย จอห์น ฮาวิลแลนด์ และเปิดทำการในปี 1829 รู้จักกันว่าเป็นสถานกักกันแห่งแรกในโลก เป็นการปฏิวัติสถานกักกันหรือเรือนจำ และเมื่อปี 2007 รายการทีวีชื่อ ‘Most Haunted’ ได้เข้าไปถ่ายทำด้วยการไปที่ห้องขังของอดีตเจ้าพ่อ อัล คาโปนส์ หนึ่งในทีมงานบอกขณะทำการสำรวจว่าเป็นสถานที่มีปีศาจร้ายมากมายที่สุดเท่าที่เคยพบ ส่วนทีมงานอีกรายก็อ้างว่าสามารถติดต่อกับวิญญาณได้ แต่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือมั่ว

6. ทาวเวอร์ออฟลอนดอน, ลอนดอน, อังกฤษ
พระราชวังและป้อมปราการของลอนดอน เรียกสั้นๆ ว่า เดอะทาวเวอร์ เป็นโบราณสถานกลางกรุงลอนดอน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำเทมส์ เป็นที่รู้กันดีว่าคือสถานสิงสู่ของผี แอนน์ โบลีน หนึ่งในมเหสีของกษัตริย์เฮนรีที่ 8 ซึ่งถูกกุดหัวในวังแห่งนี้เมื่อปี 1536 และที่เห็นกันบ่อยๆ คือวิญญาณที่ว่ากันว่าเป็นเธอเดินถือหัวไปไหนมาไหนนั่นเอง

7. โรงพยาบาลเวฟเวอรีฮิลล์, เคนตักกี, สหรัฐฯ
เปิดทำการเมื่อปี 1910 มีคนไข้วัณโรคราว40-50 คน โด่งดังจากรายการทีวีในฐานะโรงพยาบาลที่มีผีสิงเยอะสุดในอเมริกาฝั่งตะวันออก ทั้งเป็นหนึ่งใน‘สถานที่น่ากลัวที่สุดบนโลก’ ทางช่อง เอบีซี/ฟ็อกซ์ เป็น ‘โปรเจกต์เหนือธรรมชาติชื่อดัง’ ในรายการทางช่อง วีเอช 1 ออกอากาศทาง
รายการ ‘ล่าผี’ ช่องไซไฟแชนแนล และจากการเข้าไปลองท้าผีหลายครั้งก็พบอะไรแปลกๆ หลายสิ่ง เช่น เสียงแปลกๆ ที่ไม่เคยมีใครได้ยิน, เงาอะไรก็ไม่รู้, อยู่ๆ ก็เย็นยะเยือก รวมถึงเสียงกรีดร้องก้องตามทางเดิน

8. ควีนแมรี, แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐฯ
เรือควีนแมรี เป็นของบริษัทเดินเรือ คูนาร์ด ไลน์ ล่องอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ระหว่างปี 1936-1967 ก่อนจะถูกขายไปยังลองบีช แคลิฟอร์เนีย ในปี 1967 และถูกแปลงเป็นโรงแรม ส่วนที่ว่ากันว่ามีผีสิงชุกที่สุดคือแถวที่เคยเป็นห้องเครื่อง บริเวณที่เคยมีเด็กหนุ่มตายเพราะหนีไฟไหม้ มีคนเคยได้ยินและบันทึกเสียงเคาะ รวมทั้งเสียงโครมครามตามท่อแถวประตูได้หลายครั้ง และตรงบริเวณเคาน์เตอร์ต้อนรับก็เคยมีคนเห็น ‘ผู้หญิงชุดขาว’ รวมทั้งผีเด็กที่มีคนบอกว่ามักชอบโผล่มาตรงแถวสระน้ำอีกต่างหาก

9. ทำเนียบขาว, วอชิงตัน ดีซี, สหรัฐฯ
อดีตประธานาธิบดีแฮร์ริสันเคยบอกว่าได้ยินเสียงรื้อค้นหาอะไรของใครก็ไม่ทราบ ดังมาจากห้องใต้หลังคาของทำเนียบขาว ส่วนอดีตปธน. แอนดรูว์ แจ็คสัน ก็คิดว่าในห้องนอนของเขามีผีสิง และเคยมีคนเห็น เอบิเกล อดัมส์ อดีตสตรีหมายเลข 1 ลอยไปลอยมาอยู่ตรงทางเดิน แต่ผี อับราฮัม ลินคอล์น เหมือนจะมีคนเห็นมากที่สุด เอลีนอร์ รูสเวลต์ เคยบอกว่าเหมือนลินคอล์นมายืนมองเธอขณะอยู่ในห้องนอนของเขา และอีกครั้ง เจ้าหน้าที่รายหนึ่งก็อ้างว่าเห็นด้วยสองลูกตาว่าท่านปธน.รายนี้กำลังนั่งถอดบูตอยู่ที่เตียง

10. ปราสาทเอดินเบิร์ก, เอดินเบิร์ก, สกอตแลนด์
ถูกขนานนามให้เป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งมีผีชุกชุมมากที่สุดในสกอตแลนด์ ส่วนเมืองเอดินเบิร์กเองก็ถูกยกย่องแบบหลอนๆ ว่าเป็นเมืองที่มีผีเยอะสุดๆ ในยุโรปเหมือนกัน บางทีก็มีคนเห็นผีเป่าปี่สกอตต์, คนตีกลองหัวขาด วิญญาณคนคุกฝรั่งเศสจากสงคราม 7 ปี รวมไปถึงผีนักโทษอเมริกันที่จับมาจากสงครามปฏิวัติในอเมริกา และยังมีหมาผีที่มาจากสุสานหมาอีกด้วย

สยองขวัญ

จัดอันดับ
พฤษภาคม 13, 2017, 12:04:32 AM
ตอบกลับ #4
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 276
    • ดูรายละเอียด

10 ภาพถ่ายผีชื่อดังระดับโลก
10 ภาพถ่ายผีชื่อดังระดับโลก

1. เลดี้บราวน์
ภาพผีที่โด่งดังที่สุดนับแต่เริ่มมีการถ่ายภาพก็คือภาพนี้ที่เรียกกันว่า ‘เลดี้บราวน์’ แห่ง เรย์นแฮมฮอลล์ ถูกบันทึกไว้ในปี 1936 ที่อะพาร์ตเมนต์ของเลดี้เทาเซนด์ ซึ่งตายไปเมื่อปี 1726 และที่เห็นเป็นเงารางๆ ตรงกระไดก็เชื่อกันว่าเป็นวิญญาณของเธอ

2. เด็กหญิงในกองไฟ
19 พฤศจิกายน 1905 เกิดไฟไหม้ที่เวมทาวน์ฮอลล์ ในชรอพเชียร์ ประเทศอังกฤษ พระเพลิงเผาวอดทั้งตึกจนเหลือแต่ซาก แต่เมื่อ โทนี โอ ราฮิลลีบันทึกภาพถ่ายซากตึกจากถนนฟากตรงข้ามกลับพบเงาร่างคล้ายเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่ประตู ไม่มีใครแถวนั้นรู้ว่าเธอเป็นใคร แล้วก็ไม่ใช่พนักงานดับเพลิงแน่ๆ

3. ผีแห่งเรือวอเตอร์ทาวน์
เมื่อปี 1927 เจมส์ คอร์ทนีย์ กับ ไมเคิ่ล มีแฮน โดนแก๊สจนตายขณะกำลังทำความสะอาดโกดังบนเรือวอเตอร์ทาวน์ อุบัติเหตุเกิดขึ้นขณะเรือกำลังล่องจากช่องแคบปานามากับนิวยอร์ก ซิตี้ ทั้งคู่ถูกเผากลางทะเล แล้วเรือก็แล่นต่อไป แต่ไม่กี่วันลูกเรือก็รายงานว่าพบหน้าของทั้งคอร์ทนีย์ และ มีแฮน บนท้องน้ำทะเล กัปตันเลยทำการถ่ายภาพเก็บไว้ และนี่คือหนึ่งในหน้าผีที่บันทึกมาได้ในวันนั้น?!

4. ผีศาลแฮมป์ตัน
ภาพนี้ถูกจับได้โดยกล้องวงจรปิดเมื่อปี 2003 ที่ศาลแฮมป์ตันคอร์ท พาเลซ ในลอนดอน เรื่องสยองเกิดขึ้นเมื่อสัญญาณไฟไหม้ดังขึ้นเพราะประตูถูกเปิดโดยใครก็ไม่ทราบ รปภ.จึงรีบรุดไปตรวจแล้วก็พบว่าประตูปิดเองได้เฉย โดยไม่มีใคร นอกจากภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงให้เห็นใครก็ไม่รู้ใส่เสื้อคลุมยาว และเชื่อว่าน่าจะเป็นผี!

5. ผีเฟรดดี้ แจ็คสัน
ในปี 1919 มีการบันทึกภาพหมู่ของเหล่าทหารเรือในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่โรงฝึกเดดาลัส ทุกอย่างในภาพดูปกติยกเว้นแต่ใบหน้าของ เฟรดดี้ แจ็คสันเพราะเขาเป็นนายช่างที่เพิ่งตายไปด้วยอุบัติเหตุก่อนหน้านั้นเพียงแค่ 2 วัน

6. ผีสุสานบูท ฮิลล์
เทอร์รี ไอค์ แคลนตันถ่ายภาพขาวดำเพื่อนของเขา บูทฮิลล์ เกรฟยาร์ด ที่ทูมบ์สโตน อริโซนา ในชุดแต่งกายแบบคาวบอยเหมือนบรรพบุรุษของเขาที่
สมาชิกแก๊งแคลนตัน ซึ่งเคยดวลปืนกันตายที่ โอเค คอร์รัล ในอดีต แต่เมื่อล้างรูปออกมาก็พบภาพใครบางคนในฉากหลังซึ่งไม่มีใครเห็นตอนถ่ายโผล่ขึ้นมาในลักษณะเหมือนกำลังลุกขึ้นมาจากหลุม!

7. ผู้หญิงบนม้านั่ง
ภาพนี้บันทึกมาได้จากสุสานเบชเลอร์สโกลฟ ในเบรเมน อิลลินอยส์ เมื่อปี 1991 ระหว่างการค้นคว้าของสมาคมวิจัยผี เพราะสุสานนี้รู้จักกันดีว่ารกร้างและมีผีสิง หรืออาจจะเป็นสถานที่ซึ่งมีผีสิงมากที่สุดในชิคาโกเลยก็ว่าได้ ส่วนผู้หญิงที่นั่งอยู่บนหินหลุมศพรายนี้ ตอนถ่ายไม่มีใครเห็นแต่อย่างใด

8. ผีมะนิลา
ภาพนี้ถ่ายที่ถนนในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลลิปปินส์เห็นสิ่งแปลกปลอมได้ชัดเป็นตัวๆ จนไม่น่าเชื่อจะเป็นของจริง แต่ 2 สาวเจ้าของภาพนี้รวมถึงคนถ่ายซึ่งบันทึกด้วยกล้องดิจิตอลต่างยืนยันว่าไม่มีมีใครคนใดมายืนเกาะแขนถ่ายรูปในตอนนั้นด้วยเลยเจงๆ!

9. ผีคุณตา
ภาพนี้เป็นภาพของคุณยายรายหนึ่งที่ย้ายจากบ้านมาอยู่สถานพักคนชรา แต่เหมือนคุณยายจะไม่ได้ย้ายมาลำพัง เพราะยืนยันว่าชายคนที่เห็นโผล่อยู่ตรงด้านหลัง เป็นคุณปู่หน้าตาเหมือนสามีของเธอที่ตายจากกันไปก่อนหน้านั้นแล้ว 13 ปี!

10. ผีชมพูแห่งกรีนแคสเซิล
ภาพนี้บันทึกมาได้จากโอแฮร์ แมนชั่น ในกรีนแคสเซิล อินเดียนา หลังจากทราบว่ามีผีสิง กาย วินเตอร์ส กับ เทอร์รี แลมเบิร์ต เพื่อนของเขาเลยเข้าไปลองดีและจากการใช้กล้องหลายตัวจับภาพบริเวณหน้าต่างชั้นบน รูปร่างออกสีชมพูนี้คือสิ่งที่บันทึกมาได้ก่อนที่แมนชั่นนี้จะถูกทุบทิ้งในเวลาต่อมา

สยองขวัญ

จัดอันดับ
พฤษภาคม 13, 2017, 12:05:16 AM
ตอบกลับ #5
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 276
    • ดูรายละเอียด

13 ตำนานผีเฮี้ยนของไทย
1. ผีฟ้าและเทพารักษ์
จะชอบอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพรในน้ำหรือบนต้นไม้ บางทีจะเรียกว่าเทวดาหรือเจ้าที่ เช่น เจ้าทุ่ง เจ้าท่า เจ้าป่า เจ้าเขา ผีชนิดนี้จะถือว่าเป็นผีตามธรรมชาติ
2. ผีนางตะเคียน
ว่ากันว่าเป็นผีผู้หญิงสาวและสวย มีอิทธิฤทธิ์มากมาย จะสิงสถิตย์ประจำต้นตะเคียน โดยเฉพาะต้นที่มีอายุเก่าแก่หลายปี คนไทยสมัยก่อนมักจะไม่นิยมนำไม้ตะเคียนมาปลูกบ้าน เพราะเชื่อว่ามีผีนางตะเคียนสิงอยู่ในนั้น
3. ผีปอบ
เป็นผีที่ไม่มีตัวตน ชอบสิงอยู่ในร่างคน กินตับไตไส้พุงของเจ้าของร่างจนหมด จึงออกไปจากร่างของคนที่ถูกผีปอบเข้าสิง และเมื่ออยู่ต่อหน้าคนมากๆ จะทำเป็นเจ็บไข้ได่ป่วย ไม่มีเรี่ยวมีแรง แต่พอเวลากลางคืน ก็จะแอบมากินเป็ดไก่สดๆ แบบดิบๆ จนเป็นที่สยดสยองของชาวบ้าน
4. ผีนางตานี
เป็นผีผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม และมีอภินิหารคล้ายกับผีนางตะเคียน แต่จะสิงสถิตย์อยู่ที่ต้นกล้วยตานี เล่ากันว่ามักจะปรากฏร่างในคืนพระจันทร์เต็มดวง คนโบราณจึงไม่นิยมปลูกกล้วยตานีไว้ในบ้าน เพราะกลัวผีนางตานี
5. ผีกองกอย
เชื่อว่าเป็นผีจำพวก ผีโป่ง ผีค่าง หรือผีป่า ชอบสูบเลือดที่เท้าคนกิน บางทีก็จะเรียกว่าผีดิบ รูปร่างเป็นอย่างไรไม่ปรากฏแน่ชัด บางคนก็ว่าชอบกระโดดขาเดียวไปไหนมาไหน และจะพบอยู่ในป่าลึก
6. ผีทะเลหรือผีพราย
เป็นผีที่สิงสถิตย์อยู่ในทะเล ทำให้เกิดคลื่นลม ชาวเรือมักจะสังเกตที่เสากระโดงเรือ ถ้าหากมีแสงเรืองขึ้นมา แสดงว่าจะถูกผีเรือเล่นงาน ต้องรีบหาทางเอาตัวรอด เพราะเรือนั้นใกล้จะจมลงแน่ๆ
7. ผีตายโหง
เป็นผีที่มีความดุร้ายมาก เพราะตายแบบผิดธรรมชาติ เช่นถูกฆ่าตาย ถูกรถทับตาย ตกน้ำตาย วิญญาณจะไม่สงบเท่าที่ควร ไม่ไปผุดไปเกิดง่ายๆ ต้องรอให้มีคนมาตายแทนในสถานที่ที่ตัวเองตายตรงนั้น จึงจะไปเกิด บริเวณที่มีคนตายโหงจึงจะมีคนตายโหงอยู่เรื่อยๆ คนส่วนมากมักจะโดนผีประเภทนี้หลอกหลอนมากที่สุด เรียกว่าถ้าคุณไปไหนในเวลาค่ำคืน จงระวังผีตนนี้ไว้ให้ดี
8. ผีตายทั้งกลม
เป็นผีผู้หญิงที่ตั้งท้องแล้วตายไปพร้อมกับลูกในท้อง จัดเป็นผีตายโหงด้วย เพราะตายแบบผิดธรรมชาติ จึงมีความดุร้ายมาก เช่นผีแม่นาคพระโขนง เรียกว่าผีแบบนี้ใครได้เจอจะต้องขนลุกอย่างแน่นอน
9. ผีถ้วยแก้ว
เป็นการเล่นกับผี โดยวิธีเล่นจะจุดธูปเชื้อเชิญวิญญาณผีเร่ร่อน หรืออาจจะเป็นผีที่ตายโหง โดยการเล่นนั้นจะอัญเชิญผีถ้วยแก้วเข้ามาอยู่ในแก้ว โดยจะมีการทำตารางตัวอักษร สระ พยํญชนะ และตัวเลข แล้วใช้ถ้วยตะไลคว่ำลงบนกระดาษ ให้คนเล่น 4 คนใช้นิ้วแตะก้นแก้ว ตั้งคำถามให้ผีตอบ เมื่อมีวิญญาณมาสิงที่แก้วแล้ว ถ้วยแก้วนั้นก็จะเดินไปผสมตัวอักษรให้เป็นคำ เพื่อตอบคำถามของผู้เล่น
10. ผีอำ
เป็นการอำที่เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของผีเวลาที่นอนหลับอยู่ ทำให้รู้สึกว่ามีใครมาบังคับให้ขยับตัวไม่ได้ มีคนมานั่งทับ ดึงแขนขา บ้างก็ทำให้อึดอัดหายใจไม่ออก ต้องพยายามต่อสู้ดิ้นรนจนเหนื่อย
11. ผีเปรต
เป็นคนที่ตายไปแล้ว เมื่อตายกลายเป็นผีที่มีรูปร่างสูงโย่งเย่ง ผอมโซ คอยาว กินเลือดและกินหนอง เชื่อกันว่าสมัยที่เป็นคนนั้นทำบาปไว้อย่างมหันต์ เนรคุณ ด่าพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือทำร้ายผู้ทรงศีล บ้างก็เล่าว่าเปรตบางตัวมีกงจักรพัดอยู่บนหัว ทำให้เลือดไหลไม่หยุด ต้องยืนตัวสั่นขาแข็ง ปรากฏกายบนโลกมนุษย์บ้าง หรือไม่ก็ต้องอยู่ในขุมนรกจนกว่าจะหมดเวรหมดกรรม
12. ผีกระสือ
เป็นผีผู้หญิง ส่วนมากมักเป็นหญิงแก่ชรา เวลากลางวันจะเป็นคนธรรมดา แต่จะหลบผู้คน ไม่สุงสิงกับใคร และจะออกหากินในเวลากลางคืน โดยถอดเอาหัวกับตับไตไส้พุงลอยไปในเวลาค่ำคืน อาจจะเห็นเป็นดวงไฟสีเขียวเรืองๆ หรือสีส้มเรืองๆ ดวงใหญ่ส่องแสงวูบวาบ ชอบกินของสดคาว ของเน่าเหม็น ผีกระสือเวลาจะตายมักจะต้องมีทายาทสืบต่อโดยการคายน้ำลายถ่ายเข้าไปในปากลูกหลานหรือผู้สืบทอดคนใดคนหนึ่ง ถึงจะตายได้อย่างสงบ
13. ผีกระหัง
เป็นผีชนิดเดียวกับผีกระสือ ต่างกันตรงที่เป็นผีผู้ชาย ชอบกินของสกปรก เน่าเหม็นเหมือนผีกระสือ เวลาจะไปไหนจะมีกระด้งสองใบทำเป็นปีก และมีสากตำข้าวเป็นหาง

สยองขวัญ

จัดอันดับ

พฤษภาคม 25, 2017, 12:46:04 AM
ตอบกลับ #6
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 276
    • ดูรายละเอียด

5 อันดับผีตามความเชื่อของคนอีสาน
อันดับที่ 5 ผีฟ้า
ตามความเชื่อของชาวอีสาน ผีฟ้าก็นั้นก็คือเทวดารูปหนึ่งที่มีอำนาจทุกอย่างบนท้องฟ้า อาจจะให้ดีหรือร้ายแก่มนุษย์ก็ได้ ซึ่งหัวหน้าใหญ่ของผีฟ้าก็คือพญาแถน ผีฟ้าจะให้คุณกับบุคคลที่เชื่อและศรัทธากับผีฟ้า ซึ่งมีดังนี้ มาจากการที่ผีฟ้าเลือกเอง จากการมองเห็นนิมิตร มาจากการที่เป็นหนี้บุญคุณผีฟ้า เช่นช่วยในการทำให้หายป่วย มาจากการสืบทอดบรรพบุรุษ คือ มีการสืบทอดในตระกูล แต่หากผู้ใดที่ทำผิดครูจะถูกสาปให้กลายเป็นปอบ

อันดับที่ 4 ผีเป้า
มีลักษณะคล้ายกับผีปอบ แต่จะเป็นในผู้ชาย ผีเป้าเกิดจากการที่คนๆ นั้นเรียนวิชาอาคม แล้วไม่สามารถที่จะรักษาวิชาอาคมนั้นเอาไว้ได้ มีอีกความเชื่อหนึ่งว่าผีเป้าเกิดจากคนที่ชอบกินของสุกๆ ดิบๆ ด้วยเหตุนี้คนอีสานจึงมักสอนลูกๆ ไม่ให้กินของสุกๆ ดิบๆ เพราะจะกลายเป็นผีเป้า ผีเป้านั้นมักจะไม่สู้คน เมื่อออกหากินก็มักจะพกของมีค่าไว้เสมอ เพราะหากไปเจอคนก็จะถูกจับได้ว่าเป็นผีเป้า จึงต้องพกของมีค่าเหล่านี้เอาไว้ติดสินบนหรือเป็นค่าปิดปาก เมื่อโดนจับได้จะไม่โดนขับไล่เหมือนกับผีปอบ แต่จะโดนรังเกียจแทน เพราะผีเป้านั้นไม่ทำร้ายคน ลักษณะองผีเป้านั้นจะมีแสงอยู่ที่ปลายจมูก แต่พอเมื่อเจอคน แสงนั้นจะดับลงไปทันที ในตอนกลางวันผีเป้าจะเป็นเหมือนนปกิทั่วไป แต่พอตกกลางคืนผีเป้าที่สิงอยู่ในร่างนั้นจะมีอาการหิวขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ และจะออกไปหากบกินตามทุ่งนา แต่ถ้าหากบไม่ได้ก็จะไปจับไก่ในเล้าแทน ชาวบ้านจึงมักจะไปดักจับผีเป้าตามทุ่งนาเพื่อหวังะรับเงินสินบนนั่นเอง

อันดับที่ 3 ผีแม่ม่าย
ผีแม่ม่ายจัดอยู่ในผีประเภทบังบด หรือเป็นมนุษย์ในอีกมิติหนึ่ง เมืองที่ผีบังบดอยู่นั้นนิยมเรียกว่าเมืองลับแล ว่ากันว่าเมืองนี้มีแต่แม่ม่าย ทุกคนล้วนแล้วแต่สวยงาม ผีตนนี้จะออกเที่ยวในยามค่ำคืนเพื่อหลอกล่ชายหนุ่มให้ไปเป็นสามีทีละหนึ่งคน โดยผีแม่ม่ายจะหลอกล่อจิตวิญญาณของคนๆ นั้นขณะนอนหลับ เมื่อดวงวิญญาณติดตามผีแม่ม่ายไปแล้วจะไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ เมื่อร่างของเรานั้นไม่มีดวงวิญญาณก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ หรือพูดง่ายๆ ว่าหากดวงวิญญาณของเราถูกผีแม่ม่ายหลอกล่อไปแล้วจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกคือตายนั่นเอง หากครอบครัวใดมีผู้ชายที่ไม่อยากให้ตกเป็นเหยื่อผีแม่ม่าย ให้นำหุ่นรูปผู้ชายไว้ที่หน้าบ้าน เมื่อผีแม่ม่ายจะมาเอาไปเป็นสามี ผีแม่ม่ายจะคิดว่าหุ่นนั้นเป็นชายหนุ่ม และก็จะเอาหุ่นนั้นไปแทน ว่ากันว่าผีแม่ม่ายเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาวจึงมีความ้องการทางเพศสูงมาก หากจะให้ได้ผลดีขึ้นให้นำปลัดขิกทาสีแดงตั้งไว้คู่กับหุ่น

อันดับที่ 2 ผีจ้างหนัง
เรื่องผีจ้างหนังเป็นเรื่องเล่าที่เล่ากันว่า เรื่องเกิดเมื่อตอนปีพุทธศักราช 2532 มีคนว่าจ้างให้หนังเร่ไปฉายที่บ้านวังทอง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอำเภอบ้านดุง ห่างจากตัวเมืองไปประมาณ 100 กิโลเมตร โดยค่าจ้างนั้น ที่ตกลงกันอยู่ที่ 4,000 บาท ฉายหนังสามถึงสี่เรื่อง โดยให้ฉายช่วงเวลาสามทุ่มถึงตีสี่ พอถึงตีสี่ต้องเก็บข้าวของให้หมดก่อนที่จะสว่าง ทางหนังเร่ก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรเพราะเป็นความต้องการของผู้ว่าจ้าง ถึงเวลาเริ่มฉายหนังตอนสามทุ่มก็มีผู้หญิงชุดขาวนั่งอยู่ข้างหนึ่ง และมีผู้ชายชุดดำนั่งอยู่อีกข้างหนึ่ง ไม่ว่าหนังฉายไปแบบไหน คนเหล้านั้นก็เพียงแต่มองดูไปเฉยๆ นิ่งๆ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เมื่อถึงตอนเวลาตีสี่ ก็มีนมาบอกหนังเร่ว่าให้รีบเก็บข้าวของแล้วให้ออกไปทันทีและห้ามหันหลังกลับมาดู ทางฝ่ายหนังเร่ก็รีบเก็บข้าวเก็บของเตรียมกลับบ้าน ในระหว่างนั้นทางฝ่ายหนังเร่ก็สงสัยกันว่า ทำไมจะต้องห้ามหันหลังกลับมาดูด้วย จึงได้ลองหันหลังกลับไป พวกผู้คนที่มาดูกันหลายคนก็ต่างหายไปหมด เหลือเพียงป่าทึบๆ ให้เห็นเท่านั้น

อันดับที่ 1 ผีปอบ
ปอบเป็นผีที่คนไทยรู้จักมากที่สุด ผีปอบนิสัยจะคล้ายๆ กับผีเป้า แต่จะนิสัยแย่กว่ามากๆ และจะสิงอยู่ในตัวผู้หญิงมากกว่า ของกินของผีปอบก็เหมือนกับผีเป้าคือของสุกๆ ดิบๆ ผีปอบจะแบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

ประเภทที่ 1 ปอบที่สืบทอดมาเป็นวงศ์ระกูล ซึ่งจะสืบทอดกันทางเลือดและน้ำลาย ชาวอีสานจะชอบเคี้ยวข้าวแล้วป้อนให้ลูกกินที่เรียกกันว่าข้าวย้ำ จึงทำให้เด็กที่กินนั้นติดเชื้อปอบไปโดยปริยาย ปอบที่ติดต่อกันทางสายเลือดนั้นะมีนิสัยดุร้ายไม่มาก หลบๆ ซ่อนๆ ไม่สุงสิงกับใคร

ประเภทที่ 2 ปอบเวทย์ ปอบประเภทนี้เกิดจากผู้ที่มีวิชาอาคมแล้วผิดคำสั่งห้ามของครูอาจารย์ ทำให้กลายเป็นปอบ โดยส่วนมากจะเกิดกับคนที่โลภมากแล้วเก็บค่าครูเกินที่กำหนด เพราะในอดีตคนโบราณะเห็นน้ำใจนั้นดีกว่าเงิน เมื่อเรียกเก็บค่าครูจะเรียกพอประมาณ ไม่ละโมบเรียกเก็บมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ปอบที่ผิดครูจะมีนิสัยดุร้ายมากและเป็นปอบที่มีคนรู้จักกันมากที่สุด

ประเภทที่ 3 ปอบเลี้ยง ปอบประเภทนี้เกิดจากวิชาอาคมของหมอผี ที่อัญเชิญผีห่า ดวงวิญญาณผีมาสิงอยู่ในกรวยดอกไม้หรือหุ่นอาคมที่ทำขึ้น เกิดเป็นปอบที่มีแต่สิ่งชั่วร้ายมารวมเป็นตัวเดียวกัน ส่วนมากปอบประเภทนี้จะถูกนำมาเลี้ยงไว้ใช้งานแต่ต้องมีของเซ่นไหว้ด้วย หากไม่ทำการเซ่นไหว้ วิชาอาคมจะเข้าแทรกซ้อนตัวจนทำให้เป็นบ้าและเสียชีวิตได้ ปอบชนิดนี้จะมีความดุร้ายมากและฉลาดอีกด้วย พวกมันจะไม่กินของสุกๆดิบๆ เหมือนปอบประเภทอื่น และจะบำเพ็ญจนวิชาอาคมแก่กล้าอีกด้วย

ประเภทที่ 4 ปอบเจ้า เป็นราชาของปอบทั้งมวล คือเป็นผีปอบที่ผ่านการขับไล่ของหมอผีมาแล้ว ปอบประเภทนี้คือปอบหนึ่งในสามประเภทข้างต้นที่ถูกทำร้ายกักขังจนเกิดการอาฆาตแค้น เมื่อถูกปลดปล่อยจะเข้าสิงสัตว์และมนุษย์และะกินทกอย่างที่ขวางหน้ารวมทั้งตับไตไส้พุง เมื่อผีปอบตัวนี้เข้าไปอยู่ที่บ้านใด บรรดาไก่เป็ดที่เลี้ยงไว้จะหมดเล้าภายในคืนเดียว เมื่อบ้านใดที่ไก่ถูกกินนหมดเล้าจะเรียกว่าห่าลง

ที่มา ยำสยอง Youtube Channel

  นั่งซากหวาดผวาศพล่อเสือ    เล่าเรื่องสยองขวัญสยองกลางทุ่ง    เล่าเรื่องสยองขวัญคุณแม่เล่าให้ฟัง 
  เล่าเรื่องสยองขวัญบ้านเก่า    เล่าเรื่องสยองขวัญ6ปีไม่เคยลืม    เล่าเรื่องสยองขวัญ แถวนี้มีเยอะ 
  เล่าเรื่องสยองขวัญทำไมไม่บวชให้    เล่าเรื่องสยองขวัญ เพื่อนเล่าให้ฟัง    ตำนานผีญี่ปุ่น คาซาเนะ 
  ตำนานผีญี่ปุ่น กาซาโดคุโร    ตำนานผีญี่ปุ่น ผีตระกูลเฮอิเคะ    มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน 
  เล่าเรื่องสยองขวัญ แดนพิศวง    เล่าเรื่องสยองขวัญ สโมสรร้าง    เล่าเรื่องสยองขวัญ แรงงานต่างด้าว 
  เล่าเรื่องสยองขวัญลองจนเจอดี    เล่าเรื่องสยองขวัญ ร้านเหล้าผี    ตำนานผีญี่ปุ่น บ้านแห่งจาน 
  10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิต    เล่าเรื่องผี มาเอาแม่ผมไปทำไม    คดีฆาตกรรมในโรงนาสีแดง 

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com
ตุลาคม 17, 2017, 10:06:20 PM
ตอบกลับ #7
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 276
    • ดูรายละเอียด

5 ปริศนาที่ไร้คำอธิบายของจักรวาล

"ดวงอาทิตย์ของเรามีคู่ปรับอันตรายที่จะทำให้ชีวิตบนโลกดับสูญหรือไม่"

"เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเดินทางข้ามเวลา มันเป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง"
 
"เกิดอะไรขึ้นกับคู่แฝดตัวร้ายของสสาร ความคิดของนักฟิสิกส์ทั้งหลายตามหาคำอธิบายนั้นอยู่"

"น้ำบนดาวอังคารหายไปได้อย่างไร"
 
"อะไรมาก่อนบิ๊กแบง นี่คือปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวิทยาศาสตร์ทั้งปวง"
 
คำถามสำคัญและวิทยาศาสตร์ล้ำยุค ปริศนาที่ไร้คำอธิบายของจักรวาล

1. อุกกาบาตชนโลกจนชีวิตดับสูญ
ในบรรดาปริศนาคำถามของจักรวาลนั้น มีเรื่องหนึ่งที่ต้องรีบหาคำตอบเป็นพิเศษ สำหรับมนุษย์ทุกคนที่ยังอาศัยอยู่บนโลก ชาวโลกและสิ่งมีชีวิตบนโลกมีกำหนดเวลาที่ต้องถูกล้างเผ่าพันธุ์ทุกๆ 26 ล้านปีหรือไม่ และหากใช่อะไรคือสาเหตุที่ก่อความเสียหายที่รุนแรงนั้น คุณจะเจอการระเบิดอย่างใหญ่หลวง ทุกสิ่งภายในรัศมี 1,000 ไมล์จะตายหมด เราจะต้องเจอแรงระเบิด คลื่นสึนามิ ความร้อนมหาศาล ไฟลุกขึ้นทั่วโลก จากนั้นก็มืดสนิท เป็นเวลาหลายล้านปีแล้วที่วัตถุขนาดใหญ่จากอวกาศได้พุ่งชนโลก จนสร้างความหายนะอย่างร้ายแรง การพุ่งชนครั้งหนึ่งที่นอกชายฝั่งแหลมยูคาทันเป็นสิ่งที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน แต่นี่ไม่ใช่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่บนโลก และมันก็น่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย มีการสูญพันธุ์ที่ใหญ่กว่านั้นในยุคเฮอเมียส ทำให้สิ่งมีชีวิต 95% ในมหาสมุทรตายไป และราว 80% ของสัตว์บกด้วย ดังนั้นการสูญพันธุ์ที่รุนแรงได้เคยเกิดขึ้นแล้ว

นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าช่วงจังหวะการสูญพันธุ์และการทำลายล้างนี้จะมาเป็นระยะที่แน่นอน นักดึกดำบรรพ์วิทยาพบรูปแบบที่แปลกมาก สิ่งที่พวกเขาพบคือการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่ฆ่าไดโนเสาร์และครั้งอื่นๆ ด้วย มันไม่ได้เกิดแบบสุ่มๆ แต่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นตามกำหนด นั่นเป็นสิ่งแปลกมาก มันเกิดขึ้นทุกๆ 26 ล้านปี นั่นทำให้เราอยากรู้คำอธิบาย

นักแอสโตรฟิสิกส์ "ริชาร์ด มุลเลอร์" เชื่อว่าคำอธิบายของการทำลายล้างทุกๆ 26 ล้านปีนี้คือดาวแคระแดงสลัวที่ซ่อนอยู่ที่ขอบระบบสุริยะ ดาวฤกษ์ที่เขาเรียกได้อย่างเหมาะสมว่า "เนเมซิส" จากทฤษฏีของมุลเลอร์ เนเมซิสคือดาวคู่หูของดวงอาทิตย์ของเราที่ยังไม่ถูกค้นพบ มันเดินทางไปมาระหว่าง 1-3 ปีแสง จากศูนย์กลางของระบบสุริยะในวงโคจรทรงรียาว เมื่อเนเมซิสเคลื่อนมาใกล้กับดวงอาทิตย์ทุกๆ 26 ล้านปี วงโคจรของมันพามันผ่านกลุ่มเมฆออร์ต (Oort Cloud)ซึ่งเป็นกลุ่มดาวหางราวล้านๆ ดวงรอบๆ ระบบสุริยะของเรา นั่นคือตอนที่ระบบสุริยะเริ่มมีความปั่นป่วนเป็นพิเศษ

"เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น เนเมซิสเริ่มเข้าใหล้ดาวหาง และรบกวนวงโคจรของพวกมัน" มุลเลอร์กล่าว
จากทฤษฎีของมุลเลอร์ การรบกวนแรงดึงดูดที่เกิดจากดาวฤกษ์ที่ดูไร้พิษภัยนี้ ทำให้ดาวหางที่ยาวและไม่ถูกดึงดูดไว้ หนีออกจากวงโคจรในกลุ่มเมฆออร์ต ถูกดึงเข้าสู่ดวงอาทิตย์โดยแรงดึงดูด ดาวหางนับพันล้านดวงถูกส่งให้มุ่งเข้าสู่ระบบสุริยะวงใน บางดวงจะพุ่งมาสู่โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทำให้เกิดแรงกระแทกและการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ขึ้น ข้ออ้างที่ว่าดวงอาทิตย์ของเรามีดาวสหายที่ยังไม่ถูกค้นพบนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์เดี่ยวที่ไม่มีคู่ แต่ในจักรวาลนั้นดาวฤกษ์คู่หรือกลุ่มสามดวงที่อยู่ใกล้กันเพราะแรงดึงดูดเป็นเรื่องปกติ

"ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ในกาแล็คซี่ของเราเป็นดาวฤกษ์คู่หรือแบบสามดวง และดังนั้นแนวคิดที่ว่าดวงอาทิตย์อาจเป็นส่วนหนึ่งของระบบนั้นก็ไม่ได้สุดกู่นักจากมุมมองนั้น มันเป็นคำถามที่น่าสนใจ" เอเดรียน คูล (Adrienne Cool) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์หญิงกล่าว

แม้ว่าดวงอาทิตย์อาจจะมีสหายที่เป็นคู่กัน นักดาราศาสตร์ก็ไม่เคยเห็นดาวคู่ที่คู่ของมันอยู่ห่างกันอย่างที่มุลเลอร์อ้างว่าดวงอาทิตย์และเนเมซิสเป็นอยู่เลย มุลเลอร์ต้องการข้อพิสูจน์ว่าเนเมซิสมีจริง ในปี 1997 ภารกิจหนึ่งของนาซ่าเริ่มขึ้น ซึ่งจะมีโอกาสให้ความกระจ่างในปริศนานี้ กล้องทูไมครอนสกายเซอร์เวย์ (Two Micron Sky Survey) หรือทูแมส (2MASS) ใช้กล้องดูดาวอินฟราเรดคู่เพื่อส่องจักรวาลหาดาวฤกษ์ที่เราไม่รู้จักมาก่อน ทูแมสเชี่ยวชาญการหาดาวหายาก ภายในและใกล้แกแล็คซี่ของเรา และถึงบัดนี้ได้ให้ภาพสองล้านภาพแล้ว หากมีเนเมซิสอยู่จริง ทูแมสควรจะมองเห็นมันแล้ว แต่กล้องนี้ยังไม่เคยตรวจจับสิ่งใดที่ตรงกับลักษณะดาวมรณะนี้ของมุลเลอร์เลย

"เราได้มองหาดาวมรณะนั้นอย่างมากแล้ว ดาวเนเมซิสนั่น และเราก็ไม่พบมันที่ไหนเลย" ดร.มิชิโอะ คากุ (Michio Kaku) ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์กล่าว

แต่มุลเลอร์ไม่แปลกใจที่กล้องทูแมสไม่พบดาวเนเมซิสของเขา

"เหตุผลก็คือด้วยระยะทางราว 1 ปีแสงเป็นระยะทางที่ไกลพอที่จะต้องโคจรเป็นเวลา 26 ล้านปี ความเคลื่อนไหวของมันจึงน้อยนิดมาก และมันน่าจะถูกมองพลาดไปโดยการสำรวจมาตรฐานที่มองหาดาวฤกษ์ในระยะไกลๆ" มุลเลอร์กล่าว

ความเป็นไปได้อีกอย่างก็คือเนเมซิสอาจเป็นดาวแคระสีน้ำตาล ดาวฤกษ์ที่ใกล้ดับพวกนี้เล็กกว่าดาวแคระแดงมาก และด้วยวงโคจรที่หรี่มากๆ ดาวแคระน้ำตาลจะอยู่ห่างจากโลกเกือบตลอดเวลาและพ้นจากสายตาที่จ้องมองของนักดาราศาสตร์ หากเป็นเช่นนั้นจริงเนเมซิสก็น่าจะพ้นจากเรดาห์ของกล้องทูแมสได้ง่ายๆ

ริชาร์ดมุลเลอร์ปฏิญาณว่าจะมองหาต่อไปและวางแผนที่จะศึกษาอย่างละเอียดยิ่งขึ้น เขาเชื่อว่าไม่ช้าก็เร็วเนเมซิสจะต้องถูกพบ

"มีดาวฤกษ์อยู่มากมายบนนั้นมีเป็นล้านๆ ดวง แต่เมื่อคุณงมเข็มในมหาสมุทร คุณสามารถดูมันแล้วก็บอกได้ว่า โอ้ นั่นไม่ใช่เข็ม นี่ก็เช่นกัน เมื่อเราพบเนเมซิส เราก็จะวัดวงโคจรของมันและพิสูจน์ได้ว่ามันคือเนเมซิส" มุลเลอร์กล่าวทิ้งท้าย

2. การเดินทางข้ามกาลเวลา
ในบรรดาปริศนาไร้คำอธิบายทั้งหมดในจักรวาล บางทีสิ่งที่ยั่วเย้าและเป็นที่โต้เถียงมากที่สุดคือปริศนาที่ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเดินทางข้ามเวลา เราสามารถเดินทางย้อนเวลาได้หรือไม่ เราจะเปลี่ยนแปลงชะตาของเราได้หรือไม่ มันเป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง

ในปี 1955 รอน มาลเล็ต  มีอายุเพียงสิบขวบ เมื่อพ่อของเขาตายด้วยโรคหัวใจวาย ด้วยความโศกเศร้า หนูน้อยมาเล็นอยากหาวิธีที่จะพบพ่อของเขาอีกครั้ง และอาจจะช่วยชีวิตพ่อไว้

"ราวหนึ่งปีหลังจากเขาตาย ผมก็ได้เจอหนังสือ เดอะ ไทม์แมชชีน ของ H.G. WELLS และนั่นคือสิ่งที่ช่วยผม เพราะผมคิดว่าถ้าผมสามารถสร้างเครื่องย้อนเวลาอย่างที่ H.G. WELLS เขียนเรื่องนี้เอาไว้ได้ ผมก็สามารถกลับไปในอดีต ไปช่วยชีวิตพ่อผมเอาไว้และได้เห็นเขาอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นผมจึงหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่จะพยายามสร้างไทม์แมชชีนขึ้น

เดอะ ไทม์แมชชีน เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้น แต่มาลเล็ตค้นพบในไม่ช้าว่ามีเหตุผลที่สนับสนุนเรื่องการเดินทางข้ามเวลาที่ลึกลับนี้ และแหล่งนั้นไม่ใช่ใครนอกจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ไอน์สไตน์เสนอทฤษฎีว่าอวกาศและเวลาเชื่อมโยงกัน ดังนั้นเราสามารถจินตนาการอวกาศเวลาว่าเป็นเหมือนเส้นใยหรือแผ่นหยัก ด้วยทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของเขา ไอน์สไตน์แสดงให้เห็นว่าวัตถุขนาดใหญ่ เช่นดาวเคาะห์หรือดาวฤกษ์หรือหลุมดำจะทำให้เส้นใยของอวกาศและเวลาโค้งงอ จริงๆ แล้วไอน์สไตน์เชื่อว่าแรงดึงดูด พลังที่ดึงเราไว้ติดกับโลกและทำให้โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงผลของการโค้งงอนี้

สำหรับมาลเล็ต แนวคิดที่น่าปวดหัวระดับจักรวาลนี้มีความหมายที่กว้างไกล เพราะถ้าคุณสามารถสร้างแรงดึงดูดมากพอที่จะบิดเวลาจนเป็นวงได้ บางทีคุณก็อาจสร้างเส้นทางสำหรับเคลื่อนที่เดินหน้าหรือถอยหลังไปในเวลาได้ ทฤษฎีของไอน์สไตน์ปลุกพลังให้รอน มาลเล็ตเรียนรู้หาวิธีที่จะสร้างไทม์แมชชีนของเขาเอง แต่การเดินทางข้ามเวลาไม่ใช่หัวข้อที่จะศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์ที่จริงจังได้อย่างเปิดเผย

"ว่ากันตามตรงแล้วผมใช้แนวคิดที่เข้ากันได้ในแบบของผม ผมศึกษาเกี่ยวกับหลุมดำ เพราะหลุมดำทำให้ผมเข้าใจว่าทฤษฎีของไอน์สไตน์ส่งผลต่อเวลาและอื่นๆ อย่างไร มันเป็นแนวคิดบ้าๆ แต่มันถูกมองว่าบ้าแบบมีหลักการ ดังนั้นผมจึงโตาในสายงานในการศึกษาสิ่งเหล่านั้น" รอน มาลเล็ตกล่าว

หลุมดำบริเวณส่วนที่เหลือของดาวฤกษ์ ส่วนที่ยุบตัวขนาดใหญ่ยักษ์ มีแรงดึงดูดที่แทบไม่มีสิ่งใดเทียบได้ที่จะบิดเบือนอวกาศและเวลา ซึ่งก็คือสิ่งที่มาลเล็ตต้องการทำ แต่เขาจะสร้างอุปกรณ์ในห้องแล็บที่มีสสารมากพอที่จะทำให้อวกาศและเวลาโค้งได้อย่างไร เพื่อหาแรงดลใจ มาลเล็ตหันไปหาไอน์สไตน์อีกครั้ง และสมการที่โด่งดังที่สุด E = mc2 ซึ่งแสดงว่าสสารและพลังงานเป็นเพียงรูปแบบที่ต่างกันของสิ่งเดียวกัน ดังนั้นจากทฤษฎีของไอน์สไตน์ก็อาจที่จะสามารถทำให้อวกาศและเวลาโค้งงอได้ เหมือนกัยที่วัตถุขนาดใหญ่ทำได้

"เราคุ้นเคยกับแนวคิดที่ว่าแรงดึงดูดเกิดขึ้นจากสสารจะกลับกลายเป็นว่าทฤษฎีของไอน์สไตน์ แสงสามารถสร้างแรงดึงดูดได้ และนั่นคือแนวคิดที่งานของผมอิงอยู่ พูดอีกอย่างนึงคือหากแรงดึงดูดมีผลต่อเวลา และแสงสามารถสร้างแรงดึงดูดได้ ดังนั้นแสงก็สามารถส่งผลต่อเวลาได้" รอน มาลเล็ตกล่าว

มาลเล็ตได้สร้างเครื่องมืออย่างหนึ่งขึ้นมาเพื่อสาธิตแนวคิดของเขาว่าแสงเลเซอร์ที่เกิดวนไปมาสามารถสร้างอุโมงค์แสงที่บิดอวกาศและเวลาได้

"มันมีแสงเลเซอร์ที่ตัดกันสี่เส้น พื้นที่ภายในลำแสงนั้นจะเป็นพื้นที่ที่อวกาศกำลังถูกบิดตัวอยู่ และในที่สุดเวลาก็จะถูกบิดไปด้วยโดยลำแสงนี้ และนี่จะทำให้เราเดินทางย้อนไปในอดีตได้" รอน มาลเล็ตกล่าว

สิ่งที่เดินทางข้ามเวลาได้อย่างแรกจะต้องเล็กกว่ามนุษย์มาก เช่น อนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม เช่น นิวตรอน

"สิ่งที่เราพยายามส่งไปไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมและข้อมูล และนั่นก็ถือเป็นก้าวใหญ่มากแล้ว เพราะนึกดูสิครับว่าถ้าเราสามารถส่งข้อมูลกลับไปในอดีตที่บอกถึงหายนะในอนาคตเพื่อที่จะสามารถป้องกันมันได้ เราสามารถเข้าใจว่าลำแสงที่วนเวียนสามารถบิดอวกาศและเวลาได้อย่างไรด้วยการเปรียบเทียบกับถ้วยกาแฟ ถ้าเราคิดว่ากาแฟในถ้วยเป็นอวกาศที่ว่างเปล่า และคิดถึงช้อนว่าเป็นลำแสงที่วนไปมา คุณก็จะเห็นว่าเกิดอะไรกับกาแฟในขณะที่ผมคนมัน กาแฟนั้นหมุนวน นี่คือสิ่งที่ลำแสงกระทำกับอวกาศที่ว่างเปล่า และเราสามารถเห็นผลเช่นนี้ในกรณีของกาแฟด้วยการใส่เมล็ดกาแฟแล้วคน เมล็ดกาแฟก็จะถูกเหวี่ยงไปรอบๆ ในกรณีของเลเซอร์ขณะที่ลำแสงวนไปมา เราใส่อนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม เร็วกว่านิวตรอนลงไป และเมื่อเราคน อากาศรอบๆ นิวตรอนจะถูกทำให้หมุนวนเหมือนเมล็ดกาแฟ ทีนี้จำได้ไหมว่าในทฤษฎีของไอน์สไตน์นั้นอวกาศและเวลานั้นเชื่อมโยงกัน ดังนั้นการหมุนวนของอวกาศจะทำให้เส้นตรงของเวลาหมุนวนเป็นวงกลม และในห่วงของเวลานั้นเราสามารถเดินทางจากอดีตไปปัจจุบันไปอนาคตและกลับไปในอดีตก็ยังได้"  รอน มาลเล็ตกล่าว

ในนิยายวิทยาศาสตร์ได้ให้ภาพไทม์แมชชีนว่า สามารถเดินทางไปข้างหน้าและย้อนเวลากลับได้อย่างไม่จำกัด แต่มาลเล็ตเตือนว่า นักเดินทางข้ามเวลา สามารถเดินทางกลับได้ไกลสุดเท่ากับตอนที่ไทม์แมชชีนเดินเครื่อง

รอน มาลเล็ต "พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าผมเปิดเครื่องวันนี้แล้วเปิดทิ้งไว้ร้อยปี และใครบางคนในอีกร้อยปีข้างหน้านั้นสามารถเดินทางกลับได้ถึงแค่ช่วงเวลาที่ผมเปิดเครื่องนี้ แต่พวกเขาไม่สามารถเดินทางย้อนไปกว่านั้นได้เพราะเครื่องนั้นยังไม่มีตัวตนขึ้นมา และเครื่องมือเป็นตัวทำให้เกิดผลนั้นขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีอะไรให้พวกเขาได้กลับมาหาหรือได้ปรากฏร่างขึ้น"

ข้อจำกัดนี้หมายถึงไทม์แมชชีนของมาลเล็ตไม่สามารถทำให้เขาเดินทางกลับไปปี ค.ศ. 1955 เพื่อช่วยชีวิตพ่อของเขาได้ การจะทำเช่นนั้นจะต้องใช้เทคโนโลยีที่มาจากนอกโลก ในทางทฤษฎี อารยะธรรมต่างดาวที่ล้ำยุค อาจมีไทม์แมชชีนที่เปิดทิ้งไว้เมื่อหลายพันปีก่อน

รอน มาลเล็ต "เราอาจสามารถใช้ไทม์แมชชีนของพวกเขาไปเยือนอดีตที่เก่าแก่ของเรา เพราะถ้าพวกเขาพัฒนาการเดินทางข้ามกาลเวลามาได้ เอาเป็นว่าหมื่นปีก่อนมันมีข้อจำกัดแบบเดียวกัน แต่ถ้าเราพบพวกเขา เราสามารถใช้มันได้ และบางทีในวันหนึ่ง เราสามารถไปเยือนอียิปต์ยุคโบราณหรือโรมยุคโบราณก็ได้"

สำหรับตอนนี้มาลเล็ตจดจ่ออยู่ที่การสร้างไทม์แมชชีนของเขา โครงการที่จะต้องใช้เงิน 250,000 เหรียญแค่ในการเริ่มต้นเท่านั้น เงินเป็นเพียงอุปสรรคหนึ่งที่นักฟิสิกส์ต้องเจอในการอาจหาญที่จะเดินทางข้ามเวลา และยังมีสิ่งขัดแย้งบางอย่างที่หลายคนเชื่อว่าจะทำให้การเดินทางข้ามเวลาเป็นไปไม่ได้ เช่นความขัดแย้งเรื่องคุณปู่ที่มักกล่าวถึงกัน ลองนึกดูว่าถ้าคุณย้อนเวลากลับไปแล้วฆ่าปู่ของคุณก่อนที่เขาจะพบกับย่าของคุณ ดังนั้นคุณจะไม่มีทางได้เกิดมา และดังนั้นจึงไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ตั้งแต่แรก แล้วเหตุการณ์จะถูกกำหนดว่าเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ เกิดขึ้นหรือไม่ได้เกิดขึ้น

แต่มาลเล็ตเชื่อว่าความก้าวหน้าล่าสุดในฟิสิกส์ ทฤษฎีบ่งชี้ว่าความขัดแย้งนี้ไม่ใช่ปัญหาใดใดเลย นักฟิสิกส์หลายคนในขณะนี้เชื่อในแนวคิดสุดขั้วที่ว่าจักรวาลของเราเป็นหนึ่งในจักรวาลขนานหลายๆ แห่ง ดังนั้นเมื่อคุณย้อนเวลากลับคุณอาจเข้าไปในจักรวาลคู่ขนาน ซึ่งคุณสามารถไปยังเหตุการณ์ต่างๆ โดยไม่ส่งผลต่อจักรวาลที่คุณจากมา

ดร.มิชิโอะ คากุ "เราเชื่อว่าแม่น้ำแห่งเวลาอาจมีการไหลวนได้ การไหลวนซึ่งคุณอาจใช้มันกลับไปเพื่อพบกับพ่อแม่คุณก่อนที่คุณจะเกิดมา หรืออาจจะแยกออกเป็นแม่น้ำสองสาย คุณสามารถเปลี่ยนแปลงอดีตเพื่อให้เป็นจักรวาลอีกแห่งหนึ่ง ทั้งหมดนี้เป็นทฤษฎีที่อยู่ในระดับที่สูงมากๆ ของฟิสิกส์ยุคใหม่ทุกวันนี้

มาลเล็ตเชื่อว่าเราอาจต้องรออีกเพียงร้อยปีที่จะได้เดินทางข้ามเวลาโดยมนุษย์ แต่ก็ยังสายไปสำหรับเขาที่จะได้เดินทางกลับไปช่วยพ่อของเขา แต่ความสูญเสียส่วนตัวของเขาได้เปิดประตูไปสู่โลกใหม่สำหรับคนรุ่นหลังๆ

5 ปริศนาที่ไร้คำอธิบายของจักรวาล
กำเนิดดวงอาทิตย์
กำเนิดเอกภพ
7 สิ่งมหัศจรรย์ในระบบสุริยะจักรวาล
สตีเฟ่น ฮอว์คิง (Stephen Hawking) กับคำถามสำคัญของเอกภพ
จักรวาลและดาวเคราะห์

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com
ตุลาคม 17, 2017, 10:12:39 PM
ตอบกลับ #8
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 276
    • ดูรายละเอียด

กระบวนการผลิตชีส ลักษณะของชีสชนิดต่างๆ

เอานมมา ใส่แบคทีเรียลงไปอีกนิด เชื้อราอีกหน่อย ตัวร้ายอีกเล็กน้อย ชีสคือวิธีอย่างหนึ่งในการถนอมอาหารไม่ให้เน่าเสีย แล้วเราก็จะได้ความอร่อยที่คนกินเท่าไหร่ก็ไม่พอ จากทุ่งเลี้ยงวัวไปสู่พิซซ่า จากโรคฟอร์ท (Roquefort) ไปถึงเวลวีต้า (Velveeta) ไม่ว่าคุณจะหั่นหรือว่าราดมันคือหนึ่งในการถนอมอาหารที่ซับซ้อนที่สุดของมนุษย์อย่างหนึ่ง

รถบรรทุกมาถึงก่อนรุ่งสาง ถังเหล็กส่องประกายแวววับ แต่ละถังมีปริมาตร 600 แกลลอน เลื่อนเข้าสู่สายพานผลิต มันคือโรงกลั่นอย่างหนึ่งแต่ของที่ทำไม่ใช่น้ำมันหรือว่าก๊าซแต่เป็นนม ที่โรงงานอัลโต้แดรี่ วิสคอนซิน วันปกติจะมีนมประมาณ 3,500,000 ปอนด์มาส่งที่โรงงานหรือประมาณ 70 รถบรรทุก อัลโต้แดรี่จะทำนม 3,500,000 ปอนด์นี้เปลี่ยนให้เป็นชีส 400,000 ปอนด์ทุกวัน นมร้อยละ 90 ที่ผลิตได้ในวิสคอนซินจะกลายเป็นชีส และชีสของวิสคอนซินร้อยละ 10 ถูกผลิตจากโรงงานแห่งนี้ อัลโต้แดรี่โรงงานทำชีสที่ใหญ่ที่สุดทางตะวันออกของมิสซิสซิปปี้ ตั้งแต่โรงงานใหญ่โตไปจนถึงฟาร์มเล็กๆ การทำชีสคือศาสตร์และศิลป์และงานฝีมือ ทั้งยังเป็นความสัมพันธ์ระหว่างที่ดิน สัตว์ และเทคนิค

อัลโต้แดรี่ก็เช่นเดียวกับโรงงานทำชีสอื่นๆ ชีสดีๆ เริ่มต้นจากนมบริสุทธิ์เข้มข้น สิ่งแรกที่ทำเวลารถบรรทุกนมเข้ามาคือ เจ้าหน้าที่จะเปิดฝาเพื่อนำตัวอย่างนมมาตรวจหาสารปฏิชีวนะ เมื่อห้องแล็บตรวจแล้วพวกเขาก็จะติดท่อเข้าไปเพื่อสูบนมออกมาจากถังไปเก็บไว้ในแท้งค์นมขนาดยักษ์ของโรงงาน เมื่อการผลิตชีสเริ่มขึ้นนมจะถูกส่งไปฆ่าเชื้ออย่างรวดเร็วที่อุณหภูมิประมาณ 162 องศาฟาเรนไฮต์เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั้งหมด จากนั้นมันจะถูกส่งไปหม้อทำชีส ที่แปลกก็คือขั้นตอนต่อไปที่สำคัญที่สุดในการทำชีสทุกชนิด ตั้งแต่ชีสสดชนิดเหลวไปจนถึงพาร์มิซานที่ต้องบ่ม นั่นก็คือการใส่เชื้อแบคทีเรีย เป็นที่ทราบกันว่าแบคทีเรียชนิดดีจะเป็นตัวบ่มชีส



เราต้องใส่แบคทีเรียชนิดดีลงไป และมันจะเป็นการเริ่มกระบวนการบ่ม สิ่งที่มันทำคือแบคทีเรียมันจะเริ่มกินแลคโตสหรือน้ำตาลนม ขณะที่แบคทีเรียที่ได้รับความช่วยเหลือจากความร้อนและการกวนที่พอเหมาะ กินน้ำตาลและหมักพวกมันเป็นกรดแลคติก พวกมันลดค่า pH ของนม นี่จะทำให้ชีสมีกลิ่นและรสฉุนเปรี้ยวในที่สุด ค่า pH ที่ลดลงจะทำให้โปรตีนนมแข็งเป็นก้อน ที่โรงงานอัลโต้นมพวกนี้จะถูกทำให้กลายเป็นเชดดาห์ชีส ดังนั้นก่อนที่นมจะแข็งเป็นก้อน คนทำชีสจะใส่สีย้อมที่ทำจากพืชที่เรียกว่าชาดลงไปเพื่อให้เชดดาห์ชีสมีสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์

การแข็งเป็นก้อนที่แท้จริงเกิดขึ้นเพราะเอนไซม์มหัศจรรย์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าเรนเน็ต (Rennet) แม้คนทำชีสปัจจุบันมักใช้เรนเน็ตที่สังเคราะห์จากพืช แต่ในอดีตมันถูกนำมาจากในกระเพาะของสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่นวัวหรือแกะ ภายในเวลาแค่สามสิบนาที เรนเน็ตเพียงเล็กน้อยก็เปลี่ยนนมหม้อใหญ่นี้ให้กลายเป็นก้อนเหนียวเหมือนโยเกิร์ต นมประมาณ 55,000 ปอนด์จะใช้เรนเน็ตแค่ประมาณ 70 ออนซ์เท่านั้น จากนั้นมีดอัตโนมัติจะหั่นพวกมันเป็นชิ้นแข็งๆ ที่เรียกว่า เคิร์ด (Curd)  ส่วนของเหลวที่คัดออกมาเรียกว่า หางนม (Whey หรือ Milk Serum) นี่คือลักษณะสากลอย่างหนึ่งของการทำชีส ที่โรงนมไม่ว่าทั้งใหญ่และเล็ก ขนาดของเคิร์ดจะเป็นตัวกำหนดเนื้อและปริมาณความชื้นของชีส ยิ่งเคิร์ดมีขนาดบางเท่าไหร่ หางนมที่คั้นออกมาได้ก็ยิ่งมาก เชดดาห์ชีสจะถูกตัดจนบางเฉียบ มันจะได้เป็นชีสเนื้อแน่นที่แห้งสนิท

ต่อมาเราจะล้างเคิร์ด ซึ่งต้องลดอุณหภูมิลงเพื่อชะลอปฏิกิริยาของแบคทีเรียและขจัดแหล่งอาหารของพวกมันด้วยการล้างแลคโตสออกไปบ้าง จากนั้นเราจะทำให้เค็มด้วยการใส่เกลือซึ่งไม่เพียงเพื่อเพิ่มรสชาติให้ชีสแต่ยังเป็นการควบคุมแบคทีเรียอีกทางหนึ่งด้วย จากนั้นเคิร์ดจะถูกส่งไปยังจุดอัดชีส ซึ่งมันจะถูกส่งลงไปในแม่พิมพ์ที่รู้จักกันในวงการว่า "640" ซึ่งก็คือแม่พิมพ์ชีสขนาด 640 ปอนด์นั่นเอง แม่พิมพ์จะถูกส่งลงไปในเครื่องอัดไล่น้ำและปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที หลังจากทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วตัวอัดไล่น้ำจะกดลงมา แรงอัดทั้งหมดจะรีดเอาหางนมออกไปอีก แม่พิมพ์แต่ละชิ้นจะกดอัดประมาณ 8 นาที ด้วยแรงอัด 5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (PSI = Pounds per Square Inch)

เครื่องพลังไฮดรอลิคนี้ใช้สำหรับอัดชีสในระดับอุตสาหกรรม ส่วนคนทำชีสทั่วไปใช้วิธีง่ายๆ มานับพันปี คือใช้แรงคนรีดเอาหางนมออกไป แม่พิมพ์ถูกส่งไปอัดต่อในห้องสูญญากาศ พอเวลาผ่านไปชิ้นเคิร์ดจะหลอมรวมกันเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า เชดดาห์ชีส ขณะเดียวกันลึกลงไปในชีส แบคทีเรียที่เป็นตัวบ่มจะทำให้น้ำตาลนมแตกตัวเป็นกรดแลคติกที่มีกลิ่นฉุน ส่วนโปรตีนจะกลายเป็นสารประกอบที่มีรสฉุนจัดค่อยๆ เพิ่มรสชาติให้กับชีส และทั้งหมดนั้นคือขั้นตอนการทำชีสเพื่อถนอมนมไว้ไม่ให้เน่าเสีย เราทำให้โมเลกุลนมแตกตัวเป็นโมเลกุลที่แยกย่อยลงไปอีก การบ่มชีสส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นห่างจากโรงงานอัลโต้แดรี่ ซึ่งจะบ่มชีสในห้องเย็นประมาณ 10 วัน ก่อนที่จะเอาออกจากแม่พิมพ์ไปสู่พ่อค้าคนกลาง เป็นที่มาของ อิงลิชฟาร์มเฮ้าส์เชดดาห์แบบดั้งเดิมที่มากด้วยปริมาณและเทคโนโลยี

คนทำชีสในโลกนี้ผลิตชีสได้ปีละ 20 ล้านตัน มากกว่ายาสูบ เมล็ดกาแฟ ใบชาและเมล็ดโกโก้รวมกันทั้งโลก เพราะชีสไม่สามารถชั่งตวงวัดเป็นปริมาณเพียงอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของความชื่นชอบ ความหลงใหลไม่มีวันจบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นชีสกลิ่นฉุนอย่าง บรีเดอมัวร์ (Brie de Meaux) หรือชีสในชีสเบอร์เกอร์ ในฐานะอาหารพกพาที่เต็มไปด้วยโปรตีน มันยังเป็นส่วนสำคัญในการอยู่รอดของมนุษย์อีกด้วย

เรารับรองได้เลยว่ามีการทำชีสในนครบาธมากว่า 3,000 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว โดยเฉพาะในแถบที่เรารู้จักในปัจจุบันว่าเป็นประเทศตุรกี อิหร่าน ซีเรีย อาจจะหลายพันปีก่อนมีนครบาธด้วยซ้ำ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือกากแห้งๆ ที่นักโบราณคดีขุดพบในหม้อดินเผาในบริเวณที่ปัจจบันคืออียิปต์ ซึ่งมีอายุประมาณ 2-3 พันปีก่อนคริสตกาลตามการตรวจอายุด้วยเครื่องตรวจคาร์บอน

ระหว่างการคาดเดาประวัติศาสตร์ของผู้รู้กับตำนานคือทฤษฎีที่ว่ามันเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ต้องขอบคุณคนเลี้ยงแกะเร่ร่อนที่บังเอิญเอานมแกะใส่ถุงที่ทำจากกระเพาะแพะหรือแกะ ขณะที่พวกเขาพกถุงนม นมเกิดปฏิกิริยากับเยื่อบุกระเพาะซึ่งมีเชื้อเรนเน็ตอยู่ด้วย และทำให้มันกลายเป็นเคิร์ดแยกตัวกับหางนม ถ้าเราอัดเคิร์ดพวกนี้เข้าด้วยกัน มันก็คือชีส มีการคิดค้นการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำมาตลอด 5-8 พันปี จนกลายมาเป็นชีสในปัจจุบันที่นิยมกันอย่างแพร่หลายเพราะมันเป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่งและมันเก็บได้นาน

ชีส 1 ออนซ์ มีโปรตีนเป็น 7 เท่าของนม 1 ออนซ์ และมีแคลเซียมมากกว่า 5 เท่า ชีสยังให้พลังงานจากไขมันที่เข้มข้นด้วย ซึ่งร้อยละ 40-50 ของน้ำหนักที่ปราศจากน้ำคือไขมัน แต่เดิมชีสโบราณทำจากนมของผู้ร่วมทางอย่างแพะ มีการเลี้ยงแพะมากว่า 7,000 ปีแล้ว พวกมันก็คือสัตว์ชนิดแรกๆ ที่มนุษย์เลี้ยง จึงมีความเป็นไปได้ว่าชีสนมแพะอาจจะเป็นชีสชนิดแรกที่ถูกทำขึ้นบนโลก ในมหากาพย์โอดิสซี่ย์ของโฮเมอร์ เป็นมหากาพย์แห่งอารยธรรมตะวันตก ซึ่งคาดว่าโฮเมอร์แต่งเรื่องนี้เมื่อ 800 ปีก่อนคริสตกาล บางส่วนในเรื่องได้พูดถึงไซคลอปส์ยักษ์ตาเดียวที่เลี้ยงแกะเอาไว้ เขากวนนมแพะและนมแกะเพื่อทำเป็นเคิร์ด รีดน้ำจากชีสในตะกร้าที่สานแน่นแล้วบ่มพวกมันในถ้ำ

วิธีทำชีสนมแพะพัฒนาต่อไป ไม่เพียงในกรีซแต่ยังเผยแพร่ไปทั่วเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งที่เรดวู้ดฮิลฟาร์ม ทางเหนือของแคลิฟอร์เนีย ในการทำเฟต้าชีสของที่นี่ มีนมหนึ่งพันแกลลอนในเครื่องบ่ม ใส่เรนเน็ต แล้วสักพักมันก็จะเซ็ตตัวเป็นลิ่มก้อนเหมือนเต้าหู้หรือเจลลี่ คนทำชีสหั่นเคิร์ดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมค่อนข้างใหญ่และแยกมันจากหางนม จากนั้นก็ใส่เคิร์ดลงในแม่พิมพ์ มันอัดแน่นเข้าด้วยกันปละกลายเป็นชีสชิ้นหนึ่ง ที่นี่จะไม่กดอัดด้วยเครื่องจักร พอทิ้งไว้หนึ่งคืนพวกมันจะได้ที่ พอพรุ่งนี้เช้าก็จะใส่ก้อนเคิร์ดนี้ลงในน้ำเกลือสมุทร

คุณค่าของชีสในฐานะที่น้ำหนักเบาเป็นอาหารที่เก็บได้นาน เพิ่มขึ้นเมื่อวัฒนธรรมเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะโรมันทำให้ศิลปะการทำชีส เค็ม แข็ง มีขนาดใหญ่ขึ้น เก็บได้นานและพกพาได้ง่าย มีทหารโรมันมากมายที่ต้องกินอาหาร และชีสก็เป็นอาหารอย่างหนึ่งของพวกเขา ดังนั้นพวกทหารโรมันไม่ว่าจะไปที่ไหนจะไปหาฝูงวัว ฝูงแพะหรือแกะ อะไรก็ได้ที่มี จากนั้นก็รีดนมมาทำชีส ชีสโรมันที่โดดเด่นที่สุดตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันก็คือชีสนมแกะแห้งๆ มันๆ ที่แข็งมาก ซึ่งเราเรียกว่าโรมาโน่เปโคริโน (Romano Pecorino) แปลว่าชีสที่ทำจากนมแกะจากแถบโรม

ชีสแข็งอิตาลีที่ยอดเยี่ยมอย่าง กราน่า ปาดาโน่ (Grana Padano) กับ พาร์มิจิอาโน่ เร็จจิอาโน่ (Parmigiano Reggiano) ถูกทำต่อเนื่องมาราวๆ พันปี หรืออาจนานกว่านั้น ชาวโรมันไม่ใช่พวกเดียวที่ทำแผ่นชีสบ่มใหญ่ๆ แข็งๆ ต้นศตวรรษที่ 11 สูงขึ้นไปบนแอลป์ของสวิส คนเลี้ยงสัตว์ต้อนสัตว์ในฤดูร้อนตามลำพังให้พวกมันหากินหญ้าสมุนไพรหวานๆ บนภูเขาแล้วผลิตชีสแข็งก้อนใหญ่อย่าง กรูแยร์ (Gruy?re cheese) อาหารสำคัญที่ช่วยให้อยู่รอดผ่านฤดูหนาวอันโหดร้าย สวิสผลิตกรูแยร์อย่างต่อเนื่องมาอย่างน้อยหนึ่งพันปีแล้ว การคิดค้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้เต็มไปด้วยรู ทำไมจึงมีรูในชีสสวิส และนักบวชในยุคกลางที่ดื่มเหล้าจัด สร้างสรรค์ชีสที่ดีที่สุดและกลิ่นฉุนที่สุดในโลกได้อย่างไร

เมื่อก้าวเข้าไปในร้านชีสระดับโลก ก็เหมือนก้าวเข้าไปในยันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ ที่ๆ รวมชีสกลิ่นฉุนๆ ที่ดีที่สุดในโลกไว้อย่างแปลกประหลาด ไม่ว่าจะเป็นร้านชีสที่เป็นมิตรและมีชื่อเสียงในแคลิฟอร์เนียหรือเบเวอร์ลี่ฮิลล์ หรือตลาดแฟร์เวย์ที่คราคร่ำ ห่างออกไปสามพันไมล์ที่นครนิวยอร์ค เราเกือบจะจัดอันดับร้านชีสดีๆ ได้จากกลิ่นที่เวลาเดินเข้าไปในร้าน ถ้าไม่มีกลิ่นเหม็นฉุน คุณก็เข้าร้านผิดแล้ว

ชีสมีกลิ่นเหม็นฉุนเพราะการทำงานของแบคทีเรียและเชื้อรา ซึ่งทำให้ไขมันและโปรตีนแตกตัวเป็นองค์ประกอบที่ระเหยง่าย อย่างแอมโมเนียและไฮโดรเจนซัลไฟด์ อันเป็นที่มาของกลิ่นแรงๆ ชีสที่เหม็นฉุนที่สุดถูกทำขึ้นโดยนักบวชแบ๊บติสต์และเบเนดิกทีน (Baptist and Benedictine) ในยุคกลางซึ่งนำความคิดสร้างสรรค์อันยอดเยี่ยมที่นำไปสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการทำชีสนั่นก็คือการบ่ม

ชีสที่เหม็นฉุนนั้นเพราะพวกมันถูกล้างน้ำมาอีกที พวกนักบวชเรียนรู้ว่าถ้าถูผิวหน้าของชีส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชีสนมวัว การล้างด้วยน้ำเปล่า น้ำเกลือ ไวน์ เบียร์ บรั่นดี หรืออาจจะเป็นน้ำองุ่นจะเป็นการให้อาหารแก่แบคทีเรียธรรมชาติที่อยู่นอกชีส ในอากาศ รวมทั้งในเนื้อชีสได้ทำงานเพื่อบ่มชีส นักบวชเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโลกโบราณหรือยุคกลาง พวกเขาทำให้การทำชีสนี้ยังคงอยู่ มันคือศิลปะ

ชีสมองต์เดอแคทส์ (Mont des Cats) เป็นชีสดั้งเดิมที่นักบวชยุคนั้นทำขึ้น มันกินแกล้มเนื้อแห้ง เบียร์และบทสวดสักสองบท ชีสนี้เหมาะมากๆ เอามากินแกล้มเบียร์อร่อยกว่าชีสที่มีเนื้อแข็งๆ พวกนักบวชก็เลยคิดสูตรชีสที่เหนียว เนื้อละเอียดและอร่อยมากๆ กินกับขนมปังดำและเบียร์ที่แรงๆ อาหารที่กินในสมัยนั้นทำให้พวกเขาแข็งแรงมากๆ

อีกหนึ่งตำนานของชีสสูตรแบ๊บติสต์คือชีสลิมเบอร์เกอร์กลิ่นฉุนที่โด่งดัง ที่สหกรณ์ชาเลตชีส มอนโร วิสคอนซิน นักทำชีส มารอน โอลสัน ทำชีสวิธีเดียวกับที่นักบวชทำมากว่า 1 ศตวรรษ เมื่อเคิร์ดแข็งตัวแล้วก็คลุกด้วยเกลือ จากนั้นก็ส่งไปยังห้องบ่มเพื่อให้ได้แบคทีเรียอันเป็นเอกลักษณ์ พรมน้ำไปบนผิวชีส มันคือน้ำผสมเกลือที่มีแบคทีเรียชนิดพิเศษ จากนั้นก็จะลวกมันและทำแต่ละด้านให้เป็นสี่เหลี่ยมสุดปลายก้อนชีส แบคทีเรียจะเริ่มเติบโต ทำให้โปรตีนในชีสแตกตัว เปลี่ยนมันจากชีสร่วนๆ ที่เป็นกรดมากให้กลายเป็นชีสนุ่มๆ มันทำให้ด้านนอกของชีสนิ่มเข้าไปถึงด้านใน ลิมเบอร์เกอร์อาจไม่ใช่ชีสพรมน้ำที่กลิ่นแรงที่สุด แต่มันอาจเป็นกลิ่นประเภทที่คนจำได้ เพราะบรีวีแบคทีเรียม (Brevibacterium) ในชีสลิมเบอร์เกอร์เป็นแบคทีเรียชนิดเดียวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลิ่นตัวของคนเรา ที่โรงงานของสหกรณ์ชาเลตชีสใช้แบคทีเรียชนิดเดียวกันนี้จากแผ่นไม้สนในห้องบ่มตั้งแต่ต้นปี 1900 ปัจจุบันชาเลตชีตคือบริษัทเดียวที่ผลิตลิมเบอร์เกอร์ในสหรัฐ แต่ต้นศตวรรษที่ 20 ลิมเบอร์เกอร์ได้รับความนิยมอย่างมาก

ถ้าคุณคิดว่าการทาแบคทีเรียเป็นวิธีที่น่ารังเกียจในการบ่มชีส คุณอาจอยู่ให้ห่างจากมิโมเล็ตต์ (Mimolette Cheese) เนยแข็งที่ถูกบ่มด้วยมูลชองไรในโพรงไม้ มันเป็นชีสโปรดของชาร์ล เดอ กูล (Charles de Gaulle) อดีตประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ถ้าเราดูที่ผิวจะเห็นตัวไรที่กินเข้าไปในผิวเหมือนตามด มันมีผลทำให้รสชาติแปลกออกไป เนื้อชีสจะค่อนข้างอ่อนอยู่กึ่งกลางระหว่างเชดดาห์กับอีดาม (Edam Cheese) สิ่งมีชีวิตที่นิยมใช้ในการบ่มชีสมากกว่าก็คือรา ราบนชีสถูกเพาะมาอย่างดี ไม่เหมือนที่ขึ้นตามห้องใต้ดินอับๆ

ในตระกูลเดียวกับบรี ชีสนมแพะที่เต็มไปด้วยรานี้เรียกว่า โครติน (crottin cheese) กับ คามิลเลีย (camilia) ถูกบ่มอยู่ที่เร้ดวู้ดฮิลล์ฟาร์ม ช่วงแรกของการผลิต คนทำชีสใส่การผลิตชีส ลงในนม ระหว่างขั้นตอนการบ่ม ราจะขึ้นอยู่บนผิวหน้าชีส เพราะมันต้องการอากาศ ชีสจะถูกเปลี่ยนองค์ประกอบ ราจะทำให้ไขมันเนยแตกตัวไปด้วย มันจะหมักชีสจากด้านนอกเข้าไปด้านใน คาเมมเบิร์ต (Camembert Cheese) กับ บรี (Brie Cheese) ถึงได้มีขอบหนืดๆ มันจะถูกหมักไปเรื่อยๆ จนกว่าชั้นในสุดจะเหลวเหมือนกัน

ชีสหนืดที่มีชื่อเสียงที่สุดคือชีสสีฟ้าอย่างสติลตัน (Stilton) ของอังกฤษ กอกอนโซล่า (Gogonzola) ของอิตาลี และโดยเฉพาะ โรคฟอร์ท (Roquefort) ของฝรั่งเศส ตามที่เล่ากันมานมแกะสีฟ้าถูกบ่มในถ้ำที่ชื่อว่าโรคฟอร์ทและมีราขึ้นตามเนื้อชีส โรคฟอร์ทคือชีสนมแกะสีฟ้าที่ทำกันในแคว้นโอแวร์ญ (Auvergne) ของฝรั่งเศส มันคือนมแกะแท้ๆ และถูกบ่มอยู่ในถ้ำ พอถึงจุดนึงชีสจะขึ้นรา พอปาดออกอากาศจะเข้าไปและทำให้ราสีฟ้าเจริญเติบโต มันคือราสีฟ้าที่เรียกว่า เพนิซิเลียมโรคฟอร์ท ชีสโรคฟอร์ทไม่เหมือนใครเลย มันไม่เหมือนชีสสีฟ้าอื่นๆ

ชีสที่มีเอกลักษณ์อีกชนิดหนึ่งคือชีสเอ็มเมนทอลที่ทำในสวิสเซอร์แลนด์ แล้วรูพวกนี้ในชีสสวิสนี้มาจากไหนล่ะ ในการทำชีสสวิสในขั้นตอนแรกๆ จะใส่แบคทีเรียชนิดพิเศษลงไป มันชื่อว่าแบคทีเรียโพรพิโอนิก ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติในนมจะเติบโตในห้องบ่มที่อุ่นกว่าปกติ พอมันทำให้ชีสอุ่น แบคทีเรียโพรพิโอนิกก็จะเริ่มเติบโต พวกมันจะก่อตัวเป็นหย่อมเล็กๆ หย่อมพวกนี้จะเริ่มสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์นี้จะดันให้ชีสโป่งเกิดเป็นรูด้านในชีส เจ้าแบคทีเรียชนิดนี้ยังทำให้เกิดรสชาติที่เราเรียกกันว่าเป็นรสชาติแบบสวิส

รสชาติคือสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดของชีส ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของชีสแปรรูป ชีสที่ผ่านกระบวนการแล้วอาจแปรรูปได้หลายอย่าง อาจจะเป็นชีสแผ่นแบนๆ ไปจนถึงชีสที่เป็นครีมซอส มันถูกปรุงแต่งด้วยสารต่างๆ แล้วนำมาคืนรูปใหม่ ชีสที่ได้มีอายุที่นานกว่าตามธรรมชาติ ละลายได้สม่ำเสมอกว่าและผลิตได้ประหยัดกว่า เราพบกระบวนการนี้ได้ที่วิโนน่าฟู้ดส์ กรีนเบย์ วิสคอนซิน ที่โรงงานแห่งนี้ผลิตชีสแปรรูปหลายชนิด รวมทั้งชีสซอสแบบเป็นขวด มันมีตราสินค้าเป็นรูปวัวบนกระป๋อง ชีสแปรรูปจะเริ่มจากชีสธรรมชาติอย่างเชดดาห์หรือโคลบี้ ที่โรงงานวิโนน่าแห่งนี้ เชดดาห์ชีสสีขาวก้อนละ 40 ปอนด์ถูกบด เป้าหมายคือเพื่อเพิ่มพื้นผิวให้สารเคมีแปรรูปแทรกซึมเข้าเนื้อชีสให้ได้มากที่สุดในหม้อผสม ที่จะใส่สารอิมัลซิไฟเออร์ ผงหางนม ไขมัน และน้ำ ผสมจนชีสมีเนื้อเหนียวข้น

ส่วนประกอบสำคัญในชีสแปรรูปทุกชนิดก็คือสารอิมัลซิไฟเออร์ที่จะทำให้มันรวมเข้ากับสารอื่นเป็นเนื้อเดียวกันทำให้ไขมันกระจายตัวและไม่แยกชั้นกันกับผงหางนมโปรตีนที่ใส่เข้ามาแม้เวลาจะผ่านไปและทำให้มันมีเนื้อนุ่มเนียน ส่วนผสมถูกหลอมและคนอยู่ตลอดเวลา มันคือขั้นตอนสำคัญอย่างหนึ่งในการขึ้นรูปให้เนื้อชีส เนื้อของมันเกือบจะเหมือนพลาสติกภายในหม้อผสมที่มีอุณหภูมิร้อนมากๆ

ชีสแปรรูปชนิดแรกถูกวางจำหน่ายในปี 1915 โดยชายผู้ที่ประทับใจประวัติของชีสมากกว่าใครๆ เขาคือ เจมส์ แอล คราฟท์ อาชีพทำชีสของคราฟท์เริ่มต้นในชิคาโกในปี 1903 ในตอนแรกเขาลงทุน 65 เหรียญสหรัฐกับม้าและรถเทียมม้า จากนั้นก็เริ่มส่งชีสไปยังร้านของชำในท้องถิ่น แต่คราฟท์ไม่พอใจกับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในขณะนั้น มันไม่มีความเสถียรในแง่ของรสชาติและคุณภาพของชีสและยังมีปัญหากับอายุการเก็บที่สั้นอีกด้วย

ปี 1911 เริ่มทดลองทำชีสที่ฆ่าเชื้อด้วยความร้อนซึงสามารถขายเป็นกระป๋อง แต่ความร้อนทำให้ไขมันและโปรตีนแยกตัวกัน ในที่สุดคราฟท์ก็พบว่าการคนอย่างสม่ำเสมอและการใช้สารอิมัลซิไฟเออร์แก้ปัญหานี้ได้ ในไม่ช้าคราฟท์ก็ได้ออเดอร์ล็อตใหญ่ เขาได้ทำการเซ็นสัญญาว่าจะส่งชีสที่ไม่เน่าเสีย 6 ล้านปอนด์ให้กับกองทัพสหรัฐระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และนี่ก็คือสัญญาฉบับสำคัญที่ช่วยให้เจมส์ แอล คราฟท์พัฒนาธุรกิจของเขาขึ้นมา ธุรกิจกลายเป็นอาณาจักรอย่างรวดเร็ว ปี 1923 ทำบริษัทชีสที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากนั้นในปี 1928 คราฟท์ก็วางตลาดก้อนชีสนุ่มๆ สีทองที่มีชื่อแสนไพเราะว่าเวลวีต้า (Velveeta)

สิ่งที่เวลวีต้าไม่เหมือนกับชีสอื่นๆ ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า หางนมที่ถูกแยกออกไปตอนทำชีสถูกนำมาใส่กลับเข้ามาตอนแปรรูป และสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พบนั้นทำให้ชีสมีเนื้อครีมที่แปลกใหม่และคุณค่าทางสารอาหารที่ได้เพิ่มขึ้น และไม่น่าเชื่อว่าร้อยละ 30 ของชีสที่ผลิตทั่วอเมริกานั้นคือชีสของคราฟท์ วิศวกรของคราฟท์ยังนำเทคโนโลยีหลักๆ ทั้งหมดมาใช้ในการผลิตชีสแปรรูป รวมทั้งหม้อที่กวนชีสได้อย่างต่อเนื่องก็ยังถูกใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน เท่านั้นยังไม่พอ นักวิทยาศาสตร์ของคราฟท์ยังคิดค้นการผลิตครีมชีสที่ไฮเทคจนน่าประหลาดใจ

ในยุค 1940 ออสการ์ เจ ลิ้งค์ ได้ผลิตเครื่องแยกครีมเพื่อทำครีมชีส ซึ่งทำให้เราแยกหางนมออกจากครีมชีสได้ภายใน 15 วินาที แทนที่จะเป็นชั่วโมงๆ เหมือนเมื่อก่อน เขายังคิดค้นหม้อต้มพิเศษที่ทำให้เรายืดอายุของสินค้าออกไปได้ถึง 120 วัน ครีมชีสคือชีสธรรมชาติไม่ใช่ชีสแปรรูป แต่การทำให้เนื้อครีมชีสนั้นสมบูรณ์แบบได้นั้นไม่ธรรมดาเลย และมันทำโดยไม่ใช้ครีม มันทำโดยการใช้ให้แบคทีเรียค่อยๆ จัดเรียงประจุไฟฟ้าที่มีอยู่ในนม ประจุไฟฟ้าที่มีในนมอยู่แล้วจะเป็นประจุลบเป็นส่วนใหญ่ มันจึงผลักกันเองและไม่เข้าใกล้กันและกัน นมจึงอยู่ในสภาพของเหลวไม่เป็นเจล แต่เมื่อเราใส่แบคทีเรียลงไป มันจะสร้างกรดบางอย่างและเปลี่ยนกลุ่มประจุไฟฟ้าในโปรตีนให้กลายเป็นประจุบวก ทีนี้พวกมันก็จะเริ่มดึงดูดกันและติดกัน เมื่อประจุมีความสมดุล ส่วนผสมข้นๆ จึงอยู่ในสภาพครีมโดยสมบูรณ์ไม่เหลวไม่แข็ง ณ จุดนั้นมันจะถูกให้ความร้อนอย่างรวดเร็วเพื่อฆ่าแบคทีเรียให้มันหยุดทำงานและก่อตัวเป็นครีมชีส

ในปี 1940 นอร์แมน คราฟท์ น้องชายของเจมส์ ออกแบบระบบกระบอกเย็นที่ไม่เหมือนใคร เพื่อทำผลิตภัณฑ์ที่เขาคิดเอาไว้มาหลายปี ชีสแผ่นสำเร็จรูป ชีสที่ผ่านการให้ความร้อนมาแล้วจะไหลเข้าไปในกระบอกที่ทำความเย็นขนาดใหญ่ มันจะสร้างแผ่นชีสที่เย็นตัวลงอย่างรวดเร็วและแผ่นนั้นก็จะถูกตัดออกเป็นริ้วอย่างรวดเร็ว และจะถูกตัดขวางอีกทีเพื่อให้มีขนาดเป็นสี่เหลี่ยมที่ใส่พอดีกับขนมปัง ซึ่งปกติจะผลิตออกมาเป็นปึกๆ ละ 8 แผ่น จากนั้นก็บรรจุหีบห่อ ฟังดูแล้วเหมือนมันง่าย แต่ก็ถือว่านอร์แมน คราฟท์นั้นเข้าใจคิดมากในยุคนั้น ในที่สุดเมื่อชีสแผ่นนี้ถูกวางจำหน่ายใน ปี 1950 มันเป็นสิ่งที่ฮือฮามาก จากนั้นก็กลายเป็นสินค้าสำคัญจนเป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นชีสอเมริกัน ปัจจุบันชีสแต่ละแผ่นยังคงถูกหั่นมาจากโรงงานคราฟท์ จากรายงานประจำปี ชีสของคราฟท์สามารถผลิตได้ถึง 7,200 ล้านแผ่น ปี 1952 คราฟท์วางตลาด Whiz Cheese ชีสแปรรูปความชื้นสูงชนิดทาที่สามารถทาได้เรียบเนียนมากขึ้น

เรื่องราวน่ารู้เรียบเรียงจากสารคดีคุณภาพในรูปแบบบทความ กดถูกใจแฟนเพจเพื่อติดตามและอัพเดตบทความใหม่ๆ คลิกเลย
ตุลาคม 17, 2017, 10:17:30 PM
ตอบกลับ #9
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 276
    • ดูรายละเอียด

การพบเห็นมนุษย์ต่างดาวในประวัติศาสตร์

มีรายงานเรื่องการพบเห็น UFO มาจากทั่วทุกมุมโลก  หลายคนเชื่อว่าการเผชิญหน้ากับเอเลี่ยนคือปรากฏการณ์ในยุคปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริงมีการรายงานเรื่องดังกล่าวมาหลายพันปีแล้ว ในทุกยุคอารยธรรมของมนุษย์มีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกทั้งนั้น ผู้คนจำนวนนับล้านทั่วโลกเชื่อว่าเคยมีชนต่างดาวมาเยี่ยมเยียนเรา ถ้าเป็นเรื่องจริงเอเลี่ยนโบราณได้มีส่วนในประวัติศาสตร์ของเราหรือไม่และถ้าเป็นเช่นนั้นเขามาจากไหนและใครคือผู้มาเยือน

Roswell, New Mexico เมืองเงียบเหงาแห่งนี้อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา เป็นเมืองหนึ่งที่รู้จักกันดีถึงฐานทัพอากาศยานขนาดใหญ่แต่มันได้เปลี่ยนไปในปี 1947 เมื่อคนเลี้ยงวัวได้รายงานว่ามียานอวกาศมาตกในเขตที่ดินของเขา หลายวันต่อมากองทัพอากาศออกมาให้ข่าวกับสื่อยืนยันว่าเป็นยานอวกาศจากต่างดาว และในวันรุ่งขึ้นกองทัพก็เปลี่ยนเรื่องแล้วบอกว่าสิ่งที่พบเป็นเพียงแค่บอลลูนตรวจสภาพอากาศ  รายงานที่มีความขัดแย้งกันส่งต่อเนื่องไปทั่วโลก การเดาว่าทำไมจึงมีการปกปิดเรื่องยานอวกาศตกที่ Roswell คือการเปิดเผยข้อมูลนี้อาจทำให้เกิดการระส่ำระสายไปทั่วโลก  ในปัจจุบันการสำรวจความคิดเห็นของสาธารณชนชี้ว่าประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวเคยมาที่นี่ และอะไรทำให้คนจำนวนมากเชื่อในเรื่องนี้ เมื่อมีมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรก มุมมองที่มีต่อจักรวาลจึงได้เปลี่ยนไปตลอดกาล เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ทำให้เกิดคำถาม หากว่ามนุษย์สามารถไปสำรวจโลกอื่นได้ แล้วทำไมสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่นในห้วงจักรวาลจะทำแบบเดียวกันไม่ได้ พวกเขาอาจเคยมาเยือนโลกมานานแล้วหรือบางทีมนุษย์ต่างดาวอาจจะเคยอยู่ในโลกนี้มาแล้วก็ได้ ที่เปรูเมื่อ 2,000 ปีก่อน มีสถานที่หนึ่งที่เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของชนเผ่านาสคาแต่ในช่วงคริสตศักราชที่ 500 ชนเผ่านาสคาได้หายสาบสูญไป ในปี 1910 นักมนุษยวิทยามาที่นี่เพื่อศึกษาอารยธรรมของชนเผ่านาสคา  ระหว่างการขุดค้นเขาได้พบสิ่งที่น่าตกตะลึงอย่างหนึ่งเท่าที่เขาเคยเห็นมานั่นคือ หัวกระโหลกที่ดูเรียวยาวอย่างมาก มันมาจากไหนและทำไมถึงมาอยู่ที่นี่และมันคือหัวมนุษย์หรือไม่  แต่มีผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่ามันเป็นหัวกระโหลกที่ถูกทำให้ผิดรูป ได้มีการรายงานว่าชาวพื้นเมืองในคองโกที่มีชื่อว่าเผ่ามังเดตูได้ประกอบพิธีกรรมรัดหัวกระโหลก  เพื่อดัดแปลงแก้ไขรูปทรงหัวกระโหลกมนุษย์ พวกเขาจะทำการรัดกระโหลกเด็กอ่อนเอาไว้ให้เกิดแรงกดจนกระโหลกยื่นยาวออกมาและอาจยาวได้ถึง 2 เท่า



รูปลักษณะกระโหลกที่เรียวยาวสืบสานเรื่องราวไปที่ยุคอียิปต์โบราณนั่นคือ ฟาโรห์ ที่มีข้อถกเถียงกันมากที่สุดพระองค์หนึ่ง พระองค์คือหนึ่งในคนที่ต้องการเลียนแบบชาวต่างดาวหรือไม่ หรือว่ามีคำอธิบายอันน่าสะพรึงกลัวกว่านี้ พระองค์คือหนึ่งในพวกนั้นหรือไม่ นานมากก่อนที่ชาวอียิปต์จะสร้างพีรามิดหรือตั้งถิ่นฐานติดแม่น้ำไนล์ ตามตำนานเมื่อเทพเจ้าแห่งฟากฟ้าเดินทางลงมาสู่โลกด้วยเรือที่บินได้  โดยเปลี่ยนให้โคลนและน้ำกลายเป็นอาณาจักร  บางสิ่งที่เราเห็นในทุกอารยธรรมโบราณทั่วทั้งโลกนั้นมีอยู่ว่า พวกเขามีความรู้อย่างไม่น่าเชื่อในเรื่องดวงดาว ดาวเคราะห์ และสิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า และพบว่าผู้คนโดยเฉลี่ยในสมัยนั้นมีความรู้เรื่องพวกนี้มากกว่าคนในสมัยปัจจุบันเสียอีก  ขณะที่อารยธรรมอียิปต์โบราณเจริญมากขึ้น ผู้คนต่างเชื่อว่าฟาโรห์คือบุตรชายของโอเซริสหรือเทพเจ้า  งานศิลปะและภาพแกะสลักบนผนังพรรณาถึงมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ขณะที่ผู้คนบวงสรวงเทพเจ้าหลายองค์ แต่ฟาโรห์คือองค์ที่อยู่เหนือทั้งหมด ความเชื่อทางศาสนาของชาวอียิปต์มีอยู่นานเกือบพันปีจนกระทั่งฟาโรห์พระองค์หนึ่งเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ใครคือคนนอกรีตผู้นี้  พระองค์คือฟาโรห์แอเคนาเทน (Akhenaten) และในภาพสลักที่เหลืออยู่พระองค์มีรูปเศียรที่เรียวยาว พระองค์เป็นใครกัน ตามความเชื่อของชาวอียิปต์พระองค์สืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้าที่เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ทำไมหลายคนจึงเชื่อว่าพระองค์เสด็จลงมาจากดวงดาวจริงๆ ในปี 1352 ก่อนคริสกาล แอเคนาเทนเสวยราชสมบัติเป็นฟาโรห์ เกือบจะในทันที พระองค์ได้ทรงทำการเปลี่ยนแปลงความเชื่ออย่างถอนรากถอนโคน รวมถึงยกเลิกการบวงสรวงเทพเจ้าหลายองค์ พระองค์มีคำสั่งให้ย้ายรูปปั้นเทพเจ้าทั้งหลายออกไป ทรงอนุญาตเพียงอย่างเดียวก็คือสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ที่เป็นรูปทรงกลมพร้อมกับรังสีที่สาดส่อง



ในช่วงปีที่ 4 ของพระองค์ แอเคนาเทนสั่งให้มีการก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ให้ชื่อว่าอามาน่า และอุทิศให้กับพระอาทิตย์  แอเคนาเทนใช้เวลาต่อมาอีกสิบปีที่นี่ และในระหว่างนั้นพระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงทั้งงานศิลปะและวัฒนธรรม แล้วรวมถึงการบอกเล่าถึงตัวตนสู่สาธารณะ  จากหลักฐานภาพตามผนัง ฟาโรห์ในสมัยก่อนจะรูปร่างที่สวยงามมีไหล่กว้างและเอวคอดเล็ก แต่แอเคนาเทนต่างจากคนอื่น พระองค์ต้องการแสดงตัวตนที่แท้จริง มีรูปร่างที่แปลกออกไป มีหน้าตาที่แปลกประหลาด หากดูจากรูปปั้นของแอเคนาเทนก็จะเห็นว่ามีรูปลักษณะแปลกๆ มีลักษณะผสมของผู้หญิงและผู้ชาย มีหัวกระโหลกที่เรียวยาวมากๆ  การเปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์ราชวงศ์แสดงให้เห็นว่า พระองค์มีรูปร่างมีรูปร่างแบบนั้น ทั้งพุงโตและอกยุบ ซึ่งขัดต่อลักษณะทางอุดมคติ ตามแบบแผนที่จิตรกรชาวอียิปต์จะแสดงถึงฟาโรห์ที่แข็งแรง มเหสีของแอเคนาเทนคือพระนางเนเฟอร์ติติ (Nefertiti) พระธิดาและพระโอรสก็มีศรีษระยาวเรียวเช่นกัน  ทำไมเศียรของแอเคนาเทนจึงผิดรูป มันผิดรูปเองโดยพันธุกรรมหรือตั้งใจ  แอเคนาเทนปกครองอยู่ยาวนานถึง 17 ปี หลังรัชสมัยของพระองค์ เมืองอามาน่ากลายเป็นเมืองร้าง วิหารแห่งดวงอาทิตย์ถูกทำลาย รูปสลักแอเคนาเทนถูกทำให้เสียหาย อียิปต์โบราณกลับคืนมาสู่หนทางเดิมของมันเอง กลับมาบวงสรวงเทพเจ้าหลายองค์  นี่คือการปฏิเสธความเชื่อของแอเคนาเทนหรือไม่ หรือเป็นการปกปิดตัวตนเอเลี่ยนของพระองค์เอง

ปี 1907 มีการพบร่างของแอเคนาเทนบนหุบเขาในอียิปต์โดยนักโบราณคดีชาวอังกฤษชื่อเอ็ดเวิร์ด อาร์ตัน และพบว่ากระโหลกของฟาโรห์องค์นี้ยาวเรียวผิดส่วน แอเคนาเทนประสบความสำเร็จในรุ่นลูก ตุตันคาเมนที่กลายมาเป็นฟาโรห์ชื่อดังตลอดกาล และมีการค้นพบหลุมฝังพระศพและพบว่าตุตันคาเมนมีกระโหลกยาวเรียวเช่นกัน พระองค์ก็มีเชื้อสายต่างดาวเหมือนกับพระบิดาจริงหรือไม่ แอเคนาเทนเปลี่ยนความเชื่อในอียิปต์เพราะพระองค์สืบเชื้อสายมาจากต่างดาวจริงหรือ ถ้าเป็นความจริงมีหลักฐานคล้ายๆกันบนโลกนี้อีกหรือไม่ บางทีเบาะแสที่ว่านี้อาจพบได้ห่างออกไปหลายพันไมล์อีกด้านหนึ่งของทวีปแอฟริกา  ประเทศมาลีอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา ลึกเข้าไปในหุบเขาห่างไกล มีชนเผ่าโดกอนซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าเร่ร่อนซึ่งมาตั้งรกรากที่นี่เมื่อคริสศักราชที่ 1000 ตำนานของชนเผ่าโดกอนกล่าวว่าเทพเจ้าแห่งท้องฟ้าคืออัมม่า อัมม่าได้สร้างนอโม่ขึ้นมา ต่อมานอโม่ได้แตกออกเป็นหลายส่วน และหนึ่งในนั้นได้ทรยศต่ออัมม่า และอัมม่าก็ตอบโต้ด้วยการทำลายทำให้เถ้าถ่านกระจัดกระจายไปทั่วโลก บางเรื่องเล่าของเผ่าโดกอนเทพเจ้าให้ความรู้กับพวกเขา  ลงมาจากฟากฟ้าด้วยเรือเหาะที่มีไฟลุกและลงจอดในพายุ จนถึงทุกวันนี้ชนเผ่าโดกอนก็ยังฉลองเทศกาลเพื่อสรรเสิญถึงการมาเยือนในอดีต บางคนเห็นถึงความคล้ายคลึงอันน่าประหลาดระหว่างตำนานของชาวโดกอนและเรื่องราวลึกลับของฟาโรห์แอเคนาเทน

แอเคนาเทนเชื่อว่าพระองค์สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากอาเทนเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์  ส่วนนอโม่กล่าวกันว่าสร้างขึ้นมาจากอัมมาเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า เป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ที่ทั้งสองวัฒนธรรมที่อยู่ห่างไกลกันหลายพันไมล์  กลับมีเรื่องเล่าของสิ่งที่ลงมาจากท้องฟ้าเหมือนๆกัน ทั้งนอโม่และแอเคนาเทนต่างก็ได้รับการพรรณนาว่ามีศรีษระเรียวยาว เป็นไปได้หรือไม่ว่าตำนานของทั้งสองมีพื้นฐานมาจากเหตุการณ์เดียวกัน  ชนเผ่าโดกอนมีความเชื่อกันว่าอัมม่าเทพเจ้าของพวกเขามาจากกลุ่มดาวนายพราน  บริเวณเดียวกันกับที่ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าเทพเจ้าโอเซริสถือกำเนิดขึ้น  นักวิทยาศาสตร์และนักมนุษยวิทยากล่าวว่าชนเผ่าโดกอนอาจเรียนรู้มาจากชาวตะวันตก อาจเคยได้ฟังมาแล้วจับมาเป็นตำนานของตน แต่ถ้ามันเป็นตำนานของพวกเขาจริงๆ รวมกับข้อมูลของนักดาราศาสตร์ นั่นหมายความว่าโลกเคยมีมนุษย์ต่างดาวมาเยือนแล้วในยุคก่อนประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำไป

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com
ตุลาคม 17, 2017, 10:18:13 PM
ตอบกลับ #10
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 276
    • ดูรายละเอียด

กำเนิดเอกภพ



เมื่อมองขึ้นไปบนฟากฟ้า คุณเคยสงสัยมั้ยว่า ดวงดาวที่กระพริบระยิบระยับเหล่านั้น อยู่ห่างไกลจากเราเพียงไหน ในสมัยกรีก เราเคยเชื่อว่าโลกแบนและคิดว่าโลกเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งในจักรวาล มีดวงดาวและดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ไปรอบๆโลก จนกระทั่งนิโคลัส โคเปอร์นิคัสค้นพบว่าดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ โลกและดาวเคราะห์ล้วนโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงกลม เมื่อกาลิเลโอ กาลิเลอี ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ได้สำเร็จ เราจึงสามารถสังเกตการณ์วัตถุต่างๆ บนท้องฟ้าได้ และค้นพบสิ่งแปลกใหม่อีกมากมาย รวมถึงดวงจันทร์สี่ดวงที่โคจรรอบๆ ดาวพฤหัสบดี ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง โจฮันนส์ เคปเลอร์ ก็ได้ค้นพบกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ ที่บอกว่าพื้นที่สามเหลี่ยมจากดาวเคราะห์ไปยังดวงอาทิตย์ในเวลาที่เท่ากันจะมีพื้นที่เท่ากัน จากนั้นปริศนาแห่งจักรวาลก็ค่อยๆคลี่คลายขึ้นทีละน้อย เมื่อเซอร์ไอแซค นิวตัน ค้นพบกฎของแรงโน้มถ่วงและการเคลื่อนที่ของวัตถุ  เพราะนั่นคือคำอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ บนโลกและการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวเคราะห์ได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่ เอ็ดมัน แฮลลีย์ เป็นผู้สำรวจพบว่า ดาวหางดวงหนึ่งโคจรมาให้ชาวโลกเห็นทุกๆ 75 ปี  เมื่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ศึกษาพบว่า แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง เมื่อแสงเข้าใกล้วัตถุที่มีแรงโน้มถ่วงสูงและทุกสิ่งในเอกภพเคลื่อนที่ไปไม่หยุดนิ่ง เขาจึงได้ค้นพบสมการที่ไขปริศนาความลับการเปลี่ยนแปลงระหว่างสสารกับพลังงาน นั่นคือ E=mc2  เอ็ดวิน ฮับเบิ้ล ได้เสนอทฤษฎีว่าด้วยการขยายตัวของเอกภพที่เราเรียกกันว่า ทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang Theory) เพราะเขาสังเกตเห็นว่ากาแล็คซี่ทั้งหลายเคลื่อนตัวหนีห่างจากกันและกัน จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 20 สตีเฟน ฮอว์คิง จึงได้นำทฤษฎีพื้นฐานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนมาอธิบายความเป็นไปในจักรวาล ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของการระเบิดใหญ่ที่ทำให้เอกภพนี้ถือกำเนิดขึ้น การระเบิดใหญ่ที่เรารู้จักกันในชื่อว่าบิ๊กแบง

เอกภพของเรามีขนาดมหึมาและรวมทุกสิ่งทุกอย่างในอวกาศเอาไว้ ทั้งโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์และกาแล็คซี่จำนวนมาก ระยะทางอันแสนไกลในอวกาศสามารถระบุได้ด้วยอัตราเร็วของแสง  เนื่องจากแสงเดินทางได้เร็วที่สุดเกือบ 3 แสนกิโลเมตร ในหนึ่งวินาที แม้ดวงอาทิตย์จะอยู่ห่างจากโลก 150 ล้านกิโลเมตร แต่แสงก็ใช้เวลาเดินทางเพียง 8 นาทีเท่านั้น ในระยะเวลา 1 ปี แสงจะเดินทางได้ 9ล้าน 5 แสนล้าน กิโลเมตร เราเรียกระยะทางนี้ว่า 1 ปีแสง ระบบสุริยะของเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งในแกแล็คซี่ทางช้างเผือก ซึ่งประกอบรวมกับกาแล็คซี่อีกจำนวนนับไม่ถ้วน กลายเป็นเอกภพ โดยกาแล็คซี่ขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้เราที่สุดอยู่ห่างจากโลกถึงสองล้านปีแสง นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าเอกภพของเราเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณหนึ่งหมื่นสามพันล้านปีถึงหนึ่งหมื่นสี่พันล้านปีมาแล้ว โดยการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่าบิ๊กแบง

เอกภพอุบัติขึ้นจากพลังงานมหาศาล ซึ่งมีอุณหภูมิสูงมากประมาณ สิบยกกำลังสามสิบสององศาเคลวิน แต่มีขนาดเล็กเป็นจุดเล็กๆ ที่รวบรวมสสารและพลังงานทั้งเอกภพหลังจากเกิดบิ๊กแบง ในตอนแรกเอกภพอยู่ในรูปของพลังงาน เนื่องจากสสารและตัวต้านสสารทำลายล้างกันได้เช่นเดียวกับพลังงาน  โชคดีสำหรับเราที่สสารเป็นฝ่ายชนะทำให้เอกภพของเรามีสสารมากมาย เอกภพทั้งหมดซึ่งมีสสารและพลังงานได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับลดอุณหภูมิลง เอกภพจึงมีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่มีอุณหภูมิต่ำลงเรื่อยๆ เหลือ 3,000 องศาเคลวินในปัจจุบัน เมื่อเอกภพขยายตัวขึ้น แรงโน้มถ่วงก็เริ่มทำงาน แรงโน้มถ่วงคือสิ่งที่ควบคุมเอกภพ เป็นแรงที่ดึงวัตถุเข้าหากัน ยึดเหนี่ยวกันจนกลายเป็นก้อนก๊าซและกลายเป็นดาวฤกษ์ กระจุกดาวฤกษ์ขนาดมหึมานี้นะถูกยึดเหนี่ยวเข้าด้วยกันด้วยแรงโน้มถ่วงกลายเป็นกาแล็คซี่ อย่างที่เราเห็นเป็นรูปไข่และรูปสไปรัลกันในปัจจุบัน แต่กาแล็คซี่ก็ยังมีดาวฤกษ์ใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ รวมถึงยังมีแรงโน้มถ่วงดึงดูดกาแล็คซี่ข้างเคียงมาเรื่อยๆอีกด้วย และเมื่อถูกดึงดูดมารวมกัน กาแล็คซี่ก็สามารถเปลี่ยนรูปร่างไปได้อีก

กาแล็คซี่ที่อยู่ในเอกภพไม่ได้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่เป็นแผ่นกว้างหรือเรียงเป็นเส้นสายหรือเป็นกลุ่ม บางแห่งเป็นครอบครัวใหญ่ของกาแล็คซี่จำนวนมากเรียกว่ากระจุกกาแล็คซี่ กาแล็คซี่ที่เราอยู่เรียกว่า กาแล็คซี่ทางช้างเผือก ซึ่งประกอบด้วยดาวฤกษ์สองแสนล้านดวงถึงสี่แสนล้านดวง ดาวเคราะห์กับเมฆฝุ่นกับก๊าซที่เรียกว่าเนบิลล่า ถ้าเรามองดูกาแล็คซี่ทางช้างเผือกจากในอวกาศ เราจะเห็นเป็นกาแล็คซี่แบบสไปรัล กาแล็คซี่ทางช้างเผือกเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งหมื่นล้านถึงหนึ่งหมื่นสี่พันล้านปีมาแล้ว จากกลุ่มก๊าซขนาดใหญ่ที่หมุนรอบตัวเองช้าๆ แรงโน้มถ่วงดึงก๊าซเข้าสู่ศูนย์กลาง ทำให้ก๊าซยุบตัวลงเป็นรูปจานคว่ำประกบกัน นูนออกตรงกลาง ที่จุดศูนย์กลางของกาแล็คซี่มีหลุมดำอยู่ที่นั่น เราสามารถสังเกตเห็นวัตถุเคลื่อนที่รอบศูนย์กลางของกาแล็คซี่ด้วยความเร็วที่สูงมากหรือบางครั้งพบก๊าซร้อนที่หมุนวนรอบศูนย์กลาง นี่คือหลุมดำที่มีแรงโน้มถ่วงสูงดึงทุกสิ่งทุกอย่างลงไปในหลุม แม้แต่แสงสว่างซึ่งมีความเร็วสูงที่สุดก็ยังไม่สามารถหลุดออกมาได้ เราจึงเห็นหลุมนั้นมืดมิด แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งพลังงานจำนวนมากจากสสารที่ดึงดูดเข้าไปนั้นออกมา ในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 แสนปีแสง มีหลุมดำที่มีมวลสารมากกว่าดวงอาทิตย์หลายล้านเท่า เป็นที่น่าสนใจว่า จากบริเวณศูนย์กลางที่มีขนาด 20 ปีแสง มีคลื่นวิทยุที่มีความร้อนแผ่กระจายออกมาด้วยความเข้มเท่ากับดวงอาทิตย์ 80 ล้านดวง

ภายในหลุมดำที่มนุษย์มองไม่เห็น มีความลับอีกมากมายที่ชวนให้เราค้นหา ในขณะที่นักดาราศาสตร์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า เอกภพจะยืดแผ่ขยายไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากกาแล็คซี่เคลื่อนที่ถอยห่างกันไม่หยุดยั้ง นักดาราศาสตร์อีกกลุ่มกลับเชื่อว่า สักวันหนึ่งกาแล็คซี่จะถดถอยหวนกลับเกิดการชนผนึกครั้งใหญ่ รวมกันเป็นก้อนใหญ่อีกครั้ง ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 การศึกษาเรื่องราวของเอกภพยังก้าวหน้าไปไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2546 นักวิทยาศาสตร์ได้
ค้นพบว่าที่ดาวเคราะห์ดวงที่สิบ ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปจากดาวพลูโต ดาวเคราะห์ดวงที่เก้าของเรา ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 15,000 ล้านกิโลเมตร และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ถึง 97 เท่าของโลก ปัจจุบันดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ระหว่างการตั้งชื่อโดยมีชื่อเรียกชั่วคราวว่า 2003-UB313 เพราะการศึกษากาแล็คซี่และเอกภพ เป็นการศึกษาอดีต และเป็นสิ่งที่มนุษย์คาดว่าจะทำให้เราล้วงรู้ความเป็นไปของโลกในอนาคตได้ เราจึงค้นคว้ากันอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ ที่สำคัญและอาจหมายรวมถึงเรื่องราวอีกมากมายที่มนุษย์พยายามไขปริศนา เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีอารยธรรมอื่นในเอกภพที่เกิดขึ้นและดับสูญไปนานก่อนโลกของเรา เอกภพนี้จะถึงกาลอวสานหรือไม่ แม้กระทั่งว่าเราคือสิ่งมีชีวิตเดียวในจักรวาลหรือไม่ ความลึกลับของเอกภพยังคงรอคอยให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ค้นหา

เมื่อมองขึ้นไปบนฟากฟ้าอีกครั้ง... คุณนึกถึงอะไร?

ที่มา สวทช

5 ปริศนาที่ไร้คำอธิบายของจักรวาล
กำเนิดดวงอาทิตย์
กำเนิดเอกภพ
7 สิ่งมหัศจรรย์ในระบบสุริยะจักรวาล
สตีเฟ่น ฮอว์คิง (Stephen Hawking) กับคำถามสำคัญของเอกภพ
จักรวาลและดาวเคราะห์

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com
ตุลาคม 17, 2017, 10:19:17 PM
ตอบกลับ #11
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 276
    • ดูรายละเอียด

ประวัติศาสตร์กำแพงเมืองจีน (The Great Wall of China)



ประเทศจีนที่ซึ่งประวัติศาสตร์และตำนานสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ จนบางครั้งมันเกือบเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกเรื่องจริงออกจากนิทานในดินแดนที่สสารไม่จีรัง เหมือนหมอกยามเช้าในหุบเขาลุ่มแม่น้ำเหลือง กองหินมหึมาที่เรียกว่ากำแพงเมืองจีน โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินทันทีทันใดเหมือนมังกรหลับใหล หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของยุคโบราณและโลกปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ของมันถูกห้อมล้อมด้วยเรื่องเล่าขานของเหตุการณ์นองเลือดและความบ้าคลั่ง มันถูกกล่าวว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นที่ยาวที่สุดในโลก มังกรหินขนาดมหึมาที่ขนาดของมันไม่เพียงแต่น่าเกรงขาม แต่ยังเป็นแนวคิดของมันเอง มันเป็นการเปลี่ยนสัญลักษณ์ของความอัปยศ ความขัดแย้งของชาติ เป็นหลักการทางจิตวิทยาและวัฒนธรรมของประเทศจีนสมัยใหม่ด้วย

กำแพงเมืองจีนกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างไม่เป็นทางการของประเทศจีนในปี 1972 เมื่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เดินเข้าไปในระหว่างการเยือนเพื่อเปิดสัมพันธ์ทางการฑูตกับประเทศจีน เขากล่าวว่า "ผมคิดว่าคุณต้องพูดได้ว่า มันต้องเป็นกำแพงอันยิ่งใหญ่ ถูกสร้างโดยคนของประเทศที่ยิ่งใหญ่" แต่ชาวจีนเองไม่รู้สึกภูมิใจกับมันเสมอไป มุมมองเดิมของจีนต่อกำแพงก็คือพวกเขาคิดว่า มันเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลที่กดขี่ ความอ่อนแอทางทหารและความไร้ประโยชน์ มันเป็นสัญลักษณ์ของการทนทุกข์ของชาวจีนภายใต้การปกครองแบบกดขี่ มันเริ่มขึ้นที่บริเวณภูเขาบรรจบกับทะเล ที่ชางไห่กวนและทอดยาวผ่านภาคเหนือของจีนไปจรดขอบทะเลทรายโกบี ก่อให้เกิดระบบที่เรียกว่ากำแพงยาวซึ่งกินระยะทางหลายพันไมล์ของดินแดนจีน และความสง่างามของมันได้รับการเฉลิมฉลองอย่างกว้างขวางทั้งในนิทานและในตำนาน

ถึงกระนั้นโลกตะวันตกก็ไม่ได้รับรู้ถึงการปรากฏอยู่ของกำแพงเมืองจีนเป็นเวลากว่า 1,500 ปี ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ มันไม่ปรากฏอยู่ในภาพวาดของจีนสมัยนั้น หรือในบันทึกของมาโคโปโลตอนที่เขามาประเทศจีนในศตวรรษที่ 13 ในความเป็นจริงชาวจีนไม่ได้เรียกมันว่ากำแพงอันยิ่งใหญ่ จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 ที่โลกตะวันตกหลงใหลมันจนตั้งชื่อนี้ให้ ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 เริ่มมีแนวคิดแบบตะวันตกที่สถาปนาให้กำแพงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของประเทศจีน และชาวจีนก็ยอมรับแนวคิดนี้ เพื่อให้มันกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมสมัยใหม่ของประเทศจีน

ในปี 1908 นักเขียนและนักผจญภัย วิลเลี่ยม เอดการ์ กิล (William Edgar Geil) กลายเป็นชาวอเมริกันคนแรกที่เดินทางตลอดแนวกำแพง ข้อสังเกตของเขาเป็นคำเชื้อเชิญมากกว่าคำชมเชย และคำประกาศอันน่าอับอายของเขาถูกนำมากล่าวซ้ำจนถึงปัจจุบันว่า "กำแพงเมืองจีนคือสัญลักษณ์แห่งยุคทองของจีน มันยาว 1,700 ไมล์ และเป็นสิ่งก่อสร้างฝีมือมนุษย์ที่มองเห็นด้วยตาเปล่าจากดวงจันทร์" ซึ่งจริงๆแล้วเราไม่สามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้จากดวงจันทร์ เรื่องราวนี้ถูกแพร่ออกไปตอนที่มีการขึ้นสู่อวกาศ และมันก็เป็นที่รู้กันดีในหมู่นักบินอวกาศ ในหมู่คนที่เคยออกไปอยู่ในอวกาศว่า คุณไม่สามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้จากอวกาศได้ และนักบินอวกาศมักจะบอกว่า มีคนไม่น้อยที่ถามคำถามนี้ แต่เรื่องเล่าอื่นๆยังคงอยู่และแทบไม่เคยได้รับการยืนยันจากวิทยาศาสตร์

มีการคำนวณทุกชนิดในศตวรรษที่ 19 ออกมาว่า คุณเอาหินทุกก้อนจากกำแพงมาเรียงใหม่ได้รอบเส้นศูนย์สูตร หรือว่ามันมีมวลเท่ากับบ้านทุกหลังในอังกฤษและสก็อตแลนด์ และเรื่องเหล่านี้ก็อยู่มาจนถึงในศตวรรษที่ 20 ตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกำแพงเมืองจีนก็คือ มันมีกำแพงเมืองจีนจริงหรือไม่ มันเต็มไปด้วยความสงสัยว่ากำแพงเมืองจีนเคยปรากฏอยู่ในฐานะแนวป้องกันชิ้นเดียวยาวต่อเนื่องข้ามภาคเหนือของประเทศจีน มันน่าจะเป็นกำแพงไม่ต่อเนื่องหลายชุดที่สร้างในเวลาต่างๆ กัน โดยผู้คนต่างๆ กัน เพื่อจุดประสงค์ต่างๆ กัน แล้วนำมาต่อกัน ปล่อยให้ผุพัง สร้างใหม่ และขยายออกในช่วงราวๆ 2,000 ปี เมื่อคนคิดถึงกำอพงเมืองจีน พวกเขาคงจะคิดถึงสิ่งก่อสร้างใหญ่โต ยาวต่อเนื่องกันหลายพันไมล์ข้ามประเทศจีน แน่นอนว่าความจริงมันต่างจากนั้นมาก กำแพงถูกสร้างเป็นชิ้นๆ ส่วนใหญ่แล้วมันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าซากปรักหักพังทางโบราณคดีเลย และในพื้นที่ห่างไกลของจีนส่วนใหญ่มันก็ถูกทับถมไปแล้ว

ส่วนของกำแพงที่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิงที่ยังเหลืออยู่ ส่วนที่พวกเขาสร้างในศตวรรษที่ 16 นั้นน่าทึ่งมาก มันเป็นกำแพงอิฐตันอยู่บนภูเขาสูงชันพร้อมด้วยหอสังเกตการณ์ และมันก็ยากมากที่จะจินตนาการว่าพวกเขาสร้างมันจนเสร็จได้อย่างไร สำหรับขนาดอันใหญ่โตและมิติอันหนักแน่นของมัน กำแพงเมืองจีนยังคงมีปริศนาซ่อนอยู่ มันไม่เคยได้รับการสำรวจอย่างทั่วถึง และแม้แต่ในปัจจุบัน ไม่มีใครแน่ใจถึงความยาวและเส้นทางแท้จริงของมัน ประวัติศาสตร์กำแพงเมืองจีนที่ตกมาถึงเรา คือการผสมผสานอันแปลกประหลาดของความจริงและจินตนาการ หลักฐานอันหนักแน่นเพียงเล็กน้อยหลอมรวมกับเรื่องเล่าขานและตำนาน และมันก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกมันออกจากกัน

ไม่เคยมีอารยธรรมใดที่ดูจะนิยมการสร้างกำแพงมากกว่าชนชาติจีนอีกแล้ว การตั้งถิ่นฐานครั้งแรกสมัยยุคหินกลางหรือนีโอลีธิก (Neolethics) ส่วนสำคัญของเมืองถูกล้อมรอบด้วยคันดินถม อันที่จริงแล้วคำว่าชางที่แปลว่าเมืองในภาษาจีนยังแปลว่ากำแพงอีกด้วย กำแพงเมืองจีนคือกำแพงซ้อนกำแพง กำแพงเมืองจีนเป็นส่วนปกป้องกำแพงที่ซ้อนกันอยู่ทั้งปวง รวมถึงกำแพงของบ้านพักอาศัยด้วย กำแพงเป็นส่วนลึกล้ำทางประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมจีน พวกเขาสร้างกำแพงล้อมรอบบ้านและวัด เทพเจ้าของกำปพงและอาคารมีอำนาจเหนือขอบเขตความเป็นและความตาย คนจีนสร้างกำแพงเพื่อระบุขอบเขตของพวกตน เพื่อป้องกันผู้แปลกหน้าจากที่ห่างไกล กำแพงในบางแห่งอาจมีความสำคัญในบางพิธีกรรมด้วย ประเทศจีนสมัยก่อนเป็นอาณาจักรที่ปราศจากความสงบ การที่ชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือและอาณาจักรข้างเคียงที่ตื่นตัวทุกครั้งเมื่อมีสัญญาณของความอ่อนแอ กำแพงจึงถูกมองว่าเป็นความจำเป็นทางยุทธศาสตร์

จนสิ้นศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล บริเวณที่กลายเป็นประเทศจีนได้ก้าวเข้าสู่ยุคของความขัดแย้งระหว่างรัฐที่ยาวนานถึง 500 ปี มันประกอบด้วยรัฐที่ปกครองด้วยระบบขุนนางและรัฐเล็กๆ ที่ปกครองด้วยระบบศักดินาที่มารวมตัวกันหลายแห่งมารวมตัวกันอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ซึ่งมีอำนาจทางจิตใจและพิธีกรรมมากกว่าในทางปฏิบัติ จนถึงกลางศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล เกียรติยศและพันธไมตรีที่มอบให้จักรพรรดิต้องหลีกทางให้กับความเห็นแก่ตัวและการเข่นฆ่า มันคือช่วงสงครามระหว่างแคว้นที่ชาวจีนเริ่มสร้างกำแพงขึ้นอย่างจริงจัง แคว้นฉีสร้างกำแพงขึ้นตามแนวชายแดนด้านใต้เพื่อป้องกันศัตรูจากแคว้นฉู แคว้นฉูสร้างกำแพงตามแนวชายแดนด้านเหนือเพื่อป้องกันตนเองจากแคว้นฉิน แคว้นเยนและแคว้นเฉาสร้างกำแพงเพื่อป้องกันตนเองจากพวกเร่ร่อนทางเหนือและจากกันและกัน กำแพงมีความยาวทั้งหมดประมาณ 2,800 ไมล์ กำแพงถูกสร้างขึ้นตามแนวชายแดนของแคว้นต่างๆ ที่ทำสงครามกัน

ในยุคหนึ่งมีแคว้นต่างๆ ถึง 120 แคว้น เมื่อถึงช่วงสูงสุดของสมัยสงครามระหว่างแคว้น และมีเพียง 7 แคว้นที่เหลืออยู่ มีการทำลายแคว้นเล็กๆ มากมายทั่วทั้งประเทศจีน ที่หลงเหลือมาจากสมัยสงครามระหว่างแคว้นคือ ปรัชญาชีวิตหลักของจีนที่เริ่มก่อตัวขึ้น ขณะที่มีผู้มีความรู้พยายามคิดว่า สิ่งใดผิดพลาดและจะแก้ไขมันอย่างไร ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล ขงจื๊อเห็นถึงความจำเป็นในการเคารพกฎและความสำคัญระหว่างมนุษย์และสวรรค์อย่างเคร่งครัดและเสียใจกับการมีสงครามและกำแพง ลัทธิกลุ่มหนึ่งคือลัทธิเต๋าค้นพบคำตอบในธรรมชาติและเชื่อว่า ทุกสิ่งมีสภาพเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาพลังหยินและหยาง เพราะฉะนั้นการดิ้นรนและสงครามจึงเป็นเรื่องไร้สาระ ถ้าปรัชญาเหล่านี้กลายเป็นนโยบายระหว่างรัฐ มันคงเป็นไปได้ยากที่กำแพงจะถูกสร้างขึ้นมา

แต่แคว้นฉินใช้ระบอบการปกครองเบ็ดเสร็จด้วยกฎหมายการลงโทษและการให้รางวัล มีเรื่องเล่าที่ดีมากเกี่ยวกับคนดูแลมงกุฏและคนดูแลเสื้อคลุม ในคืนหนึ่งที่ฮ่องเต้หลับอยู่หน้าบริเวณเตาผิง คนดูแลมงกุฏจึงนำเสื้อมาคลุมให้ท่าน ฮ่องเต้ตื่นขึ้นมาถามว่า ใครห่มเสื้อคลุมให้ฉัน ผู้ดูแลมงกุฏก็ตอบว่าข้าเอง แล้วฮ่องเต้ก็สั่งให้นำตัวไปประหารทันทีเพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ของเขา เรื่องเหล่านี้เป็นแนวทางของกองทัพฉินในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล พวกเขาเริ่มเคลื่อนกำลังข้ามแผ่นดินจีนผนวกเอาแคว้นต่างๆ เข้าไปเหมือนหนอนไหมกัดกินใบหม่อนตามบันทึกนักประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ฮั่น 246 ปี ก่อนคริสตกาล เหตุการณ์สำคัญก็เป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องที่เกิดขึ้น เด็กชายอายุ 13 ก้าวเข้าสู่บัลลังค์ของแคว้นฉิน เขาเป็นที่รู้จักในนามของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิคนแรกของประเทศจีน ตำนานกล่าวว่าเขาบินไปยังดวงจันทร์ด้วยพรมวิเศษในความฝัน เมื่อมองลงมาเขาเห็นอาณาจักรของเขามีภัยคุกคามจากศัตรูมากมาย เขาปลุกบรรดาที่ปรึกษาขึ้นมาแล้วบอกว่า ข้าจะสร้างกำแพงที่ยิ่งใหญ่

ในปี 1974 ชาวนาที่กำลังขุดบ่อน้ำพบหลักฐานทางโบราณคดีที่น่าทึ่ง มันคือหลุมฝังตุ๊กตากระเบื้องพลทหาร พลธนู รถม้าศึกและม้า ทั้งหมดนี้มีขนาดเท่าของจริงและแต่ละตัวนั้นแตกต่างกันดูราวกับว่ามีต้นแบบมาจากของจริง ทุกวันนี้ตุ๊กตามากกว่า 6,000 ตัวถูกขุดขึ้นมา กองทัพกระเบื้องเคลือบที่ถูกออกแบบให้สู้ศึกเพื่อฮ่องเต้ในโลกหน้า หรือบางทีเพื่อคุ้มกันการหลับใหลชั่วนิรันดร์ในอาณาจักรของพระองค์ ในบริเวณใกล้เคียงเป็นหลุมฝังพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกของจีน หรือที่ขนานนามกันว่าปฐมกษัตริย์ ตามบันทึกที่ตกทอดสู่ราชวงศ์ต่อมา การขึ้นครองราชย์ของจิ๋นซีฮ่องเต้มีที่มาค่อนข้างคลุมเครือ พระมารดาของพระองค์เป็นนางระบำสาวเสน่ห์แรงและเป็นภรรยาน้อยของพ่อค้าเร่ผู้มีเล่ห์เหลี่ยมมากพอกับความร่ำรวย ขณะที่เข้ามาค้าขายในพระราชวัง พ่อค้าขอให้เธอเต้นรำกับรัชทายาทของราชวงค์ฉิน เมื่อพระองค์ตกหลุมรักเขาก็ยกเธอให้พระองค์ โดยไม่เคยเอ่ยปากเลยว่านางกำลังตั้งครรภ์บุตรของเขาอยู่ องค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์หลังขึ้นครองราชย์ไม่นาน แล้วจากนั้นจิ๋นซีฮ่องเต้ก็สืบทอดบัลลังค์ตั้งแต่ยังเยาว์วัย

ขณะที่ฮ่องเต้น้อยเติบโตขึ้น พระองค์เริ่มแสดงอุปนิสัยแปลกๆ และเกิดอาการวิตกกังวล พระองค์สั่งเนรเทศพระมารดา และสั่งพระบิดาอดีตพ่อค้าที่ว่าราชการแทนในวัยเยาว์ของพระองค์ให้ฆ่าตัวตาย พระองค์เรียกโหร หมอผี และที่ปรึกษาเจ้าเล่ห์ ไร้ศีลธรรมหลายคนให้เข้ามารับใช้ใกล้ชิด ประมาณ 234 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์ส่งกองทัพออกไปเพื่อพิชิตแผ่นดินจีนที่บรรพบุรุษได้เริ่มไว้ เมื่อเกิดสงครามระหว่างแคว้นก็มีแคว้นอิสระแยกตัวออกมา และท้ายที่สุดก็เหลือเพียงสองแคว้น จนเมื่อ 221 ปีก่อนคริสตกาล ประเทศจีนก็รวมเป็นหนึ่งเดียว เมื่อแคว้นฉินทำลายแคว้นฉีจนได้ จิ๋นซีฮ่องเต้ประกาศว่าตนคือจักรพรรดิของแผ่นดินใหม่ที่พระองค์ตั้งชื่อว่าจีน ตามราชวงค์ของพระองค์ และรีบรวมอำนาจอย่างรวดเร็ว จิ๋นซีฮ่องเต้สร้างอาณาจักรขึ้น ซึ่งมันไม่เคยมีมาก่อน พระองค์สร้างระบบถนนภายในประเทศ พระองค์สร้างมาตรฐานให้กับอักษรจีน พระองค์รวมสกุลเงินจีนต่างๆเป็นหนึ่งเดียว พระองค์สร้างมาตรฐานให้อาณาจักร พระองค์ทำให้มันเป็นเอกภาพ พระองค์ยังสนใจเรื่องเวทมนต์ การเล่นแร่แปรธาตุอย่างเหลือเชื่อ และเชื่อว่าพระองค์สามารถเอาชนะความตายและเป็นอมตะได้ พระองค์อยากเป็นคนครองโลก

จิ๋นซีฮ่องเต้ตั้งมาตรฐานการชั่ง ตวง วัด ด้วยระบบที่มีพื้นฐานอยู่บนเลขหก อันเป็นเลขมหัศจรรย์ของพระองค์ พระองค์ประกาศว่าสีดำคือสีที่มีพลังลึกลับของพระองค์เป็นสีทางการสำหรับเสื้อผ้าและธงของอาณาจักรและสถาปนาตนเองขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ และออกพระราชบัญญัติว่าราชวงศ์ฉินจะปกครองตลอดไป จากนั้นพระองค์ก็ตัดสินพระทัยสร้างกำแพง ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าความคิดของการสร้างกำแพงเมืองจีนเข้ามาอยู่ในพระทัยของจักรพรรดิเมื่อใด หรือทำไมพระองค์ตัดสินพระทัยสร้างมัน ตำนานหนึ่งเล่าว่าหนึ่งในโหรของพระองค์ทำนายว่าราชวงค์ของพระองค์จะล่มสลายด้วยฝีมือของเผ่าคนเถื่อนจากภาคเหนือ ส่วนเรื่องอื่นก็เกี่ยวกับความฝัน ลางบอกเหตุ และความตั้งพระทัยของจักรพรรดิที่จะสร้างอนุสรณ์ถึงความรุ่งเรืองของพระองค์เมื่อใดก็ตามที่มีโอกาส

จิ๋นซีฮ่องเต้แต่งตั่งให้นายพลเม้งเทียน นายทหารผู้แข็งขันและมากด้วยความสำเร็จรับผิดชอบการสร้างกำแพง เพื่อจะแบ่งแยกผู้คนที่มีอารยธรรมจากพวกคนเถื่อน และปีศาจร้ายที่อาศัยอยู่พื้นที่ว่างเปล่าทางเหนือ  กำแพงเริ่มต้นตั้งแต่ทะเลเหลืองทางตะวันออกไปจนถึงทะเลทรายโกบีทางตะวันตก มันต้องมีความสูง 24 ฟุต และมีความกว้างมากพอที่นายทหาร 8 นายจะเดินเรียงหน้ากระดานได้ กำแพงต้องสร้างตามลักษณะภูมิประเทศตราบเท่าที่เป็นได้และต้องไม่สร้างเป็นเส้นตรง เพราะเชื่อว่าปีศาจเดินทางได้เป็นเส้นตรงเท่านั้น เทคนิคการสร้างกำแพงแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละที่ และมีกำแพงของจิ๋นซีฮ่องเต้เหลืออยู่น้อยมากจนไม่สามารถบอกได้ว่ามันถูกสร้างอย่างไร กระนั้นนักวิชาการเชื่อว่ามันถูกใช้เป็นแนวไว้สำหรับสร้างเพิ่มเติมตามรากฐานของมัน

นายพลเม้งเทียนเริ่มด้วยการสร้างหอคอยก่อน โดยสร้างจากอิฐและหินโดยมีฐานเป็นเศษหิน หอคอยเหล่านี้สูงประมาณ 40 ฟุต มีฐานเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 40 ฟุต เมื่อสร้างหอคอยเสร็จแล้วมันจะถูกเชื่อมเข้าด้วยกำแพงหิน เพื่อป้องกันผู้รุกรานและปีศาจร้าย ป้อมปราการที่ใหญ่พอที่จะบรรจุทหารได้หลายร้อยนายถูกจัดวางอยู่ในระยะธนู 2 ดอก เพื่อให้สามารถคุ้มกันพื้นที่ระหว่างนี้ได้ หอคอยโผล่ออกมาจากกำแพงเหมือนป้อมปืน ดังนั้นฝ่ายป้องกันสามารถยิงใส่ผู้รุกรานได้ตลอดแนวกำแพง มีการประมาณว่าชาวแคว้นฉินภายใต้การดูแลของนายพลเม้งเทียน ก่อสร้างกำแพงใหม่หลายร้อยไมล์ส่วนที่เหลือเป็นการก่อสร้างเพิ่มจากของเดิมที่แคว้นอื่นทำไว้แล้วรวมกับของใหม่ สิ่งที่พวกเขาทำก็คือการเชื่อมกำแพงรุ่นก่อนๆที่สร้างในสมัยสงครามระหว่างแคว้น พวกเขาใช้เทคนิคการบดอัดดิน เป็นเทคนิคเดียวที่พวกเขารู้จัก ซึ่งมันไม่ได้แตกต่างจากกำแพงในยุคนีโอลีธิกส์เลย เพียงแต่มันมีขนาดที่ใหญ่กว่าเท่านั้นเอง

ในภูเขาทางทิศตะวันออก ดินแห้งถูกนำมาถมระหว่างกำแพงหินหรืออิฐจนได้ระดับที่แน่นพอเพียง จากนั้นหินหรืออิฐจะถูกนำมาเรียงทับหน้าเพื่อป้องกันฝนชะล้างและใช้เป็นถนน ห่างออกไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นหินตะกอนละเอียดที่เรียกว่าดินเหลือง คนงานจะเทดินที่ผสมกับน้ำลงในพิมพ์ไม้แล้วนำไปก่อเป็นโครงสร้างให้แข็งแรงเมื่อมันแห้งแล้ว บนพื้นที่แห้งแล้งของที่ราบฝั่งตะวันตก กำแพงถูกสร้างจากใบต้นปาล์ม ต้นกก แสม กับกรวดและโคลน ไปจนสิ้นสุดที่ริมทะเลทรายอันกว้างใหญ่ เลยไปจากนั้นเป็นดินแดนที่สิงสถิตย์ของวิญญาณร้าย นายพลเม้งเทียนสร้างกำแพงเหล่านี้เสร็จภายในเวลาน้อยกว่า 10 ปี หรือเสร็จก่อน 210 ปีก่อนคริสกาล แต่เรื่องราวที่คาดการณ์เกี่ยวกับมูลค่าของมันในแง่ความทุกข์ทรมานและชีวิตที่สูญเสีย เรื่มแพร่กระจายออกไปแล้ว

แรงงานจำนวนมากมาจากการเกณฑ์ชาวนาผสมกับนักโทษ ทหารที่ถูกจับได้ ขุนนางตกยาก นักปราชญ์ และคนอื่นๆที่ถูกเรียกว่าเป็นศัตรูของอาณาจักร เป็นที่กล่าวกันว่าทุกๆสิบคนที่ถูกเกณฑ์มา มีเพียงสามคนรอดกลับบ้าน จักรพรรดิมีคำสั่งอีกว่า ใครก็ตามที่แอบหลับจะต้องถูกฝังทั้งเป็นไว้บนกำแพงนั่นเอง ความทรงจำอันแพร่หลายของการสร้างกำแพงก็คือ ชาวนาถูกกวาดต้อนมาทำงานแล้วก็ไม่เคยกลับไปอีกเลย โดยถูกใช้งานเยี่ยงทาสจนเสียชีวิตในผืนป่าที่ห่างไกล มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก และมีเรื่องเล่าว่า ศพของชาวนาถูกโยนทิ้งลงไปในช่องว่างระหว่างกำแพง ซึ่งเป็นที่ใส่เศษหิน ความเลวร้ายนี้ถูกระบายออกมาผ่านบทกวีมากมาย ชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือตำนานของคุณนายเม็ง หนึ่งในเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่เด็กๆเรียนในช่วงยี่สิบปีแรกของการปกครองระบบสังคมนิยม เป็นเรื่องของหญิงคนหนึ่งตามหาสามีของเธอที่ถูกจิ๋นซีฮ่องเต้ส่งไปเป็นแรงงานทาสที่กำแพงนั่น แล้วเธอก็พบว่าเขาตายแล้วและอาจจะถูกฝังอยู่ในกำแพงเหมือนกับหลายๆคน ดังนั้นกำแพงจึงถูกมองว่าเป็นผลงานของความกดขี่ของระบอบขุนนาง ซึ่งถูกสร้างโดยหยาดเหงื่อของคนธรรมดาภายใต้การทารุณของทรราชย์ ขณะที่ในตอนนี้กำแพงนั้นถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของประเทศจีน ความยั่งยืนของอารยธรรมของมัน เป็นการแสดงพลังอำนาจ ประวัติศาสตร์

เมื่อการก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนด หนึ่งในโหรของจักรพรรดิกล่าวว่า กำแพงจะไม่มีวันเสร็จ ถ้าไม่มีการฝังคนหนึ่งหมื่นคนทั้งเป็นในนั้น จักรพรรดิรู้สึกว่าพระองค์ไม่อาจเสียคนขนาดนั้นได้ จิ๋นซีฮ่องเต้แก้ปัญหาด้วยการหาชายคนหนึ่ง ซึ่งชื่อของเขามีตัวอักษรที่มีความหมายว่าหนึ่งหมื่นมาฝังไว้ในกำแพงแทน ประมาณกันว่ามีคนงานสร้างกำแพงหนึ่งล้านคนระหว่างการทำงานที่ยาวนานหลายปีในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก และไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีผู้เสียชีวิตมากมายจากภูมิอากาศ ความเหนื่อยล้า และความอดอยาก แม้กระทั่งทุกวันนี้ยังมีเรื่องเล่าที่ว่าศพของพวกเขาถูกฝังตรงที่เสียชีวิตอยู่ในสุสานยาวที่สุดในโลกตลอดกาล หลังจากรวมประเทศจีนเข้าเป็นหนึ่งเดียวไม่ทันถึงสิบปี การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีก โครงการสาธารณะเช่น คลอง ถนน และระบบเกษตรกรรม ได้รับการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ขณะนี้เมื่อมีกำแพงใหญ่ล้อมรอบ จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงประกาศว่าไม่มีใครจะเอาชนะอาณาจักรของพระองค์ได้ แต่มีสุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ

แม้ขณะที่กำแพงอยู่ระหว่างการก่อสร้าง จิ๋นซีฮ่องเต้ยังคงถลำลึกลงไปในเรื่องไสยศาสตร์และความวิปลาส สองร้อยสิบสามปีก่อนคริสกาล พระองค์ตัดสินพระทัยว่าประวัติศาสตร์ควรเริ่มต้นที่พระองค์และสั่งให้เผาหนังสือประวัติศาสตร์ทั้งหมด ใครที่พบว่ามีหนังสือเหล่านี้อยู่ในครอบครองหลังการประกาศจะถูกส่งไปใช้แรงงานสร้างกำแพง หรือถูกฝังทั้งเป็น ประมาณการว่านักปราชญ์ 460 คนเสียชีวิต เมื่อบุตรชายองค์โตและเป็นรัชทายาทของพระจักรพรรดิคัดค้านนโยบายนี้ เขาก็ถูกเนรเทศให้ไปช่วยงานนายพลเม้งเทียนทางเหนือ ขณะที่จักรพรรดิมีพระชนม์มายุเพิ่มขึ้น ความลุ่มหลงกับความตายของพระองค์ก็เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้จะมีบันทึกว่าพระองค์เข้าเยี่ยมชมการก่อสร้างกำแพงของพระองค์เพียงครั้งเดียว และมีรายงานว่าพระองค์ออกเดินทางค้นหายาที่จะทำให้เป็นอมตะถึง 5 ครั้ง แต่พระองค์ก็สิ้นพระชนม์เมื่อมีอายุได้ 49 พรรษา ในการเดินทางครั้งหนึ่ง การสิ้นพระชนม์ของพระองค์อาจเกิดจากยาที่มีสารอันตรายอย่างตะกั่วหรือสารหนูที่พระองค์เสวยเข้าไปเพื่อเสาะหาชีวิตอมตะ

ราชวงค์ของพระองค์ล่มสลายด้วยน้ำมือของบุตรชายคนที่สองที่ชื่อ อู๋ไห่ การที่รัชทายาทอันชอบธรรมอยู่ระหว่างการถูกเนรเทศ ทำให้อู๋ไห่ขึ้นครองราชย์อาณาจักรฉิน พร้อมความเจ้าเล่ห์ โหดร้ายที่เหมือนพระบิดา แต่ขาดซึ่งความเข้มแข็งและความเป็นผู้นำแบบจิ๋นซี เขาสั่งขังที่ปรึกษาทั้งหมดของพระบิดา รวมทั้งนายพลเม้งเทียน ผู้ซึ่งฆ่าตัวตายหลังจากไตร่ตรองความโชคร้ายของตนและกล่าวว่า เขาสมควรตาย เพราะเขาละเมิดชี่ อันเป็นการไหลของพลังงานโลกด้วยการก่อสร้างกำแพงที่ละเมิดพื้นที่ภูเขา แม่น้ำ และพื้นที่ธรรมชาติอื่นๆ  อู๋ไห่ครองราชย์ได้เพียงสี่ปี ก่อนที่ฝ่ายกบฏจะล้มล้างเขา และประเทศจีนกลับเข้าสู่สงครามกลางเมืองอีกครั้ง ราชวงค์อันยิ่งใหญ่ที่หวังจะได้อยู่ตลอดกาล กลับได้อยู่เพียง 15 ปี นับเป็นการปกครองที่สั้นที่สุดที่เคยปกครองจีน

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com

เล่าเรื่องสยองขวัญ สยองกลางทุ่ง
10 โรคมฤตยูที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์
10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิตที่สุดในโลก
10 สุดยอดคนสมองเพชรที่ฉลาดที่สุดในโลก
เล่าเรื่องสยองขวัญ นั่งซากหวาดผวา ศพล่อเสือ
25 การทรมานสุดโหดในประวัติศาสตร์
มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน (Sawney Bean)
25 อาหารแปลกจากทั่วโลก
10 อันดับสุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
จัดอันดับ
เรื่องเล่าสยองขวัญ
ประวัติศาสตร์
เมนูอาหาร
สุขภาพ
ตุลาคม 17, 2017, 10:19:58 PM
ตอบกลับ #12
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 276
    • ดูรายละเอียด

ภัยของยาไอซ์

ที่มา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)
รายการแซ่บระวังภัย



ยาไอซ์นั้นมีลักษณะเป็นผลึกใสคล้ายก้อนน้ำแข็งจึงเป็นที่มาของคำว่ายาไอซ์ ยาไอซ์เป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 ประเภทเดียวกับยาบ้า สารหลักในยาไอซ์คือ เมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทให้เกิดอาการหลอน พิษของยาไอซ์รุนแรงกว่ายาบ้า ผู้เสพหลายคนที่เป็นผู้หญิงมักเข้าใจผิดว่าเสพยาไอซ์แล้วจะทำให้ผอม ผิวขาวสวย จากสถิติพบการจับกุมยาไอซ์เพิ่มขึ้นถึง 7.8 เท่า และมีผู้เข้ารับบำบัดยาไอซ์เพิ่มสูงถึง 7.4 เท่า ข้อมูลตั้งแต่ปี 2550-2554 และประมาณการผู้เสพยาไอซ์ 130,000 คน และข้อมูลผู้เข้ารับบำบัดรักษายาเสพติดทั่วประเทศ เดือนมีนาคม 2555 พบว่ามีช่วงอายุ 20-24 ปีที่มากที่สุดถึง 1,744 ราย และช่วงอายุ 15-19 ปี จำนวน 1,000 ราย และเป็นช่วงอายุที่เริ่มเสพยามากที่สุด

มันคือหนึ่งในยาเสพติดที่ร้ายแรงบนโลกใบนี้ ชื่อของมันคือไอซ์ หรือเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ ยาไอซ์จำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ เพียงแค่ 12% เท่านั้นที่ถูกส่งต่อไปยังประเทศอื่น มันเริ่มจากพืชที่ชื่อมาฮวง(Ma-huang) ซึ่งแพทย์จีนใช้ในการรักษาโรคมานานกว่า 5,000 ปี จนปีค.ศ.1887 นักเคมีพบสารอีฟรีดินในมาฮวง และเริ่มมีการสังเคราะห์สารเมทแอมเฟตามีนจากอีฟริดินขึ้นในปีค.ศ.1893 กลายเป็นยาเสพติดอันตรายที่สร้างปัญหาต่อมนุษยชาติ เช่นยาบ้า ยาอีหรือ Ecstasy ยาไอซ์เป็นสารกระตุ้นตัวหนึ่งในกลุ่มนี้ เมื่อยาไอซ์เข้าไปในร่างกายมันจะออกฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวอย่างรุนแรง ทางด้านร่างกาย หัวใจจะเต้นแรงกว่าปกติ ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อเกร็งตัวและทำงานมาก ทางด้านจิตใจจะเกิดความอยาก หรือสนใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพิ่มมากขึ้น มีความตื่นตัวทางด้านอารมณ์มาก เคลิบเคลิ้ม จิตใจจะอยู่กับสิ่งที่ถูกชักนำในเวลานั้น กล้าที่จะทำ กล้าที่จะพูดมากขึ้น

เมื่อเสพยาไอซ์เป็นเวลานานจะเกิดผลเสียดังนี้
ผลเสียของยาไอซ์ด้านร่างกาย
จะเกิดอาการปวดท้อง แน่นหน้าอก หายใจไม่ทัน ปวดหัว ปวดเบ้าตา ที่คอจะมีเม็ด มีหนอง ร้อนใน ปวดรากฟัน มีกลิ่นปากเหม็น มีเสมหะขาวข้นตลอดเวลา ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด
ผลเสียของยาไอซ์
จะมีอารมณ์แปรปรวน ขึ้นลงง่าย ขี้ระแวง ขี้ใจน้อย คิดเล็กคิดน้อย จนทำให้ไม่ไว้ใจคนอื่น หงุดหงิด ฉุนเฉียว โกรธง่าย เกิดความฟุ้งซ่านมากขึ้น เมื่อใช้นานวันเข้าจะทำให้เกิดอาการทางจิต ประสาทหลอน หวาดระแวง ก้าวร้าว
เมื่อถึงเวลานั้น แม้ผู้เสพติดต้องการจะเลิก แต่ยาไอซ์ก็เข้าไปเปลี่ยนการทำงานของสมองและระบบประสาท มันทำให้กลไกการหลั่งสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกสุขในสมองของผู้เสพทำงานผิดปกติ ผู้เสพจะไม่สามารถรู้สึกสุขตามธรรมชาติได้ด้วยตนเอง หากแต่ต้องพึ่งพาฤทธิ์ของยาไอซ์ กลายเป็นทาสของมันอย่างสมบูรณ์แบบ

โดยทั่วไปแล้วยาไอซ์จะกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดพามีนมากๆ ดังนั้นผู้ที่เสพจึงรู้สึกมีความสุข คึกคัก อารมณ์ดี ไม่ง่วง แต่ถ้าใช้ไปนานๆ สารในสมองนี้ก็จะหายไป และในที่สุดก็จะกลายเป็นโรคซึมเศร้า เป็นโรคจิตได้ ยาไอซ์จัดเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดรุนแรง จึงมีบทลงโทษต่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า ส่งออก และผู้ค้า สูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต แต่กระนั้นก็ไม่สามารถยับยั้งการระบาดของยาไอซ์อย่างเด็ดขาดได้ จากข้อมูลการรักษาพบว่า ผู้เสพไอซ์จะเกิดการผิดปกติทางจิตเร็วกว่าผู้เสพยาบ้า แต่เนื่องจากไอซ์มีราคาแพง นักค้ายาจึงปรับการขาย โดยแบ่งขายย่อยตามกำลังซื้อของผู้เสพ เพื่อให้เยาวชนทั่วไปสามารถเข้าถึงไอซ์ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการจักปาร์ตี้เพื่อให้ลูกค้าหน้าใหม่ได้ลองใช้ กลยุทธเหล่านี้ทำให้ยาไอซ์ระบาดในหมู่เยาวชนตามสถานศึกษาและชุมชนมากขึ้นควบคู่ไปกับยาบ้า

อีกกลยุทธหนึ่งที่ใช้ส่งเสริมในการขายยาไอซ์ในหมู่เยาวชนก็คือการสื่อสารกันปากต่อปากและทางอินเตอร์เน็ต โดยการสร้างข่าวความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับยาไอซ์ว่าเป็นยาเสพติดชั้นสูงสำหรับคนมีระดับ ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้หุ่นดี ผิวขาวสวย ไม่ทรุดโทรม เสพแล้วอารมณ์ดี เข้าสังคมได้ง่าย เพิ่มความสนุกสนานในการเที่ยวเตร่ สรรพคุณที่ว่าเหล่านี้ล้วนโดนใจเหล่าวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในกระแสค่านิยมที่รักความสนุกสนาน รักความสวยความงาม ซึ่งทำให้ยาไอซ์แพร่ระบาดไปได้อย่างรวดเร็ว



แต่จากการศึกษาถึงการออกฤทธิ์ของยาไอซ์ โดยพิจารณาระดับของสารสื่อประสาทที่กระตุ้นความรู้สึกสุขในสมองและระบบประสาทของผู้เสพยาไอซ์ขณะก่อนเสพและขณะที่ไอซ์เข้าไปออกฤทธิ์พบว่า สารสื่อประสาทในด้านความรู้สึกสุขมีความแตกต่างกันอย่างมาก กล่าวได้ว่ายาไอซ์ทำให้ผู้เสพเกิดการติดได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เสพ การลองยาไอซ์เพียงครั้งเดียวอาจเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล ขณะเดียวกันข้อมูลการจับกุบและการรักษาในหลายประเทศพบว่าผู้เสพไอซ์จะมีอาการทรุดโทรมลงอย่างวดเร็ว ใบหน้าแก่กว่าวัยและมีบาดแผลตามใบหน้าและร่างกาย เนื่องจากขาดสติและการระมัดระวังตนเอง ละเลยสุขอนามัย ยาไอซ์จึงไม่ไดทำให้ผู้เสพสวยงามขึ้นตามความเชื่อที่นักค้ายาพยายามสร้างขึ้น





นอกจากนี้ในการผลิตยาไอซ์ต้องใช้สารเคมีประเภทกรด ซึ่งจะมีบางส่วนตกค้างอยู่ในไอซ์ ทำให้ผู้เสพส่วนใหญ่มีอาการโรคในช่องปาก ฟันผุกลายเป็นสีดำ ฟันโยกเก และหลุดไปในที่สุด อาการนี้จะรุนแรงกว่าฟันผุธรรมดาเพราะจะเป็นทั่วทั้งช่องปาก เช่นเดียวกับยาบ้าเนื่องจากมีสารเคมีตัวเดียวกัน ผู้ที่ใช้ยาไอซ์ติดต่อกันนานๆ จะเกิดอาการทางจิตโดยเฉพาะอาการหวาดระแวง มีแนวโน้มใช้ความรุนแรง ทำร้ายตนเองและผู้อื่น กลายเป็นความเดือดร้อนทางสังคม เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในช่วงที่ยาบ้าแพร่ระบาดอย่างมาก จากแนวโน้มการระบาดของยาไอซ์ประมาณการได้ว่าในปี 2560 จะมีผู้เสพยาไอซ์ถึงแปดล้านคน คิดเป็น 12% ของประชาการไทยในเวลานั้น หากคนไทยไม่เริ่มตระหนักถึงหายนะนี้ และไม่เริ่มดูแลลูกหลาน และคนในครอบครัว เป็นหูเป็นตาสอดส่องการแพร่ระบาดของยาเสพติดทั้งหลายให้ได้ตั้งแต่วันนี้

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com
ตุลาคม 17, 2017, 10:48:14 PM
ตอบกลับ #13
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 276
    • ดูรายละเอียด

25 สถานดำน้ำทั่วโลก
1.มายา ธิลา มัลดีฟส์ (Maaya Thila, Maldives)



มัลดีฟส์เป็นสถานที่ดำน้ำที่นิยมมาก มีพืชใต้น้ำที่แปลกใหม่และสัตว์ทะเลหลากหลาย และแนวปะการังที่สวยงาม เพราะมันเป็นเกาะที่แยกตัวออกมจากทวีปขนาดใหญ่ อุดมไปด้วยหินปะการังที่เป็นแหล่งกำเนิดระบบนิเวศทางทะเล คุณจะพบปลาหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น ปลาวาฮู หรือ ปลาอินทรีน้ำลึก ปลาทูน่าแจ็ค ปลาทูน่าด็อกทูธ (Dogtooth tuna)  ปลาผีเสื้อ ปลาสำลีและปลาพันธุ์หายากอื่น ๆ เช่น ปลานโปเลียนยักษ์ หรือ ปลานกขุนทองหัวโหนกยักษ์ (Giant Napoleon Wrasse) นอกจากนี้ยังมีฉลามวาฬ ดอกไม้ทะเล ปลาไหล ปลากระเบนราหูและเต่า

2. เปอร์โต กาเลรา ฟิลิปปินส์ (Puerto Galera, Philippines)



ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีเกาะมากกว่า 7,000 เกาะ เปอร์โต กาเลราถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่จะไปดำน้ำ เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งที่จะดูชีวิตทางทะเลและอุดมไปด้วยแนวปะการังที่สวยงาม ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของนักถ่ายภาพใต้น้ำ

3. เดอะบลูโฮล ประเทศเบลีซ  (The Blue Hole, Belize)



ประเทศเบลีซตั้งอยู่ในฝั่งตะวันออกของอเมริกากลาง ริมทะเลคาริบเบียน มีชื่อเสียงในเรื่องของเดอะบลูโฮล มันเป็นหลุมขนาดใหญ่ใต้น้ำ และเป็นสถานที่ๆดีที่สุดแห่งหนึ่งในการรักษาไว้วึ่งระบบนิเวศน์ทางทะเล

4. เกาะเต่า ประเทศไทย (Koh Tao Island, Thailand)



เป็นสถานที่ๆเหมาะแก่การดำน้ำมาก มันถูกล้อมรอบทุกด้านด้วยแนวปะการังที่มีสีสัน เหล่าสิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่หลากหลาย เช่น ปลาฉลามจ้าวมันหรือปลาฉลามสีเทา ฉลามวาฬ

5. ไคลัวร์ โคน่า ฮาวาย (Kailua Kona, Hawaii)



เป็นสถานที่ๆ เต็มไปด้วยสัตว์ทะเลหลากหลาย เช่น ปลาเขตร้อนที่มีสีสัน เต่าทะเลยักษ์ ฉลาม ปลากระเบน ปลาวาฬ และอื่น ๆ อีกมากมาย

6. อูทิล่า ฮอนดูรัส (Utila, Honduras)



ทะเลแคริบเบียนเป็นบ้านจำนวนมากของจุดดำน้ำ เกาะอูทิล่าก็เป็นสถานที่หนึ่งที่เรียกได้ว่าสวยมากที่สุดในแคริบเบียน

7. สิปาดัน มาเลเซีย (Sipadan, Malaysia)



เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดที่จะไปดำน้ำ เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตทางทะเล ปะการังแข็งและอ่อน ปลาฉลามหัวค้อน ฉลามครีบขาว ปลาฉลามเสือดาว และเต่าทะเล

8. โบแนร์ เนเธอร์แลนด์ แอนทิลลิส (Bonaire, Netherlands Antilles)



โบแนร์ เป็นเขตปกครองพิเศษของประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อรวมเกาะนี้กับเกาะอารูบาและคูราเซา เรียกว่าหมู่เกาะเอบีซี แห่งหมู่เกาะลีเวิร์ดแอนทิลลีส โบแนร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของเนเธอร์แลนด์แอนทิลลีส จนแยกออกมาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 2010 โดยแยกออกมาเป็นเขตปกครองพิเศษของเนเธอร์แลนด์

9. เกาะกีลี อินโดนีเซีย (Gili Islands, Indonesia)



ถือได้ว่าเป็นเมืองหลวงแห่งเต่าทะเลเลยทีเดียวสำหรับเกาะกีลี มีภาพใต้น้ำที่น่าตื่นตาตื่นใจกับความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ทางทะเล เช่น ปลานกแก้วหัวโหนก กระเบนราหู ปลาฉลามครีบขาวและครีบดำ เต่ากระ ปะการังแข็งและอ่อนหลากหลายชนิด นอกจากนี้ยังใกล้บาหลีอีกด้วย

10. เกาะแย็พ ไมโครนีเซีย (Yap, Micronesia)



มีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้จักเกาะแย็พ มันอยู่ห่างจากลอสแอนเจลิสเพียง 6,000 ไมล์ หรือห่างจากเกาะกวมด้วยการเดินทางโดยเครื่องบิน 1 ชั่วโมง เหล่านักดำน้ำหลงรักมัน มีสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังเป็นที่นิยมในหมู่นักสำรวจ นักนิเวศน์วิทยาและผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับธรรมชาติ

อ่านต่อที่นี่ 25 สถานดำน้ำทั่วโลก
ตุลาคม 19, 2017, 07:57:31 PM
ตอบกลับ #14
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 276
    • ดูรายละเอียด

10 สุดยอดไม้มงคลที่คนไทยนิยมปลูก

ที่มาข้อมูลจาก รายการ 5 มหานิยม ตอน สุดยอดไม้มงคลที่คนไทยนิยมปลูก
ฤกษ์มงคล เลขมงคล วัตถุมงคล อาหารมงคล ขนมมงคล คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คำว่ามงคล ที่พ่วงท้ายทุกคำที่กล่าวมานั้น มีอิทธิพลในชีวิตประจำวันของคนไทยมานานนับร้อยปี เช่นเดียวกับ "ไม้มงคล" อีกหนึ่งความเชื่อที่ผูกพันมากับคนไทยมายาวนานไม่แพ้กัน แต่เดิมคำว่าไม้มงคลนั้น คนโบราณหมายถึงไม้ยืนต้นเก้าชนิด อันได้แก่ ไผ่สีสุก ทรงบาดาล สัก กันเกรา พะยูง ทองหลาง ชัยพฤกษ์ ราชพฤกษ์ ขนุน โดยใช้ในการปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนตามทิศทางต่างๆ โดยเชื่อว่าจะเกิดสิริมงคลแก่ผู้ที่อยู่อาศัย ด้วยวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนไทยจึงมีความเชื่อว่าการปลูกไม้มงคลจะเป็นสิ่งดีต่อบ้านและผู้อยู่อาศัย โดยพันธุ์ไม้มงคลแต่ละชนิดก็จะมีความหมายมงคลในเรื่องที่ต่างกันออกไป แล้วแต่ประเพณีและวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งทางสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทยได้ทำการสำรวจจากเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา แม่บ้าน และประชาชนทั่วไปกว่าหนึ่งพันคนทั่วประเทศ เราจะได้ทราบกันว่า ไม้มงคลที่ฮ็อตฮิตของคนไทยมีอะไรบ้าง ปลูกอย่างไรให้เสริมสิริมงคล แล้วสายพันธุ์ไหนเสริมดวงเรื่องอะไรบ้าง มาดูกันเลยจ้า

อันดับที่ 10 ชวนชม (4.5%)



คนไทยมีความเชื่อว่าหากปลูกไม้มงคลนี้ไว้ประจำบ้านจะช่วยดึงดูดสิ่งดีงามเข้าสู่บ้านเรือน เสริมความเมตตา ชวนให้มีคนรักใคร่นิยมชมชอบ แม้แต่คนจีนยังขนานนาม "ชวนชม" ว่าเป็นดอกไม้แห่งความร่ำรวยอีกด้วย ควรปลูกต้นชวนชมในวันพุธ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

อันดับที่ 9 บัว (5.4%)



ราชินีแห่งไม้น้ำ คือสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ผุดผ่องในพุทธศาสนา ซึ่งการปลูกบัวไว้ในบ้านเชื่อกันว่าจะช่วยให้คนในครอบครัวมีจิตใจบริสุทธิ์ สะอาด ส่วนสายใยของบัวก็เปรียบกับสายสัมพันธ์ ความผูกพันที่แนบแน่นของครอบครัว โดยบัวที่นิยมปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคลก็ได้แก่ บัวหลวง บัวผัน บัวฝรั่ง บัวสาย และบัวกระด้ง บัวควรปลูกทางทิศตะวันตก และปลูกในวันพุธ

อันดับที่ 8 โกสน (6.3%)



อีกหนึ่งพันธุ์ไม้มงคลที่นิยมปลูกในเขตพระราชวังและวัดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งคำว่า "โกสน" นั้นพ้องกับคำว่า "กุศล" คือการสร้างคุณงามความดี จึงเชื่อกันว่าการปลูกโกสน ก็จะช่วยเพิ่มบุญบารมีให้กับคนในบ้านได้อยู่เย็นเป็นสุข โดยควรปลูกต้นโกสนในวันอังคารทางทิศตะวันออก

อันดับที่ 7 พุทธรักษา (6.8%)



ด้วยชื่อที่เป็นสิริมงคลทำให้ไม้ล้มลุกชนิดนี้เป็นที่นิยมมาตั้งแต่โบราณจากความเชื่อที่ว่าการปลูกพุทธรักษาก็เหมือนมีพระพุทธคอยปกปักรักษาให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข ควรปลูกต้นพุทธรักษาในวันพุธ ทางทิศตะวันตก เพื่อให้แคล้วคลาดจากเรื่องเลวร้ายนั่นเอง

อันดับที่ 6 บานไม่รู้โรย (8.8%)



ไม้ดอกที่แสนจะธรรมดาแต่มากไปด้วยคุณค่าและคุณประโยชน์นี้เป็นไม้มงคลที่เสริมดวงในเรื่องของความรัก ความผูกพันของคู่สามีภรรยา โดยคนโบราณนิยมให้คู่รักปลูกบานไม่รู้โรยไว้ในบ้านหรือตามแนวรั้ว เพื่อความเป็นมงคลในความรักที่ยั่งยืนไม่แปรผันโรยราเหมือนกับชื่อ "บานไม่รู้โรย" นั่นเอง

อันดับที่ 5 เข็ม (9.5%)



"เข็ม" เป็นพันธุ์ไม้มงคลที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะดอกเข็มนิยมใช้ในพิธีไหว้ครู รวมทั้งเป็นเครื่องสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิธีกรรมทางศาสนา นอกจากนี้ "เข็ม" ยังสามารถนำมาทำเป็นอาหาร ไม่ว่าจะนำไปชุบแป้งทอด ทานเป็นเครื่องเคียงคู่กับน้ำพริก หรือนำไปยำก็ทำได้ทั้งนั้น ซึ่งดอกเข็มสามารถนำไปทานได้เกือบทุกสียกเว้น "ดอกเข็มสีขาว" เพราะมีสารคล้ายไซยาไนด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย ส่วนความเชื่อโบราณนั้นกล่าวไว้ว่า การปลูกเข็มไว้ในบ้านจะช่วยเสริมสติปัญญาให้ผู้อาศัยมีความฉลาดหลักแหลม รวมทั้งรู้จักเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขัน วันที่เหมาะกับการปลูกดอกเข็มคือ วันพุธ ทางทิศตะวันออก และผู้ปลูกควรเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาก็จะช่วยเสริมสิริมงคลให้มากยิ่งขึ้น

อันดับที่ 4 โป๊ยเซียน (9.9%)



อีกหนึ่งไม้มงคลโชคลาภที่คนไทยนิยมปลูกกันมาอย่างช้านาน เนื่องจากความหมายที่ดีของคำว่า "โป๊ยเซียน" ที่หมายถึง เทพยดา 8 องค์ ผู้ปลูกเลี้ยงโป๊ยเซียนส่วนใหญ่มักปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อใช้เป็นไม้เสี่ยงทายคือถ้าผู้ใดสามารถปลูกโป๊ยเซียนให้ออกดอกแปดดอกขึ้นไป ผู้นั้นจะมีโชคลาภ ร่ำรวย หรืออาจจะได้เลื่อนตำแหน่ง การปลูกโป๊ยเซียนเพื่อเสริมสิริมงคลนั้น ควรปลูกในสันพุธทางทิศตะวันออกเฉียงใต้โดยผู้ที่ลงมือปลูกควรเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือญาติอาวุโส ญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ เพราะจะนำโชคลาภมาให้สมาชิกและมีแต่ความสุข เจริญรุ่งเรือง

อันดับที่ 3 มะลิ (10.5%)



ถ้าพูดถึงมะลิ ภาพในใจของทุกคนคงหนีไม่พ้นภาพของดอกไม้สีขาว กลิ่นหอมอ่อนๆ ใช้เป็นสัญลักษณ์ของวันแม่ ทำให้มะลิเป็นไม้ดอกที่คนทุกเพศทุกวัยรู้จักเป็นอย่างดี นอกจากเสน่ห์ที่กล่าวมาแล้ว มะลิยังเป็นไม้ที่ให้มงคลในทางความรัก ความเสน่หาอีกด้วย โดยมีความเชื่อกันว่าบ้านที่ปลูกมะลิจะมีแต่ความสงบสุขและเป็นที่ประทับใจของคนรอบข้าง รวมทั้งยังเกื้อหนุนให้เกิดความกตัญญูของลูกที่มีต่อแม่อีกด้วย เคล็ดของการปลูกมะลิในบ้านนั้นควรให้คุณแม่หรือผู้อาวุโสที่สุดในบ้านที่เป็นเพศหญิงเป็นคนลงมือปลูก ทิศมงคลคือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และควรปลูกในวันพุธ

อันดับที่ 2 วาสนา (12.8%)



ตามความเชื่อของคนไทยแต่โบราณ การปลูกต้นวาสนานั้นจะทำให้มีวาสนาดี หากผู้ที่ปลูกดูแลอย่างดีจนต้นวาสนาสามารถออกดอกได้ก็จะนำโชคลาภมาให้ ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือการได้เลื่อนยศเลื่อนขั้น เพิ่มบุญบารมีให้เจ้าของยิ่งขึ้น การปลูกต้นวาสนาควรปลูกในวันอังคาร ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โดยที่ผู้ปลูกควรเป็นผู้หญิง

อันดับที่ 1 ดาวเรือง (13.7%)



ด้วยชื่อที่เป็นมงคลและสีเหลืองดั่งทอง ทำให้ดาวเรืองเป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกไว้ในบ้านหรือริมรั้ว เพื่อเสริมชะตาชีวิตให้รุ่งเรือง เจริญก้าวหน้า โดยสีเหลืองนั้นเป็นมงคลหนุนให้มีเงินทองเต็มบ้าน และในประเทศอินเดียยังนิยมใช้ดาวเรืองในการบูชา บวงสรวงเทพเจ้าต่างๆ อีกด้วย "ดาวเรือง" นอกจากจะเป็นไม้มงคลที่คนไทยนิยมปลูกแล้วยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยอีกด้วย

ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ไม้มงคล
พันธุ์ไม้มงคล
ดอกไม้มงคล
ไม้มงคลเสริมวาสนา
อันดับไม้มงคล
ไม้มงคลต้นวาสนา
ไม้มงคลเสริมดวงชะตา
ไม้มงคลเสริมชะตาชีวิต